“[นิยาย] แด่ปวงเทพธิดา แด่ไซคี” มีฉากหรือเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่ กดยืนยันเพื่อเข้าชม เว็บจะจำไว้ในเบราว์เซอร์นี้
ทว่านางกลับมิได้หวาดกลัวเขาแม้แต่น้อย เขายิ้มขำราวกับอ่านสีหน้าของเจ้าหญิงออก
“ช่างไม่กลัวเกรงสิ่งใดเสียจริง เจ้ารู้หรือว่าข้าเป็นใคร ถึงได้ทำตัวน่าเอ็นดูถึงเพียงนี้”
“หรือท่านเป็นมนุษย์หรือเพคะ”
“ช่างหลอกง่ายเสียจริง”
“ถึงมิใช่ก็ไม่เป็นไรเพคะ”
เจ้าหญิงลูบไล้ข้างใบหูของเขาประหนึ่งยอมรับชะตากรรมมาแต่แรกและไม่เคยคาดหวังสิ่งใด พระสวามีผู้แปลกประหลาด แม้จะมีรูปลักษณ์เฉกเช่นมนุษย์ ทว่ากลับไร้ซึ่งไออุ่นของมนุษย์
ทว่าลมหายใจของสวามีที่กำลังเล้าโลมนางนั้นกลับอบอุ่นมาตั้งแต่แรกเริ่ม และไม่มีสิ่งใดจะทำให้นางรู้สึกคลายใจได้มากไปกว่าลมหายใจนั้นอีกแล้ว
“หากข้าเป็นอสูรกายตามที่เจ้าเคยได้ยินมาเล่า”
“ท่านก็คงเป็นพระสวามีตามที่หม่อมฉันคิดไว้เพคะ”
มือใหญ่ที่สอดลึกเข้าไปในร่องรักนั้นตึงแน่นจนแทบทนไม่ไหว หยาดน้ำเสน่หาที่หลั่งรินทะลักออกมาภายนอกอย่างไม่ขาดสายยิ่งทำให้นางแทบรับมือไม่ไหว
ความรู้สึกแปลกปลอมที่ครูดผ่านผนังเนื้อด้านในราวกับจงใจให้เกิดเสียงลามกหยาบโลนนั้นช่างแปลกใหม่ เขาส่งเสียงหัวเราะแผ่วเบาพลางเอ่ยถาม
“ช่างไม่กลัวเกรงสิ่งใด ชอบทำแต่เรื่องเสี่ยงอันตรายอยู่เรื่อย”
“ฮึก อา…! อื้อ…”
“…จนข้าไม่อาจละสายตาไปได้เลย”
แทนที่จะดึงไคทันของเจ้าหญิงลงไปจนถึงปลายเท้าเพื่อถอดออก เขากลับรั้งชายกระโปรงขึ้นมาไว้เหนือหน้าท้องแทน
เมื่อนางรู้ตัวว่าทั้งท่อนบนและท่อนล่างต่างเปลือยเปล่า มีเพียงหน้าท้องเท่านั้นที่ถูกบดบังไว้ด้วยผืนผ้าที่ยับย่น ขาทั้งสองข้างก็ถูกอ้าออกกว้างเสียแล้ว
นิ้วมือที่แหวกสะโพกและสอดแยงจากด้านหลังลงไปเบื้องล่างยังคงคาอยู่เช่นนั้น ขณะเดียวกันเขาก็ลูบไล้หยอกเย้าแยกกลีบเนื้อด้านหน้าพลางพึมพำ
“เจ้าหญิงผู้สำรวมกลับลามกสิ้นดี”
“ฮึก อึก อา…”
“ถึงกระนั้นแม้กระทั่งหว่างขาก็ยังน่าเอ็นดูถึงเพียงนี้ จะให้ข้าทำเช่นไรดี… หืม”
นิ้วมือที่เคยรุกล้ำช่องทางรักเลื่อนขึ้นมาค่อยๆ แยกริมฝีปากของนางออก แล้วปาดไล้ริมฝีปากล่างอันอวบอิ่ม
ทุกที่ที่ปลายนิ้วเลื่อนผ่านล้วนเปรอะเปื้อนหยาดน้ำเสน่หาที่นางหลั่งรินไว้จนหมดสิ้น ริมฝีปากสีแดงระเรื่อเปียกชุ่มไปด้วยหยาดน้ำรัก
เขาหัวเราะท่ามกลางความมืดมิดที่มองไม่เห็นสิ่งใด
