“[นิยาย] เมื่ออดีตชาติ ฉันเคยขายชาติมาแล้วค่ะ” มีฉากหรือเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่ กดยืนยันเพื่อเข้าชม เว็บจะจำไว้ในเบราว์เซอร์นี้
กองทัพกบฏกำลังยาตราทัพมุ่งหน้ามายังพระราชวัง
กษัตริย์ที่เรียกตัวเซร่ามาตะโกนขึ้นอย่างกะทันหันเช่นนั้น
เซร่าที่ขังตัวเองไว้แต่ในห้อง ใช้ชีวิตไม่ต่างจากตายไปแล้วที่มีเพียงลมหายใจ ถูกลากถูลู่ถูกังมาราวกับสัมภาระ ได้แต่ยืนฟังคำพูดของเขาอยู่ฝ่ายเดียว
แม้ว่าขึ้นชื่อว่าเป็นจอมเวทหลวง แต่เซร่ากลับไม่ได้ทำความเคารพเมื่ออยู่ต่อหน้ากษัตริย์ ทว่าราชาผู้ซึ่งจิตใจล่องลอยไปอยู่ที่อื่นแล้วกลับดูเหมือนจะไม่ทันสังเกตเห็นเรื่องนั้นเลยสักนิด
“พวกสารเลวนั่น ชุบเลี้ยงให้อยู่บนแผ่นดินของข้าแท้ๆ!”
เขาตะเบ็งเสียงจนเส้นเลือดที่คอปูดโปน สาดคำสบถด่าใส่กองทัพกบฏที่บังอาจลุกฮือขึ้นมาต่อต้านตน
ท่าทางที่หอบหายใจฟึดฟัดพลางทุบบัลลังก์ดังตึง ตึง ช่างดูไม่มั่นคงเสียเหลือเกิน
การหมกมุ่นอยู่กับลัทธิประหลาดมาหลายปี ทำให้ภาพลักษณ์อันอบอุ่นในอดีตของเขาเลือนหายไปจนหมดสิ้น ใต้ตาคล้ำลึก ผมหงอกแซมประปรายจนดูแก่ชรากว่าวัยจริง
กษัตริย์ที่พึมพำกับตัวเองผุดลุกขึ้นจากที่นั่งอย่างกะทันหันราวกับไม่อาจสะกดกลั้นโทสะของตนได้ ก่อนจะเดินตรงเข้ามาหาเซร่า
“เจ้าจงไปสั่งสอนพวกกบฏนั่นเสีย ให้รู้ว่าใครกันแน่คือเจ้าของประเทศนี้”
“…….”
นัยน์ตาที่เลื่อนลอยอยู่ในความว่างเปล่าค่อยๆ เคลื่อนกลับมามองกษัตริย์อย่างช้าๆ
แววตาสีม่วงอันแห้งผากนั้นช่างว่างเปล่าเสียจนแม้แต่กษัตริย์ที่กำลังอาละวาดยังต้องชะงักไปครู่หนึ่ง
เซร่าที่ไร้อารมณ์ความรู้สึกมากขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละวัน ดูไร้ชีวิตชีวาราวกับเปลือกนอกที่วิญญาณหลุดลอยไปแล้ว
เธอขยับเปลือกตากะพริบตาอย่างเชื่องช้า ริมฝีปากขยับเอ่ยออกมาราวกับเพิ่งเข้าใจคำพูดของกษัตริย์หลังจากผ่านไปเนิ่นนาน
“……แล้วน้องของฉันล่ะคะ”
“น้อง?”
