“[นิยาย] เมื่ออดีตชาติ ฉันเคยขายชาติมาแล้วค่ะ” มีฉากหรือเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่ กดยืนยันเพื่อเข้าชม เว็บจะจำไว้ในเบราว์เซอร์นี้
ดูเหมือนเมื่อครู่นี้จะมีคำพูดอันน่าตกตะลึงหลุดผ่านไปอย่างเป็นธรรมชาติเหลือเกิน
เซร่ากะพริบตาปริบๆ อย่างเหม่อลอยให้แก่ประโยคที่เพิ่งขูดผ่านหูของตนไป
“……อะ อะไร นะคะ?”
ทว่าคนที่พูดคำนั้นออกมากลับยังคงดูนิ่งเฉยเสียเหลือเกิน
“ช่วยเลือกแบบที่ชอบระหว่างสองอย่างนี้ทีครับ ถึงอย่างไรก็ต้องอยู่ติดกันตลอดช่วงเวลาปฏิบัติคำร้อง ถ้าได้คนที่ตรงตามรสนิยมมาให้ก็น่าจะทำงานได้มีประสิทธิภาพมากกว่าน่ะครับ”
สิ่งที่น่าทึ่งคือแม้จะเป็นหัวข้อชวนกระดากอายเกินกว่าจะมาคุยกันซึ่งๆ หน้า แต่สีหน้าของคนถามกลับดูแห้งแล้งเสียจนแทบไม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องลามกเลยสักนิด
“สรุปแล้ว ชอบแบบไหนหรือครับ?”
ช่างตื๊อเสียจนเซร่าไม่อาจเอ่ยอ้ำอึ้งเฉไฉไปทางอื่นได้เลย
เขาชี้ชัดและเอ่ยขอร้องซ้ำอีกครั้งให้เธอเลือกมาหนึ่งอย่าง
“อ๊ะ ค่ะ ฉัน…….”
เซร่าที่พลอยโดนกระแสพัดพาไปด้วยจึงเริ่มคิดหนักตามไปด้วยเสียอย่างนั้น
แม้เจริลจะถามถึงรสนิยมของเธอ ทว่านี่เป็นเรื่องที่ไม่เคยเก็บมาคิดเลยสักครั้งจึงต้องใช้เวลาสักหน่อย พอมาคิดดูแล้วรสนิยมของฉันคือแบบไหนกันแน่นะ ระหว่างทาสหนุ่มซิงกับทาสเจนจัดคนไหนจะดีกว่ากัน แม้จะไม่รู้ว่าคำว่าเจนจัดนั้นหมายถึงเจนจัดตรงไหน เท่าใด หรืออย่างไรก็เถอะ แต่ดูท่าแล้วคนที่เจนจัดก็น่าจะมีประโยชน์มากกว่าคนที่ไม่ประสีประสาไม่ใช่หรือไง
“ยังไงก็ แบบเจนจัด—”
“เป็นบ้าไปแล้วเหรอ”
ในจังหวะที่เธอกำลังจะตอบออกไปเช่นนั้น
เอน็อคก็ตัดบทขึ้นมากลางคันอย่างฉับพลัน
เขาที่ปั้นสีหน้าเยียบเย็นเอียงคอถามอย่างเอาเรื่อง
“เธอมานั่งคิดหนักเรื่องอะไรอยู่ตอนนี้ เรื่องทาสเหรอ?”
“…….”