“ดูดสิ เหมือนอย่างที่ข้าเคยทำ”
นิ้วมือที่สอดดันเข้าไปในริมฝีปากกดลงบนลิ้นอย่างนุ่มนวล นางรู้สึกรังเกียจชั่วครู่หรือไม่ ไม่รู้เลย นางเพียงอ้าปากดูดกลืนสิ่งนั้นราวกับต้องมนตร์สะกด
ด้วยวัยที่เติบใหญ่และมีพี่สาวที่อภิเษกสมรสแล้ว นางจึงมิใช่คนไร้เดียงสาถึงขั้นไม่รู้เรื่องการร่วมอภิรมย์ระหว่างชายหญิง
ถึงกระนั้น นางหรือจะเคยจินตนาการถึงสภาพของตนในยามนี้ การอ้าขาออกกว้างอยู่ใต้ร่างสามีที่มองไม่เห็นตัวตน พลางคาบนิ้วมือของเขาไว้ทั้งบนและล่างพร้อมส่งเสียงครางอย่างน่าบัดสีเช่นนี้
ทุกคราที่เขาสอดแทรกนิ้วมือเข้าไปในร่องรัก เอวของนางก็สั่นเทาไหวระริก นางร่ำไห้พลางดูดนิ้วมือของเขาโดยไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตนเองแตะถึงจุดสุดยอดอย่างรวดเร็ว จวบจนกระทั่งนิ้วมือถอนออกไปและริมฝีปากของเขาประกบปิดปากนางอีกครั้ง
มือที่ถูกดึงรั้งลงไปสัมผัสเข้ากับสิ่งแข็งขึงบางอย่าง นางถูกมือของเขาชักนำให้กอบกุมและลูบไล้มันอย่างไร้สติ มันใหญ่โตเกินกว่าจะกุมไว้ได้รอบด้วยมือเดียวอย่างแท้จริง จึงทำได้เพียงกางมือออกแล้วลูบวนไปมาเท่านั้น
“ฮึก อื้อ…”
คล้ายกับถอดฮิมาเทียนออกไปแล้ว ร่างกายของสามีจึงเปลือยเปล่า ยามที่นางตระหนักได้ว่าสิ่งที่ตนกุมไว้คือแก่นกายของสามี ปลายยอดที่แข็งขึงนั้นก็ดุนดันเข้ากับหน้าท้องน้อยของนางเสียแล้ว
ความเกรี้ยวกราดดุดันนั้นทำให้สิ่งนี้ให้ความรู้สึกราวกับอสูรกายอย่างชัดเจน แม้จะรู้ว่าต้องอ้าขาออกเพื่อโอบรับมันไว้ แต่นางก็มิกล้าพอจนต้องขมวดคิ้วแน่น
“…เข้าไม่ได้แน่เพคะ สิ่งเช่นนี้…”
“เบื้องล่างของเจ้าย่อมขยายรับได้ตามที่แยกออก เพียงพอแน่นอน”
“มัน ฮึก ใหญ่เกินไป…”
เขาทาบทับเรือนกายลงมาพลางกดเน้นลงตรงจุดเชื่อมต่ออันหมิ่นเหม่ระหว่างหน้าท้องน้อยกับเนินลับ
ทรวงอกอวบอิ่มแนบชิดบดบี้อยู่ใต้แผงอกของเขา ส่วนปลายที่ขยายตึงกดเบียดหน้าท้องน้อยพลางเสียดสีขึ้นไปจนถึงสะดือ หยาดน้ำทิ้งรอยชุ่มชื้นไว้บนผิวเนื้อที่ร้อนผ่าวและไวต่อสัมผัส
เขาขยับเอวลงต่ำอีกนิด แหวกกลีบเนื้อที่แยกออกด้วยท่อนลำของตน ราวกับพร้อมจะสอดแทรกเข้าไปในช่องทางคับแคบได้ทุกเมื่อ
“อีกทั้งยังหลั่งรินออกมาถึงเพียงนี้”
“อา……!”
ชั่วพริบตาที่เผลอไผล เขาก็ค่อยๆ แทรกตัวลึกเข้ามา ร้อนเหลือเกิน ร้อนเกินไปแล้ว ขาที่แยกกว้างสั่นระริก สติสัมปชัญญะพร่าเลือนไปในทันใด
“อา ฮึก อา…! อื้อ!”
