“[นิยาย] เมื่ออดีตชาติ ฉันเคยขายชาติมาแล้วค่ะ” มีฉากหรือเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่ กดยืนยันเพื่อเข้าชม เว็บจะจำไว้ในเบราว์เซอร์นี้
ตอนที่ 100
การที่กิลด์ซิกนัสจัดประชุมกิลด์ขึ้นหลังจากเผชิญเรื่องใหญ่ติดต่อกันมานั้นนับเป็นเรื่องที่ไม่ได้เกิดขึ้นมานานมากแล้ว
สถานที่ประชุมก็ยังคงเป็นบ้านของเอน็อคเหมือนเช่นเคย และเพราะพวกเขามักจะพังข้าวของไปทีละชิ้นทุกครั้งที่รวมตัวกัน ในห้องรับแขกที่โล่งเตียนจนไม่เหลืออะไรเลยจึงมีเพียงเก้าอี้ตัวเดียวของเอน็อคผู้เป็นเจ้าของบ้านตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว
ในพื้นที่ซึ่งไม่มีเฟอร์นิเจอร์สำหรับแขกเตรียมไว้เลยแม้แต่อย่างเดียว มีคนห้าคนยืนเก้ๆ กังๆ อยู่ โดยเรียงตามลำดับคนที่เดินเข้ามา ได้แก่ มาร์คัสผู้ดูแลที่แท้จริงของกิลด์ซิกนัส วาเลรีผู้รับผิดชอบด้านการสืบข่าวและลอบสังหาร เบนนี่ผู้ฝึกสอนหน่วยสนับสนุน กิเดียนผู้เป็นแกนหลักในการพิชิตหนาม และสุดท้ายคือไซออน ช่างตีเหล็กผู้ผลิตอาวุธมีคมทั้งหมดของซิกนัส
เดิมทีเลนิสควรจะต้องอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย ทว่าหลังจากบีเซเข้าร่วมกิลด์ ก็ได้มีข้อตกลงกันว่าแผนกที่เกี่ยวข้องกับการเงินจะไม่ต้องเข้าร่วมการประชุมกิลด์
การประชุมครั้งล่าสุดจบลงด้วยการที่กิเดียนฟาดโต๊ะจนพังยับเยิน ส่วนตอนที่กิลด์ถูกลอบโจมตีนั้นเป็นการประชุมชั่วคราวที่จัดขึ้นโดยไม่มีเอน็อคจึงตัดออกไปได้เลย หากจะพูดว่านี่เป็นการประชุมที่สมาชิกทุกคนเข้าร่วมกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาโดยไม่ขาดตกไปแม้แต่คนเดียวเป็นครั้งแรกของปีนี้ก็คงไม่ผิดนัก
สีหน้าของคนทั้งห้าที่ยืนล้อมรอบเอน็อคมีแววแปลกประหลาดอยู่บ้าง นั่นเพราะคนที่เรียกประชุมครั้งนี้ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากหัวหน้ากิลด์อย่างเอน็อค ช่างเป็นเรื่องแปลกประหลาดอย่างยิ่งสำหรับคนที่เกลียดการทำงานจนคอยหาทางหลบเลี่ยงไปเรื่อย ถ้าเป็นเมื่อก่อน พวกเขาคงยกมือสองข้างขึ้นต้อนรับพลางถามว่าในที่สุดก็คิดจะทำงานแล้วหรือ ทว่าตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปมากแล้ว
“วาเลรี วันนี้พวกเรามารวมตัวกันทำไมเหรอ” “ไม่รู้สิ หัวหน้าคงมีเรื่องจะพูดล่ะมั้ง” “เพราะบีเซช่วยไว้แท้ๆ วาระที่คั่งค้างก็ไม่มีเหลือแล้วด้วย……”
