“[นิยาย] เมื่ออดีตชาติ ฉันเคยขายชาติมาแล้วค่ะ” มีฉากหรือเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่ กดยืนยันเพื่อเข้าชม เว็บจะจำไว้ในเบราว์เซอร์นี้
เขาว่ากันว่าเวลาคนเราต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่คาดไม่ถึงเกินจินตนาการ แม้แต่เสียงกรีดร้องก็ยังเปล่งไม่ออกงั้นหรือ
เซร่าในตอนนี้เป็นแบบนั้นเป๊ะเลย
ไม่สิ ไม่ใช่แค่เซร่า แต่ทุกคนที่อยู่ในห้องนี้ก็เป็นเหมือนกันหมด
ทว่าหากให้เลือกคนที่ตกใจจนแทบสิ้นสติมากที่สุดในบรรดาคนเหล่านั้นแล้วละก็
“ฮะ เฮือก……!”
ก็คือชายหนุ่มที่คอยรินเหล้าปรนนิบัติเซร่านั่นเอง
ชายหนุ่มที่เงยหน้ามองไปยังด้านหลังของเธอ ไม่รู้ว่าไปเห็นสิ่งใดเข้า ใบหน้าอันหมดจดงดงามนั้นถึงได้ซีดเผือดจนแทบจะกลายเป็นเขียวคล้ำ
การเบิ่งตากว้างอ้าปากค้างจนหุบไม่ลงนั้น ดูราวกับคนที่เผชิญหน้ากับสัตว์ร้ายอันหิวโซบนภูเขามืดมิดไม่มีผิด แม้จะเป็นนีร์ชานก็ไม่ได้มีสภาพต่างไปจากชายหนุ่มคนนั้นสักเท่าไร แม้สีหน้าจะไม่ถึงกับซีดเผือดปานนั้น แต่ทั้งเขาและเหล่าหญิงสาวรอบกายต่างก็มองไปยังฟากฝั่งของความมืดมิดด้วยสีหน้าเหมือนเห็นสิ่งที่ไม่ควรเห็น
ตึก ในตอนนั้นเอง เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้น
มันดังมาจากทางด้านหลังของเซร่า
เสียงฝีเท้าที่ดังก้องกังวานผิดปกติได้ปลุกประสาทสัมผัสของเซร่าให้ตื่นตัว ราวกับคมเขี้ยวของสัตว์ร้ายที่กำลังขย้ำเข้าที่ท้ายทอยของเธอ สันหลังพลันเย็นวาบขึ้นมาทันใด
“…….”
เซร่าที่สัมผัสได้ถึงลางร้ายกลั้นหายใจพลางหันหลังกลับไปมอง
“ก็นึกว่าจะไปไหน ถึงได้เดินวนไปวนมาทั่วถนน”
สิ่งแรกที่สะดุดตาเธอคือดวงตาของสัตว์ร้ายที่ทอประกายวาวโรจน์อยู่ท่ามกลางความมืดมิดซึ่งประชิดเข้ามาถึงด้านหลังของเธอ เสี้ยววินาทีที่สบสายตากับสิ่งนั้น ประกายไฟก็พลันแลบแปลบปลาบในดวงตาของสัตว์ร้ายที่รูม่านตาหดเกร็งจนแคบลง
มันลุกโชนอย่างเกรี้ยวกราดราวกับจะเผาผลาญทุกสิ่งที่สัมผัสให้มอดไหม้เป็นจุณ ทว่าสิ่งที่แฝงอยู่อย่างหนักแน่นภายในนั้นกลับเป็นไอเย็นยะเยือกอันน่าเหลือเชื่อ
“ที่แท้ก็มาที่พรรค์นี้น่ะเหรอ”
มันเย็นเยียบเสียจนทำให้เธอสร่างเมาได้ในชั่วพริบตา
