คลังเรื่องเร็ว ๆ นี้มาแรงเสนอเรื่องที่อยากให้แปลตารางอัป
–
ลูมอนโซ่ · ผู้รักการอ่านมังฮวาและนิยายอ่านเวอร์ชันต้นฉบับและแปลไทยได้ตามลิงก์ในแต่ละเรื่อง
ข้อมูลเว็บและติดต่อ
ข้อกำหนดการใช้งานนโยบายเหรียญและการคืนเงินความเป็นส่วนตัวเหรียญติดต่อเรา
18+

เนื้อหาสำหรับผู้ที่อายุ 18 ปีขึ้นไป

“[นิยาย] เมื่ออดีตชาติ ฉันเคยขายชาติมาแล้วค่ะ” มีฉากหรือเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่ กดยืนยันเพื่อเข้าชม เว็บจะจำไว้ในเบราว์เซอร์นี้

กลับหน้าแรก

[นิยาย] เมื่ออดีตชาติ ฉันเคยขายชาติมาแล้วค่ะตอน 105

ตอน 105

ตรงนั้นมีผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่

คงกะจะแอบย่องเข้ามาทำให้ตกใจ พอสบตากับเซร่าเข้า

“นีร์ชาน ไปบอกเรื่องนั้นให้รู้ทำไมกันเล่า”

“ถึงยังไงเธอก็ล้มเหลวอยู่ดีแหละน่า ยูร์อา”

ชายหนุ่มทำลอยหน้าลอยตาปล่อยผ่านคำต่อว่าของหญิงสาวพลางส่งสายตาไปทางเอน็อค

“ก็ทาสฝั่งนี้เขารู้ตัวตั้งแต่แรกแล้วว่าเธอกำลังเดินมา”

“ถึงอย่างนั้นก็เถอะ!”

ทั้งสองพูดคุยกันอย่างสนิทสนมราวกับรู้จักกันมาก่อนแล้ว

เซร่าที่ติดอยู่ตรงกลางระหว่างคนทั้งสองอย่างกระอักกระอ่วนรีบกวาดตามองหญิงสาวอย่างรวดเร็ว

ผมสีดำ ดวงตาสีทอง ผิวสีแทนดูสุขภาพดี รูปลักษณ์ภายนอกช่างดูคล้ายคลึงกับชายที่ถูกเรียกว่านีร์ชานจนน่าสงสัย

หากเป็นสถานการณ์ปกติ เซร่าคงเอ่ยถามธุระของอีกฝ่ายไปตั้งแต่ตอนนี้แล้ว

ถ้าหากว่าคนที่เล็งเล่นงานข้างหลังของเซร่ามีเพียงแค่ผู้หญิงคนนี้คนเดียวล่ะก็นะ

“…….”

เซร่าขยับเข้าไปยืนชิดข้างกายเอน็อคแล้วเบนสายตาข้ามไหล่ของยูร์อาไป

ด้านหลังของหญิงสาวที่มาหาเธอนั้น มีผู้คนเข้าแถวยาวเหยียดไม่ต่ำกว่าสิบคน แม้จะมีทั้งชายและหญิงปะปนกันอยู่แต่สัดส่วนของผู้ชายก็สูงกว่ามาก

กาาา

อีกาตัวหนึ่งบินผ่านเหนือศีรษะของพวกเขาไป

เป็นระยะที่ใกล้มากจนได้ยินเสียงกระพือปีกพึ่บพั่บ

ทว่าบรรดาคนที่มารวมตัวกันเพื่อหาเซร่านั้นกลับไม่แม้แต่จะปรายตามองไปทางนั้นเลยสักนิด

แต่ละคนกลับกระชับสายจูงทาสในมือของตนให้แน่นขึ้นพลางมุ่งมั่นกับบางสิ่งบางอย่าง เหล่าทาสที่ยืนเคียงข้างพวกเขาต่างเบ่งกล้ามโตตึงเปรี๊ยะราวกับจะอวดโอ้พร้อมทั้งแยกเขี้ยวแสยะยิ้ม ชายฉกรรจ์ร่างยักษ์ราวกับภูเขาหลายคนมาทำท่าแบบนี้จึงดูคุกคามไม่น้อยทีเดียว