เบนนี่กับวาเลรีที่ไม่รู้สาเหตุของการเรียกตัวกะทันหันกระซิบกระซาบกันเสียงเบา การลอบโจมตีของอันทาเรสที่ซัดเข้าใส่ซิกนัสได้สร้างความสูญเสียและความเสียหายมากมาย ทว่าหากจะมีข้อดีอยู่บ้าง ก็คงเป็นเพราะหลายส่วนของกิลด์พังพินาศไปจนหมด ปัญหาที่คั่งค้างสะสมอยู่จึงมลายหายไปพร้อมกันด้วย
ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยสมองอันยอดเยี่ยมของบีเซที่เซร่าไปดึงตัวมาจากเฮตาร์ดิน เขาได้บูรณะกิลด์ที่พังทลายให้กลับมายิ่งใหญ่อลังการกว่าเดิม รื้อระบบการทำงานที่ไร้ประสิทธิภาพทิ้งไป และกว้านซื้อสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทรุดโทรมหรือวัสดุอุปกรณ์ที่ขาดแคลนมาอย่างล้นหลามด้วยสัญชาตญาณการลงทุนอันน่าทึ่ง จึงทำให้แทบไม่มีวาระเร่งด่วนถึงขั้นต้องเปิดการประชุมเลย
ไม่มีถึงขนาดไหนน่ะหรือ ถึงขนาดที่เอน็อคซึ่งนั่งเปียกฝนโชกเป็นลูกหมาตกน้ำอยู่นั้นน่าเป็นห่วงมากกว่าปัญหาที่กระจัดกระจายอยู่ในกิลด์เสียอีก
“……หัวหน้าเอน็อค เช็ดน้ำหน่อยไม่ได้หรือครับ”
มาร์คัสมองแอ่งน้ำที่ขังนองบนพื้นไม้อย่างไม่สบอารมณ์ ในที่สุดก็ทนไม่ไหวจนต้องเอ่ยปากออกมาคำหนึ่ง
“ไม่ต้องมายุ่งน่า—”
เอน็อคสวนกลับด้วยน้ำเสียงเอื่อยเฉื่อย ฝนฤดูหนาวมันมีอะไรดีนักหนา หัวหน้าถึงได้เปียกปอนไปทั้งตัวแล้วยังดื้อดึงไม่ยอมเช็ดตัว ปล่อยให้ตัวเองเปียกชุ่มอยู่อย่างนั้น
อุตส่าห์เรียกคนมารวมตัวกันอย่างกระตือรือร้นแท้ๆ แต่ไม่รู้ทำไมใบหน้าด้านข้างที่เอาแต่เหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างที่มีสายฝนโปรยปรายถึงได้ดูหดหู่เศร้าหมองถึงขีดสุดขนาดนั้น
วาเลรีที่เฝ้ามองสภาพนั้นอยู่นิ่งๆ แอบสะกิดสีข้างมาร์คัสพลางกลอกตาไปมา
‘ได้ยินว่าเมื่อวานมีช่วงเวลาดีๆ กันไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมถึงเป็นแบบนั้นล่ะ’
มาร์คัสที่ได้รับสัญญาณจากวาเลรีกะพริบตาช้าๆ พลางตอบกลับ
‘ฉันจะไปรู้ได้ยังไง หมอนั่นเป็นแบบนี้แค่วันสองวันเสียที่ไหน’
ในระหว่างที่เหล่าสมาชิกกิลด์กำลังส่งสายตาสื่อสารกันอย่างเงียบเชียบเรื่องที่เอน็อคจู่ๆ ก็เกิดอาการซึมเศร้ากำเริบขึ้นมา ทั้งที่เพิ่งผ่านค่ำคืนอันเร่าร้อนจนอื้อฉาวไปทั่วทั้งกิลด์แท้ๆ ตอนนั้นเอง
“รายงานสถานการณ์ของแต่ละคนมา”
เอน็อคที่ดูเหมือนจะเหม่อมองนอกหน้าต่างไปตลอดกาลหันกลับมามองพวกเขาด้วยสีหน้าเรียบเฉยราวกับไม่เคยมีอาการหดหู่มาก่อน
