“[นิยาย] เมื่ออดีตชาติ ฉันเคยขายชาติมาแล้วค่ะ” มีฉากหรือเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่ กดยืนยันเพื่อเข้าชม เว็บจะจำไว้ในเบราว์เซอร์นี้
ตรงนั้นมีผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่
คงกะจะแอบย่องเข้ามาทำให้ตกใจ พอสบตากับเซร่าเข้า
“นีร์ชาน ไปบอกเรื่องนั้นให้รู้ทำไมกันเล่า”
“ถึงยังไงเธอก็ล้มเหลวอยู่ดีแหละน่า ยูร์อา”
ชายหนุ่มทำลอยหน้าลอยตาปล่อยผ่านคำต่อว่าของหญิงสาวพลางส่งสายตาไปทางเอน็อค
“ก็ทาสฝั่งนี้เขารู้ตัวตั้งแต่แรกแล้วว่าเธอกำลังเดินมา”
“ถึงอย่างนั้นก็เถอะ!”
ทั้งสองพูดคุยกันอย่างสนิทสนมราวกับรู้จักกันมาก่อนแล้ว
เซร่าที่ติดอยู่ตรงกลางระหว่างคนทั้งสองอย่างกระอักกระอ่วนรีบกวาดตามองหญิงสาวอย่างรวดเร็ว
ผมสีดำ ดวงตาสีทอง ผิวสีแทนดูสุขภาพดี รูปลักษณ์ภายนอกช่างดูคล้ายคลึงกับชายที่ถูกเรียกว่านีร์ชานจนน่าสงสัย
หากเป็นสถานการณ์ปกติ เซร่าคงเอ่ยถามธุระของอีกฝ่ายไปตั้งแต่ตอนนี้แล้ว
ถ้าหากว่าคนที่เล็งเล่นงานข้างหลังของเซร่ามีเพียงแค่ผู้หญิงคนนี้คนเดียวล่ะก็นะ
“…….”
เซร่าขยับเข้าไปยืนชิดข้างกายเอน็อคแล้วเบนสายตาข้ามไหล่ของยูร์อาไป
ด้านหลังของหญิงสาวที่มาหาเธอนั้น มีผู้คนเข้าแถวยาวเหยียดไม่ต่ำกว่าสิบคน แม้จะมีทั้งชายและหญิงปะปนกันอยู่แต่สัดส่วนของผู้ชายก็สูงกว่ามาก
กาาา
อีกาตัวหนึ่งบินผ่านเหนือศีรษะของพวกเขาไป
เป็นระยะที่ใกล้มากจนได้ยินเสียงกระพือปีกพึ่บพั่บ
ทว่าบรรดาคนที่มารวมตัวกันเพื่อหาเซร่านั้นกลับไม่แม้แต่จะปรายตามองไปทางนั้นเลยสักนิด
แต่ละคนกลับกระชับสายจูงทาสในมือของตนให้แน่นขึ้นพลางมุ่งมั่นกับบางสิ่งบางอย่าง เหล่าทาสที่ยืนเคียงข้างพวกเขาต่างเบ่งกล้ามโตตึงเปรี๊ยะราวกับจะอวดโอ้พร้อมทั้งแยกเขี้ยวแสยะยิ้ม ชายฉกรรจ์ร่างยักษ์ราวกับภูเขาหลายคนมาทำท่าแบบนี้จึงดูคุกคามไม่น้อยทีเดียว
ทำไม…… ถึงยิ้มแบบนั้นกันนะ
ถึงจะไม่รู้เจตนาเบื้องหลังรอยยิ้มที่ดูพิลึกพิลั่นนั่น แต่เซร่าที่อ่านเอกสารซึ่งบีเซกับเจริลส่งมอบให้อย่างละเอียดก็เข้าใจดีว่าสถานการณ์นี้หมายความว่าอย่างไร
เหตุผลที่ผู้เข้าร่วมการแข่งขันอาร์เคดจะแสดงความสนใจในตัวผู้เข้าแข่งขันคนอื่นนั้นมีเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
“จะขอท้าดวลอะไรถึงได้แห่กันมาเยอะแยะขนาดนี้เนี่ย”
การประลอง
“ฉันมาคนเดียวนะ พวกนั้นเป็นใครก็ไม่รู้ ไม่รู้จักสักคน”
“ยังไงการประลองก็เป็นการดวลตัวต่อตัวอยู่แล้ว ไม่เห็นเป็นไรเลยนี่?”