ท่าทีที่ราวกับกำลังเค้นเอาผิดทำให้ปากของเซร่าหุบสนิทลงโดยอัตโนมัติ
ก็เขาบอกให้เลือกฉันถึงได้เลือกแท้ๆ สงสัยจะไม่ควรทำอย่างนั้นสินะ
“ไม่ต้องหาไอ้หน้าใหม่ที่ไหนทั้งนั้น”
เอน็อคที่ขัดบทสนทนาแทรกตัวเข้ามาตรงกลางระหว่างคนทั้งสอง
“ฉันเป็นเอง ไอ้ทาสนั่นน่ะ”
เขาที่ยืนบังเซร่าไว้ข้างหลังออกปากอาสารับบทเป็นทาสเสียเอง
ทั้งที่เมื่อครู่นี้ยังทำท่าทีเหมือนไม่ค่อยเต็มใจอยู่แท้ๆ ช่างเป็นผู้ชายที่เอาแน่เอานอนไม่ได้เลยจริงๆ
“อืม…… งะ งั้นเหรอครับ”
ไม่รู้ว่าทำสีหน้าดุร้ายน่ากลัวขนาดไหนอยู่กันแน่ ใบหน้าของเจริลที่ราบเรียบไร้อารมณ์มาตลอดถึงได้ซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด เซร่าที่เอาแต่มองแผ่นหลังกว้างจึงโผล่ศีรษะออกมาจากด้านหลังของเขา
“คะ? แต่บอกว่าเจ้านายเข้าไปไม่ได้นี่คะ”
สายตาของชายหนุ่มทั้งสองคนที่กำลังเผชิญหน้ากันอยู่หันขวับมาจับจ้องที่เซร่าพร้อมกัน
คนที่ตอบออกมาก่อนคือเอน็อค
“เปลี่ยนชื่อแล้วก็เปลี่ยนแค่สีผมก็พอแล้ว เรื่องนั้นน่ะ”
วิธีแก้ปัญหาที่เรียบง่ายจนน่าเป็นห่วงทำเอาเสียงหัวเราะแห้งๆ หลุดรอดออกมาจากปากของเซร่า
“นั่นมันผักชีโรยหน้าเกินไปแล้ว…….”
“ไม่เป็นไรหรอก ยังไงคนที่นี่ก็ไม่มีใครจำหน้าฉันได้อยู่แล้ว ขอแค่ไม่ก่อเรื่องก็พอ”
“แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะค่ะ…….”
เปลี่ยนสีผมแล้วมันได้อะไรล่ะ ใบหน้าออกจะสะดุดตาขนาดนั้น รูปร่างด้วย…….
เซร่ามีคำพูดอยากจะเถียงอยู่มากมาย แต่กลับกลืนคำพูดเหล่านั้นลงคอแล้วอึกอักไป เพราะไม่อยากเห็นเอน็อคทำท่ากระหยิ่มยิ้มย่อง หากเผลอพูดจาที่ฟังดูคล้ายกับกำลังชมเขาออกไป
“วางใจเถอะครับ คำพูดนั้นเป็นเรื่องจริง”
โชคดีที่เจริลช่วยแทรกขึ้นมาขจัดความกระวนกระวายของเซร่าออกไป
“ขอแค่ไม่แสดงตัวโจ่งแจ้งว่าเป็นเอน็อค ซอร์เซอร์ ก็ไม่มีทางถูกจับได้หรอกครับ หากไม่ใช่ผมสีแดง อย่างน้อยก็คงไม่มีใครเอาไปเชื่อมโยงกับวีรบุรุษในทันที”
“อืม…….”
“อา แต่คงมีข้อจำกัดอยู่เยอะทีเดียวครับ”
“ถ้าเป็นข้อจำกัด…… ถึงขั้นไหนเหรอคะ?”