คนที่ตอบเป็นคนแรกคือมาร์คัสผู้สบสายตากับเอน็อคเข้าอย่างจัง
“หนามส่วนกลางเหลือเพียงแค่การพิชิตช่วงสุดท้ายแล้วครับ จุดสำคัญคือการระบุตำแหน่งของแกนกลาง เดิมทีสโนว์ต้องเป็นคนตามหาต่อให้จบ แต่ฉันได้ยินมาว่าเขาไม่อยู่ในสภาพที่จะเคลื่อนไหวได้จนกว่าจะถึงฤดูใบไม้ผลิครับ”
รายงานของเขาเป็นเนื้อหาเกี่ยวกับหนามส่วนกลางที่ซิกนัสกำลังทุ่มเทให้ความสำคัญมากที่สุด ต้องขอบคุณการค่อยๆ บุกโจมตีทีละขั้น จึงเหลือเพียงส่วนยอดสูงสุดที่แกนกลางถูกซ่อนอยู่เท่านั้น ทว่าเพราะสโนว์ผู้รับหน้าที่สำคัญตกอยู่ในสภาพไม่สามารถขยับตัวได้ ทุกสิ่งจึงหยุดชะงักลง
“งั้น ให้ยัยผู้มีภูมิคุ้มกันนั่นไปแทนสโนว์ก็สิ้นเรื่อง”
กิเดียนที่ได้ฟังรายงานของมาร์คัสเอ่ยถึงทาสของเอน็อคแทบจะในทันทีราวกับเป็นปฏิกิริยาสะท้อนกลับ และ
“ยกเลิก”
เอน็อคเองก็เมินเฉยต่อความเห็นนั้นแทบจะในทันทีเช่นกัน
“คนต่อไป―”
เอน็อคที่ข้ามมาร์คัสกับกิเดียนไปอย่างเป็นธรรมชาติส่งสายตาไปทางเบนนี่ ก่อนจะ
“―คงไม่มีอะไรจะรายงานสินะ คนถัดไป”
พอสบเข้ากับใบหน้าสว่างสดใสที่ดูเหมือนไม่คิดอะไรเลย เขาก็เปลี่ยนไปหาคนถัดไปอย่างลื่นไหล
“สินค้าตามยอดสั่งซื้อที่ได้รับช่วงต้นปีนี้เคลียร์ออกไปหมดแล้ว ตอนถูกโจมตีคราวก่อนเตาหลอมพังไป แต่เพราะเป็นงานสั่งทำพิเศษเลยต้องใช้เวลาสักหน่อยกว่าจะนำเข้ามาได้” “ก็รอไปสิ”
จากนั้นเอน็อคที่จัดการกับไซออนอย่างรวดเร็วฉับไวก็พยักพเยิดหน้าไปยังวาเลรีที่เขาเวียนรอบโต๊ะข้ามมา
“ไอ้หนูโสโครกล่ะ?”
มันเป็นคำถามเกี่ยวกับสายลับที่มอบของขวัญชิ้นงามสุดแสบสันให้แก่ซิกนัส
“……ดูเหมือนหลังจากเหตุการณ์โจมตีคราวก่อนมันจะไม่เคลื่อนไหวเลย ร่องรอยเลยหายากมาก”
วาเลรีผู้คอยตามหาร่องรอยของหนูโสโครกที่แอบซ่อนเข้ามาในกิลด์อย่างลับๆ ส่ายหน้าเป็นเชิงว่าคว้าน้ำเหลว เดิมทีเธอเคยดำเนินงานกิลด์นักฆ่าก่อนจะถูกควบรวมเข้ามาอยู่ในซิกนัส จึงมีพรสวรรค์โดดเด่นเป็นพิเศษในการแกะรอยสายลับ เธอเป็นผู้ได้รับพรที่มีคุณสมบัติทุกประการที่ผู้ไล่ล่าพึงมี ทั้งเจ้าเล่ห์ ไร้ความปรานี และกัดไม่ปล่อย
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีสายลับแฝงตัวเข้ามาในซิกนัส พวกเขาคือหนึ่งในกิลด์ที่ถูกขนานนามว่ายอดเยี่ยมที่สุดในทวีป ถึงไม่ต้องพูดถึงอันทาเรส กิลด์ที่คอยจ้องจะขัดแข้งขัดขาพวกเขาก็มีเกลื่อนกลาดอยู่ทุกหนทุกแห่ง