ทำไม…… ถึงยิ้มแบบนั้นกันนะ

ถึงจะไม่รู้เจตนาเบื้องหลังรอยยิ้มที่ดูพิลึกพิลั่นนั่น แต่เซร่าที่อ่านเอกสารซึ่งบีเซกับเจริลส่งมอบให้อย่างละเอียดก็เข้าใจดีว่าสถานการณ์นี้หมายความว่าอย่างไร

เหตุผลที่ผู้เข้าร่วมการแข่งขันอาร์เคดจะแสดงความสนใจในตัวผู้เข้าแข่งขันคนอื่นนั้นมีเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

“จะขอท้าดวลอะไรถึงได้แห่กันมาเยอะแยะขนาดนี้เนี่ย”

การประลอง

“ฉันมาคนเดียวนะ พวกนั้นเป็นใครก็ไม่รู้ ไม่รู้จักสักคน”

“ยังไงการประลองก็เป็นการดวลตัวต่อตัวอยู่แล้ว ไม่เห็นเป็นไรเลยนี่?”

ยูร์อากับนีร์ชานผลัดกันตอบคำพูดแกมตำหนิของเซร่า

“เปิดฉากมาตั้งแต่การแข่งรอบแรกก็ขอท้าดวลกันซะแล้วเหรอ……”

เมื่อเห็นสองคนนั้นเข้าขากันได้ดี เซร่าก็ถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย

ในช่วงเวลาของอาร์เคด ตราบใดที่มีผู้ตัดสินคอยเป็นพยานอยู่ด้วย ไม่ว่าจะที่ไหนหรือเมื่อไหร่ก็ตาม ผู้เข้าร่วมจะสามารถท้าดวลกับผู้เข้าร่วมคนอื่นได้เพียงหนึ่งครั้งเท่านั้น และสิ่งที่น่าขันที่สุดก็คือ คนที่ถูกท้าดวลไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ นั่นหมายความว่าหากถูกหาเรื่องขึ้นมา ต่อให้ไม่อยากสู้แค่ไหนก็ต้องยอมลงสนามประลองอยู่ดี

แล้วสู้กันไปจะได้อะไรมางั้นเหรอ

ผู้ชนะจะได้ครอบครองทุกสิ่งทุกอย่างของอีกฝ่าย

คนชนะจะได้ทุกสิ่งของผู้แพ้

คนแพ้ต้องยอมมอบทุกสิ่งให้แก่ผู้ชนะ

ผู้ที่พ่ายแพ้ในการประลองจะตกรอบจากอาร์เคดโดยอัตโนมัติ และจะตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ชนะจนกว่าการแข่งขันทั้งหมดจะสิ้นสุดลง

เซร่าที่ปั้นหน้าบึ้งตึงด้วยความรำคาญใจจึงบ่นพึมพำออกมาเบาๆ

“……อีกาที่สั่งให้ไปจับล่ะไม่จับ”

ฟังดูเผินๆ อาจเหมือนเป็นภาระอันหนักอึ้งสำหรับผู้เข้าร่วม ทว่าในความเป็นจริง ว่ากันว่าไม่ว่าจะเป็นคนที่ท้าดวลหรือคนที่จำต้องรับคำท้า ต่างก็ไม่ได้มองว่ามันเป็นเรื่องคอขาดบาดตายขนาดนั้น

นั่นก็เพราะสิ่งที่พวกชอบท้าดวลมักเล็งเอาไว้ ส่วนใหญ่แล้วคือ

“บางครั้ง สำหรับบางคน การได้คนงามมาครองมันก็เร่งด่วนยิ่งกว่าชัยชนะเสียอีกนะ”

ทาสที่อีกฝ่ายครอบครองอยู่นั่นเอง

“……ฮึ่ม คนงามเหรอ—”