เฮือก เซร่าสูดหายใจเข้าลึก หัวใจของเธอหล่นวูบลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม
ราวกับคนที่ทำความผิดแล้วถูกจับได้คาหนังคาเขาไม่มีผิด
“ดูท่าจะรู้ตัวนี่ว่าทำผิด”
สัตว์ร้ายที่สบตากับเซร่าสาวเท้าก้าวประชิดเข้ามาหาเธออย่างรวดเร็ว
ทุกครั้งที่สัตว์ร้ายตัวนั้นขยับก้าวเดิน เสียงโลหะกระทบกันก็ดังกริ๋งกรั๋ง
เสียงนั้นฟังดูเหมือนโซ่ตรวนที่พันธนาการสัตว์ร้ายอันบ้าคลั่งไว้ไม่มีผิด สิ่งที่เปรียบเสมือนเส้นด้ายแห่งสติเส้นสุดท้ายที่คอยเหนี่ยวรั้งไม่ให้มันทำร้ายมนุษย์ตามอำเภอใจ
เคร้ง เคร้ง สายสร้อยประดับทองคำที่แกว่งไกวส่งเสียงใสสะท้อนกับแสงไฟในห้อง
รูปร่างของสัตว์ร้ายที่ก้าวผ่านความมืดมิดและควันจางๆ เข้ามาเริ่มปรากฏชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
ท่ามกลางความมืดมิดอันดำสนิท ชายร่างกำยำผู้มีเรือนผมสีดำขลับยิ่งกว่าความมืดก็ปรากฏกายขึ้น
ชายผู้ไม่ควรจะมาอยู่ที่นี่เป็นอันขาด
“……เอ-...”
เซร่าที่เกือบจะหลุดปากเรียกชื่อของเอน็อคออกไปตามสัญชาตญาณรีบเปลี่ยนคำพูดอย่างร้อนรน
“ไปอยู่ตรงนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?”
“อยู่ตรงนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่กันน่ะ?”
มีเสียงคำถามของอีกคนหนึ่งดังซ้อนทับขึ้นมาบนเสียงของเธอ
นีร์ชานนั่นเอง
“ข้างนอกนั่นฉันวางเวรยามเอาไว้ชัดๆ แท้ๆ”
เขามองทาสของคนอื่นที่เดินนวยนาดออกมาจากในบ้านของตนอย่างหน้าตาเฉยด้วยสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ
กระตุก แววตาที่เคยเฉื่อยชาพลันกลับมามีประกายแจ่มชัดขึ้นทันควัน
แม้จะพาเซร่าเข้ามาข้างในนี้พักใหญ่แล้ว แต่เขาก็ไม่อาจล่วงรู้ได้เลยว่าไอ้หมอนี่เข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่ จากที่ไหน และเข้ามาได้อย่างไร
‘วิหคทองคำ’ สถานที่ซึ่งเหล่าชนชั้นสูงแห่งเอสเตลลามาหาความสำราญยามค่ำคืนอย่างลับๆ มีการคุ้มกันที่แน่นหนาอย่างยิ่ง ต่างจากรูปลักษณ์ภายนอกที่ดูเรียบง่าย
ประตูจะไม่เปิดรับผู้ที่ไม่ได้รับอนุญาต และเพื่อป้องกันพวกที่อาจจะใช้กำลังบุกเข้ามา จึงมีเหล่าทาสนักรบชั้นแนวหน้าคอยสลับผลัดเปลี่ยนเวรยามวันละ 3 กะ ณ จุดที่ผู้มาเยือนมองไม่เห็น