กษัตริย์ขมวดคิ้วราวกับจะถามว่านั่นมันเรื่องไร้สาระอะไรกัน
แววตาว่างเปล่าไหววูบด้วยความหม่นหมองต่อท่าทางที่ดูเหมือนจะลืมเลือนน้องของเธอไปจนหมดสิ้น
“ท่านบอกว่าถูกพวกกบฏลักพาตัวไปไม่ใช่เหรอคะ ถ้าหากฉันลงมือโดยพลการแล้วพวกนั้นทำร้ายเด็กคนนั้นขึ้นมา……”
เธอเอ่ยทวนเรื่องราวที่กษัตริย์เคยเล่าให้ฟังในอดีตออกมาทีละคำ
เอเดลที่อยู่ใต้การดูแลของกษัตริย์ถูกพวกกบฏอุกอาจลักพาตัวไป เนื่องจากเป็นแผนการที่ชั่วร้ายและวางแผนมาอย่างรัดกุม แม้แต่กษัตริย์เองก็จนปัญญาที่จะทำอะไรได้
นั่นคือข่าวร้ายที่เซร่าได้รับรู้ และเป็นเหตุผลที่เธอต้องพลัดพรากจากน้องอย่างกะทันหัน
นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ทุกช่วงเวลาของเธอก็กลายเป็นนรก
เด็กที่ดวงตามองไม่เห็นอยู่แล้ว เธอทั้งกินไม่ได้นอนไม่หลับเพราะเป็นกังวลว่าเด็กคนนั้นอาจจะกำลังถูกทรมานอย่างทารุณอยู่ที่ไหนสักแห่งที่ถูกจับตัวไป
ทั้งกลางวันและกลางคืน เธอปล่อยอีกา งู และสัตว์ปีกนานาชนิดออกตามหา แต่ก็ไม่พบร่องรอยของเด็กคนนั้นเลยแม้แต่น้อย ไม่รู้ว่าพวกสารเลวกบฏนั่นเอาน้องของเธอไปซ่อนไว้ที่ไหน ถึงไม่ได้เห็นแม้แต่เส้นผมสักเส้นเดียว
เวลาล่วงเลยไปเช่นนั้นถึงครึ่งปี
ยิ่งช่วงเวลาที่ไม่ได้พบหน้าเด็กคนนั้นยาวนานขึ้นเท่าไร เซร่าก็ยิ่งเหี่ยวเฉาลงไปเรื่อยๆ
หญิงสาวผู้มีพลังชีวิตแข็งแกร่งจนทนทานต่อการทดลองอันแสนทรมานได้ ทันทีที่สูญเสียครอบครัวที่ต้องดูแล เธอก็หมดสิ้นความปรารถนาในการมีชีวิตอยู่อย่างเห็นได้ชัด
ดังนั้นในยามที่กองทัพกบฏผู้หมายปองชีวิตกษัตริย์บุกมาถึงหน้าประตูเมือง จิตใจของเธอก็สึกกร่อนจนแทบจะเรียกได้ว่ามหัศจรรย์นักที่ไม่เป็นบ้าไปเสียก่อน
ทุกครั้งที่เซร่าโซเซเพราะเรื่องของเอเดล กษัตริย์ก็จะยิ่งเคี่ยวเข็ญเธออย่างเกรี้ยวกราด
“นังโง่เอ๊ย! เพราะอย่างนั้นถึงยิ่งต้องฆ่าพวกมันไม่ใช่รึไง!”
เอาเวลาแบบนั้นออกไปข้างนอกแล้วฆ่าไอ้พวกกบฏนั่นให้ตายเพิ่มอีกสักตัวสิ
“ไม่รู้รึไงว่าข้าต้องปลอดภัยอยู่ พวกมันถึงจะไม่กล้าแตะต้องน้องของเจ้า!”
ปลิดชีพพวกมันเพื่อช่วยเหลือน้องสาวกลับมาซะ
“ลองคิดดูสิว่าหากการกบฏล้มเหลว พวกมันจะเอาอะไรมาแลกกับการร้องขอชีวิต! ก็ต้องเอาตัวน้องสาวของเจ้าที่ซ่อนไว้อย่างดีมาเป็นเดิมพันน่ะสิ!”
