“[นิยาย] แด่ปวงเทพธิดา แด่ไซคี” มีฉากหรือเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่ กดยืนยันเพื่อเข้าชม เว็บจะจำไว้ในเบราว์เซอร์นี้
คืนนั้นไซคีนั่งริมหน้าต่างรอคอยการโบยบินมาของสามีหลังจากไม่ได้ทำเช่นนี้มาเสียนาน ค่ำคืนอันมืดมิดของเฮคาเต (hecate) ที่แม้แต่จันทร์ยังไม่ลอยเด่น ท้องฟ้าที่ถูกเมฆบดบังไร้ซึ่งดวงดาราสักดวง
ในวันเช่นวันนี้ สิ่งที่ไซคีสามารถชมมองนอกหน้าต่างได้นั้นจึงมีไม่มากนัก
มีเพียงเสียงลมราตรีที่พัดโอบล้อมคฤหาสน์อย่างเฉียบคม เสียงสายน้ำที่ไหลเชี่ยวอยู่เบื้องล่างเนินเขา และเสียงดอกไม้ใบหญ้าที่ลู่ไหวไปตามสายลม นกนานาพรรณกู่ร้องมาจากที่ไกลตาเป็นครั้งคราว อากาศแห้งผากราวกับย่างเข้าสู่เหมันต์
แม้ทอดสายตาออกไปภายนอกแล้วจะได้ยินเพียงสรรพเสียง แต่ก็มิได้รู้สึกอึดอัด นางมองทิวทัศน์ที่ไม่เคยแปรเปลี่ยนมานานนับร้อยกว่าวันแล้ว ต่อให้ความมืดมิดจะโรยตัวลงมาอย่างดำสนิท นางก็ยังสามารถนึกภาพทุกซอกทุกมุมของสิ่งที่ตนมองอยู่ได้ในทันที
ในไม่ช้า เสียงแหวกอากาศอันคุ้นเคยก็ดังแว่วมาจากนภากว้างไกล เสียงปีกคู่มหึมาที่กรีดผ่านเวหาอย่างนุ่มนวล ชั่วพริบตาหลังจากได้ยินเสียงนั้น เสียงฝีเท้าก็พลันร่อนลงแตะขอบหน้าต่างอันกว้างขวาง
เมื่อยื่นมือออกไป ปลายนิ้วก็สัมผัสได้ว่าเขาคุกเข่าลงข้างหนึ่ง ครั้นค่อยๆ เอื้อมมือขึ้นไปเบื้องบนอย่างระแวดระวังราวกับคลำหาในความว่างเปล่า เขาก็ก้มศีรษะลงแนบแก้มอันนุ่มนวลเข้ามา จุมพิตอันแสนอ่อนโยนประทับลงบนเรือนผม
“เป็นวันที่หนาวเหน็บนัก น่าจะรออยู่ข้างเตาผิง”
“เพราะอยากพบท่านทันทีที่มาถึงนี่คะ”
เขาประกบริมฝีปากลงมาอย่างดุดันราวกับสุดจะทานทน แต่เมื่อสัมผัสได้ถึงผิวที่เย็นเยียบก็ผละออกอย่างรวดเร็ว
เสียงฝีเท้าก้าวลงมาจากขอบหน้าต่าง กลิ่นหอมเย็นสดชื่นดั่งพงไพรยามสายฝนพรำ ลำแขนที่ยื่นเข้ามาโอบรัดกลิ่นหอมเฉพาะตัวนั้นไว้ พลางสวมกอดเอวของไซคีเพื่อพยุงตัวนางให้ลุกขึ้น
ณ ใจกลางห้องบรรทม เตาผิงที่เหล่าข้ารับใช้คอยดูแลมิให้ประกายไฟมอดดับตลอดทั้งวันกำลังลุกโชนอยู่เสมอ ทว่ากลับมองไม่เห็นเปลวเพลิงที่กำลังเผาไหม้ ราวกับมีม่านผืนใหญ่กางกั้นอยู่เหนือมัน นางเพียงแต่กะระยะห่างได้จากไออุ่นที่เพิ่มมากขึ้นอยู่เสมอเท่านั้น