ยูร์อากับนีร์ชานผลัดกันตอบคำพูดแกมตำหนิของเซร่า
“เปิดฉากมาตั้งแต่การแข่งรอบแรกก็ขอท้าดวลกันซะแล้วเหรอ……”
เมื่อเห็นสองคนนั้นเข้าขากันได้ดี เซร่าก็ถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย
ในช่วงเวลาของอาร์เคด ตราบใดที่มีผู้ตัดสินคอยเป็นพยานอยู่ด้วย ไม่ว่าจะที่ไหนหรือเมื่อไหร่ก็ตาม ผู้เข้าร่วมจะสามารถท้าดวลกับผู้เข้าร่วมคนอื่นได้เพียงหนึ่งครั้งเท่านั้น และสิ่งที่น่าขันที่สุดก็คือ คนที่ถูกท้าดวลไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ นั่นหมายความว่าหากถูกหาเรื่องขึ้นมา ต่อให้ไม่อยากสู้แค่ไหนก็ต้องยอมลงสนามประลองอยู่ดี
แล้วสู้กันไปจะได้อะไรมางั้นเหรอ
ผู้ชนะจะได้ครอบครองทุกสิ่งทุกอย่างของอีกฝ่าย
คนชนะจะได้ทุกสิ่งของผู้แพ้
คนแพ้ต้องยอมมอบทุกสิ่งให้แก่ผู้ชนะ
ผู้ที่พ่ายแพ้ในการประลองจะตกรอบจากอาร์เคดโดยอัตโนมัติ และจะตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ชนะจนกว่าการแข่งขันทั้งหมดจะสิ้นสุดลง
เซร่าที่ปั้นหน้าบึ้งตึงด้วยความรำคาญใจจึงบ่นพึมพำออกมาเบาๆ
“……อีกาที่สั่งให้ไปจับล่ะไม่จับ”
ฟังดูเผินๆ อาจเหมือนเป็นภาระอันหนักอึ้งสำหรับผู้เข้าร่วม ทว่าในความเป็นจริง ว่ากันว่าไม่ว่าจะเป็นคนที่ท้าดวลหรือคนที่จำต้องรับคำท้า ต่างก็ไม่ได้มองว่ามันเป็นเรื่องคอขาดบาดตายขนาดนั้น
นั่นก็เพราะสิ่งที่พวกชอบท้าดวลมักเล็งเอาไว้ ส่วนใหญ่แล้วคือ
“บางครั้ง สำหรับบางคน การได้คนงามมาครองมันก็เร่งด่วนยิ่งกว่าชัยชนะเสียอีกนะ”
ทาสที่อีกฝ่ายครอบครองอยู่นั่นเอง
“……ฮึ่ม คนงามเหรอ—”
เซร่าที่เคี้ยวกลืนคำพูดของยูร์อาพลางครุ่นคิดจึงกระตุกสายจูงเรียกเอน็อค
ท่อนบนของทาสผู้ทำตัวเป็นทองไม่รู้ร้อนราวกับเป็นเรื่องของคนอื่นโน้มต่ำลงมา เธอแนบริมฝีปากเข้ากับใบหูที่ยื่นเข้ามาตรงตำแหน่งพอเหมาะพอดีให้กัด แล้วกระซิบกระซาบด้วยเสียงที่หรี่เบาที่สุดเพราะกลัวคนอื่นจะได้ยิน
“ปลอมตัวมาดีแล้วแน่นะคะ? ทำไมขนาดย้อมผมแล้วยังมีคนมารุมตอมอีกเนี่ย?”
