คลังเรื่องเร็ว ๆ นี้มาแรงเสนอเรื่องที่อยากให้แปลตารางอัป
–
ลูมอนโซ่ · ผู้รักการอ่านมังฮวาและนิยายอ่านเวอร์ชันต้นฉบับและแปลไทยได้ตามลิงก์ในแต่ละเรื่อง
ข้อมูลเว็บและติดต่อ
ข้อกำหนดการใช้งานนโยบายเหรียญและการคืนเงินความเป็นส่วนตัวเหรียญติดต่อเรา
18+

เนื้อหาสำหรับผู้ที่อายุ 18 ปีขึ้นไป

“[นิยาย] เมื่ออดีตชาติ ฉันเคยขายชาติมาแล้วค่ะ” มีฉากหรือเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่ กดยืนยันเพื่อเข้าชม เว็บจะจำไว้ในเบราว์เซอร์นี้

กลับหน้าแรก

[นิยาย] เมื่ออดีตชาติ ฉันเคยขายชาติมาแล้วค่ะตอน 110

ตอน 110

เขาว่ากันว่าเวลาคนเราต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่คาดไม่ถึงเกินจินตนาการ แม้แต่เสียงกรีดร้องก็ยังเปล่งไม่ออกงั้นหรือ

เซร่าในตอนนี้เป็นแบบนั้นเป๊ะเลย

ไม่สิ ไม่ใช่แค่เซร่า แต่ทุกคนที่อยู่ในห้องนี้ก็เป็นเหมือนกันหมด

ทว่าหากให้เลือกคนที่ตกใจจนแทบสิ้นสติมากที่สุดในบรรดาคนเหล่านั้นแล้วละก็

“ฮะ เฮือก……!”

ก็คือชายหนุ่มที่คอยรินเหล้าปรนนิบัติเซร่านั่นเอง

ชายหนุ่มที่เงยหน้ามองไปยังด้านหลังของเธอ ไม่รู้ว่าไปเห็นสิ่งใดเข้า ใบหน้าอันหมดจดงดงามนั้นถึงได้ซีดเผือดจนแทบจะกลายเป็นเขียวคล้ำ

การเบิ่งตากว้างอ้าปากค้างจนหุบไม่ลงนั้น ดูราวกับคนที่เผชิญหน้ากับสัตว์ร้ายอันหิวโซบนภูเขามืดมิดไม่มีผิด แม้จะเป็นนีร์ชานก็ไม่ได้มีสภาพต่างไปจากชายหนุ่มคนนั้นสักเท่าไร แม้สีหน้าจะไม่ถึงกับซีดเผือดปานนั้น แต่ทั้งเขาและเหล่าหญิงสาวรอบกายต่างก็มองไปยังฟากฝั่งของความมืดมิดด้วยสีหน้าเหมือนเห็นสิ่งที่ไม่ควรเห็น

ตึก ในตอนนั้นเอง เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้น

มันดังมาจากทางด้านหลังของเซร่า

เสียงฝีเท้าที่ดังก้องกังวานผิดปกติได้ปลุกประสาทสัมผัสของเซร่าให้ตื่นตัว ราวกับคมเขี้ยวของสัตว์ร้ายที่กำลังขย้ำเข้าที่ท้ายทอยของเธอ สันหลังพลันเย็นวาบขึ้นมาทันใด

“…….”

เซร่าที่สัมผัสได้ถึงลางร้ายกลั้นหายใจพลางหันหลังกลับไปมอง

“ก็นึกว่าจะไปไหน ถึงได้เดินวนไปวนมาทั่วถนน”

สิ่งแรกที่สะดุดตาเธอคือดวงตาของสัตว์ร้ายที่ทอประกายวาวโรจน์อยู่ท่ามกลางความมืดมิดซึ่งประชิดเข้ามาถึงด้านหลังของเธอ เสี้ยววินาทีที่สบสายตากับสิ่งนั้น ประกายไฟก็พลันแลบแปลบปลาบในดวงตาของสัตว์ร้ายที่รูม่านตาหดเกร็งจนแคบลง