เซร่าที่เคี้ยวกลืนคำพูดของยูร์อาพลางครุ่นคิดจึงกระตุกสายจูงเรียกเอน็อค

ท่อนบนของทาสผู้ทำตัวเป็นทองไม่รู้ร้อนราวกับเป็นเรื่องของคนอื่นโน้มต่ำลงมา เธอแนบริมฝีปากเข้ากับใบหูที่ยื่นเข้ามาตรงตำแหน่งพอเหมาะพอดีให้กัด แล้วกระซิบกระซาบด้วยเสียงที่หรี่เบาที่สุดเพราะกลัวคนอื่นจะได้ยิน

“ปลอมตัวมาดีแล้วแน่นะคะ? ทำไมขนาดย้อมผมแล้วยังมีคนมารุมตอมอีกเนี่ย?”

“ยังจะถามอีก”

เอน็อคที่เพลิดเพลินกับลมหายใจชวนจั๊กจี้จนเต็มอิ่มหัวเราะหึออกมาอย่างเย้ยหยัน ก่อนจะ

“ก็พอย้อมแล้วมันยังสวยอยู่นี่ จริงไหมล่ะขอรับ นายท่าน”

เปลี่ยนสีหน้าฉับพลันแล้วเอ่ยตอบเสียงหวานหยดย้อย

มิหนำซ้ำยังไม่หยุดแค่นั้น เขายังกระพริบตารัวๆ ทำเป็นแบ๊วแอ๊บสวยใส่อีกต่างหาก

“…….”

เซร่าที่ประจันหน้ากับท่าทางนั้นเต็มๆ ถึงกับร้อง “อึ๋ย” แล้วถอยหลังกรูด

“โอ้ สนิทกับทาสดีนี่?”

เมื่อเห็นช่วงเวลาที่ดูเผินๆ เหมือนจะหวานชื่น ยูร์อาก็แสดงความสนใจอย่างยิ่ง

“แบบนั้นก็ยิ่งดีสิ”

พรากออกจากกันมันสนุกกว่าตั้งเยอะนี่นา

ยูร์อาที่มีดวงตาเป็นประกายราวกับแมวนิสัยเสียก้าวออกมาอย่างกระตือรือร้น

“นีร์ชาน นายช่วยเป็นกรรมการให้ทีสิ”

เมื่อถูกโยนบทบาทกรรมการซึ่งเป็นเงื่อนไขจำเป็นสำหรับการประลองให้ นีร์ชานก็แสร้งทำเป็นลำบากใจเกินจริง

“โอ๊ย คนตั้งเยอะตั้งแยะขนาดนี้เนี่ยนะ? แล้วฉันจะได้สนุกกับอาร์เคดตอนไหนกันล่ะ?”

ดวงตาสีทองสว่างจ้าผงกชี้ไปยังแถวที่ต่อยาวเหยียดอยู่ด้านหลังยูร์อา

ถึงอย่างนั้น ดูจากรอยยิ้มที่ไม่จางหายไปจากใบหน้าแล้วก็คงไม่ได้รังเกียจอะไรขนาดนั้น

“ไม่นานหรอกน่า ยังไงมันก็จบที่ตาฉันอยู่แล้ว”

ยูร์อาที่แค่นหัวเราะเอ่ยฟันธงถึงชัยชนะของตนเองอย่างผยองและมั่นใจ

“นายเองก็คงไม่เสียใจหรอก”

เธอเลื่อนสายตาไปยังเอน็อค จ้องมองดวงตาสีเขียวอ่อนที่ซ่อนอยู่ใต้เรือนผมสีดำตาไม่กระพริบพลางเลียริมฝีปาก

“จะมีเรื่องสนุกอะไรให้ดูไปมากกว่าการเห็นคนงามถูกแย่งชิงไปอีกล่ะ?”