ถึงกระนั้นหากมีผู้ใดพยายามจะบุกเข้ามา ไฟฉุกเฉินก็จะสว่างขึ้น พร้อมกับส่งสัญญาณให้ทาสนักรบหลายสิบนายจากวิหคทองคำและจากค่ายทหารส่วนตัวของนีร์ชานที่อยู่ละแวกใกล้เคียงวิ่งกรูเข้ามาทันที
เพื่อรักษาความปลอดภัยที่อาจเรียกได้ว่าเกินความจำเป็นนี้ นีร์ชานต้องให้ทาสนักรบหลายร้อยชีวิตสแตนด์บายรออยู่ตลอดเวลา และเขาต้องจ่ายเงินจำนวนมหาศาลเพียงเพื่อค่ากิน ค่าอยู่ และค่าเสื้อผ้าของคนพวกนั้น
จุดขายสำคัญคือระบบความปลอดภัยขั้นสูงสุดที่แม้แต่มดสักตัวก็ไม่สามารถเล็ดลอดเข้ามาได้หากไม่ได้รับอนุญาตจากเขา ยิ่งพวกที่มีมากก็ยิ่งมีความลับมาก และสถานที่ในเอสเตลลาที่พวกมันจะสามารถพร่ำพูดความลับเหล่านั้นได้อย่างสบายใจก็มีเพียงแค่ที่นี่ ‘วิหคทองคำ’ ที่นีร์ชานบริหารอยู่เท่านั้น
ทว่า ช่างน่าขัดกับชื่อเสียงที่สั่งสมมาโดยสิ้นเชิง เพราะ ณ ตอนนี้ ตรงนี้
แขกที่ไม่ได้รับเชิญกลับเดินอาดๆ ออกมาต่อหน้าต่อตาเขาอย่างเปิดเผย ยิ่งไปกว่านั้นเขายังไม่ได้รับรายงานอะไรเลยจนกระทั่งหมอนั่นปรากฏตัวออกมาเอง
“……ระบบเวรยามเกิดช่องโหว่ขึ้นงั้นเหรอ?”
ไม่อย่างนั้นก็คงเป็นเพราะเขาเอาเงินไปผลาญทิ้งโดยเปล่าประโยชน์มาตลอด
นีร์ชานตีสีหน้าเคร่งเครียด พลางเฝ้ารอคำตอบจากเอน็อคอย่างร้อนใจ
“เจ้านายของฉันกำลังจะลากไอ้เวรหน้าจิ้งจอกนั่นขึ้นเตียงอยู่รอมร่อ”
แต่ทาสของเซร่ากลับตอกกลับมาด้วยท่าทียียวนกวนประสาท ราวกับเรื่องของนีร์ชานไม่ได้เกี่ยวอะไรกับตนแม้แต่น้อย
“ตอนนี้เรื่องพรรค์นั้นมันสำคัญด้วยเหรอ?”
หือ? นายลองตอบดูซิ
เขาเอียงคอถามอีกครั้งพลางพุ่งเป้าไปที่ชายหนุ่มซึ่งอยู่ใกล้กับเซร่ามากที่สุด
สายตาที่จ้องมองมานั้นแผ่รังสีอำมหิตออกมาอย่างท่วมท้น
“มะ ไม่ครับ ไม่สำคัญเลยครับ……!”
ชายหนุ่มส่ายหน้าอย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อตอบสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการได้ยิน
เพราะเขารู้สึกได้ถึงภัยคุกคามว่าหากไม่ทำเช่นนั้น สัตว์ร้ายในคราบมนุษย์ตนนี้คงจะพุ่งเข้ามากัดกระชากคอหอยของตนขาดสะบั้นทันที
“……นี่ อย่าไปรังแกคนบริสุทธิ์เลยน่า ลดไอสังหารลงหน่อยสิ”
นีร์ชานที่ทนดูต่อไปไม่ไหวเอ่ยปากห้ามเอน็อคไม่ให้พาลใส่คนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่
“เจ้านายของนายเขาก็ตกลงแล้วนี่”
“…….”