ทุกครั้งที่มีหนูโสโครกแอบลอบเข้ากิลด์มา คนที่จับกุมพวกมันได้ก็คือวาเลรี หากใครก็ตามตกเป็นเหยื่อของเธอ ย่อมทนอยู่ไม่ได้เกินหนึ่งเดือนก็ต้องถูกลากคอออกมา และไม่เคยมีข้อยกเว้นแม้แต่คนเดียว
ทว่าคราวนี้อีกฝ่ายกลับไม่ทิ้งร่องรอยไว้เลยแม้แต่น้อย จนแม้กระทั่งตัวเธอเองก็ยังจับปลายหางมันไม่ได้
ราวกับว่าคนพรรค์นั้นไม่เคยมีตัวตนอยู่ตั้งแต่แรก
“ถ้าถึงขนาดนี้ ฉันชักคิดแล้วนะว่ามันอาศัยจังหวะชุลมุนหนีไปแล้วหรือเปล่า”
เพราะไม่มีอะไรโผล่ออกมาเลย วาเลรีจึงเริ่มสงสัยว่าตนเองกำลังวิ่งไล่ตามภาพลวงตาอยู่หรือไม่
“ไม่ ไม่มีทางเป็นแบบนั้นแน่”
แต่เอน็อคกลับตัดบทฟันธงอย่างหนักแน่นว่าไม่ใช่แบบนั้น ทั้งที่ยังไม่มีอะไรเปิดเผยออกมาสักอย่างว่าใครเป็นสายลับ ทว่าเขากลับมั่นใจในตัวตนของอีกฝ่ายที่ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนอย่างเด็ดขาด
“ทำไมถึงมั่นใจนักล่ะ?” “เพราะมันเป็นทางตันยังไงล่ะ” “……?”
ข้อสรุปที่ตัดคำอธิบายออกไปจนหมดสิ้นทำให้สีหน้าของวาเลรีรวมถึงคนอื่นๆ ฉายแววเคลือบแคลงสงสัย คนที่เข้าใจคำพูดของเอน็อคและพยักหน้าตามมีเพียงแค่มาร์คัสเท่านั้น
“การลอบโจมตีล้มเหลว เส้นทางที่จะขโมยข้อมูลออกไปก็ถูกปิดตาย―”
ต้องขอบคุณที่เขาอุตส่าห์ช่วยอธิบายยืดขยายความให้ คนอื่นๆ จึงเข้าใจได้เร็วขึ้น การลอบโจมตีที่สายลับทุ่มเทเตรียมการมาอย่างประณีตนั้นประสบความสำเร็จในการสร้างความเสียหายได้ระดับหนึ่ง แต่เพราะเอน็อคยอมเอาตัวเข้าแลกเพื่อยับยั้งการระเบิด ความเสียหายจึงหยุดอยู่แค่ในระดับที่ยังฟื้นฟูกลับมาได้ และด้วยการปฏิรูปความปลอดภัยของบีเซ การจะแอบขโมยข้อมูลออกไปตามใจชอบเหมือนเมื่อก่อนจึงทำได้ยากแล้ว
นั่นหมายความว่า หากมองแค่ผลลัพธ์ล่ะก็ นอกจากจะถูกจับได้ว่ามีสายลับอยู่ในซิกนัสแล้ว ก็ไม่มีผลงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลยสักอย่าง ดังนั้นในตอนนี้ หมอนั่นคงจะอยู่ในสภาพที่กระวนกระวายใจและหวาดระแวงหดหัวอย่างหนักเป็นแน่
“‘ถ้าไม่อยากถูกขังไว้ใน ‘โลงศพ’ อย่างน้อยก็ต้องหอบหัวของฉันกลับไปไม่ใช่หรือไง?”
เพราะหากอยู่นิ่งๆ ต่อไป สิ่งที่รอคอยอยู่ก็มีเพียงแค่ความตายเท่านั้น เอน็อคที่มองทะลุถึงสภาพจิตใจของสายลับได้อย่างแม่นยำฮัมเพลงพลางพูดถึงความตายของตัวเองราวกับเป็นเรื่องของคนอื่น
“ปล่อยให้ไอ้หนูสกปรกนั่นอยู่ไปสักพักเถอะ”
จากนั้นจู่ๆ เขาก็บอกว่าควรเลิกตามล่าสายลับจะดีกว่า
“หา?” “……จู่ๆ ทำไมล่ะ?”
