“[นิยาย] เมื่ออดีตชาติ ฉันเคยขายชาติมาแล้วค่ะ” มีฉากหรือเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่ กดยืนยันเพื่อเข้าชม เว็บจะจำไว้ในเบราว์เซอร์นี้
ตกลงว่าหมอนั่นชอบฉันหรือไม่ชอบกันแน่?
เซร่ามัวแต่จมอยู่กับคำถามที่ยังไม่ได้รับคำตอบจนกระทั่งได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้นจนได้
พอตระหนักได้ว่าตัวเองโต้รุ่ง ก็นึกว่าความเหนื่อยล้าจะถาโถมเข้ามา ทว่ากลับกระปรี้กระเปร่าอย่างน่าประหลาด
ถึงกระนั้นก็ยังลังเลว่าจะกลับไปนอนบนเตียงดีไหม แต่สุดท้ายก็ได้ข้อสรุปว่าถือโอกาสนี้ปรับเวลานอนที่สลับกันให้กลับมาเป็นปกติคงจะดีกว่า จึงก้าวเดินออกไปข้างนอก
ไปหาเอน็อคดูหน่อยดีไหมนะ
วินาทีที่ก้าวพ้นประตูออกมา เซร่าก็นึกถึงเอน็อคขึ้นมาทันควัน ช่างขัดกับที่เธอคอยหลบหน้าทำเป็นมองไม่เห็นเขามาตลอดหลายวันก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง
มันไม่ใช่ว่ามีเป้าหมายจะไปคุยเรื่องที่ค้างคาไว้เมื่อวานให้จบเสียทีเดียว แต่เป็นเพราะเธอเป็นห่วงที่เขาโก่งคออาเจียนแทบเป็นแทบตายราวกับจะขย้อนเครื่องในออกมาต่างหาก ได้ยินมาว่าน้ำผสมน้ำผึ้งช่วยแก้แฮงก์ได้ดี ลองชงไปให้เขากินสักแก้วดูดีไหมนะ ป่านนี้คงกำลังหลับอยู่ แต่ถ้าปลุกก็คงตื่นแหละ
หลังจากวางแผนเสร็จสรรพ เซร่าก็เดินไปที่ห้องครัว ชงน้ำผสมน้ำผึ้งถือออกมา ทว่าพอนึกขึ้นได้ว่าจะไปหาก็เพิ่งตระหนักว่าตนไม่รู้เลยว่าเอน็อคพักอยู่ที่ห้องไหน แผนการพลันกลายเป็นความไร้แผนในพริบตา แต่เซร่าก็ไม่ยอมแพ้และยังคงก้าวเดินต่อไป
ช่างเถอะ เดี๋ยวก็คงเจอเองแหละ
แม้สภาพจะดูเหมือนคนเดินเตร็ดเตร่ไร้จุดหมาย ทว่าเธอกลับมีลางสังหรณ์ว่าหากปรารถนาที่จะเจอ เดี๋ยวก็คงได้เจอเอง
ในตอนที่กำลังเดินผ่านลานสวนตรงกลางด้วยพลังแห่งการคิดบวกที่ผุดขึ้นมาอย่างไร้เหตุผลนั้นเอง
เธอก็ดันไปเผชิญหน้ากับชายหนุ่มที่กำลังนั่งใช้เวลาอยู่ที่ตรงนั้นพอดี
“อึ่ก”
“ในที่สุดก็ได้เห็นหน้าเสียทีนะ”
เซร่าที่สังเกตเห็นชายหนุ่มพลันชักสีหน้าบูดบึ้งขึ้นมาตามสัญชาตญาณ
ชายที่นั่งอยู่ตรงโต๊ะใต้ร่มเงานั้น วันนี้ก็ยังคงเปล่งประกายระยิบระยับจนแทบมองไม่ผิดคนเหมือนเคย
เส้นผมสีฟ้าสว่างยาวถึงเอวถูกถักเปียเบี่ยงไปข้างหนึ่ง ประดับด้วยสายรัดไหมทองคำ บนร่างสวมผ้าลินินสีขาวพันรอบกาย และนิ้วมือที่กำลังเท้าคางอยู่นั้นก็สวมแหวนฝังอัญมณีเม็ดโตไว้หลายวง
“เอสเตลลา…”
เซร่าเอ่ยทักทายชายหนุ่มที่แต่งองค์ทรงเครื่องอย่างหรูหราจนแทบตาบอด สมกับที่เป็นเจ้าของพระราชวังทองคำ