หลังจากบดขยี้พวกมันจนไม่เหลือชีวิตให้ปลิดชีพอีกต่อไปแล้ว จากนั้นค่อยไปชิงตัวเอเดลกลับคืนมาก็สิ้นเรื่อง
กษัตริย์คุยโวอย่างมั่นอกมั่นใจ
แต่มันจะเป็นเช่นนั้นจริงหรือ
ในอดีตกษัตริย์ก็เคยบอกว่าจะยอมปล่อยตัวเธอกลับบ้านหากการทดลองจบลงด้วยดี แต่เขาก็ไม่เคยรักษาสัญญานั้น
ในอดีตกษัตริย์ก็เคยบอกว่าจะยอมให้พบหน้าน้องสาวหากทำตามที่เขาสั่งทุกอย่าง แต่เขาก็ไม่เคยรักษาสัญญานั้น
ในอดีตกษัตริย์ก็เคยรับประกันว่าจะคุ้มครองเอเดลเป็นอย่างดี แต่สัญญานั้นก็ไม่เคยถูกรักษา
ในอดีตกษัตริย์ก็เคยบอกว่าจะทำทุกวิถีทางเพื่อตามหาเอเดลที่ถูกลักพาตัวไป ทว่าก็ไม่อาจล่วงรู้ได้เลยว่าเขาทำเช่นนั้นจริงๆ หรือไม่
จนถึงตอนนี้ เขาไม่เคยรักษาสัญญาที่เคยให้ไว้กับเซร่าเลยแม้แต่ข้อเดียว
มีแต่คอยแย่งชิงไปราวกับเป็นเรื่องชอบธรรมอยู่ร่ำไป
เซร่าที่ความคลางแคลงใจเริ่มหยั่งรากลึกจึงไม่ยอมปฏิบัติตามคำสั่งของกษัตริย์แต่โดยดี และเริ่มต่อปากต่อคำบ่อยครั้งขึ้น
และเหนือสิ่งอื่นใด เธอไม่อยากลงมือทำร้ายพวกกบฏที่จับตัวน้องสาวไป จนกลายเป็นการสร้างข้ออ้างให้พวกมันหันไปทำร้ายเอเดล
สำหรับเธอแล้ว ความปลอดภัยของน้องสาวย่อมสำคัญกว่าสวัสดิภาพของกษัตริย์และบ้านเมือง
“นี่ก็ผ่านมาครึ่งปีแล้วนะคะ… ถ้าป่านนี้ยังหาไม่เจอ อาจจะไม่ได้อยู่ในอาณาจักรนี้แล้วก็ได้…”
เมื่อเธอไม่ยอมรีบก้มหัวตอบรับแต่โดยดี กษัตริย์ก็กระทืบเท้าเสียงดัง ตึง! อย่างคุกคาม
“คนพิการตาบอดอย่างมันจะหนีไปไหนได้!”
คนพิการตาบอด
ทันทีที่ตระหนักได้ว่านั่นคือคำที่ใช้เรียกน้องชายของตน ภาพตรงหน้าของเซร่าก็พลันย้อมไปด้วยสีแดงฉาน
อย่ามาพูดแบบนั้นนะ!!!
‘เสียง’ ของเธอดังกึกก้องไปทั่วทั้งปราสาท
เปรี้ยง! เพดานสั่นสะเทือนราวกับจะถล่มลงมา ประหนึ่งมีอสุนีบาตฟาดกระหน่ำลงมาภายในพระราชวังเท่านั้น
“ฮี้ก!”
กษัตริย์ที่โดนพลังเวทของเซร่าซัดเข้าใส่ต่อหน้าต่อตากรีดร้องเสียงหลงเหมือนหมูโดนเชือดด้วยความตกใจสุดขีด
ถ้าแกพูดจาแบบนั้นอีกแค่คำเดียวละก็…
ขณะที่เซร่าซึ่งจ้องมองเขาเขม็งราวกับจะฆ่าให้ตาย กำลังจะสาดคำสาปแช่งออกไปด้วยน้ำเสียงที่ยังคงเปี่ยมด้วยพลังเวทนั้นเอง
“แค่ก! อ่อก แค่ก!”