“แค่ทำตัวให้อยู่ในระดับสามัญสำนึกทั่วไปก็พอครับ ห้ามชักดาบศักดิ์สิทธิ์ ห้ามใช้กำลังรบที่เหนือธรรมชาติ และขอแนะนำว่าอย่าทำพฤติกรรมที่สร้างความรู้สึกแปลกแยกให้กับคนอื่นจะดีที่สุดครับ”
นึกว่าจะมีข้อจำกัดที่ยิ่งใหญ่อะไรเสียอีก แต่ระดับนี้มันก็เท่ากับบอกว่าไม่ต้องทำอะไรเลยไม่ใช่หรือไง ข้อแม้ที่บั่นทอนจุดเด่นของเอน็อคจนหมดสิ้นทำให้เซร่าแสดงท่าทีผิดหวังออกมาอย่างเห็นได้ชัด
ถ้าต้องคอยระวังมากมายขนาดนั้น สู้ไปหาทาสธรรมดาๆ สักคนไม่ดีกว่าหรือยังไงกันนะ
ขณะที่กำลังจะเอ่ยความคิดนั้นออกมาตรงๆ
“……ถ้าระดับนั้นล่ะก็ สู้หาทาสคนใหม่ไปเลยยังจะดีกว่—”
“นี่”
“—ลำบากกว่าเสียอีกค่ะ ดีใจจังเลยที่เจ้านายออกโรงช่วยแบบนี้”
เมื่อสัมผัสได้ถึงจิตสังหารอันเย็นเยียบ เธอจึงรีบเปลี่ยนทิศทางแล้วฮึบ ปิดปากเงียบสนิท
“ครับ โชคดีจริงๆ ครับที่วีรบุรุษยอมออกโรงช่วยด้วยตัวเอง แบบนี้ภารกิจคงง่ายขึ้นอีกเป็นกองเลยนะครับ”
แม้จะเป็นการตบมุกจบที่ค่อนข้างกระอักกระอ่วน ทว่าด้วยความที่เจริลช่วยเออออห่อหมกรับลูกได้อย่างลื่นไหล ทุกอย่างจึงดูเป็นธรรมชาติขึ้นมาทันตา
“ความจริงแล้วช่วงนี้การจะหาทาสที่พอใช้การได้ยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทรเสียอีกครับ ถือว่าเป็นเรื่องดีจริงๆ ครับ”
ชายหนุ่มสรุปสถานการณ์ด้วยคำว่าเรื่องดีแบบไร้วิญญาณ ก่อนจะค้นกระเป๋าที่สะพายอยู่แล้วยื่นขวดแก้วขนาดเล็กใบหนึ่งส่งมาให้
“นี่ครับ น้ำยาย้อมผม แถบนี้ผมสีดำค่อนข้างพบได้ทั่วไป ผมเลยเตรียมสีนั้นมาให้ วิธีใช้ก็คื—”
“รู้แล้ว เคยใช้มาก่อน”
เอน็อคคว้าน้ำยาย้อมผมไปด้วยท่าทีเย็นชาแล้วเดินดุ่มๆ เข้าห้องน้ำไปโดยไม่แม้แต่จะหันหลังกลับมามอง
โครม ประตูที่ปิดลงมีเสียงน้ำไหลแว่วออกมาทันควัน ดูท่าเขาคงตั้งใจจะใช้น้ำยานั่นเดี๋ยวนี้เลย
“…….”
“…….”
ความเงียบสงัดพลันโรยตัวลงระหว่างคนสองคนที่ถูกทิ้งไว้ตามลำพัง
เซร่าที่สบตากับเจริลได้แต่ยกมือเกาศีรษะแก้เก้อ
แม้จะรู้สึกว่าเรื่องราวมันถูกตัดจบแบบขอไปทีไปสักหน่อย ทว่าอย่างไรเสียเรื่องที่ต้องฟังก็ฟังหมดแล้ว ของที่ต้องรับก็รับมาครบ ดูเหมือนการเตรียมตัวปฏิบัติภารกิจจะเสร็จสิ้นลงจนได้
“ในเมื่อได้ทาสแล้ว พรุ่งนี้ก็ออกเดินทางไปยังเอสเตลลาได้ทันทีเลยครับ โชคดีจริงๆ ที่จะไปถึงก่อนที่อาร์เคดจะเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ”
……นึกว่าหมดเรื่องแล้วเสียอีก ทว่ายังมีสิ่งที่เธอต้องรู้อีกอย่างนั้นหรือ
คำเฉพาะที่สะดุดหูเป็นพิเศษทำให้เซร่าหันไปมองเจริลด้วยสายตาที่ถามว่า ‘นั่นมันอะไรอีกล่ะ’
“……อาร์เคดเหรอคะ?”