“อา นั่นก็จริงนะ”

งั้นมาเป็นกรรมการให้หน่อยแล้วกัน

นีร์ชานที่พยักหน้าอย่างอารมณ์ดีทำเป็นยอมรับบทบาทกรรมการเหมือนจำใจ

ในมุกตลกที่คุยหยอกล้อกันนั้นมีหนามซ่อนอยู่อย่างชัดเจน

การประลองยังไม่ทันได้เริ่มด้วยซ้ำ แต่ทั้งสองคนกลับหยอกล้อกันไปมาเสียแล้วว่าจะทำอย่างไรกับคนงามที่ผู้ชนะจะได้ครอบครอง

และ ‘คนงาม’ ที่พูดถึงอยู่นี่ก็ต้องหมายถึงเจ้าดำของเซร่าอย่างไม่ต้องสงสัย

ยูร์อาที่แย้มยิ้มเยียบเย็นเหล่สายตามีความหมายมองเอน็อคไม่หยุด และไม่ใช่แค่เธอคนเดียวเท่านั้นที่ส่งสายตาเหนียวหนืดไปทางเขา

ทั้งคนอื่นๆ ที่ยืนรอการประลองอยู่ด้านหลังยูร์อา ทาสของพวกเขา หรือแม้แต่นีร์ชานที่รับหน้าที่กรรมการโดยไม่เกี่ยวกับการประลองเลย ต่างก็ละสายตาไปจากเอน็อคไม่ได้เช่นกัน

‘ชักจะไม่สบอารมณ์แล้วสิ……’

สายตาอกุศลที่สาดซัดมาจากรอบทิศทำเอาอารมณ์ของเซร่าขุ่นมัวขึ้นมาอย่างรุนแรง

ถึงจะแค่ชั่วคราว แต่ตอนนี้หมอนี่เป็นของฉันนะ การที่คนพวกนี้บังอาจมาจ้องตาเป็นมันใส่ของของเธอช่างน่าขัดหูขัดตายิ่งนัก

‘ไม่รู้หรอกนะว่าทำไมถึงไม่สบอารมณ์ แต่มันไม่สบอารมณ์ชะมัด’

เธอสลับมองยูร์อากับนีร์ชานที่ยังคงพร่ำคุยกันเรื่องคนงามอย่างนั้นอย่างนี้ด้วยสายตาไม่สบอารมณ์

การที่คนสองคนร่วมมือกันต้อนบรรยากาศให้เอียงไปทางฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างแนบเนียนแบบนี้ถือเป็นกลยุทธ์ชั้นดีในการกดดันอีกฝ่ายให้ฝ่อลง เพราะผิวพรรณขาวผ่องที่ไม่ถูกแดดเผาเหมือนคนอื่นทำให้ใครมองก็รู้ว่าเซร่าเป็นคนนอก และดูเหมือนพวกกระจอกทั่วไปที่ตาลุกวาวกับสมบัติจนเข้ามาร่วมงานอาร์เคด

“คิดจะมาประลองแล้วทำไมถึงได้พูดจาพล่ามยาวนักล่ะ”

ทว่าโชคร้ายนักที่เซร่าเป็นคนที่คุ้นชินกับการยั่วยุแบบนั้น

“ไม่ต้องต่อความยาวสาวความยืดแล้วรีบๆ เริ่มสักทีดีไหม”

แถมเธอยังเป็นคนนิสัยเสียอยู่สักหน่อย ไม่สิ มากเลยทีเดียว

เธอไม่ได้รู้สึกสนใจการประลองที่มีทาสเป็นเดิมพันสักเท่าไหร่ แต่เป็นวายร้ายประเภทที่รู้สึกเพลิดเพลินเจริญใจอย่างยิ่งกับการได้เหยียบย่ำหัวใจของพวกเวรตะไลที่มาทำวางก้ามต่อหน้าเธอ

เธอชอบเวลาที่อีกฝ่ายชะล่าใจเพราะคิดว่าเธอเป็นหมูในอวย แล้วสีหน้าของฝ่ายนั้นค่อยๆ ถอดสีกลายเป็นความสิ้นหวังสุดขีดเมื่อเรื่องราวไม่เป็นไปตามที่คิด

ยิ่งตอนนี้คือช่วงงานอาร์เคด

ห้วงเวลาแห่งเทศกาลที่ผู้ชนะสามารถริบทุกสิ่งทุกอย่างของผู้แพ้ไปได้

ช่วงเวลาที่หากมีใครพ่ายแพ้แล้วตกมาอยู่ในกำมือเธอ ต่อให้เธอจะเอาไปต้มยำทำแกงอย่างไรก็ถูกกฎหมายไปเสียหมด