พลังเวทที่กำลังไหลเวียนไปตามวงจรกลับถูกบังคับให้ไหลย้อนกลับอย่างผิดธรรมชาติ
เซร่ายกมือกุมหน้าอกพลางไอโขลกออกมาเป็นเลือด
เมื่อพลังเวทของเธอสลายไป พระราชวังที่เคยสั่นสะเทือนก้องกังวานราวกับจะพังทลายก็กลับคืนสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง
หลังจากนั้นเองที่มีเสียงฝีเท้าของใครบางคนก้าวเข้ามาใกล้เบื้องหลังของเซร่าที่กำลังหอบหายใจรวยรินเจียนตาย
“แหม เซร่า…”
เสียงรองเท้ากระทบพื้นดังกึก กึก ค่อยๆ ใกล้เข้ามา ก่อนจะหยุดลงตรงด้านหลังของเธอพอดี
“จะใช้ ‘เสียง’ กับฝ่าบาทไม่ได้นะจ๊ะ”
มือคู่หนึ่งตบลงบนไหล่ของเธอเบาๆ แสร้งทำเป็นอ่อนโยน
จากนั้นก็บีบไหล่ที่ผอมแห้งจนเหลือแต่กระดูกเพราะไม่ได้กินอะไรดีๆ มานานหลายเดือนแน่นราวกับจะบดขยี้ให้หักคามือ
“เห็นไหมว่าพระองค์ทรงหวาดกลัวอยู่น่ะ”
หญิงคนนั้นแนบริมฝีปากชิดติดใบหูของเซร่าแล้วกระซิบด้วยน้ำเสียงราวกับอสรพิษ
“…….”
เซร่ากลืนความเจ็บปวดลงคอไปเงียบๆ พลางกำหมัดแน่นเสียจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ
เพียงแค่ได้ยินเสียง เธอก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นใคร
ผู้หญิงคนนั้นนั่นเอง
ผู้หญิงที่เคยยื่นขนมปังให้เซร่าในฤดูหนาวปีนั้น
ผู้หญิงที่หลอกลวงแล้วนำเธอไปถวายแด่กษัตริย์ มอบชีวิตอันแสนทุกข์ทรมานเสียจนการตายยังดีกว่าให้แก่เธอ
นังสารเลวที่น่าชิงชังที่สุด
กรออด เซร่าขบเขี้ยวเคี้ยวฟันราวกับอยากจะบดเคี้ยวนังผู้หญิงคนนั้นให้แหลกคามือ
“ปะ-ไปจัดการพวกกบฏเดี๋ยวนี้เลยนะ! ฆ่าพวกมันให้หมด! ถอนรากถอนโคนไอ้พวกเวรตะไลน่ารำคาญพวกนั้นให้สิ้นซากไปเลย!”
ในระหว่างนั้น กษัตริย์ที่หลุดพ้นจากพันธนาการของ ‘เสียง’ ก็กลับมาวางก้ามตะคอกใส่เธออีกครั้ง
ชายวัยกลางคนที่กรีดร้องสั่งให้ฆ่าอย่างคุ้มคลั่งราวกับคนป่วยนั้น ดูเหมือนคนบ้าเสียสติมากกว่าจะเป็นกษัตริย์ของประเทศหนึ่ง
“…….”
ทว่าคราวนี้เซร่าไม่ได้ต่อปากต่อคำและลุกขึ้นยืน
แม้การพรากชีวิตคนจะยังคงเป็นเรื่องน่ารังเกียจและน่าหวาดกลัว ทว่าเธอกลับไม่อาจเอ่ยปากพูดอะไรได้เลย
เซร่าที่เติบโตมาโดยไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่ที่ถูกต้อง ได้ตระหนักรู้เร็วเกินวัยว่าความกลัวของตนสามารถกลายเป็นอาวุธของคนอื่นได้
ต้วมเตี้ยม หญิงคนนั้นนำทางเซร่าที่กำลังก้าวเดินอย่างเซื่องซึม
ผู้หญิงที่พาเธอมาส่งถึงเส้นทางที่กองทัพกบฏจะบุกเข้ามาด้วยตัวเอง ชี้ไปยังประตูปราสาทที่มีแสงอาทิตย์อัสดงลอดผ่านพลางเอ่ยขึ้น
“หลังกำแพงปราสาทนั่น พวกสารเลวที่พรากน้องชายของเธอไปกำลังมาแล้วนะ”
“…….”