ไม่ว่าจะมองมุมไหน บรรยากาศก็ควรจะเป็นการตามจับไอ้เวรนั่นมาเค้นคอแท้ๆ แต่การจะมาคลายมือที่บีบคอไว้เสียดื้อๆ มันช่างดูขัดแย้งกันสิ้นดี
“หมอนั่นเองก็ต้องมีช่องให้หายใจบ้าง ถึงจะยอมโผล่หัวออกมาจากรูไม่ใช่เหรอ?”
เอน็อคตัดสินใจอย่างบ้าระห่ำว่าจะรอจนกว่าสายลับที่กำลังระแวงจนหดหัวอยู่นั้นรู้สึกวางใจแล้วก่อเรื่องขึ้นมาอีกครั้ง ก็จริงของเขา คนแรกที่เอ่ยปากเห็นด้วยกับคำพูดนั้นคือวาเลรี จากประสบการณ์อันโชกโชนของเธอ ไม่มีเรื่องไหนจะยากและไร้ประสิทธิภาพไปกว่าการตามหาตัวสายลับที่ตั้งใจกบดานเงียบเชียบอีกแล้ว
“งั้น ก็ถือว่าเข้าใจตรงกันนะ―”
เอน็อคที่ได้รับความเห็นพ้องแม้กระทั่งจากเธอเบนสายตาออกไปนอกหน้าต่าง จากนั้นสายตาอันหม่นหมองก็ทอประกายแปลกใจขึ้นมาวูบหนึ่งราวกับมองเห็นอะไรบางอย่าง มีเรื่องสนุกๆ อะไรให้ดูงั้นเหรอ ริมฝีปากที่เคยเหยียดตรงอย่างหมดอาลัยตายอยากพลันกระตุกยิ้มขึ้นมาเป็นเส้นโค้ง
“แปลว่าจนกว่าจะถึงฤดูใบไม้ผลิที่กำลังจะมาถึง ซิกนัสก็ไม่มีงานอะไรต้องทำแล้วใช่ไหม?”
เอน็อคที่สรุปการประชุมสั้นๆ กวาดสายตามองคนรอบข้างราวกับจะถามว่ามีใครคัดค้านไหม ประเด็นส่วนใหญ่เป็นปัญหาที่เวลาจะเป็นตัวคลี่คลาย มันจึงไม่ใช่คำพูดที่ผิดอะไร ทว่าผู้ชายที่ทำท่าเหมือนจะหดหู่ตายไปเมื่อครู่ จู่ๆ กลับมากระปรี้กระเปร่าขึ้นมาแบบนี้ มันช่างดูน่าสงสัยเสียจริง
ไอ้หมอนี่ทำไมถึงดีใจนักหนานะ? มาร์คัสที่มองเอน็อคด้วยสายตาเคลือบแคลงสงสัยเอ่ยปฏิเสธคำพูดของเขาตามสัญชาตญาณไปก่อน
“……เอ่อ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีเลยเสียทีเดียวนะ―” “แบบนั้นแหละที่เรียกว่าไม่มี” “งานน่ะถ้าจะหาทำมันก็มี―” “ถ้าไม่หาทำมันก็ไม่มีไม่ใช่เหรอ?”
แต่ไม่ว่าเขาจะพูดยังไง เอน็อคก็ไม่เปิดช่องว่างให้แทรกเข้าไปได้เลยแม้แต่น้อย ในใจของเขาในตอนนี้ ไม่มีเรื่องงานหลงเหลืออยู่อีกต่อไปแล้ว และเมื่อเป็นเช่นนั้น ไม่ว่าความจริงจะเป็นอย่างไร สุดท้ายมันก็ต้องกลายเป็นไม่มีงานอยู่ดี มาร์คัสจึงจำต้องยอมจำนนอย่างช่วยไม่ได้
“……เออ ไม่มีก็ไม่มี” “เยี่ยม”
ในที่สุดเอน็อคที่คว้าชัยชนะมาได้ก็ฉีกยิ้มกว้าง รอยยิ้มนั้นดูสดใสไร้เดียงสาราวกับเด็กหนุ่ม
“เพราะงั้นก็เที่ยวเล่นกันเถอะ” “……?”