มันลุกโชนอย่างเกรี้ยวกราดราวกับจะเผาผลาญทุกสิ่งที่สัมผัสให้มอดไหม้เป็นจุณ ทว่าสิ่งที่แฝงอยู่อย่างหนักแน่นภายในนั้นกลับเป็นไอเย็นยะเยือกอันน่าเหลือเชื่อ

“ที่แท้ก็มาที่พรรค์นี้น่ะเหรอ”

มันเย็นเยียบเสียจนทำให้เธอสร่างเมาได้ในชั่วพริบตา

เฮือก เซร่าสูดหายใจเข้าลึก หัวใจของเธอหล่นวูบลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม

ราวกับคนที่ทำความผิดแล้วถูกจับได้คาหนังคาเขาไม่มีผิด

“ดูท่าจะรู้ตัวนี่ว่าทำผิด”

สัตว์ร้ายที่สบตากับเซร่าสาวเท้าก้าวประชิดเข้ามาหาเธออย่างรวดเร็ว

ทุกครั้งที่สัตว์ร้ายตัวนั้นขยับก้าวเดิน เสียงโลหะกระทบกันก็ดังกริ๋งกรั๋ง

เสียงนั้นฟังดูเหมือนโซ่ตรวนที่พันธนาการสัตว์ร้ายอันบ้าคลั่งไว้ไม่มีผิด สิ่งที่เปรียบเสมือนเส้นด้ายแห่งสติเส้นสุดท้ายที่คอยเหนี่ยวรั้งไม่ให้มันทำร้ายมนุษย์ตามอำเภอใจ

เคร้ง เคร้ง สายสร้อยประดับทองคำที่แกว่งไกวส่งเสียงใสสะท้อนกับแสงไฟในห้อง

รูปร่างของสัตว์ร้ายที่ก้าวผ่านความมืดมิดและควันจางๆ เข้ามาเริ่มปรากฏชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ

ท่ามกลางความมืดมิดอันดำสนิท ชายร่างกำยำผู้มีเรือนผมสีดำขลับยิ่งกว่าความมืดก็ปรากฏกายขึ้น

ชายผู้ไม่ควรจะมาอยู่ที่นี่เป็นอันขาด

“……เอ-...”

เซร่าที่เกือบจะหลุดปากเรียกชื่อของเอน็อคออกไปตามสัญชาตญาณรีบเปลี่ยนคำพูดอย่างร้อนรน

“ไปอยู่ตรงนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?”

“อยู่ตรงนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่กันน่ะ?”

มีเสียงคำถามของอีกคนหนึ่งดังซ้อนทับขึ้นมาบนเสียงของเธอ

นีร์ชานนั่นเอง

“ข้างนอกนั่นฉันวางเวรยามเอาไว้ชัดๆ แท้ๆ”

เขามองทาสของคนอื่นที่เดินนวยนาดออกมาจากในบ้านของตนอย่างหน้าตาเฉยด้วยสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ

กระตุก แววตาที่เคยเฉื่อยชาพลันกลับมามีประกายแจ่มชัดขึ้นทันควัน

แม้จะพาเซร่าเข้ามาข้างในนี้พักใหญ่แล้ว แต่เขาก็ไม่อาจล่วงรู้ได้เลยว่าไอ้หมอนี่เข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่ จากที่ไหน และเข้ามาได้อย่างไร

‘วิหคทองคำ’ สถานที่ซึ่งเหล่าชนชั้นสูงแห่งเอสเตลลามาหาความสำราญยามค่ำคืนอย่างลับๆ มีการคุ้มกันที่แน่นหนาอย่างยิ่ง ต่างจากรูปลักษณ์ภายนอกที่ดูเรียบง่าย

ประตูจะไม่เปิดรับผู้ที่ไม่ได้รับอนุญาต และเพื่อป้องกันพวกที่อาจจะใช้กำลังบุกเข้ามา จึงมีเหล่าทาสนักรบชั้นแนวหน้าคอยสลับผลัดเปลี่ยนเวรยามวันละ 3 กะ ณ จุดที่ผู้มาเยือนมองไม่เห็น