“เจ้ากลืนกินเข้าไปจนหมดแล้ว รู้สึกหรือไม่”
ความตื้นตัน ความเสน่หา เจ้าหญิงมิอาจหยั่งรู้สิ่งที่เจืออยู่ในน้ำเสียงนั้นได้เลย ด้วยเพราะสิ่งที่แฝงอยู่ภายในนั้นมีมากมายเหลือคณานับ
เขาทำราวกับจะกระแทกกระทั้นเข้ามาอย่างไม่ปรานีโดยการดันส่วนปลายเข้ามา ทว่ากลับสอดแทรกอย่างเชื่องช้าจนสุดปลายทาง ความกดดันที่พอจะทนทานไหวกับความสุขสมที่ไม่อาจทานทนได้บีบคั้นจนแทบหายใจไม่ออก เขาไม่ใช่มนุษย์จริงๆ ด้วย หากเป็นมนุษย์คงไม่อาจทำเช่นนี้…
“กลืนกินเข้าไปจนหมดสิ้นเช่นนี้”
“ฮึก อือ ฮัก… อา……”
“ทั้งที่ข้ามอบโอกาสให้หนี มอบอิสรภาพที่จะไปที่ใดก็ได้ให้แก่เจ้าแล้ว”
“ฮื่อ อื้อ…!”
“แต่เจ้ากลับมาเอง ทำให้ข้าละสายตาไปไม่ได้เลยสักนิด พลางทิ้งโอกาสที่จะรอดพ้นจากมือของข้าไปเสียสิ้น…”
โดยที่ยังไม่ทันได้เข้าใจ ท้องน้อยก็พลันแน่นตึง ไร้ซึ่งความเจ็บปวดจากการเสียความบริสุทธิ์ ไร้ซึ่งความทรมานจากการฉีกขาด มีเพียงส่วนหนึ่งของสามีที่เติมเต็มจนล้นปรี่ เฮือก เสียงครางแหบพร่าสั่นคลอนสุรเสียงอันก้องกังวานสมบูรณ์แบบดั่งเทพเจ้าในทุกคำที่เขาเปล่งออกมา
เขาแนบร่างทับลงมาบนตัวนางอย่างแนบแน่นพลางสวนสะโพกขึ้น ราวกับจะแทรกดันแก่นกายที่นางยังมิอาจรองรับได้หมดนั้นเข้าไปให้สุด ภายในของเจ้าหญิงยังคงมิอาจกลืนกินโคนกายของเขาเข้าไปได้จนหมด ทว่ากลับต้องครางระงมเมื่อถูกสอดลึกเข้าไปสะกิดจุดข้างในอย่างแผกต่าง
ทุกคราที่เขาแทรกตัวเข้ามาในร่างของนาง สีสันแห่งความหรรษาก็แปรเปลี่ยนไป ราวกับเป็นการทะนุถนอม การขยับสะโพกจึงมิได้ดุดันรุนแรง ทว่ายิ่งนานเข้ากลับยิ่งอ่อนโยนและเชื่องช้าลง กระนั้น สำหรับร่างกายที่เพิ่งผ่านพ้นจุดสูงสุดครั้งแรกมาหมาด ๆ แล้ว มันกลับทารุณยิ่งนัก
หยาดน้ำสวาทที่เอ่อล้นทะลักตามจังหวะเข้าออกสาดกระเซ็นเปรอะเปื้อนอย่างหยาบโลน นางร่ำไห้พลางบิดกายไปมา เอวบางถูกตรึงไว้เช่นนั้นก่อนจะถูกกดแนบลงไปราวกับจะตอกตรึงให้จมหายไปกับเตียง
แม้จะเป็นแรงอันแผ่วเบาราวกับกริ่งเกรงว่าผิวเนื้อจะเกิดรอยแผลแม้เพียงนิด ทว่าการสอดใส่กลับยิ่งลึกล้ำขึ้น
“อ๊ะ อ๊า! ฮึก อื้อ!”
“ทั้งยามที่เจ้าร่ำไห้ ทั้งยามที่เบื้องล่างของเจ้าร่ำไห้ ช่างงดงามเหลือเกิน”
“ฮะ อึก ฮื่อ…!”