“ฉันเข้าใจนะว่าในฐานะทาสก็คงอยากจะครอบครองเจ้านายไว้คนเดียว แต่ถึงจะเป็นทาสเหมือนกัน หน้าที่ของแต่ละคนมันก็ต่างกันไปนี่นะ”
เขาอุตส่าห์เกลี้ยกล่อมด้วยคำพูดดีๆ ว่าการใช้งานของนายกับชายหนุ่มคนนั้นมันไม่เหมือนกัน จงยอมรับเสียเถอะ แต่ผลลัพธ์กลับตาลปัตรไปคนละทาง
“ก็เพราะแกมาล่อลวงเจ้านายผู้ไร้เดียงสาของคนอื่นน่ะสิ”
“……เหอะ”
นีร์ชานส่งเสียงอุทานอย่างเหลืองำเมื่อจู่ๆ ตนเองก็กลายเป็นพวกสิบแปดมงกุฎที่หลอกลวงหญิงสาวผู้ไร้เดียงสาไปเสียได้
นี่เป็นครั้งแรกในชีวิต ที่เขาถูกทาสพูดจาห้วนๆ ไร้ความเคารพใส่ ทั้งที่เป็นแค่ทาสแท้ๆ แต่กลับพูดจาตีตนเสมอได้หน้าตาเฉย และตัวเขาเองก็แปลกพิลึก ทั้งที่ควรจะด่าสั่งสอนว่าทาสชั้นต่ำกล้าดียังไงมาลามปามพูดจาห้วนๆ ใส่ตน แต่อารมณ์กลับไม่ได้ขุ่นเคืองแม้แต่น้อย
ซ้ำยังรู้สึกสบ๊ายสบายใจราวกับได้ยินคำที่สมควรจะได้ยินเสียอีก
ทว่าต่างจากนีร์ชานที่ยังคงใจเย็น กลับมีคนที่โมโหโกรธาเป็นฟืนเป็นไฟอยู่
นั่นก็คือพวกผู้หญิงที่รุมล้อมเขาอยู่นั่นเอง
“บังอาจนัก! แค่ทาสชั้นต่ำกล้าดียังไงกับเจ้านายของพวกเรา!”
“เป็นพวกที่ไม่มีความเป็นทาสเอาเสียเลยนะเจ้าคะ!”
เหล่าทาสสาวที่ไม่อาจทนเห็นเจ้านายของตนถูกดูหมิ่นพากันตอกกลับคนละประโยค สายตาของเอน็อคที่เคยจับจ้องอยู่ที่นีร์ชานค่อยๆ เลื่อนไปยังพวกเธออย่างช้าๆ
แล้วเขาก็ถามซ้ำอีก
“มันสำคัญเหรอ?”
ในคำถามที่ห้วนสั้นลงเรื่อยๆ นั้นยังคงเจือไอสังหารอันเข้มข้นเอาไว้เฉกเช่นเดิม
เขาไม่สนว่าจะเป็นหญิง ชาย เจ้านาย หรือทาส แต่กำลังระบายโทสะอันเดือดดาลในใจออกมาอย่างเต็มที่โดยไม่ไว้หน้าใครทั้งสิ้น
“……!”
“ทะ ท่านนีร์ชานคะ…”
พวกผู้หญิงที่เพิ่งจะตกใจกลัวจนขวัญหนีดีฝ่อพากันมุดไปซ่อนตัวอยู่หลังนีร์ชานเหมือนกระต่ายที่วิ่งหนีเข้าโพรง
ก่อนจะแอบชะเง้อหน้าออกมาสังเกตท่าทีของเอน็อคด้วยสายตาหวาดระแวง
ทาสบ้าอะไรทำไมถึงได้ดูองอาจผึ่งผายและน่ากลัวขนาดนั้น? นายไม่ใช่ทาสใช่ไหมเนี่ย…
ถึงจะมีสถานะเป็นทาสเหมือนกัน แต่อย่าว่าแต่ความรู้สึกเข้าอกเข้าใจเลย ทุกวินาทีที่ผ่านไปมีเพียงความรู้สึกแปลกแยกที่ห่างไกลกันลิบลับเท่านั้น
“ให้ตายสิ”
ระหว่างที่พวกทาสของตนกำลังคอยดูสีหน้าของเอน็อค นีร์ชานก็เอาแต่พ่นควันจากกล้องยาสูบฟู่ๆ ราวกับเห็นเป็นเรื่องน่าขัน
นานๆ ทีจะมีโผล่มาบ้าง
พวกทาสที่หลงคิดไปเองว่าตัวเองเป็นคนสำคัญอะไรสักอย่างของเจ้านาย
ไอ้พวกงี่เง่าที่ยอมรับไม่ได้ว่าสำหรับทาสแล้วเจ้านายมีได้เพียงคนเดียว แต่สำหรับเจ้านายจะมีทาสกี่คนก็ได้
นีร์ชานมองเอน็อคด้วยสายตาเอือมระอา ก่อนจะอ้าปากพูดเพื่อให้อีกฝ่ายรู้ซึ้งถึงสถานะของตัวเอง
“ทำไมต้องมีอารมณ์ขนาดนั้นด้วยล่ะ? ก็เจ้านายของเจ้าบอกชัดเจนอยู่แล้วนี่ว่าไม่ได้เป็นอะไรกับเจ้—”
ทว่าในเสี้ยววินาทีที่นีร์ชานเอ่ยคำพูดที่เซร่าเคยพูดไว้ออกมาอย่างหมดเปลือก
“……!”