ถึงกระนั้นหากมีผู้ใดพยายามจะบุกเข้ามา ไฟฉุกเฉินก็จะสว่างขึ้น พร้อมกับส่งสัญญาณให้ทาสนักรบหลายสิบนายจากวิหคทองคำและจากค่ายทหารส่วนตัวของนีร์ชานที่อยู่ละแวกใกล้เคียงวิ่งกรูเข้ามาทันที

เพื่อรักษาความปลอดภัยที่อาจเรียกได้ว่าเกินความจำเป็นนี้ นีร์ชานต้องให้ทาสนักรบหลายร้อยชีวิตสแตนด์บายรออยู่ตลอดเวลา และเขาต้องจ่ายเงินจำนวนมหาศาลเพียงเพื่อค่ากิน ค่าอยู่ และค่าเสื้อผ้าของคนพวกนั้น

จุดขายสำคัญคือระบบความปลอดภัยขั้นสูงสุดที่แม้แต่มดสักตัวก็ไม่สามารถเล็ดลอดเข้ามาได้หากไม่ได้รับอนุญาตจากเขา ยิ่งพวกที่มีมากก็ยิ่งมีความลับมาก และสถานที่ในเอสเตลลาที่พวกมันจะสามารถพร่ำพูดความลับเหล่านั้นได้อย่างสบายใจก็มีเพียงแค่ที่นี่ ‘วิหคทองคำ’ ที่นีร์ชานบริหารอยู่เท่านั้น

ทว่า ช่างน่าขัดกับชื่อเสียงที่สั่งสมมาโดยสิ้นเชิง เพราะ ณ ตอนนี้ ตรงนี้

แขกที่ไม่ได้รับเชิญกลับเดินอาดๆ ออกมาต่อหน้าต่อตาเขาอย่างเปิดเผย ยิ่งไปกว่านั้นเขายังไม่ได้รับรายงานอะไรเลยจนกระทั่งหมอนั่นปรากฏตัวออกมาเอง

“……ระบบเวรยามเกิดช่องโหว่ขึ้นงั้นเหรอ?”

ไม่อย่างนั้นก็คงเป็นเพราะเขาเอาเงินไปผลาญทิ้งโดยเปล่าประโยชน์มาตลอด

นีร์ชานตีสีหน้าเคร่งเครียด พลางเฝ้ารอคำตอบจากเอน็อคอย่างร้อนใจ

“เจ้านายของฉันกำลังจะลากไอ้เวรหน้าจิ้งจอกนั่นขึ้นเตียงอยู่รอมร่อ”

แต่ทาสของเซร่ากลับตอกกลับมาด้วยท่าทียียวนกวนประสาท ราวกับเรื่องของนีร์ชานไม่ได้เกี่ยวอะไรกับตนแม้แต่น้อย

“ตอนนี้เรื่องพรรค์นั้นมันสำคัญด้วยเหรอ?”

หือ? นายลองตอบดูซิ

เขาเอียงคอถามอีกครั้งพลางพุ่งเป้าไปที่ชายหนุ่มซึ่งอยู่ใกล้กับเซร่ามากที่สุด

สายตาที่จ้องมองมานั้นแผ่รังสีอำมหิตออกมาอย่างท่วมท้น

“มะ ไม่ครับ ไม่สำคัญเลยครับ……!”

ชายหนุ่มส่ายหน้าอย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อตอบสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการได้ยิน

เพราะเขารู้สึกได้ถึงภัยคุกคามว่าหากไม่ทำเช่นนั้น สัตว์ร้ายในคราบมนุษย์ตนนี้คงจะพุ่งเข้ามากัดกระชากคอหอยของตนขาดสะบั้นทันที

“……นี่ อย่าไปรังแกคนบริสุทธิ์เลยน่า ลดไอสังหารลงหน่อยสิ”

นีร์ชานที่ทนดูต่อไปไม่ไหวเอ่ยปากห้ามเอน็อคไม่ให้พาลใส่คนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่

“เจ้านายของนายเขาก็ตกลงแล้วนี่”

“…….”