จากนั้น ทั้งที่เขายังไม่ได้เอ่ยปากชวน เธอกลับเดินลากเท้าเข้าไปนั่งลงที่ฝั่งตรงข้ามของเอสเตลลาหน้าตาเฉย
การที่ตลอดเวลาที่ผ่านมาไม่เคยเฉียดมาเจอกันเลยสักครั้ง แต่ดันมาเจอกันในวันนี้และเวลานี้ มันไม่มีทางเป็นเรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน
ราวกับเธอเดาได้ถูกต้อง เอสเตลลาจึงหัวเราะหึ ก่อนจะผายมือชวนให้เซร่ากินองุ่นที่วางอยู่ตรงหน้า
พวงองุ่นที่มีผลเต่งตึงมีหยดน้ำเกาะพราวดูเย็นชื่นใจ เมื่อเซร่าที่กำลังคอแห้งอยู่พอดีจึงไม่ปฏิเสธ เธอเด็ดองุ่นออกมาหนึ่งลูกแล้วโยนเข้าปากทันที
“เจริลตายแล้ว”
และในจังหวะนั้นเอง เอสเตลลาก็บอกเล่าข่าวอันน่าตกตะลึงออกมา
“แค่ก อะไรนะ?!”
ด้วยความตกตะลึงกับข่าวการตายกะทันหัน เธอจึงบ้วนเนื้อผลไม้อันหวานฉ่ำทิ้งไปโดยที่ยังไม่ทันได้ลิ้มรสอย่างเต็มที่
เอสเตลลามองเซร่าด้วยสายตารังเกียจอยู่ชั่วครู่หนึ่ง ทว่าเรื่องพรรค์นั้นไม่ใช่สิ่งสำคัญเลยสักนิด
ไม่สิ ทำไมจอมเวทคนนี้ถึงเอาเรื่องสำคัญขนาดนี้มาพูดตอนกำลังกินองุ่นกันล่ะเนี่ย……?
เซร่าที่กำลังสงบจิตสงบใจที่ตื่นตระหนก พลันเปลี่ยนสีหน้าราวกับนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
เธอกวาดสายตามองรอบข้างครู่หนึ่ง ก่อนจะกระซิบกระซาบกับเอสเตลลาอย่างลับๆ
“เธอเป็นคนฆ่าเหรอ?”
ในวันที่ได้รู้ความจริงว่าคลาดกับเอสเตลลาซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างตัวจริง
เซร่าได้เล่าเรื่องราวที่ผ่านมาให้เอสเตลลาฟังอย่างคร่าวๆ ว่าพวกเธอเดินทางมาถึงเอสเตลลาโดยมีเจริลเป็นผู้นำทาง และในระหว่างการแข่งขันรอบแรกก็ได้พบกับชายที่ชื่อนีร์ชาน ก่อนจะไปที่วิหคทองคำตามคำเชิญของเขา
เธอบอกว่าเพราะชายคนนั้นรู้ทั้งชื่อของเจริลและเนื้อหาภารกิจ จึงคิดว่าฝั่งนั้นคือผู้ว่าจ้างตัวจริงอย่างแน่นอน
‘ดูเหมือนว่าข้อมูลจะรั่วไหลออกไปสินะ’
‘ถ้าอย่างนั้น ก็ต้องเริ่มตรวจสอบจากผู้ชายที่ชื่อเจริลนั่นก่อนไม่ใช่เหรอ?’
‘ฉันจะไปตรวจสอบดู’
เมื่อได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด เอสเตลลาก็ตระหนักได้ว่าข้อมูลกำลังรั่วไหล และเซร่าก็สงสัยเจริลซึ่งเป็นสายข่าวที่เข้ามาหาพวกเธอเป็นคนแรกมากที่สุด เอสเตลลาจึงบอกว่าจะลองไปตรวจสอบดูด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์ และบทสรุปที่ได้กลับมาก็คือความตายของเจริล
ในหัวของเธอที่เชื่อว่าโลกนี้เต็มไปด้วยการทรยศหักหลังและแผนการสมคบคิด จึงเชื่อมโยงไปเองอย่างเป็นธรรมชาติว่าเอสเตลลาตามหาตัวคนทรยศอย่างเจริลจนพบแล้วกำจัดทิ้งเสีย
“ทำไมฉันต้องทำแบบนั้นด้วยล่ะ?”