เซร่าเอาแต่ฟังคำพูดของหญิงคนนั้นราวกับซากศพที่ยังลืมตาอยู่
ผู้หญิงคนนั้นบอกว่า
แค่ทำเหมือนอย่างเคยก็พอ
แค่พูดออกไปคำเดียวว่าจงตายเสีย ทุกอย่างก็จะกลับคืนสู่สภาพเดิมแล้วจ้ะ
เซร่าคิดว่าคำพูดนั้นช่างประหลาดเหลือเกิน
แค่ฆ่าทิ้งให้หมดเหมือนอย่างเคยงั้นเหรอ
เรื่องพรรค์นี้มันกลายมาเป็นชีวิตประจำวันของฉันตั้งแต่เมื่อไหร่กัน
ชีวิตของฉันมันเริ่มผิดพลาดไปตั้งแต่ตรงไหนกันแน่นะ……
แม้อยากจะแก้ไขให้ถูกต้อง แต่เธอก็ไม่รู้วิธีว่าต้องทำอย่างไร
อยากให้มีใครสักคนช่วยบอกเหลือเกิน
แต่ก็คงไม่มีใครหรอก เหมือนอย่างที่เป็นมาโดยตลอดนั่นแหละ
แม้ตัวเธอจะไม่มีใครคอยสั่งสอนเรื่องพรรค์นั้น แต่เธอก็อยากให้น้องชายของเธอมี
และเธอเองก็ปรารถนาที่จะเป็นคนคนนั้นให้น้อง
แต่ก่อนที่มันจะเป็นเช่นนั้น น้องชายก็ถูกแย่งชิงไป
นี่มันความผิดของใครกันแน่
“ดูนั่นสิ ศัตรูมากันแล้วนะ”
เพราะไอ้พวกนั้นเหรอ
“เอาล่ะ เซร่า”
เพราะพวกทหารที่อยู่นอกกำแพงปราสาทนั่นเหรอ
“ไป ฆ่ามันซะ”
หญิงสาวผู้กระซิบสั่งความตายอย่างเย้ายวนผลักแผ่นหลังของเซร่าไปข้างหน้า
ต๊อก ต๊อก หญิงสาวผู้ทอดทิ้งเธอไว้เพียงลำพังในสนามรบหลบกายเข้าไปในพระราชวังอันปลอดภัย
แอ๊ด ประตูเมืองเปิดออก
ดวงตาที่มืดมิดไร้ประกายชีวิตจ้องมองไปยังศัตรูของตน
หญิงสาวผู้มีชีวิตอยู่ท่ามกลางความหวังอันทรมานราวกับถูกเผาทั้งเป็นกำลังร่ำไห้โดยไร้น้ำตาสักหยด
การแข่งขันรอบที่สามเริ่มต้นขึ้นแล้ว
เมื่อประตูด้านหน้าเปิดออก ร่างเงาสีดำทมิฬเบื้องหลังบานประตูก็ค่อยๆ คืบคลานก้าวเดินเข้ามาด้านใน
มันคือหุ่นดินเหนียวที่จำลองรูปร่างของมนุษย์และเป่าลมหายใจแห่งชีวิตด้วยเวทมนตร์ กองทัพดินเหนียวที่ถูกรังสรรค์ขึ้นอย่างประณีตกระทั่งเส้นผมหรือแม้แต่แพขนตากำลังเดินทัพเข้ามาพลางเหยียบย่ำพื้นที่สีขาวบริสุทธิ์ให้แปดเปื้อนด้วยรอยเท้าเปื้อนดิน
“ชัยชนะต้องเป็นของข้า!”