“ฉันเข้าใจนะว่าในฐานะทาสก็คงอยากจะครอบครองเจ้านายไว้คนเดียว แต่ถึงจะเป็นทาสเหมือนกัน หน้าที่ของแต่ละคนมันก็ต่างกันไปนี่นะ”

เขาอุตส่าห์เกลี้ยกล่อมด้วยคำพูดดีๆ ว่าการใช้งานของนายกับชายหนุ่มคนนั้นมันไม่เหมือนกัน จงยอมรับเสียเถอะ แต่ผลลัพธ์กลับตาลปัตรไปคนละทาง

“ก็เพราะแกมาล่อลวงเจ้านายผู้ไร้เดียงสาของคนอื่นน่ะสิ”

“……เหอะ”

นีร์ชานส่งเสียงอุทานอย่างเหลืองำเมื่อจู่ๆ ตนเองก็กลายเป็นพวกสิบแปดมงกุฎที่หลอกลวงหญิงสาวผู้ไร้เดียงสาไปเสียได้

นี่เป็นครั้งแรกในชีวิต ที่เขาถูกทาสพูดจาห้วนๆ ไร้ความเคารพใส่ ทั้งที่เป็นแค่ทาสแท้ๆ แต่กลับพูดจาตีตนเสมอได้หน้าตาเฉย และตัวเขาเองก็แปลกพิลึก ทั้งที่ควรจะด่าสั่งสอนว่าทาสชั้นต่ำกล้าดียังไงมาลามปามพูดจาห้วนๆ ใส่ตน แต่อารมณ์กลับไม่ได้ขุ่นเคืองแม้แต่น้อย

ซ้ำยังรู้สึกสบ๊ายสบายใจราวกับได้ยินคำที่สมควรจะได้ยินเสียอีก

ทว่าต่างจากนีร์ชานที่ยังคงใจเย็น กลับมีคนที่โมโหโกรธาเป็นฟืนเป็นไฟอยู่

นั่นก็คือพวกผู้หญิงที่รุมล้อมเขาอยู่นั่นเอง

“บังอาจนัก! แค่ทาสชั้นต่ำกล้าดียังไงกับเจ้านายของพวกเรา!”

“เป็นพวกที่ไม่มีความเป็นทาสเอาเสียเลยนะเจ้าคะ!”

เหล่าทาสสาวที่ไม่อาจทนเห็นเจ้านายของตนถูกดูหมิ่นพากันตอกกลับคนละประโยค สายตาของเอน็อคที่เคยจับจ้องอยู่ที่นีร์ชานค่อยๆ เลื่อนไปยังพวกเธออย่างช้าๆ

แล้วเขาก็ถามซ้ำอีก

“มันสำคัญเหรอ?”

ในคำถามที่ห้วนสั้นลงเรื่อยๆ นั้นยังคงเจือไอสังหารอันเข้มข้นเอาไว้เฉกเช่นเดิม

เขาไม่สนว่าจะเป็นหญิง ชาย เจ้านาย หรือทาส แต่กำลังระบายโทสะอันเดือดดาลในใจออกมาอย่างเต็มที่โดยไม่ไว้หน้าใครทั้งสิ้น

“……!”

“ทะ ท่านนีร์ชานคะ…”

พวกผู้หญิงที่เพิ่งจะตกใจกลัวจนขวัญหนีดีฝ่อพากันมุดไปซ่อนตัวอยู่หลังนีร์ชานเหมือนกระต่ายที่วิ่งหนีเข้าโพรง

ก่อนจะแอบชะเง้อหน้าออกมาสังเกตท่าทีของเอน็อคด้วยสายตาหวาดระแวง

ทาสบ้าอะไรทำไมถึงได้ดูองอาจผึ่งผายและน่ากลัวขนาดนั้น? นายไม่ใช่ทาสใช่ไหมเนี่ย…

ถึงจะมีสถานะเป็นทาสเหมือนกัน แต่อย่าว่าแต่ความรู้สึกเข้าอกเข้าใจเลย ทุกวินาทีที่ผ่านไปมีเพียงความรู้สึกแปลกแยกที่ห่างไกลกันลิบลับเท่านั้น

“ให้ตายสิ”

ระหว่างที่พวกทาสของตนกำลังคอยดูสีหน้าของเอน็อค นีร์ชานก็เอาแต่พ่นควันจากกล้องยาสูบฟู่ๆ ราวกับเห็นเป็นเรื่องน่าขัน