เมื่อได้สบเข้ากับดวงตาสีเขียวอ่อนที่แปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท เขาก็เผลอหุบปากฉับลงโดยไม่รู้ตัว
เกิดภาพลวงตาราวกับมีไอพลังสีแดงก่ำกำลังลุกโชนอยู่เหนือไหล่ของทาสหนุ่มผู้ยืนหันหลังให้ความมืด
เพียงแค่อีกฝ่ายเปลี่ยนสายตาไปแค่วูบเดียว อากาศที่สูดเข้าไปทางลมหายใจก็หนักอึ้งขึ้นมาทันที
ไอสังหารที่กดทับไหล่ของนีร์ชานอย่างหนักหน่วงนั้นเปรียบเสมือนฝ่าเท้าของยักษ์ที่เหยียบย่ำลงมา จนเขารู้สึกได้ถึงวิกฤตอันน่าสะพรึงกลัวว่าแม้จะยืนอยู่เฉยๆ ร่างทั้งร่างก็อาจถูกบดขยี้จนตายได้
เมื่อนีร์ชานสงบปากสงบคำลง สายตาอันดุดันน่าสะพรึงกลัวก็ตวัดไปตกอยู่ที่เซร่าทันที
อึก ดูเหมือนคนเป็นเจ้านายเองก็หวาดกลัวไม่ต่างกัน สายตาที่ประสานกันอย่างรุนแรงจนรู้สึกเจ็บปวดนั้นทำให้เซร่าสะอึกออกมาเสียงดัง
ถึงกระนั้นเอน็อคก็ไม่คิดจะละเว้นให้เธอและยังคงซักไซ้ต่อ
“อธิบายมา”
“…ฉันไม่เคยพูดแบบนั้นสักหน่อย?”
เซร่าให้การเท็จหน้าตายโดยที่สีหน้าไม่เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย
สาเหตุที่เธอกลับกลอกเปลี่ยนสีหน้าได้เร็วราวกับพลิกฝ่ามือนี้ เป็นผลงานของสัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดที่พุ่งพล่านขึ้นมาอย่างแหลมคมแม้จะกำลังเมามายอยู่ก็ตาม
เอน็อคเผยรอยยิ้มกว้างจนเห็นฟันสีขาว
“งั้นเหรอ?”
เขาขึ้นเสียงสูงที่ท้ายประโยคอย่างมีเลศนัย แม้จะยิ้มอยู่แต่ดูท่าทางแล้วไม่ได้เชื่อเลยสักนิด
มันก็แน่อยู่แล้ว เพราะเขาอยู่ที่นั่นมาตลอดตั้งแต่ตอนแรกที่เซร่าก้าวเท้าเข้ามาในห้องบ้าๆ นี้นี่นา
ทว่าเขากลับไม่ได้เปิดโปงคำโกหกของเจ้านายตัวเองออกไปแต่อย่างใด
เพียงแต่มองไปยังนีร์ชานอย่างลำพองใจด้วยสีหน้าที่ราวกับจะถามว่าได้ยินแล้วใช่ไหม จากนั้นก็ออกคำสั่ง
“ใส่ซะ”
“ใส่อะไร...?”