ไซคีถูกสามีโอบอุ้มและสัมผัสได้ถึงเตาผิงที่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ไม่นานนางก็ถูกวางให้นั่งลงบนตำแหน่งที่อบอุ่นที่สุด
เก้าอี้สองตัวถูกจัดวางไว้สำหรับพวกเขาเสมอ นางรู้สึกได้ถึงร่องรอยของเขาที่นั่งลงข้างกายอย่างเงียบเชียบจึงหันไปมอง
“ท่านอาเฟซิสไม่หนาวหรือคะ ร่างกายของท่านดูเย็นเฉียบ…”
แม้จะไม่รู้สึกถึงไออุ่นเยี่ยงมนุษย์จากตัวเขา ทว่าก็อาจมีเรื่องที่ไม่รู้ได้ เมื่อนางขมวดคิ้วอย่างเป็นกังวล ริมฝีปากก็ประทับลงบนหว่างคิ้วราวกับจะบอกว่าอย่าได้ทำหน้ายุ่ง
“ห่วงตัวเองเสียเถอะ นั่งอยู่ข้างนอกนานเท่าใดกัน ร่างกายถึงได้เย็นเยียบเพียงนี้”
“ไม่ใช่ข้างนอกเสียหน่อยนี่คะ อีกอย่าง... เพราะอยากพบท่านทันทีที่มาถึงนี่นา…”
ริมฝีปากประกบเข้าหากันอีกคราพร้อมกับอบอวลไปด้วยไออุ่นของเตาผิง เขาดูดกลืนริมฝีปากล่างเพื่อให้นางเผยอริมฝีปากออกอีกครั้ง ก่อนจะเกี่ยวกระหวัดลิ้นที่ซ่อนอยู่ภายในช่องปากในชั่วพริบตา ลิ้นที่พัวพันและถูกดูดดึงลึกถึงโคนลิ้นทำเอานางแทบหมดลมหายใจ
“…วันนี้ก็ละเลยมื้ออาหารอีกแล้วสินะ”
เมื่อได้ยินเสียงหอบหายใจที่ถี่กระชั้นขึ้นในพริบตา สามีจึงปล่อยนางให้เป็นอิสระอย่างรวดเร็ว ถ้อยคำตักเตือนอันนุ่มนวลหลั่งรินอยู่เหนือริมฝีปากอันเปียกชื้น
“ท่านได้ยินมาหรือคะ”
“ได้ยินสิ”
“แกมมา (Gamma) หรือคะ ที่ชอบฟ้องเรื่องไม่เป็นเรื่องกับท่านอยู่เรื่อย”
“ถ้าใช่แล้วเจ้าจะลงโทษหรืออย่างไร”
สุ้มเสียงนั้นบ่งบอกว่านิสัยอย่างเจ้าจะทำได้เชียวหรือ ไซคีโอบกอดเอวของเขาพลางแย้มยิ้มอย่างแง่งอน
“ข้าเองก็ผูกใจเจ็บเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เป็นเหมือนกันนะคะ”
“ข้าเค้นถามเอง หากไม่รายงานความเป็นอยู่ของเจ้าอย่างละเอียด ข้าก็ขู่ว่าจะจับเปลื้องผ้าแล้วลอยแพไปตามแม่น้ำเสียด้วยซ้ำ”
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เวลากินทีหนึ่ง ข้ากินเยอะมากเลยนะคะ”
“ถ้าเช่นนั้น เหตุใดร่างกายถึงได้ซูบผอมลงทุกวันเล่า หืม”
ริมฝีปากของเขาเลื่อนไล้ไปตามแนวกรามเรียว บัดนี้นางพอจะรู้สาเหตุนั้นอย่างเลาๆ แล้ว ทว่าไม่อาจบอกเขาออกไปส่งเดชได้ เพราะหากพลาดพลั้งไป อาจฟังดูเหมือนนางกำลังตัดพ้อเรื่องการแต่งงาน…