นานๆ ทีจะมีโผล่มาบ้าง

พวกทาสที่หลงคิดไปเองว่าตัวเองเป็นคนสำคัญอะไรสักอย่างของเจ้านาย

ไอ้พวกงี่เง่าที่ยอมรับไม่ได้ว่าสำหรับทาสแล้วเจ้านายมีได้เพียงคนเดียว แต่สำหรับเจ้านายจะมีทาสกี่คนก็ได้

นีร์ชานมองเอน็อคด้วยสายตาเอือมระอา ก่อนจะอ้าปากพูดเพื่อให้อีกฝ่ายรู้ซึ้งถึงสถานะของตัวเอง

“ทำไมต้องมีอารมณ์ขนาดนั้นด้วยล่ะ? ก็เจ้านายของเจ้าบอกชัดเจนอยู่แล้วนี่ว่าไม่ได้เป็นอะไรกับเจ้—”

ทว่าในเสี้ยววินาทีที่นีร์ชานเอ่ยคำพูดที่เซร่าเคยพูดไว้ออกมาอย่างหมดเปลือก

“……!”

เมื่อได้สบเข้ากับดวงตาสีเขียวอ่อนที่แปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท เขาก็เผลอหุบปากฉับลงโดยไม่รู้ตัว

เกิดภาพลวงตาราวกับมีไอพลังสีแดงก่ำกำลังลุกโชนอยู่เหนือไหล่ของทาสหนุ่มผู้ยืนหันหลังให้ความมืด

เพียงแค่อีกฝ่ายเปลี่ยนสายตาไปแค่วูบเดียว อากาศที่สูดเข้าไปทางลมหายใจก็หนักอึ้งขึ้นมาทันที

ไอสังหารที่กดทับไหล่ของนีร์ชานอย่างหนักหน่วงนั้นเปรียบเสมือนฝ่าเท้าของยักษ์ที่เหยียบย่ำลงมา จนเขารู้สึกได้ถึงวิกฤตอันน่าสะพรึงกลัวว่าแม้จะยืนอยู่เฉยๆ ร่างทั้งร่างก็อาจถูกบดขยี้จนตายได้

เมื่อนีร์ชานสงบปากสงบคำลง สายตาอันดุดันน่าสะพรึงกลัวก็ตวัดไปตกอยู่ที่เซร่าทันที

อึก ดูเหมือนคนเป็นเจ้านายเองก็หวาดกลัวไม่ต่างกัน สายตาที่ประสานกันอย่างรุนแรงจนรู้สึกเจ็บปวดนั้นทำให้เซร่าสะอึกออกมาเสียงดัง

ถึงกระนั้นเอน็อคก็ไม่คิดจะละเว้นให้เธอและยังคงซักไซ้ต่อ

“อธิบายมา”

“…ฉันไม่เคยพูดแบบนั้นสักหน่อย?”

เซร่าให้การเท็จหน้าตายโดยที่สีหน้าไม่เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย

สาเหตุที่เธอกลับกลอกเปลี่ยนสีหน้าได้เร็วราวกับพลิกฝ่ามือนี้ เป็นผลงานของสัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดที่พุ่งพล่านขึ้นมาอย่างแหลมคมแม้จะกำลังเมามายอยู่ก็ตาม

เอน็อคเผยรอยยิ้มกว้างจนเห็นฟันสีขาว

“งั้นเหรอ?”

เขาขึ้นเสียงสูงที่ท้ายประโยคอย่างมีเลศนัย แม้จะยิ้มอยู่แต่ดูท่าทางแล้วไม่ได้เชื่อเลยสักนิด

มันก็แน่อยู่แล้ว เพราะเขาอยู่ที่นั่นมาตลอดตั้งแต่ตอนแรกที่เซร่าก้าวเท้าเข้ามาในห้องบ้าๆ นี้นี่นา

ทว่าเขากลับไม่ได้เปิดโปงคำโกหกของเจ้านายตัวเองออกไปแต่อย่างใด

เพียงแต่มองไปยังนีร์ชานอย่างลำพองใจด้วยสีหน้าที่ราวกับจะถามว่าได้ยินแล้วใช่ไหม จากนั้นก็ออกคำสั่ง

“ใส่ซะ”

“ใส่อะไร...?”