“ปลอกคอ”
ปลอกคอที่เธอปลดออกไปตามใจชอบนั่น เอาคืนกลับมาใส่ไว้ที่เดิมซะ
“อะ อื้อ เข้าใจแล้ว”
เซร่าที่พยักหน้าตอบรับไปอย่างงงๆ ลุกขึ้นจากที่นั่งแล้วรีบพุ่งพรวดเข้าไปหาเอน็อค
สำหรับตัวเธอเองคิดว่าวิ่งไปตรงๆ แล้วแท้ๆ แต่ฝีเท้าที่เมามายกลับโซเซอย่างน่าหวาดเสียว คงเพราะอย่างนั้น มือที่กำลังสวมปลอกคอจึงเฉียดพลาดไปมาอยู่เรื่อย
“ทำไมอันนี้มัน... ถึงเห็นเป็นสามอันล่ะเนี่ย”
เซร่าที่หรี่ตาลงครึ่งๆ พึมพำอย่างหงุดหงิดพลางทุลักทุเล
กริ๊ก กริ๊ก น่าจะรู้สึกอึดอัดขัดใจที่มันพลาดเป้าซ้ำแล้วซ้ำเล่าแท้ๆ
ทว่าตั้งแต่ต้นจนจบ เอน็อคกลับจับจ้องภาพที่เซร่ากำลังสวมปลอกคอให้ตนอย่างไม่คลาดสายตา
โดยไม่กะพริบตาแม้แต่ครั้งเดียว ด้วยสีหน้าที่จดจ่ออย่างน่ากลัว
“อา ได้แล้ว”
กริ๊ก ในที่สุดห่วงคล้องที่งมอยู่นานก็ลงล็อกเข้าที่
สีหน้าของเอน็อคถึงได้คลายลงเล็กน้อยในตอนนั้นเอง
“เก่งมากครับ นายท่าน”
มือใหญ่ลูบศีรษะกลมทุยสีน้ำเงินเข้มเบาๆ เหมือนกำลังเอ่ยชม
ปากก็เรียกเจ้านายอยู่หรอก แต่การกระทำกลับดูเหมือนทางนี้เป็นเจ้านายเสียเอง
มันเป็นการกระทำที่อุกอาจเกินกว่าที่ทาสคนหนึ่งจะทำได้ ทว่ากลับไม่มีใครเอ่ยทักท้วงเรื่องนั้นเลยสักคน
“อย่างที่เห็นนั่นแหละ นายท่านของเรายังมือใหม่อยู่ ก็เลยไม่ค่อยรู้วิธีจัดการกับทาสเท่าไหร่”
เอน็อคที่โอบกระชับร่างเซร่าซึ่งโซเซแทบจะล้มลงมาไว้ในอ้อมอก วางคางเกยไว้บนกลางกระหม่อมที่ร้อนผ่าวของเธอ ก่อนจะสบสายตากับนีร์ชานที่กำลังจ้องมองตนอย่างพินิจพิเคราะห์
“เพราะงั้นทาสคนใหม่น่ะ ไม่จำเป็นหรอก”
อะไรของหมอนั่นน่ะ สายตาพิลึกชะมัด……
นีร์ชานที่รู้สึกรังเกียจขึ้นมาโดยสัญชาตญาณถึงกับสะดุ้ง มุมปากกระตุกเบาๆ
ด้วยอาชีพการงานที่ต้องคอยรับผิดชอบค่ำคืนของใครต่อใคร ตลอดชีวิตที่ผ่านมานีร์ชานจึงได้พบเจอกับไอ้พวกคนบ้ามาสารพัดรูปแบบ
ผลพวงจากเรื่องนั้นทำให้นีร์ชานเกิดความสามารถในการแยกแยะระหว่างความบ้าคลั่งของปลอมกับความบ้าคลั่งของจริงได้
และเมื่อประเมินจากประสบการณ์อันยาวนานหลายปี ไอ้หมอนี่น่ะคือของจริง