ทว่าเอสเตลลากลับเลิกคิ้วขึ้นด้วยสีหน้าราวกับเพิ่งเคยได้ยินเรื่องประหลาดพิกลพรรค์นี้
“เจริลตายไปนานพอสมควรแล้ว ศพที่ถูกทรมานถูกทิ้งไว้ในท่อระบายน้ำน่ะ”
ดูเหมือนจะถูกฆ่าทิ้งหลังจากรีดข้อมูลออกไปแล้ว
นั่นคือสาเหตุการตายของเจริลตามที่เอสเตลลาคาดเดา
“ถ้าอย่างนั้น ตามรูปการณ์แล้วมีความเป็นไปได้สูงว่าผู้ชายที่ชื่อนีร์ชานหรืออะไรนั่นจะเป็นคนร้าย”
เอสเตลลากำลังสงสัยว่านีร์ชานคือผู้ต้องสงสัยที่สังหารเจริล
ในความคิดของเซร่าเอง นั่นก็เป็นไปได้มากที่สุดแล้ว เขาคงดักขโมยข้อมูลตรงกลางทางแล้วลบร่องรอยทิ้งไป
“น่าเสียดายจริงๆ เป็นเด็กที่ฉันเอ็นดูแท้ๆ”
สีหน้าของเอสเตลลาดูหม่นหมองลง ราวกับกำลังนึกถึงความตายอันไร้ค่าของเจริล
“พรุ่งนี้การแข่งขันอาร์เคดจะเปิดฉากขึ้นอีกครั้ง”
ทว่าในวินาทีถัดมา เขากลับเปลี่ยนสีหน้าเป็นปกติแล้วเอ่ยถึงเรื่องอื่นอย่างหน้าตาเฉย
“เดี๋ยวสิ แค่นั้นเหรอคะ”
เซร่าไม่อาจซ่อนความตกตะลึงเอาไว้ได้ เพราะนึกว่าหลังจากนั้นควรจะต้องมีการไล่ล่าคนที่ฆ่าเจริล หรือไม่ก็เอ่ยถึงเรื่องการแก้แค้นอะไรทำนองนั้นตามมา
เธอเบิกตากว้างพลางมองเอสเตลลาด้วยสีหน้าประหลาดใจ
ทั้งที่บอกว่าเป็นคนที่เอ็นดูแท้ๆ และเพิ่งถูกสังหารไปอย่างโหดเหี้ยม แต่เขากลับหม่นหมองอยู่เพียงไม่กี่วินาที ตอนนี้ก็กลับมาทำสีหน้าเรียบเฉยราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“บอกว่าเป็นคนที่เอ็นดูไม่ใช่เหรอคะ ใครเป็นคนฆ่า ทำไมถึงฆ่า แล้วคิดจะเอาคืนยังไง ไม่คิดเรื่องพวกนี้บ้างเลยเหรอ”
ขนาดเซร่าที่เพิ่งเจอหน้าเจริลได้เพียงไม่กี่ชั่วโมง ยังถึงขั้นต้องออกปากเร่งเร้าให้เขาแก้แค้นแทน
ทั้งตัวเธอเองและบรรดาเพื่อนร่วมรุ่นในนรกต่างก็เป็นพวกชื่อเสียระบือไกลจนแค่เอ่ยชื่อออกมาคนก็พ่นคำด่าแล้ว ทว่าคนพรรค์นั้นหากสูญเสียลูกน้องคนโปรดไป อย่างน้อยก็ยังตามไปล้างแค้นเอาคืนให้สักเล็กน้อย
“ไม่คิดนี่?”