“นายเป็นคนตัดสิน”

เซร่าตาเป็นประกายให้กับความสนุกสนานที่จินตนาการไว้ เธอเลือกนีร์ชานเป็นกรรมการตัดสินเช่นเดียวกับยูร์อา

“โอ้ ท่าทางฝั่งนี้จะมีไฟขึ้นมาแล้วแฮะ”

นีร์ชานมองดูปฏิกิริยาของเซร่าที่จู่ๆ ก็กระตือรือร้นขึ้นมาด้วยความสนใจ

“เยี่ยม! งั้นก็เริ่มการประลองตามกฎของเอสเตลลาอาร์เคดได้เลย”

แปะ เขาปรบมือพร้อมกับประกาศว่าการประลองได้รับการยินยอมแล้ว

เหล่าผู้เข้าร่วมการแข่งขันที่รับรู้ว่ามีเรื่องสนุกๆ ให้ดูต่างพากันกรูเข้ามาล้อมวงเป็นวงกลมขนาดใหญ่

“ท้าประลองกันแล้วเหรอเนี่ย”

“นั่นยูร์อาไม่ใช่เหรอ”

“จึ๊ๆ ไปเจอคู่ต่อสู้ผิดคนเข้าให้แล้วสิ”

“แทงข้างยูร์อาสิบโกลด์!”

ลานประลองที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติพลันอึกทึกครึกโครมขึ้นมาในทันใด

ดูเหมือนผู้หญิงที่ท้าประลองกับเซ

และราวกับช่วยสนับสนุนท่าทีมั่นอกมั่นใจนั่น ผู้คนที่เฝ้าดูการประลองส่วนใหญ่ต่างก็คาดเดาชัยชนะของเธอไว้แล้ว

“สิ่งเดียวที่จำเป็นสำหรับการประลองคือแขนและขาที่แข็งแรงทั้งสองข้าง ฝ่ายที่หยิบอาวุธขึ้นมาก่อน หรือฝ่ายที่ทำให้เกิดการหลั่งเลือดจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้”

นิรชานที่อ้าแขนทั้งสองข้างออกกว้างมองไปยังเซร่ากับยูร์อาพลางบอกกฎของการประลอง

หลังจากกวาดสายตามองคนทั้งสองสลับกันไปมา ไม่ช้าเขาก็ส่งสายตาไปทางทาสของทั้งคู่ด้วยว่าเข้าใจแล้วใช่ไหม

แม้คู่กรณีของการประลองจะเป็นเซร่ากับยูร์อา แต่ในความเป็นจริงแล้วผู้ที่ต้องลงสนามประลองคือก้อนกล้ามเนื้อขนาดยักษ์ไม่ทราบนามกับเอน็อคซึ่งเป็นทาสของพวกเธอ

“…….”

เอน็อคพยักหน้าตอบรับเงียบๆ

“ผิวพรรณดูบอบบางขนาดที่แค่เฉียดโดน เลือดก็คงไหลทะลักออกมาเป็นสายแล้วมั้ง แบบนี้ฉันไม่เสียเปรียบเกินไปหน่อยเหรอ”

ทาสของยูร์อาเอ่ยเหน็บแนมเขาด้วยสีหน้าที่เผยความเย้ยหยันออกมาชัดเจน

ชายผู้มีร่างมหึมาราวกับต้นโอ๊กที่เติบโตมาห้าร้อยปีคนนี้มีรูปร่างที่คุกคามจนแทบจะใกล้เคียงกับยักษ์มากกว่ามนุษย์

จนถึงตอนนี้คนที่ตัวใหญ่ที่สุดเท่าที่เซร่าเคยเห็นมาคือมาร์คัส แต่มาร์คัสที่เหมือนหมีตัวนั้น หากได้มายืนข้างชายคนนี้ก็คงดูเหมือนลูกหมีไปเลย

ดังนั้นเมื่อเอาไปเทียบกับเอน็อค จึงแทบไม่ต้องเอ่ยเลยว่าจะเกิดความแตกต่างอย่างมหาศาลขนาดไหน