“ตายจริง…… นี่ไม่ได้อ่านใบคำร้องมาอย่างละเอียดหรือครับ?”
เจริลแทบจะกระโดดตัวลอยพลางบ่นว่าเธอไม่รู้เรื่องนี้ได้อย่างไร
“การแข่งขันที่หัวหน้ากิลด์เอสเตลลาจัดขึ้นทุกสี่ปีเรียกว่าอาร์เคดครับ มีเพียงคนสุดท้ายที่ชนะการแข่งขันเท่านั้นที่จะได้เข้าไปในคลังสมบัติของเอสเตลลาและเลือกสมบัติที่ต้องการกลับออกมาได้ คลังสมบัติที่ว่ากันว่ารวบรวมของล้ำค่าจากทั่วทั้งทวีปเอาไว้ยังไงล่ะครับ”
ดูจากปฏิกิริยาของเขาแล้ว อาร์เคดแห่งทะเลทรายนี้น่าจะเป็นการแข่งขันและเทศกาลที่ค่อนข้างมีชื่อเสียงมากทีเดียว
แม้เจริลจะไม่ได้สังกัดกิลด์เอสเตลลา ทว่ายามที่เขาเอ่ยปากอธิบายเรื่องอาร์เคด แววตากลับฉายความภาคภูมิใจออกมาอย่างปิดไม่มิด
“……คลังสมบัติเหรอคะ? มีของแบบนั้นอยู่ด้วยเหรอ?!”
ทว่าน่าเสียดายที่ความสนใจของเซร่าไม่ได้อยู่ที่ตัวอาร์เคดเอง แต่อยู่ที่คลังสมบัติที่โผล่มาตอนท้ายต่างหาก คลังที่รวบรวมของมีค่าจากทั่วทั้งทวีปเอาไว้อย่างนั้นหรือ นี่มันข่าวที่ทำให้หูผึ่งและตาโตเป็นประกายได้โดยแท้
“……ครับ มีสิครับ”
เจริลพยักหน้ารับด้วยสีหน้าหมดแรง ทว่าด้วยท่าทีที่ไม่แปลกใจกับความหลุดโฟกัสของผู้รับภารกิจอีกต่อไปแล้ว การได้พูดคุยกันมาระยะหนึ่งทำให้เขาล่วงรู้ถึงนิสัยใจคอของเซร่าดี จึงไม่ได้ปั้นหน้าเคร่งขรึมแล้วตำหนิให้เธออ่านใบคำร้องให้ละเอียดแต่อย่างใด
“สิ่งที่คุณเซร่าต้องทำคือการคว้าชัยชนะในอาร์เคดแล้วนำ ‘สิ่งของบางอย่าง’ ออกมาจากคลังครับ”
“‘สิ่งของบางอย่าง’? มันคืออะไรเหรอคะ”
“เรื่องนั้นน่าจะมีระบุไว้ในใบคำร้องครับ”
เพียงแต่เขาทำให้เธออยากเปิดดูใบคำร้องด้วยตัวเองได้อย่างนุ่มนวลและเป็นธรรมชาติ
“ฉันจะกลับไปเปิดดูให้ละเอียดอีกที… นะคะ”
“ครับ รบกวนด้วยนะครับ”
และวิธีนั้นก็ได้ผลชะงัดทีเดียว
เพราะมันทำให้เซร่าคิดขึ้นมาได้ว่าต้องไปตรวจดูใบคำร้องที่เคยอ่านค้างไว้ก่อนจะถึงวันพรุ่งนี้ให้ได้
เมื่อเห็นท่าทีกระตือรือร้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เจริลจึงพยักหน้ารับด้วยสีหน้าที่โล่งใจไปเปลาะหนึ่ง
“เรื่องสมบุกสมบันทั้งหมดที่เกิดขึ้นระหว่างการแข่งอาร์เคด ทาสจะเป็นผู้รับหน้าที่แทนผู้เข้าร่วมครับ เพราะถึงอย่างไรนี่ก็เป็นแค่งานเพื่อความบันเทิง แถมยังเป็นเขตเป็นกลาง หากคนที่บาดเจ็บไม่ได้เกิดได้รับบาดเจ็บขึ้นมา เรื่องมันจะยุ่งยากเอาหลายๆ ด้านน่ะครับ”
จังหวะนั้นเอง เอน็อคที่เดินเข้าห้องน้ำไปก็เปิดประตูออกมาข้างนอก
“อะไร ยังไม่ไปอีกเหรอ”
เขาเดินสะบัดผ้าขนหนูเช็ดผมออกมา พลางตวัดสายตาขุ่นเคืองมองเจริลที่ยังคงไม่ยอมกลับไปเสียที
จากนั้นพอเช็ดเสร็จ เมื่อเดินมาใกล้เซร่า เขาก็โยนผ้าขนหนูที่โปะไว้บนหัวลงพื้นอย่างส่งๆ
“…….”