“ปลอกคอ”

ปลอกคอที่เธอปลดออกไปตามใจชอบนั่น เอาคืนกลับมาใส่ไว้ที่เดิมซะ

“อะ อื้อ เข้าใจแล้ว”

เซร่าที่พยักหน้าตอบรับไปอย่างงงๆ ลุกขึ้นจากที่นั่งแล้วรีบพุ่งพรวดเข้าไปหาเอน็อค

สำหรับตัวเธอเองคิดว่าวิ่งไปตรงๆ แล้วแท้ๆ แต่ฝีเท้าที่เมามายกลับโซเซอย่างน่าหวาดเสียว คงเพราะอย่างนั้น มือที่กำลังสวมปลอกคอจึงเฉียดพลาดไปมาอยู่เรื่อย

“ทำไมอันนี้มัน... ถึงเห็นเป็นสามอันล่ะเนี่ย”

เซร่าที่หรี่ตาลงครึ่งๆ พึมพำอย่างหงุดหงิดพลางทุลักทุเล

กริ๊ก กริ๊ก น่าจะรู้สึกอึดอัดขัดใจที่มันพลาดเป้าซ้ำแล้วซ้ำเล่าแท้ๆ

ทว่าตั้งแต่ต้นจนจบ เอน็อคกลับจับจ้องภาพที่เซร่ากำลังสวมปลอกคอให้ตนอย่างไม่คลาดสายตา

โดยไม่กะพริบตาแม้แต่ครั้งเดียว ด้วยสีหน้าที่จดจ่ออย่างน่ากลัว

“อา ได้แล้ว”

กริ๊ก ในที่สุดห่วงคล้องที่งมอยู่นานก็ลงล็อกเข้าที่

สีหน้าของเอน็อคถึงได้คลายลงเล็กน้อยในตอนนั้นเอง

“เก่งมากครับ นายท่าน”

มือใหญ่ลูบศีรษะกลมทุยสีน้ำเงินเข้มเบาๆ เหมือนกำลังเอ่ยชม

ปากก็เรียกเจ้านายอยู่หรอก แต่การกระทำกลับดูเหมือนทางนี้เป็นเจ้านายเสียเอง

มันเป็นการกระทำที่อุกอาจเกินกว่าที่ทาสคนหนึ่งจะทำได้ ทว่ากลับไม่มีใครเอ่ยทักท้วงเรื่องนั้นเลยสักคน

“อย่างที่เห็นนั่นแหละ นายท่านของเรายังมือใหม่อยู่ ก็เลยไม่ค่อยรู้วิธีจัดการกับทาสเท่าไหร่”

เอน็อคที่โอบกระชับร่างเซร่าซึ่งโซเซแทบจะล้มลงมาไว้ในอ้อมอก วางคางเกยไว้บนกลางกระหม่อมที่ร้อนผ่าวของเธอ ก่อนจะสบสายตากับนีร์ชานที่กำลังจ้องมองตนอย่างพินิจพิเคราะห์

“เพราะงั้นทาสคนใหม่น่ะ ไม่จำเป็นหรอก”

อะไรของหมอนั่นน่ะ สายตาพิลึกชะมัด……

นีร์ชานที่รู้สึกรังเกียจขึ้นมาโดยสัญชาตญาณถึงกับสะดุ้ง มุมปากกระตุกเบาๆ

ด้วยอาชีพการงานที่ต้องคอยรับผิดชอบค่ำคืนของใครต่อใคร ตลอดชีวิตที่ผ่านมานีร์ชานจึงได้พบเจอกับไอ้พวกคนบ้ามาสารพัดรูปแบบ

ผลพวงจากเรื่องนั้นทำให้นีร์ชานเกิดความสามารถในการแยกแยะระหว่างความบ้าคลั่งของปลอมกับความบ้าคลั่งของจริงได้

และเมื่อประเมินจากประสบการณ์อันยาวนานหลายปี ไอ้หมอนี่น่ะคือของจริง

“มีใครคัดค้านไหม”