“จนข้า… ไม่รู้ว่าจะทำเช่นไรแล้ว กับเจ้า… ข้าจนปัญญาจริง ๆ…”
ริมฝีปากประกบเข้าหากันท่ามกลางลมหายใจหอบกระชั้น ยามที่เจ้าหญิงเป็นฝ่ายดึงรั้งสามีเข้ามาก่อน เขาจึงได้แต่ยอมโอนอ่อนตามมาอย่างเหม่อลอย ท่ามกลางแรงสั่นไหว ริมฝีปากเล็ก ๆ จุมพิตสะเปะสะปะลงบนคาง บนรอยต่อระหว่างริมฝีปากกับพวงแก้ม และบนปลายจมูกของเขาอย่างเก้งก้าง
แม้จะเป็นภาพที่น่าขัน ทว่าเขากลับไม่อาจหัวเราะออกมาได้เลยสักนิด เขาได้แต่กระซิบแผ่วเบาเหนือริมฝีปากของเจ้าสาวอย่างเว้าวอนพลางแนบจุมพิตลงไป
“…ไซคี”
ไซคี ไซคี (Psyche) ของข้า
น้ำหนักแห่งน้ำเสียงที่กระซิบว่านางคือดวงวิญญาณของเขานั้นช่างเด็ดขาดมั่นคง แม้จะดูยิ่งใหญ่เกินกว่าจะเป็นเพียงคำหวานในคืนวิวาห์ ทว่าน้ำเสียงของสามีกลับเป็นความจริงแท้
ไซคีลูบคลำเค้าโครงหน้าของเขาเพื่อซึมซับรับรู้ราวกับสตรีตาบอด ในที่สุดเขาก็กำลังแย้มยิ้ม
นับจากนั้น ค่ำคืนก็ผันผ่านไปถึงเจ็ดราตรี
ทุก ๆ คืน ยามที่ราตรีกาลอันมืดมิดจนมิอาจแยกแยะสิ่งของตรงหน้ามาเยือน เขาจะร่อนลงมาทางหน้าต่าง มีเพียงยามค่ำคืนเท่านั้น ทั้งเวลาที่เขามาหานาง และเวลาที่เขาจากไป
ยามลืมตาตื่นขึ้นมาเป็นครั้งแรกหลังผ่านพ้นคืนวิวาห์ ความทรงจำถึงเตียงอันเย็นเฉียบยังคงแจ่มชัด แม้ทุกสิ่งนอกเหนือจากเขาจะยังคงเหมือนเดิม ทว่าเพียงแค่เขาอันตรธานหายไป ค่ำคืนที่ผ่านมาก็กลับกลายราวกับความฝัน ความฝันที่เปี่ยมสุขเสียจนกลายเป็นฝันร้าย ความรู้สึกที่ใจหายวาบ ความว่างเปล่าเคว้งคว้างราวกับถูกผลักไสไปที่ใดสักแห่ง…
เพราะทนไม่ไหว นางจึงเฝ้าเดินวนเวียนไปทั่วคฤหาสน์อยู่นานสองนานด้วยคิดว่านี่คือความฝัน จนกระทั่งสุรเสียงเหล่านั้นพาตัวนายหญิงของพวกตนกลับมานอนลงบนเตียงอีกครั้ง และเมื่อลืมตาอันหวาดหวั่นขึ้นมา เขาก็กลับมาอยู่ตรงนี้แล้ว
ทว่าเมื่อหลับตาลงแล้วลืมตาขึ้นใหม่ เขาก็อันตรธานหายไปอีกครั้ง และแม้จะเดินตามหาจนทั่วคฤหาสน์ เขาก็มิได้อยู่ที่ใดเลย นางใช้เวลาตลอดทั้งวันไปอย่างเหม่อลอยราวกับถูกฝันร้ายครอบงำ
จนกว่าสามีจะกลับมาอีกครั้ง เพื่อบอกให้นางรู้ว่าทั้งหมดนี้มิใช่ความฝัน
ไซคียื่นมือออกไปในความมืดอย่างเงียบเชียบ มือที่แตะลงบนสันจมูกโด่งตรงอย่างแผ่วเบานั้นตกลงมาอีกคราโดยมิอาจเอื้อมลูบไล้
‘จะทำให้ตื่นไม่ได้เด็ดขาด ตอนนี้ท่านยังอยู่ข้างกาย…’
คืนนี้นางตั้งใจว่าจะไม่ข่มตานอน จนกว่าเขาจะจากไป