“ยังจะถามอีก”
เอน็อคที่เพลิดเพลินกับลมหายใจชวนจั๊กจี้จนเต็มอิ่มหัวเราะหึออกมาอย่างเย้ยหยัน ก่อนจะ
“ก็พอย้อมแล้วมันยังสวยอยู่นี่ จริงไหมล่ะขอรับ นายท่าน”
เปลี่ยนสีหน้าฉับพลันแล้วเอ่ยตอบเสียงหวานหยดย้อย
มิหนำซ้ำยังไม่หยุดแค่นั้น เขายังกระพริบตารัวๆ ทำเป็นแบ๊วแอ๊บสวยใส่อีกต่างหาก
“…….”
เซร่าที่ประจันหน้ากับท่าทางนั้นเต็มๆ ถึงกับร้อง “อึ๋ย” แล้วถอยหลังกรูด
“โอ้ สนิทกับทาสดีนี่?”
เมื่อเห็นช่วงเวลาที่ดูเผินๆ เหมือนจะหวานชื่น ยูร์อาก็แสดงความสนใจอย่างยิ่ง
“แบบนั้นก็ยิ่งดีสิ”
พรากออกจากกันมันสนุกกว่าตั้งเยอะนี่นา
ยูร์อาที่มีดวงตาเป็นประกายราวกับแมวนิสัยเสียก้าวออกมาอย่างกระตือรือร้น
“นีร์ชาน นายช่วยเป็นกรรมการให้ทีสิ”
เมื่อถูกโยนบทบาทกรรมการซึ่งเป็นเงื่อนไขจำเป็นสำหรับการประลองให้ นีร์ชานก็แสร้งทำเป็นลำบากใจเกินจริง
“โอ๊ย คนตั้งเยอะตั้งแยะขนาดนี้เนี่ยนะ? แล้วฉันจะได้สนุกกับอาร์เคดตอนไหนกันล่ะ?”
ดวงตาสีทองสว่างจ้าผงกชี้ไปยังแถวที่ต่อยาวเหยียดอยู่ด้านหลังยูร์อา
ถึงอย่างนั้น ดูจากรอยยิ้มที่ไม่จางหายไปจากใบหน้าแล้วก็คงไม่ได้รังเกียจอะไรขนาดนั้น
“ไม่นานหรอกน่า ยังไงมันก็จบที่ตาฉันอยู่แล้ว”
ยูร์อาที่แค่นหัวเราะเอ่ยฟันธงถึงชัยชนะของตนเองอย่างผยองและมั่นใจ
“นายเองก็คงไม่เสียใจหรอก”
เธอเลื่อนสายตาไปยังเอน็อค จ้องมองดวงตาสีเขียวอ่อนที่ซ่อนอยู่ใต้เรือนผมสีดำตาไม่กระพริบพลางเลียริมฝีปาก
“จะมีเรื่องสนุกอะไรให้ดูไปมากกว่าการเห็นคนงามถูกแย่งชิงไปอีกล่ะ?”