ไอ้เวรที่เป็นบ้าของจริงตัวนั้น สบตากับทุกคนที่สายตาของตนกวาดผ่านทีละคนพลางเอ่ยถามความเห็น

แวบแรกดูเหมือนเป็นการสื่อสารที่อ่อนโยนและเป็นประชาธิปไตย ทว่าความจริงแล้วมันไม่ต่างอะไรกับข้อสอบปรนัยที่มีทั้งตัวเลือกเดียวและคำตอบที่ถูกต้องเพียงข้อเดียว

พวกเขาตอบกลับมาพร้อมกันราวกับนัดหมายกันไว้

“ไม่มี”

“ไม่มีครับ”

“มะ ไม่มีค่า”

เอน็อคแสยะยิ้มจนเห็นเขี้ยววับ พลางหัวเราะหึออกมา

“เก่งมากครับ”

มันเป็นคำชมที่ชวนขนหัวลุกที่สุดในโลก

◆ ◆ ◆

ปัง!

ประตูเปิดออกพร้อมกับเสียงกระแทกอันรุนแรง

ผ่านช่องว่างที่เปิดออก คนสองคนที่กอดรัดฟัดเหวี่ยงกันเป็นก้อนเดียวพากันดันตัวเข้ามาข้างใน

คนหนึ่งเป็นผู้หญิง อีกคนเป็นผู้ชาย

ท่อนแขนอันแข็งแกร่งของฝ่ายชายโอบรัดเอวที่คอดกิ่วเพียงกำมือเดียวของฝ่ายหญิงไว้อย่างแน่นหนา แขนเรียวขาวผ่องของฝ่ายหญิงคล้องอยู่รอบคอของฝ่ายชาย

หญิงสาวที่อยู่ในอ้อมกอดของชายหนุ่มมีขาทั้งสองข้างลอยเคว้งไม่แตะพื้นเนื่องจากความต่างของส่วนสูง

จ๊วบ จุ๊บ ทั้งสองคนกำลังแลกจูบกันอย่างแนบแน่นราวกับจะไม่ยอมให้มีช่องว่างระหว่างกันแม้แต่เศษเสี้ยว มันรวดเร็วและดิบเถื่อนราวกับสัตว์ป่า ใบหน้าที่แนบชิดเอียงสลับไปมาหลายทิศทางพลางพ่นลมหายใจหอบกระชั้น มองเผินๆ เหมือนทั้งคู่กำลังแลกจูบกันอย่างดูดดื่ม แต่หากมองให้ละเอียดจะเห็นว่าฝ่ายหญิงทิ้งตัวลงอย่างหมดเรี่ยวแรง และมีเพียงฝ่ายชายเท่านั้นที่เป็นฝ่ายโถมเข้าใส่อย่างบ้าคลั่ง

ปัง! ประตูปิดลงอีกครั้ง

ห้องที่สูญเสียแม้กระทั่งแสงสว่างอันริบหรี่จมดิ่งสู่ความมืดมิดอีกครา

ท่ามกลางความมืดอันเงียบสงัด มีเพียงเสียงริมฝีปากขบกัดและดูดดึงบางสิ่งดังสะท้อนก้องอย่างโจ่งแจ้ง

อื้อ อือ บางครั้งก็มีเสียงครางของหญิงสาวแว่วประสานมาด้วย

จ๊วบ จุ๊บ ชายหนุ่มกลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างของหญิงสาวอย่างตะกละตะกลาม

ทว่าจู่ๆ เขาก็หยุดจูบแล้วเหวี่ยงหญิงสาวไปข้างหลัง

ตุบ ร่างบอบบางล้มคว่ำลงบนเตียงไปทั้งอย่างนั้น

[นิยาย] เมื่ออดีตชาติ ฉันเคยขายชาติมาแล้วค่ะจบตอน 110
อ่านตอน 111 ต่อ
อ่านตอนล่าสุดได้ที่ลงถึงตอน 344
↗Readtoon
☆ ให้คะแนน / เขียนรีวิวเรื่องนี้

ความคิดเห็นตอนนี้

กำลังโหลดความเห็น...

ดูความเห็นทุกตอนของเรื่องนี้
‹ ตอน 109กลับหน้าเรื่อง
ตอน 109ตอน 111