ด้วยเพราะนางปรารถนาจะเห็นด้วยตาตนเอง ไม่ว่าจะเป็นเวลาที่เขาตื่นขึ้นมาและจากข้างกายนางไป หรือหากแสงรุ่งอรุณสาดส่องเข้ามา นางจะได้มองเห็นเค้าโครงร่างของเขาอย่างเลือนรางโดยบังเอิญหรือไม่ก็ตาม
‘…อยากถามด้วยว่าพอจากที่นี่ไปแล้วท่านจะมุ่งหน้าไปที่ใด’
เสียงลมหายใจแผ่วต่ำและหลับสนิทของเขาเติมเต็มหัวใจอย่างอ่อนโยน ช่วยขับไล่ความรู้สึกว่างเปล่าจางๆ และเปี่ยมล้นด้วยความอิ่มเอมในปัจจุบัน ไซคีค่อยๆ ขยับกายเข้าหาสวามีอย่างระมัดระวังพลางยื่นหน้าเข้าไปใกล้
นางสงสัยเหลือเกินว่าเขาจะฝันบ้างหรือไม่ หากฝันแล้วจะฝันถึงสิ่งใดกันนะ อ่า หากนึกเรื่องนี้ได้ก่อนเขาหลับไปก็คงดี เพราะเขาเป็นบุรุษที่ยอมตอบคำถามได้ง่ายดายอย่างไม่น่าเชื่อ
‘พรุ่งนี้เมื่อท่านมา ข้าจะไม่ลืมถามเลย’
นางเงี่ยหูฟังเสียงลมหายใจของเขาอีกคราพลางสะกดกลั้นความเสียดาย ยิ่งวันเวลาผ่านไป สิ่งที่นางสงสัยเกี่ยวกับเขาก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องยิ่งใหญ่อะไรก็ได้ อย่างไรเสียหากทั้งหมดนี้คือโชคชะตา เรื่องยิ่งใหญ่เหล่านั้นจะยังไม่รู้ในตอนนี้ก็ไม่เป็นไร
ความปรารถนากลับผุดขึ้นมาจากเรื่องเล็กน้อยเหลือเกิน เช่น ในยามนี้นางอยากรู้สีหน้าของเขา ทั้งที่กระทั่งรูปร่างหน้าตาของเขานางก็ยังมิอาจล่วงรู้ ทว่ากลับสงสัยว่ายามหลับใหลเขาจะมีสีหน้าเช่นไร
ยามได้ยินเสียงหัวเราะทุ้มต่ำนุ่มนวลดังขึ้นเหนือศีรษะ นางก็อยากรู้ว่าเขาใช้สายตาแบบใดมองดูตน และยัง… ไซคีถอนหายใจออกมา
ความอยากรู้อยากเห็นช่างน่ารำคาญใจ ทว่านับแต่คืนวิวาห์เป็นต้นมา บรรยากาศอันสนิทสนม วาจาอันผ่อนคลาย นอกจากสิ่งเหล่านี้แล้วยังมีสิ่งใดเปลี่ยนไปอีกเล่า
นางขดกายซุกอยู่บนท่อนแขนของเขาพลางค่อยๆ ย้อนนึกถึงความทรงจำยามที่ใช้มือลูบไล้ใบหน้าของเขา
‘…มิได้อัปลักษณ์น่ากลัวเลยสักนิดนี่นา’
ราวกับได้สัมผัสรูปสลักอันสมบูรณ์แบบ ผิวพรรณไร้ซึ่งตำหนิและเครื่องหน้าอันเรียบเนียนหมดจด
เขาไม่มีสิ่งใดเหมือนอสูรกายเลยสักนิด ทว่าอสูรกายที่ใช้รูปโฉมงดงามล่อลวงมนุษย์แล้วทำลายยามเผลอไผลก็มีอยู่ถมไป จึงไม่อาจปักใจเชื่อได้
ทว่าน้ำเสียงนั้น น้ำเสียงอันเปี่ยมเสน่หาและแสนไพเราะนั่นเล่า
ไซคี สุ้มเสียงอันเปี่ยมล้นด้วยความรักใคร่ยามเรียกขานเช่นนั้น
เพียงแค่น้ำเสียงเช่นนั้น นางก็ไม่อาจคิดว่าเป็นของอสูรกายได้เลย จะมีคำสาปใดที่เพียงแค่ได้ยินก็ทำให้หัวใจผู้คนเปี่ยมล้นได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ
ไซคี ไซคี… นางท่องชื่อของตนเองเบาๆ ในใจ
กำลังโหลดความเห็น...