แทนคำตอบ นางแย้มยิ้มสดใสให้เขาเห็นแล้วผละออกจากอ้อมอก เขาจึงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์
“จะไปไหน”
“มีของจะให้ท่านค่ะ ความจริงข้าถึงได้เฝ้ารอแต่เวลาที่ท่านจะมาอย่างไรเล่าคะ”
ไซคีเดินฝ่าความมืดอย่างคุ้นเคยไปคลำหาโต๊ะที่วางทูนิกของเขาไว้ เพียงไม่นานเนื้อผ้าก็สัมผัสโดนปลายนิ้ว
“นี่คือสิ่งใด”
มือใหญ่ทาบทับลงบนมือที่หยิบทูนิกขึ้นมา แขนอีกข้างที่โอบกอดมาจากด้านหลังรัดเอวของนางไว้แน่น นางหรี่ตาลงพลางเอ่ยตำหนิกลับ
“แค่ประเดี๋ยวเดียวแท้ๆ ก็นั่งรอเฉยๆ ไม่ได้หรือคะ”
“ก็เจ้าทำให้ข้าอยากรู้เองนี่”
“ทูนิกของท่านค่ะ นี่เป็นชุดแรกที่ตัดเย็บอย่างประณีตด้วยกี่ทอผ้าของที่นี่ แม้จะเคยทอฮิมาเทียนของตัวเองเป็นตัวแรกเพื่อฝึกฝน แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ใช้เครื่องมือนั้น มันก็เลยค่อนข้างเละเทะไปหน่อย แต่ชุดนี้…”
“สวมให้ข้าสิ”
ริมฝีปากที่กำลังเอ่ยเสริมด้วยเกรงว่าเขาจะไม่ชอบใจพลันยกยิ้มขึ้น เมื่อมือที่โอบรัดเอวคลายออกจนร่างกายเป็นอิสระ ไซคีจึงหมุนตัวกลับไปลูบไล้บนไหล่ของเขา
เขาสวมคลามิส (chlamys เสื้อคลุมสั้นของกรีกโบราณ) ทับไคทันตัวสั้น นางพาดชุดใหม่ของเขาที่ถืออยู่ไว้บนบ่า แล้วคลำหาเพอโรเนที่กลัดคลามิสไว้บนไหล่
“ดูเหมือนช่างตัดเสื้อเลยนะ”
เขาพึมพำอย่างอารมณ์ดีพลางจุมพิตลงบนกลางกระหม่อมของไซคี ไซคีส่ายหน้าไปมาคล้ายจะบอกว่าท่านกำลังเกะกะ ขณะปลดคลามิสออกจากร่างเขา
“อย่ากวนสิคะ”
“เจ้าเคยตัดเย็บเสื้อผ้าบุรุษด้วยหรือ”
“เคยตัดทูนิกกับฮิมาเทียนให้เสด็จพ่ออย่างละชุดค่ะ พอจะตัดให้อีก ท่านก็ไม่ยอมเพราะไม่อยากให้มือคู่นี้ต้องเหนื่อยยากลำบากน่ะค่ะ”
“ข้ายังดีใจที่เจ้าลำบากเพื่อข้าอยู่เลย… ดูท่าข้าคงใช้ไม่ได้เสียแล้วกระมัง”
“ข้าทำเพราะอยากเห็นท่านดีใจค่ะ เพราะฉะนั้นแค่ท่านยินดีข้าก็พอใจแล้ว”
ในที่สุดนางก็ถอดทูนิกออกจากกายเขาได้สำเร็จ ร่างเปลือยเปล่าที่มีมัดกล้ามเนื้อแน่นตึงสัมผัสอยู่ใต้ฝ่ามือ เขาดูดดึงใบหูของนางพลางพึมพำ
“ข้าอยากก่อกวนเจ้านัก”
น้ำเสียงแหบพร่าลง มือที่ลูบไล้แผงอกของเขาค่อย ๆ เลื่อนต่ำลงไปยังหน้าท้อง เขาจึงคว้ามือของนางแล้วดึงลงไปเบื้องล่างยิ่งกว่าเดิม นิ้วเรียวบางสัมผัสโดนแก่นกายมหึมาที่ผงาดขึ้นมาครึ่งหนึ่งแล้ว