“มีใครคัดค้านไหม”
ไอ้เวรที่เป็นบ้าของจริงตัวนั้น สบตากับทุกคนที่สายตาของตนกวาดผ่านทีละคนพลางเอ่ยถามความเห็น
แวบแรกดูเหมือนเป็นการสื่อสารที่อ่อนโยนและเป็นประชาธิปไตย ทว่าความจริงแล้วมันไม่ต่างอะไรกับข้อสอบปรนัยที่มีทั้งตัวเลือกเดียวและคำตอบที่ถูกต้องเพียงข้อเดียว
พวกเขาตอบกลับมาพร้อมกันราวกับนัดหมายกันไว้
“ไม่มี”
“ไม่มีครับ”
“มะ ไม่มีค่า”
เอน็อคแสยะยิ้มจนเห็นเขี้ยววับ พลางหัวเราะหึออกมา
“เก่งมากครับ”
มันเป็นคำชมที่ชวนขนหัวลุกที่สุดในโลก
ปัง!
ประตูเปิดออกพร้อมกับเสียงกระแทกอันรุนแรง
ผ่านช่องว่างที่เปิดออก คนสองคนที่กอดรัดฟัดเหวี่ยงกันเป็นก้อนเดียวพากันดันตัวเข้ามาข้างใน
คนหนึ่งเป็นผู้หญิง อีกคนเป็นผู้ชาย
ท่อนแขนอันแข็งแกร่งของฝ่ายชายโอบรัดเอวที่คอดกิ่วเพียงกำมือเดียวของฝ่ายหญิงไว้อย่างแน่นหนา แขนเรียวขาวผ่องของฝ่ายหญิงคล้องอยู่รอบคอของฝ่ายชาย
หญิงสาวที่อยู่ในอ้อมกอดของชายหนุ่มมีขาทั้งสองข้างลอยเคว้งไม่แตะพื้นเนื่องจากความต่างของส่วนสูง
จ๊วบ จุ๊บ ทั้งสองคนกำลังแลกจูบกันอย่างแนบแน่นราวกับจะไม่ยอมให้มีช่องว่างระหว่างกันแม้แต่เศษเสี้ยว มันรวดเร็วและดิบเถื่อนราวกับสัตว์ป่า ใบหน้าที่แนบชิดเอียงสลับไปมาหลายทิศทางพลางพ่นลมหายใจหอบกระชั้น มองเผินๆ เหมือนทั้งคู่กำลังแลกจูบกันอย่างดูดดื่ม แต่หากมองให้ละเอียดจะเห็นว่าฝ่ายหญิงทิ้งตัวลงอย่างหมดเรี่ยวแรง และมีเพียงฝ่ายชายเท่านั้นที่เป็นฝ่ายโถมเข้าใส่อย่างบ้าคลั่ง
ปัง! ประตูปิดลงอีกครั้ง
ห้องที่สูญเสียแม้กระทั่งแสงสว่างอันริบหรี่จมดิ่งสู่ความมืดมิดอีกครา
ท่ามกลางความมืดอันเงียบสงัด มีเพียงเสียงริมฝีปากขบกัดและดูดดึงบางสิ่งดังสะท้อนก้องอย่างโจ่งแจ้ง
อื้อ อือ บางครั้งก็มีเสียงครางของหญิงสาวแว่วประสานมาด้วย
จ๊วบ จุ๊บ ชายหนุ่มกลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างของหญิงสาวอย่างตะกละตะกลาม
ทว่าจู่ๆ เขาก็หยุดจูบแล้วเหวี่ยงหญิงสาวไปข้างหลัง
ตุบ ร่างบอบบางล้มคว่ำลงบนเตียงไปทั้งอย่างนั้น
กำลังโหลดความเห็น...