หากเปรียบเทียบกับยักษ์ใหญ่ที่ห่อหุ้มกล้ามเนื้อหนาเตอะไว้ราวกับชุดเกราะแล้ว เอน็อคก็ให้ความรู้สึกเหมือนคนอ่อนแอที่ผอมแห้งเพราะอดอยากไปเลย

“แย่หน่อยแฮะแบบนี้……”

เซร่าจึงรู้สึกกังวลขึ้นมานิดหน่อย

“เพลาๆ มือหน่อยล่ะ ถึงหน้าตาจะดูดุร้ายแค่ไหน แต่อีกฝ่ายก็เป็นมนุษย์นะ เอาชนะให้อยู่ในระดับสามัญสำนึกทั่วๆ ไปก็พอ”

กลัวว่าเอน็อคจะประเมินขนาดตัวของทาสคนนั้นสูงไปจนเผลอยั้งแรงไม่อยู่แล้วฆ่าตายเข้าน่ะสิ……

เซร่าที่เตือนด้วยสีหน้าเคร่งเครียดได้เผยไต๋ออกมาอย่างเป็นธรรมชาติเสียแล้วว่าเธอมองเอน็อคเป็นตัวประหลาดระดับไหน

“ถ้าฆ่าคู่ต่อสู้ระหว่างการประลองจะถูกปรับแพ้ทันทีนะ รู้ใช่ไหม”

“……รู้น่า แต่ว่านะนายท่าน―”

โชคดีที่เอน็อคปล่อยผ่านไปอย่างนุ่มนวลราวกับไม่ทันสังเกตเห็นความผิดพลาดของเธอ เขาที่ลากเสียงท้ายประโยคยาวราวกับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างอย่างตั้งอกตั้งใจมาตั้งแต่เมื่อครู่ กระซิบเสียงเบาด้วยสีหน้าราวกับไม่เข้าใจเลยสักนิด

“ระดับสามัญสำนึกทั่วๆ ไปเนี่ยมันแค่ไหนกันล่ะ”

“เรื่องนั้นน่ะ―”

เซร่าที่ตั้งท่าจะตอบกลับไม่สามารถต่อบทสนทนาได้ในทันทีและเอียงคอไปมาอย่างฉงน

ราวกับเพิ่งตระหนักได้ว่าตนเองก็ไม่ทันคิดมาก่อน เมื่อถึงเวลาที่ต้องนิยามขอบเขตอันคลุมเครือนั้นจริงๆ

จะว่าไปแล้ว การแสร้งทำตัวเป็นคนธรรมดาที่มีสามัญสำนึกทั่วๆ ไปนี่มันต้องทำยังไงกันนะ

“ระ เรื่องนั้นน่ะ―”

“เรื่องนั้น……?”

แม้จะพยายามถ่วงเวลาและเค้นสมองคิดอย่างหนัก แต่เธอกลับนึกคำตอบที่เหมาะสมไม่ออกเลย

“…….”

“…….”

สายตาสองคู่ที่ล่องลอยอย่างไร้คำตอบสบประสานกันกลางอากาศ

ท่ามกลางความเงียบอันชวนอึดอัดที่โรยตัวลงมาระหว่างคนทั้งสอง ในที่สุดพวกเขาก็ตระหนักได้ว่าไม่มีใครสักคนเลยที่รู้ว่า ‘ระดับสามัญสำนึกทั่วๆ ไป’ นั้นมันเป็นอย่างไร

[นิยาย] เมื่ออดีตชาติ ฉันเคยขายชาติมาแล้วค่ะจบตอน 105
อ่านตอน 106 ต่อ
อ่านตอนล่าสุดได้ที่ลงถึงตอน 344
↗Readtoon
☆ ให้คะแนน / เขียนรีวิวเรื่องนี้

ความคิดเห็นตอนนี้

กำลังโหลดความเห็น...

ดูความเห็นทุกตอนของเรื่องนี้
‹ ตอน 104กลับหน้าเรื่อง
ตอน 104ตอน 106