ทว่าปฏิกิริยาของเอสเตลลามีเพียงแค่ เรื่องพรรค์นั้นมันเกี่ยวอะไรกับฉัน ด้วยงั้นหรือ
เขาเอียงคอราวกับไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมตนต้องรู้สึกอะไรกับการตายของเจริลด้วย ก่อนจะเอ่ยเสริมด้วยน้ำเสียงที่ไม่ยี่หระเลยสักนิด
“ยังไงมนุษย์ทุกคนก็ต้องตายอยู่แล้วนี่”
จอมเวทที่เด็ดองุ่นกินจู่ๆ ก็ยกเรื่องชะตากรรมของสิ่งมีชีวิตที่ต้องตายขึ้นมาอ้างเพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่ความตายของเจริล ว่าในเมื่อบั้นปลายทุกคนก็เหมือนกันหมด จะไปเร็วหรือไปช้าสำหรับเขามันก็มีค่าเท่ากัน
เอสเตลลาที่เอ่ยคำพูดเช่นนั้นออกมาโดยสีหน้าไม่เปลี่ยนไปเลยสักนิด ดูช่างเย่อหยิ่งเหลือเกิน ทว่าในขณะเดียวกัน
“ถ้ามัวแต่จำเรื่องพรรค์นั้นทุกเรื่อง มีหวังคงมีชีวิตอยู่แบบสติดีๆ ไม่ได้หรอก”
เขากลับดูอ้างว้างเดียวดาย
“เพราะงั้น ในการแข่งขันรอบสุดท้าย เธอไม่ต้องไปกับเอน็อค ซอร์เซอร์หรอก ไปกับฉันดีกว่า”
“…ทำไมเรื่องมันถึงกลายเป็นแบบนั้นไปได้ล่ะคะ”
ทว่าอ้างว้างก็ส่วนอ้างว้าง แต่วิธีการพูดจาชวนหงุดหงิดระยำตำบอนของเอสเตลลามันก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
“ทำไมสโนว์ถึงยอมส่งเธอมาแทนตัวเองกันนะ”
“นี่คุณ”
“แล้วทำไมเธอถึงยอมมาที่นี่แต่โดยดีล่ะ”
คราวนี้จู่ๆ เขาก็เอ่ยถึงสโนว์ขึ้นมาอย่างไร้ปี่มีขลุ่ย แล้วใช้สายตาเฉียบคมคาดคั้นเซร่า
เซร่าที่จู่ๆ ก็เกิดร้อนตัวขึ้นมาจึงลืมเรื่องที่จะโวยวายไปเสียสนิทแล้วรีบหุบปากฉับทันที
“ผู้ชายคนนั้นคงคิดว่าเธอคือทางออกที่ดีที่สุดในการสะสางเรื่องนี้สินะ”
ราวกับไม่ได้สนใจความเป็นมาของเธอเลยสักนิด เอสเตลลาจึงพูดแต่เรื่องของตัวเองต่อไปอย่างหน้าตาเฉย
“เพราะงั้นพรุ่งนี้ฉันจะเป็นทาสของเธอเอง”
“…….”
เซร่าจ้องมองเอสเตลลาด้วยความไม่พอใจ เพราะตั้งแต่เมื่อครู่อีกฝ่ายเอาแต่พูดจาสะเปะสะปะกระโดดไปมาไร้หัวไร้ท้าย
มันให้ความรู้สึกเหมือนเธอกำลังคอยตอบคำถามในสมุดโน้ตที่เขียนหวัดๆ ตามใจนึก มากกว่าจะเป็นการสนทนากันเสียอีก
การถามตอบแบบนี้ไม่ใช่แนวที่เซร่าชอบเอาเสียเลย
เพราะมัวแต่รีบตอบคำถามตรงหน้า จนบ่อยครั้งแม้แต่ตัวเองก็ยังไม่รู้เลยว่าพูดอะไรออกไป