นั่นมันช่างเป็นคำพูดที่ชวนให้อึ้งกิมกี่ไปตามๆ กัน และขณะเดียวกัน…….
“กิลด์ซิกนัสหยุดพักร้อนยาวไปจนถึงฤดูใบไม้ผลิ”
มันก็เป็นคำพูดที่จุดไฟความกระตือรือร้นให้ลุกโชนในหัวใจของทุกคน
“ดะ-เดี๋ยวก่อน หัวหน้าเอาจริงเหรอครับ?” “จริงเหรอ? เรื่องจริงเหรอเนี่ย? พวกเราก็ไปเที่ยวเล่นได้ด้วยเหรอ?!” “ไอ้คนที่เอาแต่หนีไปเที่ยวเล่นคนเดียวตลอดเกิดนึกครึ้มอะไรขึ้นมาเนี่ย…….”
เหล่าสมาชิกกิลด์ที่เคยเข้าร่วมการประชุมอย่างไม่กระตือรือร้นต่างพากันเบิกตาวาวโรจน์ราวกับสัตว์ร้ายผู้หิวโซเมื่อได้รับสวัสดิการสุดสะพรึงที่คาดไม่ถึง แม้กระทั่งมาร์คัสก็ด้วย
เนื่องจากกิลด์ซิกนัสเป็นกิลด์ที่อยู่แนวหน้าสุดของการปราบปรามหนาม ตลอดช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาทุกคนจึงเอาแต่ก้มหน้าก้มตาทำงานไม่หยุดหย่อนจนไม่เคยมีวันหยุดพักผ่อนอย่างเป็นทางการจริงๆ จังๆ ให้กับสมาชิกเลยสักครั้ง
“ใช่ เรื่องจริง”
เมื่อมองดูใบหน้าของเหล่าคนที่เปี่ยมไปด้วยความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะได้พักผ่อน เอน็อคก็พยักหน้าตอบรับอย่างเต็มใจ
“แล้วพอหิมะในฤดูหนาวนี้ละลายจนหมด”
แล้วเขาก็เอ่ยสำทับอีกหนึ่งประโยคก่อนที่สมาชิกกิลด์ที่กำลังตื่นเต้นจะได้ทันส่งเสียงเฮ
“ซิกนัสจะบดขยี้หนามส่วนกลางให้แหลกเป็นผุยผง”
ในที่สุด การต่อสู้อันไร้ที่สิ้นสุดนี้ก็จะมีจุดจบสำหรับพวกเขาเสียที
“…….” “…….”
จากคำประกาศที่เอ่ยออกมาอย่างเรียบเรื่อยทว่าไม่มีความล้อเล่นแม้แต่น้อย บรรยากาศของเหล่าสมาชิกกิลด์ที่กำลังดีดดิ้นดีใจเรื่องวันหยุดก็พลันเปลี่ยนเป็นคมกริบขึ้นมาในพริบตา พวกเขาตระหนักได้แล้วว่าวันหยุดที่เอน็อคมอบให้ในคราวนี้ไม่ใช่การตัดสินใจตามอารมณ์ชั่ววูบอย่างแน่นอน
มันมีความหมายว่าในเมื่อเหตุผลที่ซิกนัสมารวมตัวกันและผลลัพธ์ที่ทุกคนเฝ้าถวิลหาอยู่ตรงหน้าแล้ว ก็จงถอยออกมาหนึ่งก้าวเพื่อผ่อนลมหายใจเตรียมพร้อมเสีย
หรืออีกนัยหนึ่ง มันอาจเป็นความหมายว่านี่อาจจะเป็นฤดูหนาวสุดท้ายในชีวิตที่พวกเขาจะได้รับ จึงจงใช้มันให้เต็มที่โดยไม่ให้มีเรื่องนึกเสียใจภายหลัง
แม้จะเป็นคำพูดที่ฟังดูเลือดเย็น ทว่าไม่มีใครสักคนในกลุ่มที่แสดงความไม่พอใจ ไม่สิ สิ่งนั้นต่างหากเล่าคือสิ่งที่ซิกนัสต้องการ ……มันคือชะตากรรมของผู้คนที่ยังมีชีวิตอยู่ในโลกที่กำลังแหลกสลายจากการถูกหนามทิ่มแทง