ทันทีที่เห็นภาพเหล่านั้น หนึ่งในผู้เข้าร่วมแข่งขันก็พุ่งทะยานออกไปข้างหน้าพร้อมกับทาสของตน
พริบตาที่เห็นว่าพวกหุ่นดินเหนียวถืออาวุธอยู่ในมือ เขาก็คาดเดาว่าเป้าหมายของการแข่งขันรอบที่สามคือการกำราบพวกมันให้ราบคาบ
อีกทั้งภายใต้การตัดสินใจที่ว่า หากทุกคนตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน คนที่แก้ปัญหาได้เป็นคนแรกย่อมเข้าใกล้ชัยชนะมากที่สุด เขาจึงวิ่งออกไปเพื่อให้เข้าถึงเป้าหมายได้ก่อนหน้าคนอื่นหนึ่งก้าว
กระทั่งตอนที่วิ่งไปได้ราวครึ่งทางบนถนนสีขาวที่ทอดยาวไปสู่ประตูเมือง ชายคนนั้นและทาสของเขายังคงมั่นใจในชัยชนะของตนอย่างเต็มเปี่ยม
จนกระทั่งจู่ๆ พื้นใต้ฝ่าเท้าก็ยุบฮวบลงไปและถูกพื้นดินกลืนกิน
“วะ ว้ากกก?!”
เมื่อชายคนนั้นเข้าใกล้ประตูเมืองได้ราวครึ่งทางพอดี ทิวทัศน์ที่กลับมาเหลวละลายอีกครั้งก็กลืนกินชายคนนั้นแล้วอันตรธานหายไป
ตกรอบ
“……ห้ามออกนอกตำแหน่งงั้นเหรอ”
ผู้เข้าแข่งขันอีกคนที่แอบมองภาพนั้นผ่านผนังกระจกจึงได้ล่วงรู้กฎข้อหนึ่งที่ไม่เคยรู้มาก่อน
เมื่อคิดว่าการเคลื่อนไหวอย่างรอบคอบคือสิ่งที่ดีที่สุด เขาจึงชักอาวุธออกมาแล้วยืนหันหลังชนกับทาส พลางจับจ้องกองทัพดินเหนียวที่กำลังเคลื่อนเข้ามาหาอย่างระแวดระวัง
ทันใดนั้น เขาก็เบิกตากว้างเป็นประกายเมื่อค้นพบความจริงอันน่าประหลาดใจอีกข้อหนึ่ง
“มะ…… ไม่โจมตีงั้นเหรอ?”
แม้ตอนนี้ระยะห่างจะร่นเข้ามาใกล้มากแล้ว แต่เหล่าทหารดินเหนียวกลับไม่ยอมกวัดแกว่งอาวุธเลยสักนิด
แปลกประหลาด ทั้งที่คิดว่าสถานการณ์นี้คือต้องสู้รบตบมือกับพวกมันแท้ๆ……
หญิงสาวทำสีหน้ามึนงง พลางมองดูทหารดินเหนียวที่เดินสวนผ่านตัวเธอไปยังทิศทางอื่น
ในตอนนั้นเอง แววตาของเธอก็พลันเปล่งประกายเมื่อสังเกตเห็นตัวตนหนึ่งซึ่งคลาดสายตาไปจนถึงตอนนี้
ตรงพื้นที่ด้านหลังที่เธอคอยคุ้มกันอยู่นั้น มีมนุษย์ดินเหนียวสีแดงกำลังนั่งอยู่
เมื่อดูจากเก้าอี้สุดหรูหราที่ทอประกายสีทองอร่ามแล้ว สิ่งนั้นคงจะเป็นบัลลังก์ไม่ผิดแน่
พอคิดว่ากษัตริย์กำลังนั่งอยู่ข้างหลัง เรื่องราวที่เคยติดอยู่ในเขาวงกตก็ปะติดปะต่อกันจนสมบูรณ์ได้ในพริบตา
อย่างนี้นี่เอง การแข่งขันนี้คือต้องปกป้องมนุษย์ดินเหนียวสีแดงตัวนั้นสินะ
หญิงสาวที่คำนวณทุกอย่างเสร็จสรรพจึงเอ่ยปากสั่งทาสของตนทันที
“อย่าให้พวกมันบุกเข้ามาข้างในได้นะ!”