“นั่นคือหัวใจสำคัญของภารกิจน่ะ”
ไม่ว่าคนอื่นจะสับสนหรือไม่ เอสเตลลาก็ดึงดันบทสนทนาไปตามจังหวะของตัวเอง
ทั้งเขาทั้งเธอต่างก็รู้ดีอยู่แก่ใจว่าเนื้อหาภารกิจคือการคว้าชัยชนะในอาร์เคด แต่จอมเวทหน้าหนาคนนี้กลับแอบยัดเยียดเงื่อนไขอื่นเข้ามาเอาป่านนี้
“ฉันไม่เคยได้ยินเรื่องนั้นมาก่อนเลยนะ เป้าหมายคือคว้าชัยชนะไม่ใช่หรือไง”
“ฉันเปลี่ยนใจแล้ว”
“เหอะ ให้มันได้อย่างนี้สิ”
มีหรือที่เซร่าจะยอมตกลงกับข้อเรียกร้องที่เห็นอีกฝ่ายเป็นหมูในอวยง่ายๆ
ถ้าจะเพิ่มเงื่อนไขก็จ่ายเงินมาสิ พอเธอเอ่ยเตือนด้วยท่าทางขึงขัง เอสเตลลาก็โบกมือในอากาศหนึ่งที
ตึ้ง ถุงเงินหนักอึ้งร่วงหล่นลงมาบนโต๊ะ
ทั้งหมดนี่มันเท่าไหร่กันเนี่ย เซร่าฉีกยิ้มกว้างอย่างพึงพอใจแล้วรีบคว้ามันมาเก็บไว้ทันที
“เพราะไม่รู้ว่าเธอจะตายวันตายพรุ่งเมื่อไหร่ แทนที่จะรอแค่ผลลัพธ์ สู้ร่วมทางไปด้วยกันในระหว่างนั้นน่าจะดีกว่า”
อารมณ์ที่กำลังเบิกบานดิ่งลงเหวในทันทีด้วยคำพูดเพียงประโยคเดียวของเอสเตลลา
การที่เขาพูดจาราวกับว่าเซร่าจะตายวันตายพรุ่งเสียให้ได้ ทำให้เงินที่กำอยู่ในมือรู้สึกเหมือนเป็นเงินปากผีมากกว่าเงินรางวัลเสียอย่างนั้น
ให้ตายสิ เซร่าเขย่าถุงเงินแรงๆ พลางบ่นพึมพำอย่างหงุดหงิด
“ฉันต้องไปถามเอน็อคก่อน”
พอพูดแบบนี้ออกไปก็รู้สึกเหมือนตัวเองกลายเป็นไอ้เด็กเมื่อวานซืนที่ไม่ว่าจะทำอะไรก็ต้องขออนุญาตพ่อแม่ก่อน แต่มันช่วยไม่ได้จริงๆ
สำหรับเธอแล้วจะไปอาร์เคดกับใครก็ไม่ได้สำคัญอะไรหรอก แต่ถ้าบอกว่าเธอจะทิ้งเขาไว้แล้วไปกับคนอื่นล่ะก็ นายท่านใจแคบของเราคงได้อาละวาดบ้านแตกแน่ ยิ่งหลังจากเรื่องทาสในห้องนอนคราวนั้น เขาก็ไม่ชอบให้เซร่าไปสุงสิงพูดคุยกับคนอื่นอยู่แล้ว คราวนี้จะเกลี้ยกล่อมเขายังไงดี แค่คิดก็มืดแปดด้านไปหมดแล้ว
“ไม่จำเป็นต้องทำอย่างนั้นหรอก”
เมื่อสังเกตเห็นสีหน้าปวดหัวของเซร่า เอสเตลลาจึงเอ่ยปลอบให้เธอคลายกังวล
เขาดีดพวงองุ่นน่ากินเข้าปากดังเป๊าะแล้วเคี้ยวเนื้อฉ่ำน้ำดังกร้วมๆ
“ฉันคุยกับเอน็อค ซอร์เซอร์รู้เรื่องแล้วล่ะ”
อึก ชายหนุ่มกลืนของในปากลงคอ ก่อนจะบอกข่าวที่น่าตกใจยิ่งกว่าออกมาในวินาทีถัดมา
“เขาบอกว่าจะทำอะไรก็เชิญตามสบายเลยนี่?”
“……?”