เซร่าจ้องมองเอน็อคในร่างผมดำอย่างพินิจพิเคราะห์ด้วยสีหน้าที่ดูไม่ค่อยคุ้นตานัก
“ทำไม มีอะไร”
เมื่อสัมผัสได้ถึงสายตานั้น เอน็อคก็เชิดคางขึ้นเป็นเชิงว่ามีอะไรจะพูดก็พูดมา
เป็นสีหน้าที่แฝงความหวังว่าจะได้รับคำชมอยู่กลายๆ
“……นายท่าน”
เซร่ายังพอมีไหวพริบมากพอที่จะไม่โพล่งออกไปต่อหน้าเขาว่า ‘ที่แท้ก็หล่อเพราะทรงผมหรอกเหรอคะ’
แม้การย้อมผมเป็นสีดำจะไม่ได้ทำให้ความหล่อเหลาของเอน็อคลดลงไปไหน ทว่ามันกลับทำให้ตระหนักได้อีกครั้งว่าผมสีแดงนั้นช่างเข้ากับเขาได้ดีเหลือเกิน
เอน็อคในร่างผมสีดำจะว่ายังไงดีล่ะ
มันให้ความรู้สึกที่ดูอันตรายยิ่งกว่าเดิม
เหมือนเสือดาวดำที่หมอบซุ่มรอดักเหยื่ออยู่ใต้ความมืดละมั้ง สัตว์ป่าที่กินอิ่มหนำจนขนสีดำขลับเปล่งประกายเงางามยามต้องแสงจันทร์อะไรทำนองนั้น
แบบนั้นก็ไม่ได้แย่หรอก แต่การที่ประกายเจิดจ้าอันเป็นเอกลักษณ์หายไปก็ชวนให้รู้สึกเสียดายอยู่หน่อยๆ เหมือนกัน
เรื่องแบบนี้คงเรียกว่ารสนิยมสินะ
เซร่าที่ค้นพบรสนิยมของตัวเองในจุดที่ไม่คาดคิดรีบเอ่ยคำพูดต่อมาโดยไม่ปล่อยให้ช้าไป
“ผมสีดำก็เข้ากับนายดีนะคะ”
“มันแน่อยู่แล้ว”
เอน็อคที่ได้ยินคำพูดที่อยากฟังแย้มยิ้มอย่างพึงพอใจ
“ถ้านายหมดธุระแล้วก็ไสหัวไปได้แล้ว”
เขาที่ก้มมองเจริลอย่างหยิ่งยโสออกปากไล่แขกอีกครั้ง
“อา ยังไม่หมดครับ พอดีผมเพิ่งให้ไปแค่น้ำยาย้อมผม แต่ยังไม่ได้ให้อันที่สำคัญไปน่ะครับ”
เจริลผู้ไม่สะทกสะท้านต่อท่าทีเย็นชานั้นควานหาของในกระเป๋าแล้วยื่นบางอย่างที่ส่องประกายสีเงินให้แก่เอน็อค
“โกนให้เกลี้ยงเกลานะครับ เพราะสิ่งเดียวที่ทาสของเอสเตลลาได้รับอนุญาตให้มีก็คือเส้นผมเท่านั้น”
สิ่งนั้นคือมีดโกนสำหรับผู้หญิงที่เอาไว้ใช้โกนขนตามร่างกาย
“…….”