“ขอรับ! นายท่าน!”
เมื่อเห็นเช่นนั้น ผู้เข้าแข่งขันอีกคนที่แอบดูอยู่ข้างๆ จึงทำตามแบบเดียวกันเป๊ะ
“พะ พวกเราก็ฟันมันเลย!”
“รับทราบครับ!”
แม้จะเป็นกลยุทธ์ที่ลอกเลียนมา แต่ด้วยความคิดที่ว่าใครลงมือก่อนย่อมได้เปรียบ ชายคนนั้นจึงชักดาบออกมาฟันใส่มนุษย์ดินเหนียวอย่างรวดเร็ว
แกรก หุ่นดินเหนียวที่สัมผัสกับปลายดาบอันคมกริบแตกกระจายออกอย่างง่ายดาย
ทันทีที่เศษดินซึ่งฟุ้งกระจายในอากาศร่วงกราวลงมา เหล่าทหารดินเหนียวที่เอาแต่ก้าวเดินไปข้างหน้าก็หยุดชะงักลงอยู่กับที่
“…….”
ก่อนจะหันขวับกลับมามองชายผู้สังหารเพื่อนร่วมแถวของพวกมัน
ศีรษะนับหลายสิบที่หมุนกลับมาโดยไร้สุ้มเสียง ส่งผลให้ความขนพองสยองเกล้าแล่นวาบไปตามแผ่นหลังของชายหนุ่ม
“อะ อะไรวะเนี่ย!”
ในวินาทีที่เขาสะดุ้งตกใจพลางยื่นอาวุธออกไปข้างหน้าเพื่อตั้งรับแล้วก้าวถอยหลังไปนั้น
“ทำไมจู่ ๆ ถึงพุ่งเข้ามา……!”
พลทหารดินเหนียวที่มีดวงตาย้อมไปด้วยสีแดงก่ำพุ่งโถมเข้าใส่ผู้เข้าร่วมประลองพร้อมเพรียงกัน
“อ๊ากกก!”
ทีแรกดูเหมือนจะป้องกันไว้ได้เป็นอย่างดี ทว่าน้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ
ผู้เข้าร่วมประลองกับทาสที่เริ่มตกเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ ท้ายที่สุดก็ไม่อาจต้านทานเหล่าทหารดินเหนียวที่ซัดกระหน่ำเข้ามาดั่งระลอกคลื่น และถูกกลืนหายไปจนมิด
สถานการณ์ของผู้เข้าร่วมประลองอีกคนที่กระทำการแบบเดียวกันก็ไม่ได้ต่างกันเลย
ผู้เข้าร่วมประลองคนที่สองและคนที่สามที่ต่อสู้ขัดขืนจนถึงวินาทีสุดท้าย ในที่สุดก็ถูกหุ่นดินเหนียวกลบฝังและถูกฮุบกลืนดิ่งลงไปใต้พื้น
ตกรอบทั้งสองคน
“ดูเหมือนว่าจะฟันส่งเดชไม่ได้สินะ”
ด้วยเหตุนี้ นีร์ชาน ผู้เข้าร่วมประลองคนที่สี่ที่ยังเหลืออยู่ จึงได้ข้อมูลมาไว้ในมือมากพอสมควร
“จะให้ทำอย่างไรดีขอรับ นายท่าน”
“อันดับแรกขวางไม่ให้ไอ้พวกนั้นเข้ามาข้างใน”
“ดูเหมือนว่าถ้าไปแตะต้องมันถึงจะโจมตีเข้ามา งั้นก็รอจนกว่าพวกมันจะเข้ามากันหมดแล้วค่อย―”
นีร์ชานที่ทอดเสียงท้ายประโยคอย่างสบายอารมณ์ส่งสายตาไปยังเสาต้นหนึ่งที่อยู่ใกล้เคียง
มันหมายความว่าหากกองทัพเข้ามาจนหมด ก็จงผลักเสานั่นให้ล้มลงมาเพื่อกวาดล้างให้สิ้นซากในคราวเดียว
“ขอรับ!”