“อา นั่นก็จริงนะ”
งั้นมาเป็นกรรมการให้หน่อยแล้วกัน
นีร์ชานที่พยักหน้าอย่างอารมณ์ดีทำเป็นยอมรับบทบาทกรรมการเหมือนจำใจ
ในมุกตลกที่คุยหยอกล้อกันนั้นมีหนามซ่อนอยู่อย่างชัดเจน
การประลองยังไม่ทันได้เริ่มด้วยซ้ำ แต่ทั้งสองคนกลับหยอกล้อกันไปมาเสียแล้วว่าจะทำอย่างไรกับคนงามที่ผู้ชนะจะได้ครอบครอง
และ ‘คนงาม’ ที่พูดถึงอยู่นี่ก็ต้องหมายถึงเจ้าดำของเซร่าอย่างไม่ต้องสงสัย
ยูร์อาที่แย้มยิ้มเยียบเย็นเหล่สายตามีความหมายมองเอน็อคไม่หยุด และไม่ใช่แค่เธอคนเดียวเท่านั้นที่ส่งสายตาเหนียวหนืดไปทางเขา
ทั้งคนอื่นๆ ที่ยืนรอการประลองอยู่ด้านหลังยูร์อา ทาสของพวกเขา หรือแม้แต่นีร์ชานที่รับหน้าที่กรรมการโดยไม่เกี่ยวกับการประลองเลย ต่างก็ละสายตาไปจากเอน็อคไม่ได้เช่นกัน
‘ชักจะไม่สบอารมณ์แล้วสิ……’
สายตาอกุศลที่สาดซัดมาจากรอบทิศทำเอาอารมณ์ของเซร่าขุ่นมัวขึ้นมาอย่างรุนแรง
ถึงจะแค่ชั่วคราว แต่ตอนนี้หมอนี่เป็นของฉันนะ การที่คนพวกนี้บังอาจมาจ้องตาเป็นมันใส่ของของเธอช่างน่าขัดหูขัดตายิ่งนัก
‘ไม่รู้หรอกนะว่าทำไมถึงไม่สบอารมณ์ แต่มันไม่สบอารมณ์ชะมัด’
เธอสลับมองยูร์อากับนีร์ชานที่ยังคงพร่ำคุยกันเรื่องคนงามอย่างนั้นอย่างนี้ด้วยสายตาไม่สบอารมณ์
การที่คนสองคนร่วมมือกันต้อนบรรยากาศให้เอียงไปทางฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างแนบเนียนแบบนี้ถือเป็นกลยุทธ์ชั้นดีในการกดดันอีกฝ่ายให้ฝ่อลง เพราะผิวพรรณขาวผ่องที่ไม่ถูกแดดเผาเหมือนคนอื่นทำให้ใครมองก็รู้ว่าเซร่าเป็นคนนอก และดูเหมือนพวกกระจอกทั่วไปที่ตาลุกวาวกับสมบัติจนเข้ามาร่วมงานอาร์เคด
“คิดจะมาประลองแล้วทำไมถึงได้พูดจาพล่ามยาวนักล่ะ”
ทว่าโชคร้ายนักที่เซร่าเป็นคนที่คุ้นชินกับการยั่วยุแบบนั้น
“ไม่ต้องต่อความยาวสาวความยืดแล้วรีบๆ เริ่มสักทีดีไหม”
แถมเธอยังเป็นคนนิสัยเสียอยู่สักหน่อย ไม่สิ มากเลยทีเดียว
เธอไม่ได้รู้สึกสนใจการประลองที่มีทาสเป็นเดิมพันสักเท่าไหร่ แต่เป็นวายร้ายประเภทที่รู้สึกเพลิดเพลินเจริญใจอย่างยิ่งกับการได้เหยียบย่ำหัวใจของพวกเวรตะไลที่มาทำวางก้ามต่อหน้าเธอ