ต้องใช้เวลาพักใหญ่ทีเดียวกว่าเธอจะทำความเข้าใจความหมายของคำพูดนั้นได้
“ว่าไงนะ”
หลังความเงียบเข้าปกคลุมชั่วครู่ เซร่าก็ถามออกไปด้วยสีหน้าโง่งม
ราวกับไม่เข้าใจว่าทำไมเรื่องง่ายๆ แค่นี้ต้องถามซ้ำ เอสเตลลาจึงอธิบายคำพูดของเอน็อคให้ฟังอีกรอบ แถมคราวนี้ยังลงรายละเอียดมากกว่าเดิม
“อาร์เคดน่ะ พอฉันขอยืมตัวเธอไปร่วมแข่งด้วย เขาก็บอกว่าตามสบายเลย”
นั่นมันการอนุญาตชัดเจนเลยนี่นา
เอสเตลลาที่เสริมเช่นนั้นบอกว่าไม่มีอะไรต้องกังวลแล้วให้เตรียมตัวให้พร้อมเสีย จากนั้นก็เดินผละออกจากลานกลางแจ้งไป
“…….”
แม้เอสเตลลาจะลับสายตาไปแล้ว ทว่าเซร่ายังคงนิ่งเงียบอยู่นานสองนาน
ท่าทางเบิกตากว้างพลางกะพริบตาปริบๆ ดูเหมือนจะช็อกอยู่ไม่น้อย
เธอยังคงทำสีหน้าตะลึงงันพลางใคร่ครวญคำพูดที่เอสเตลลาทิ้งไว้อย่างละเอียด
ตามสบายงั้นเหรอ
พอคิดว่าเอน็อคพูดจาแบบนั้นกับคนอื่นลับหลังเธอ หัวใจพลันปั่นป่วนอย่างรุนแรง
เอาคนมาซื้อขายเหมือนสิ่งของในที่ที่เจ้าตัวไม่อยู่เนี่ยนะ แบบนี้มันสภาพทาสชัดๆ ไม่ใช่หรือไง
ถึงแม้เธอจะอยู่ในสภาพทาสจริงๆ ก็เถอะ แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะนะ
ที่ผ่านมาเอน็อคไม่เคยทำตัวแบบนั้นกับเซร่าเลยสักครั้ง
ยิ่งเรื่องยกตัวเธอให้คนอื่นแบบนี้ยิ่งไม่มีทาง
‘เหมือนมีอะไรบางอย่างไม่ชอบมาพากลแฮะ……’
สายตาของเซร่าจับจ้องอยู่ที่แก้วน้ำผึ้ง
แม้จะอธิบายเจาะจงไม่ได้ แต่เธอกลับสังหรณ์ใจไม่ดีว่าตัวเองกำลังมองข้ามเรื่องสำคัญมากๆ บางอย่างไป
ความร้อนรนที่ไม่อาจทราบสาเหตุกัดกินใจของเซร่าอย่างไม่หยุดหย่อน
“…….”
อยู่เฉยไม่ได้แล้ว
เซร่าทนความรู้สึกสังหรณ์ใจชวนหงุดหงิดที่คอยเกาะติดท้ายทอยไม่ไหว เธอจึงถือแก้วน้ำผสมน้ำผึ้งแล้วลุกขึ้นยืน
ต่อให้มานั่งกลัดกลุ้มอยู่คนเดียวโดยไม่มีเจ้าตัวอยู่ด้วยก็แก้ปัญหาอะไรไม่ได้สักอย่าง
ในเวลาแบบนี้ การเดินตรงไปถามเจ้าตัวให้รู้เรื่องโดยไม่มัวลังเลนับเป็นวิธีที่สบายใจที่สุด
เมื่อตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว เซร่าก็ก้าวเท้าเดินออกไปอย่างอาจหาญ
ทันทีที่อาร์เคดซึ่งหยุดชะงักไปชั่วคราวกลับมาเปิดฉากอีกครั้ง ท้องถนนอันซบเซาของเอสเตลลาก็ฟื้นคืนความมีชีวิตชีวาได้อย่างรวดเร็ว
พระราชวังทองคำแห่งเอสเตลลาได้แจกจ่ายเหล้าองุ่นและเนื้อสัตว์มากกว่าปกติ เพื่อปลอบขวัญสมาชิกกิลด์ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว
ของกำนัลชิ้นใหญ่จากหัวหน้ากิลด์ช่วยเยียวยาผู้คนที่กำลังโศกเศร้าเพราะบ้านเรือนและร้านค้าพังทลายได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังเพียงพอที่จะทำให้พวกเขารู้สึกภาคภูมิใจในกิลด์ของตน
อาจเพราะเหตุนั้น ในวันที่มีการจัดอาร์เคดรอบที่สาม ผู้คนจึงพากันมารวมตัวรอบคฤหาสน์เพื่อส่งเสียงเชียร์ผู้เข้าร่วมมากกว่าปกติ แม้จะไม่อาจรับชมการแข่งขันได้โดยตรง แต่เพราะเป็นด่านสุดท้าย ฝ่ายผู้จัดจึงจัดขบวนพาเหรดสำหรับผู้เข้าร่วมที่รอดมาจนถึงรอบที่สามให้ด้วย
“นีร์ชาน! นีร์ชาน!”