พวกทาสที่อ่านเจตนาของเขาออกขานรับเสียงดังฟังชัดก่อนจะแยกย้ายกันไป
สองคนไปขวางทางเข้าแคบ ๆ เอาไว้เพื่อไม่ให้พวกทหารดินเหนียวเข้ามาข้างในได้อีก
ส่วนอีกสองคนที่เหลือวิ่งไปยังจุดที่มีเสาตั้งอยู่ แล้วลงมือเตรียมการเบื้องต้นเพื่อให้มันล้มลงมาได้ทุกเมื่อตามที่นีร์ชานต้องการ
นีร์ชานเฝ้ามองเหตุการณ์ทั้งหมดนี้พลางรอคอยให้จังหวะเวลามาถึง
แม้ว่าพวกทาสที่ขวางทางเข้าไว้จะเหงื่อไหลไคลย้อยราวกับห่าฝนเพราะทหารดินเหนียวต่างเบียดเสียดทะลักเข้ามาอย่างไม่หยุดหย่อน แต่การเดินทัพของเหล่าทหารที่ดูเหมือนจะไม่มีวันสิ้นสุด ในที่สุดก็ถึงคราวสิ้นสุดลง
เมื่อทหารตัวสุดท้ายก้าวผ่านประตูเข้ามาและไม่มีใครโผล่มาอีกแล้ว นีร์ชานก็ยกมือขึ้นสูงทันที พวกทาสที่ได้รับสัญญาณจากเขาจึงออกแรงผลักเสาให้ล้มลง
โครมคราม! เสาขนาดมหึมาสองต้นโค่นล้มลงไปทางเหล่าทหารดินเหนียว
ฝุ่นดินของดินเหนียวที่แหลกละเอียดจนไม่เหลือซากฟุ้งกระจายขึ้นมาราวกับสายหมอก
เขาก้มมองเหล่าทหารดินเหนียวที่ถูกกวาดล้างอย่างราบคาบไร้ซึ่งความคลาดเคลื่อนแม้แต่น้อย พลางคลี่ยิ้มอย่างพึงพอใจ
“แค่ใช้สมองสักนิดก็ง่ายจะตายชัก”
นีร์ชานที่เริ่มมีความมั่นใจจากการสะสางงานได้อย่างหมดจดมั่นใจว่าหากไม่มีอะไรผิดพลาด ชัยชนะต้องตกเป็นของตนอย่างแน่นอน
เขาโบกมือปัดเศษฝุ่นพายุทรายอันอบอ้าวออกไปพลางหันไปมองผู้เข้าแข่งขันคนสุดท้ายที่เหลืออยู่เช่นเดียวกับตน
นึกอยากรู้ขึ้นมาว่าทางฝั่งนั้นจะสร้างผลงานได้ยอดเยี่ยมสักแค่ไหนกันเชียว
“……?”
ทว่าในวินาทีถัดมา นัยน์ตาสีทองที่กำลังจ้องมองผ่านผนังกระจกด้วยความตื่นเต้นกลับบิดเบี้ยวไปอย่างประหลาด
“……ทำไม ถึงไม่ยอมทำอะไรเลยล่ะนั่น”
ผู้หญิงที่อยู่หลังผนังกระจกบานนั้น
เซร่าเอาแต่ยืนเหม่อมองเหล่าทหารดินเหนียวที่เดินสวนผ่านเธอไปเฉยๆ
กำลังโหลดความเห็น...