เธอชอบเวลาที่อีกฝ่ายชะล่าใจเพราะคิดว่าเธอเป็นหมูในอวย แล้วสีหน้าของฝ่ายนั้นค่อยๆ ถอดสีกลายเป็นความสิ้นหวังสุดขีดเมื่อเรื่องราวไม่เป็นไปตามที่คิด
ยิ่งตอนนี้คือช่วงงานอาร์เคด
ห้วงเวลาแห่งเทศกาลที่ผู้ชนะสามารถริบทุกสิ่งทุกอย่างของผู้แพ้ไปได้
ช่วงเวลาที่หากมีใครพ่ายแพ้แล้วตกมาอยู่ในกำมือเธอ ต่อให้เธอจะเอาไปต้มยำทำแกงอย่างไรก็ถูกกฎหมายไปเสียหมด
“นายเป็นคนตัดสิน”
เซร่าตาเป็นประกายให้กับความสนุกสนานที่จินตนาการไว้ เธอเลือกนีร์ชานเป็นกรรมการตัดสินเช่นเดียวกับยูร์อา
“โอ้ ท่าทางฝั่งนี้จะมีไฟขึ้นมาแล้วแฮะ”
นีร์ชานมองดูปฏิกิริยาของเซร่าที่จู่ๆ ก็กระตือรือร้นขึ้นมาด้วยความสนใจ
“เยี่ยม! งั้นก็เริ่มการประลองตามกฎของเอสเตลลาอาร์เคดได้เลย”
แปะ เขาปรบมือพร้อมกับประกาศว่าการประลองได้รับการยินยอมแล้ว
เหล่าผู้เข้าร่วมการแข่งขันที่รับรู้ว่ามีเรื่องสนุกๆ ให้ดูต่างพากันกรูเข้ามาล้อมวงเป็นวงกลมขนาดใหญ่
“ท้าประลองกันแล้วเหรอเนี่ย”
“นั่นยูร์อาไม่ใช่เหรอ”
“จึ๊ๆ ไปเจอคู่ต่อสู้ผิดคนเข้าให้แล้วสิ”
“แทงข้างยูร์อาสิบโกลด์!”
ลานประลองที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติพลันอึกทึกครึกโครมขึ้นมาในทันใด
ดูเหมือนผู้หญิงที่ท้าประลองกับเซ
และราวกับช่วยสนับสนุนท่าทีมั่นอกมั่นใจนั่น ผู้คนที่เฝ้าดูการประลองส่วนใหญ่ต่างก็คาดเดาชัยชนะของเธอไว้แล้ว
“สิ่งเดียวที่จำเป็นสำหรับการประลองคือแขนและขาที่แข็งแรงทั้งสองข้าง ฝ่ายที่หยิบอาวุธขึ้นมาก่อน หรือฝ่ายที่ทำให้เกิดการหลั่งเลือดจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้”
นิรชานที่อ้าแขนทั้งสองข้างออกกว้างมองไปยังเซร่ากับยูร์อาพลางบอกกฎของการประลอง
หลังจากกวาดสายตามองคนทั้งสองสลับกันไปมา ไม่ช้าเขาก็ส่งสายตาไปทางทาสของทั้งคู่ด้วยว่าเข้าใจแล้วใช่ไหม
แม้คู่กรณีของการประลองจะเป็นเซร่ากับยูร์อา แต่ในความเป็นจริงแล้วผู้ที่ต้องลงสนามประลองคือก้อนกล้ามเนื้อขนาดยักษ์ไม่ทราบนามกับเอน็อคซึ่งเป็นทาสของพวกเธอ
“…….”