เอน็อคไม่อาจยื่นมือไปรับได้ในทันที ได้แต่ก้มมองสิ่งนั้นนิ่งงันอยู่นาน
เจริลที่สายตาอ่านบรรยากาศสู้เซร่าไม่ได้เอ่ยอธิบายยืดยาวตามความเคยชินจากอาชีพถึงเหตุผลว่าทำไมถึงต้องทำเช่นนั้น
“เพื่อไม่ให้ถูกจับได้ว่ามีขนตามตัวเป็นสีแดง รบกวนโกนทุกๆ สองวันนะครับ แล้วก็…”
“รู้แล้วน่า ไสหัวไปซะ”
เอน็อคที่ตัดบทคำพูดอันชวนให้อับอายขึ้นเรื่อยๆ กระชากมีดโกนไปอย่างหยาบคาย
ตึง ตึง ตึง ตึง เขาเดินลงส้นเท้าตึงตังไปแล้วปิดประตูดังปัง! แทบพัง
ซ่า… แม้จะเป็นเสียงน้ำไหลเหมือนเดิม แต่อย่างไรไม่รู้ คราวนี้กลับให้ความรู้สึกเหมือนกำลังหงุดหงิดงุ่นง่านเต็มประดา
“…….”
เซร่าต้องเม้มริมฝีปากเข้าหากันแน่นเพื่อกลั้นเสียงหัวเราะที่แทบจะระเบิดออกมา
“ผู้เข้าร่วมอาเขตจำเป็นต้องยื่นใบสมัครแยกต่างหากน่ะครับ”
เจริลหยิบเอกสารแผ่นหนึ่งที่วางไว้บนเตียงขึ้นมาด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ตามปกติราวกับไม่ได้รู้สึกภาคภูมิใจในผลงานที่ตนเองก่อขึ้นแม้แต่น้อย
เขาจรดปากกาลงข้างๆ เอกสารเข้าร่วมที่มีชื่อของเซร่าเขียนไว้อยู่แล้ว พลางเหลือบตาขึ้นมองนิ่งแล้วถาม
“จะให้ลงชื่อทาสในเอกสารว่าอะไรดีครับ?”
“นี่ เจ้าดำ”
เซร่าที่หวนนึกถึงอดีตเมื่อไม่นานมานี้แกล้งดัดเสียงออดอ้อนแล้วขานเรียกชื่อทาสที่เธอเป็นคนตั้งให้ มันเป็นชื่อที่เกินคำว่าน่ารักจนถึงขั้นน่าสยองขวัญหากจะเอามาใช้เรียกชายหนุ่มร่างใหญ่โตปานภูเขา ทว่าเพราะเหตุนั้น เซร่าจึงยิ่งอยากเรียกเอน็อคว่าเจ้าดำเข้าไปใหญ่
“รีบลุกขึ้นสิ พวกเราก็ต้องไปจับอีกาเหมือนกันนะ”
“…….”
ตัวแค่นี้ทำไมถึงได้ขี้เกียจนัก จะเอาไปใช้ทำประโยชน์อะไรได้เนี่ย
เมื่อเธอกระตุกสายจูงด้วยน้ำเสียงที่เจตนาล้อเลียนอย่างเห็นได้ชัด เอน็อคก็เงยหน้าขึ้นมองเธอแวบหนึ่งด้วยสีหน้าที่บอกว่า ‘ฆ่าทิ้งดีไหมนะ’
“กำลังฝึกทาสอยู่รึไงกัน”
ทันใดนั้น ใครบางคนที่เดินผ่านใกล้ๆ ทั้งสองคนก็เอ่ยทักขึ้นมา
มาจากทางด้านหลังของเซร่า
“……?”