“นั่นสินะ ถึงเวลาแล้วจริงๆ” “เตรียมตัวพร้อมแล้วด้วย” “ถ้าไม่อยากมานั่งเสียใจทีหลัง ฉันต้องไปเที่ยวเล่นให้สุดเหวี่ยงแบบหมาคลั่งเลย”
สมาชิกกิลด์ต่างเอ่ยเสริมคนละประโยคพร้อมกับตั้งปณิธานของตนเอง ความขึงขังจริงจังแผ่ซ่านลงมาปกคลุมห้องรับแขก ความตื่นเต้นที่ว่าจะทำสิ่งที่เฝ้ารอคอยมานานให้สำเร็จได้ในไม่ช้าดึงรั้งบรรยากาศให้ตึงเปรี๊ยะ
แกร๊ก ตอนนั้นเองที่ประตูหน้าบ้านเปิดออกพร้อมกับเสียงสายฝนที่สาดซัดเข้ามา ลมหนาวที่พัดผ่านรอยแยกของประตูช่วยคลายความร้อนระอุที่คุกรุ่นให้เย็นลงอย่างรวดเร็ว
“กลับมาแล้วค่—”
เซร่าที่เพิ่งหุบร่มพลางก้าวเข้ามาในห้องรับแขกถึงกับชะงักเมื่อพบเงาร่างทะมึนของฝูงชนยืนแน่นขนัดไปทั่วห้อง เธอที่ออกไปพร้อมกับร่มคันเดียวกลับถือสัมภาระห่อใหญ่ไว้ในอ้อมอกโดยไม่รู้ว่าไปเอามาจากไหน
“กำลังประชุมกันอยู่สินะคะ ฉันจะขึ้นไปอยู่บนชั้นสองแล้วกันค่ะ”
หลังจากกวาดสายตามองสมาชิกอย่างรวดเร็ว เธอก็หาคำตอบได้ในทันที
“เปล่าหรอก กำลังจะกลับกันพอดีน่ะครับ” “ใช่แล้ว พวกเราก็รู้จักดูกาลเทศะนะ”
เมื่อเธอตั้งท่าจะปลีกตัวขึ้นชั้นสองเหมือนเช่นเคย มาร์คัสกับเบนนี่ก็รีบโบกไม้โบกมือปฏิเสธเป็นคนแรก
“……?”
เซร่าทำสีหน้าแบบว่า ‘ทำไมจู่ๆ ถึงพูดเรื่องกาลเทศะขึ้นมาตรงนี้ล่ะ?’
“จบการประชุม แยกย้ายกันได้ครับ”
ระหว่างนั้นมาร์คัสก็แกล้งส่งเสียงดังประกาศเลิกประชุมพลางผลักหลังคนที่มัวแต่โอ้เอ้แล้วรีบเผ่นออกจากบ้านไปอย่างรวดเร็ว สภาพนั้นดูผิดธรรมชาติและพิลึกพิลั่นราวกับคนที่กำลังโดนอะไรบางอย่างไล่กวดมา ทว่าพอพ้นสายตาไป เธอก็หมดความสนใจลงทันที
คงมีธุระด่วนล่ะมั้ง เซร่าที่คิดเช่นนั้นจึงเบนสายตาไปยังเอน็อคที่กำลังนั่งอยู่ริมหน้าต่างในที่สุด
“นายท่านคะ ทำไมยังอยู่ในสภาพนั้นอีกล่ะคะ?”
จากนั้นเธอก็เอียงคอสงสัยมองไปยังเขาที่ยังคงนั่งอยู่ในสภาพเปียกโชก ทั้งที่แยกกันไปตั้งนานแล้ว
“…….”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เอน็อคก็ตวัดสายตางอนใส่เซร่าอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะ
“เชอะ!”
สะบัดหน้าหนีขวับไปทางหน้าต่างทันที
กำลังโหลดความเห็น...