เอน็อคพยักหน้าตอบรับเงียบๆ
“ผิวพรรณดูบอบบางขนาดที่แค่เฉียดโดน เลือดก็คงไหลทะลักออกมาเป็นสายแล้วมั้ง แบบนี้ฉันไม่เสียเปรียบเกินไปหน่อยเหรอ”
ทาสของยูร์อาเอ่ยเหน็บแนมเขาด้วยสีหน้าที่เผยความเย้ยหยันออกมาชัดเจน
ชายผู้มีร่างมหึมาราวกับต้นโอ๊กที่เติบโตมาห้าร้อยปีคนนี้มีรูปร่างที่คุกคามจนแทบจะใกล้เคียงกับยักษ์มากกว่ามนุษย์
จนถึงตอนนี้คนที่ตัวใหญ่ที่สุดเท่าที่เซร่าเคยเห็นมาคือมาร์คัส แต่มาร์คัสที่เหมือนหมีตัวนั้น หากได้มายืนข้างชายคนนี้ก็คงดูเหมือนลูกหมีไปเลย
ดังนั้นเมื่อเอาไปเทียบกับเอน็อค จึงแทบไม่ต้องเอ่ยเลยว่าจะเกิดความแตกต่างอย่างมหาศาลขนาดไหน
หากเปรียบเทียบกับยักษ์ใหญ่ที่ห่อหุ้มกล้ามเนื้อหนาเตอะไว้ราวกับชุดเกราะแล้ว เอน็อคก็ให้ความรู้สึกเหมือนคนอ่อนแอที่ผอมแห้งเพราะอดอยากไปเลย
“แย่หน่อยแฮะแบบนี้……”
เซร่าจึงรู้สึกกังวลขึ้นมานิดหน่อย
“เพลาๆ มือหน่อยล่ะ ถึงหน้าตาจะดูดุร้ายแค่ไหน แต่อีกฝ่ายก็เป็นมนุษย์นะ เอาชนะให้อยู่ในระดับสามัญสำนึกทั่วๆ ไปก็พอ”
กลัวว่าเอน็อคจะประเมินขนาดตัวของทาสคนนั้นสูงไปจนเผลอยั้งแรงไม่อยู่แล้วฆ่าตายเข้าน่ะสิ……
เซร่าที่เตือนด้วยสีหน้าเคร่งเครียดได้เผยไต๋ออกมาอย่างเป็นธรรมชาติเสียแล้วว่าเธอมองเอน็อคเป็นตัวประหลาดระดับไหน
“ถ้าฆ่าคู่ต่อสู้ระหว่างการประลองจะถูกปรับแพ้ทันทีนะ รู้ใช่ไหม”
“……รู้น่า แต่ว่านะนายท่าน―”
โชคดีที่เอน็อคปล่อยผ่านไปอย่างนุ่มนวลราวกับไม่ทันสังเกตเห็นความผิดพลาดของเธอ เขาที่ลากเสียงท้ายประโยคยาวราวกับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างอย่างตั้งอกตั้งใจมาตั้งแต่เมื่อครู่ กระซิบเสียงเบาด้วยสีหน้าราวกับไม่เข้าใจเลยสักนิด
“ระดับสามัญสำนึกทั่วๆ ไปเนี่ยมันแค่ไหนกันล่ะ”
“เรื่องนั้นน่ะ―”
เซร่าที่ตั้งท่าจะตอบกลับไม่สามารถต่อบทสนทนาได้ในทันทีและเอียงคอไปมาอย่างฉงน
ราวกับเพิ่งตระหนักได้ว่าตนเองก็ไม่ทันคิดมาก่อน เมื่อถึงเวลาที่ต้องนิยามขอบเขตอันคลุมเครือนั้นจริงๆ
จะว่าไปแล้ว การแสร้งทำตัวเป็นคนธรรมดาที่มีสามัญสำนึกทั่วๆ ไปนี่มันต้องทำยังไงกันนะ
“ระ เรื่องนั้นน่ะ―”
“เรื่องนั้น……?”
แม้จะพยายามถ่วงเวลาและเค้นสมองคิดอย่างหนัก แต่เธอกลับนึกคำตอบที่เหมาะสมไม่ออกเลย
“…….”
“…….”
สายตาสองคู่ที่ล่องลอยอย่างไร้คำตอบสบประสานกันกลางอากาศ
ท่ามกลางความเงียบอันชวนอึดอัดที่โรยตัวลงมาระหว่างคนทั้งสอง ในที่สุดพวกเขาก็ตระหนักได้ว่าไม่มีใครสักคนเลยที่รู้ว่า ‘ระดับสามัญสำนึกทั่วๆ ไป’ นั้นมันเป็นอย่างไร
กำลังโหลดความเห็น...