พอหันไปมองทางต้นเสียง ชายคนหนึ่งก็กำลังจ้องมองเธออยู่
ชายหนุ่มผิวสีทองแดงที่ดูสุขภาพดีคงจะเป็นคนท้องถิ่นของที่นี่ ดูจากภายนอกน่าจะอายุราวๆ ปลายสามสิบ ต่างจากพวกทาสตรงที่เขาสวมผ้าสีขาวพาดลำตัวไว้อย่างลวกๆ และในมือของเขาก็ถือสายจูงทองคำไว้ถึงสามเส้น
ชายคนนั้นปล่อยให้เซร่าได้มีเวลาสำรวจตนเอง ก่อนจะเสยผมสีน้ำตาลเข้มแล้วเอ่ยต่ออย่างเฉื่อยชา
“มัวแต่ทำตัวตามสบายแบบนั้น เดี๋ยวก็โดนคนอื่นเล่นงานเอาหรอก”
ดวงตาสีทองที่โค้งลงอย่างอ่อนโยนจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเซร่า
นี่เป็นครั้งแรกที่เธอรู้สึกได้ถึงสัมผัสผ่านทางสายตา มันเป็นแววตาที่ชวนให้นึกถึงคมดาบที่ผ่านการตีมาอย่างประณีตชอบกล
“นั่นตัวอะไรอีกล่ะ”
เอน็อคที่กวาดสายตามองชายคนนั้นด้วยความเร็วไล่เลี่ยกับเธอส่งเสียงขู่คำรามต่ำ
กับนิสัยอารมณ์ร้ายที่ไม่สมเป็นทาสแม้แต่น้อย เซร่าจึงส่งเสียง ‘ฮึ่ม’ เพื่อเป็นการเตือน
“…ทุกคนก็กำลังยุ่งกับการจับอีกานี่คะ”
เซร่าที่หันกลับไปมองชายคนนั้นอีกครั้งพยักพเยิดคางไปทางรอบข้างอันแสนวุ่นวาย
“ยิง! เร็วเข้า!”
“ค้นรอบๆ บริเวณนี้ให้ทั่ว!”
เป็นจริงอย่างที่เธอว่า ผู้คนที่นำทาสของตนเดินนำหน้าต่างกำลังพยายามดิ้นรนจับนกที่บินว่อนไปมา
นั่นเพราะเป้าหมายของอาร์เคดแรกคือการจับอีกาที่มีเครื่องหมายเฉพาะกลับมาให้ได้
โดยปราศจากอาวุธใดๆ ไม่ใช้เวทมนตร์ และใช้เพียงสมองอย่างบริสุทธิ์ใจเท่านั้น
จำนวนของอีกาที่มีเครื่องหมายนั้นมีอยู่อย่างจำกัด และตอนนี้เซร่าก็ยังไม่ได้เฉียดเข้าไปใกล้อีกาเหล่านั้นเลยสักนิด จึงไม่มีเหตุผลใดที่พวกคู่แข่งจะต้องคอยระแวดระวังเธอ แน่นอนว่าถ้าเซร่าเป็นหนึ่งในคนพวกนั้น เธอคงไม่มัวแต่เหนื่อยแรงพยายามจับแค่อีกาอย่างซื่อๆ หรอก
“พวกที่ทำตามสั่งน่ะมันพวกเด็กดีต่างหากล่ะ”
ชายคนนั้นแสยะยิ้มราวกับมองว่ามันน่าเอ็นดู ราวกับเขากำลังคิดแบบเดียวกับเธอ
“พวกเด็กเลวของจริงน่ะเขาจับอย่างอื่นกันต่างหาก”
เหมือนอย่างไอ้พวกนั้นไง
ชายผู้กระซิบอย่างลับๆ ล่อๆ ชี้ไปทางด้านหลังของเอน็อค
“……?”
เซร่าหันมองตามทิศทางที่ชายคนนั้นชี้ไป
กำลังโหลดความเห็น...