ไซคีแสร้งทำเป็นจำยอมพลางใช้ปลายนิ้วลูบไล้ขึ้นมาตั้งแต่โคนคล้ายหยอกเย้า จากนั้นก็บิดข้อมือดึงหนีออกมาทันที
“ช่างเป็นภรรยาที่เย็นชาจริง”
“ข้าจะไม่ยอมให้ถูกขัดขวางจนกว่าจะสวมให้ท่านเสร็จหรอกค่ะ ก้มศีรษะลงหน่อยสิคะ ทางนี้…”
“เอาสิ”
เขาก้มศีรษะลงหานางราวกับเด็กที่ว่าง่าย
นางสวมทูนิกตัวใหม่ครอบลงบนศีรษะของเขา และคอยช่วยนำแขนทั้งสองข้างให้ออกมานอกทูนิกทีละข้าง
แม้จะมองไม่เห็น แต่นางก็ใช้มือปัดชายทูนิกที่ยาวลงมาถึงต้นขาอยู่หลายคราเพื่อให้ทรงสวยงาม แล้วจึงนำสายรัดเอวมาพันผูกไว้รอบเอวของเขา
ขณะที่อ้าแขนกว้างเพื่อโอบกอดเอวเขาไว้ราวกับโอบกอดต้นไม้และผูกสายรัดแน่นหนา จุมพิตก็ทิ้งตัวลงมาบนกระหม่อมของนางอีกครา ซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างอ่อนโยน นางหยีตาแย้มยิ้ม
“เข้ากันดีไหมคะ”
นางกลับเป็นฝ่ายถามคำถามที่คนสวมเสื้อผ้าตัวใหม่ควรจะเป็นผู้ถามเสียเอง เขาจ้องมองตนเองในคันฉ่องทองสัมฤทธิ์ที่ติดอยู่บนกำแพงพลางตอบ
“เพราะเจ้าตัดเย็บ เสื้อผ้าจึงงดงามเหมือนเจ้า เข้ากันได้ดีมาก”
“ข้าไม่รู้ว่าท่านชอบสีไหนที่สุดก็เลยไม่ได้ย้อมสีค่ะ หากท่านบอก ข้าจะย้อมสีลงไปให้นะคะ”
“แบบนี้ก็ดีแล้ว เพราะทุกเส้นด้ายที่ถักทอ ข้าล้วนเห็นสัมผัสจากมือเจ้า”
จุมพิตนับครั้งไม่ถ้วน น้ำเสียงที่เอ่ยเรียกอย่างอ่อนโยน… เป็นวันที่เปี่ยมล้นไม่ต่างจากวันอื่น ๆ แม้จะยังคงมองไม่เห็นเช่นเดิม ทว่าอย่างน้อยนางก็รู้อยู่แล้วว่าอาภรณ์ที่เขาสวมใส่อยู่มีรูปทรงเช่นไร จึงมีความปีติยินดีที่แตกต่างจากวันปกติธรรมดาอยู่ด้วย
ความปีติยินดีนั้นมอบความกล้าหาญให้ ไซคีจึงเอ่ยขึ้นเบา ๆ แนบริมฝีปากที่เพิ่งผละออกไป
“ท่านอาเฟซิส วันนี้ข้าพลันนึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ค่ะ…”
“เรื่องอันใดหรือ”
“…ข้ามีสิ่งที่ปรารถนาแล้วค่ะ”
เมื่อนางเพียงแค่เกริ่นไว้แต่กลับไม่อาจเอ่ยคำใดต่อ ปลายนิ้วที่ลูบไล้ริมฝีปากของนางราวกับจะบอกให้พูดอะไรออกมาก็ได้นั้นช่างอ่อนโยนนัก
“ก่อนที่ข้าจะแต่งงานกับท่าน ความจริงท่านพี่ของข้ากำลังตั้งครรภ์อยู่ค่ะ ป่านนี้คงใกล้จะคลอด หรือไม่ก็อาจจะคลอดออกมาแล้ว…”
“อืม”
“เพราะเป็นหลานคนแรก ข้าจึงอยากตัดเย็บเสื้อผ้าให้เสียหน่อยค่ะ แล้วก็อยากเห็นเด็กคนนั้นสวมใส่ด้วย…”
กำลังโหลดความเห็น...