“พี่สาวคนสวยตรงนั้นน่ะ! สู้ๆ นะ!”
“บาคัส! ถ้ารอบนี้ยังไม่ชนะอีกก็เลิกแข่งอาร์เคดไปซะเถอะ!”
“ฮ่าๆๆๆ!”
สมกับเป็นทายาทแห่งทะเลทรายผู้มีพลังชีวิตอันแข็งแกร่ง คนที่สลัดความกังวลทิ้งไปจนหมดสิ้นต่างพากันส่งเสียงเอะอะโวยวายพลางตะโกนเรียกชื่อคนที่ตนเองสนับสนุน
บนท้องฟ้ามีสายฝนดอกไม้ที่สร้างขึ้นจากเวทมนตร์โปรยปรายลงมา ส่วนบนเส้นทางที่มุ่งหน้าไปยังสวน เหล่านักเต้นรำก็อวดลวดลายการเต้นระบำหมู่อันงดงามให้เข้ากับเสียงดนตรี บนท้องถนนไม่เคยขาดแคลนเหล้าองุ่นและเนื้อสัตว์ ใบหน้าของผู้คนล้วนเบ่งบานไปด้วยรอยยิ้ม
นี่มันเทศกาลรื่นเริงชัดๆ
บรรยากาศช่างรื่นเริงเบิกบานเสียจนกระทั่งคนที่อารมณ์บูดบึ้ง หากได้ก้าวเข้ามาที่นี่ก็คงเคลิบเคลิ้มไปกับบรรยากาศจนเผลอยักย้ายส่ายสะโพกตามไปเอง
ทว่าในสถานที่ที่ผู้คนมารวมตัวกัน ย่อมต้องมีใครสักคนที่แปลกแยกอยู่เสมอเหมือนเช่นทุกครั้ง
“เชี่ยเอ๊ย หนวกหูชิบหาย”
และคนคนนั้นก็คือเซร่านั่นเอง
ขัดกับเทศกาลอันสดใสอย่างสิ้นเชิง เพราะตลอดทั้งขบวนพาเหรดเธอเอาแต่ทำหน้าบูดเหมือนเพิ่งเคี้ยวขี้มา
แม้แต่พลังงานบวกหรือบรรยากาศรื่นเริงที่ผู้คนแผ่ออกมาก็ยังถูกกลิ่นอายอึมครึมของเซร่าขับไล่จนไม่อาจเฉียดกรายเข้ามาใกล้
เหตุผลที่อารมณ์ของเธอดิ่งลงไปกองอยู่ใต้ก้นเหวเช่นนี้มีเพียงข้อเดียว
นั่นก็คือเมื่อวานนี้ เธอเดินวนรอบพระราชวังตั้งหลายรอบเพื่อจะไปพบเอน็อค แต่กลับคว้าน้ำเหลวตลอดทั้งวัน
ระหว่างที่เดินเคว้งคว้างโดยไม่ได้เห็นแม้แต่เงาของเขา เซร่าก็ตระหนักได้ว่าลางสังหรณ์แย่ๆ ที่คอยกวนใจตรงท้ายทอยได้กลายมาเป็นความจริงอย่างแจ่มชัดแล้ว
เอน็อคกำลังหลบหน้าเธอ
‘ทำไมกันล่ะนั่น’
ปัญหาก็คือเธอไม่เข้าใจเหตุผลเลยสักนิด
กำลังโหลดความเห็น...