“[นิยาย] เมื่ออดีตชาติ ฉันเคยขายชาติมาแล้วค่ะ” มีฉากหรือเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่ กดยืนยันเพื่อเข้าชม เว็บจะจำไว้ในเบราว์เซอร์นี้
เซร่ากลิ้งสิ่งของที่พอดีมือไปมาพลางเพ่งมองป้ายชื่อของผู้ล่วงลับ เธอแอบกังวลว่าเอสเตลลาซึ่งมีความรักต่อลูกศิษย์อย่างล้นปรี่จนแทบจะทะลักออกมาจะประดับแม้กระทั่งป้ายชื่อด้วยอัญมณีหรือเปล่า แต่ยังโชคดีที่อย่างน้อยชื่อก็เขียนด้วยตัวพิมพ์ปกติสีทองอย่างเรียบง่าย
ในอดีต เด็กคนนั้นมักจะเขียนตัวอักษรสลับทิศทางอยู่บ่อยๆ
และเมื่อเป็นเช่นนั้น ตัวอักษรที่เรียงผิดลำดับก็มาต่อกันอย่างผิดๆ จนกลายเป็นประโยคที่น่าขัน หรือไม่ก็กลายเป็นชื่อที่แตกต่างไปโดยสิ้นเชิง
[LEDE]
แบบนั้นเลยทีเดียว
“ฉันอ่านว่าเรดมาตลอดเลยนะ… ที่แท้มันอ่านว่าลีดหรอกเหรอเนี่ย”
เซร่าถอนหายใจด้วยความเสียดายเมื่อเพิ่งมาตระหนักรู้เอาป่านนี้
ในยุคที่ยังไม่ประสีประสาเรื่องหนังสือ เวลาที่เด็กคนนั้นเขียนชื่อผิด เธอก็มักจะเรียกแบบส่งเดชอย่างนั้นเพื่อล้อเลียนไปเรื่อย จนกลายเป็นคำติดปากที่ฝังแน่น กระทั่งโตขึ้นมาก็ยังไม่รู้เลยว่าตัวเองอ่านผิด สิ่งที่เธอมอบให้เด็กคนนั้นช่างมีแต่เรื่องเละเทะไม่เป็นท่าแบบนี้ทั้งนั้น
แม้จะไม่ใช่ชื่อจริง แต่ก็ยังนับว่าโชคดีที่มีผู้ใหญ่คอยสอนสั่งสิ่งที่ถูกต้องให้แก่เด็กคนนั้น
“แต่นี่มันของฉันนี่นา……”
เซร่าที่พึมพำกับตัวเองโดยไม่มีใครได้ยิน ยกสิ่งของที่กลิ้งอยู่ในมือขึ้นสูง
วัตถุบนฝ่ามือทอประกายระยิบระยับล้อกับแสงแดดที่ลอดผ่านร่มเงาของต้นไม้ที่ตายแล้ว
ตัวตนของแร่โปร่งใสที่สาดประกายแสงเจิดจรัสหลากสีสันออกมาจากทุกเหลี่ยมมุมนั้นก็คือเพชร
หากมองจากภายนอก มันมีรูปทรงที่คล้ายกับแร่ดิบที่ถูกตัดแต่งอย่างขรุขระโดยยังไม่ได้รับการเจียระไนอย่างสมบูรณ์แบบ ทว่าต่อให้มันจะถูกฝังอยู่ท่ามกลางอัญมณีอื่นที่คล้ายคลึงกัน เซร่าก็สามารถจำมันได้ในทันที
นั่นก็เพราะมันคือของดูต่างหน้าของพ่อแม่ที่เซร่าเคยมอบให้เอเดล
แร่ที่หยาบกร้านซึ่งไม่ได้เจียระไนอย่างประณีตจนไม่สามารถนำไปทำเป็นสร้อยคอหรือสิ่งใดได้นี้ คือทรัพย์สมบัติเพียงชิ้นเดียวที่พวกที่เรียกตัวเองว่าพ่อแม่ทิ้งไว้ก่อนจะทอดทิ้งพี่น้องทั้งสองแล้วหายตัวไป
ในวัยเยาว์ที่ไม่รู้ประสีประสา ด้วยความที่ของชิ้นเล็กและส่องประกายมันช่างสวยงาม เธอจึงเคยแอบเล่นหินก้อนนี้กับเอเดลในห้องลับสายตาคนอื่น ครั้นพอโตจนถึงวัยที่รู้ว่าหินสวยงามก้อนนี้คืออัญมณี เธอก็คิดจะเอามันไปขายโดยไม่ลังเลเลยสักนิด
ทว่ามีอยู่หลายครั้งที่พอเอาไปจ่ออยู่ตรงหน้าพ่อค้าคนกลางรับซื้อของโจรแล้ว กลับขายไม่ออกจนต้องเดินคอตกกลับมา
ยามปกติเธอก็คิดว่าพ่อแม่ประสาอะไรที่ทอดทิ้งลูกได้ลงคอช่างเป็นพวกสวะและไม่อยากจะนึกถึง ทว่าพอคิดว่าจะต้องกำจัดสิ่งเดียวที่คนพวกนั้นหลงเหลือทิ้งไว้ ขามันกลับก้าวไม่ออกเสียดื้อๆ
ทุกครั้งที่คิดจะตัดใจให้เด็ดขาด เธอกลับกังวลขึ้นมาว่าหากวันข้างหน้าพ่อแม่กลับมาตามหาตนกับเอเดล แต่พวกตนโตขึ้นมากจนพวกเขาจำไม่ได้จะทำอย่างไร ในตอนนั้นเพื่อที่จะได้มีหลักฐานยื่นออกไปบอกว่าพวกเราคือลูกของคุณไงล่ะ เธอจึงเก็บมันไว้โดยไม่ยอมขายไปจนถึงที่สุด
ให้ตายสิ คนพวกนั้นมักจะเป็นปัญหาอยู่เสมอเลย
มีลูกตั้งสองคน อย่างน้อยก็น่าจะทิ้งอัญมณีไว้ให้สักสองชิ้นสิ ถ้าทำแบบนั้นก็คงขายไปชิ้นหนึ่งแล้วเก็บไว้อีกชิ้นได้แท้ๆ……
จะอย่างไรก็ช่าง ในเมื่อข้างในนั้นมีของที่มีเรื่องราวเบื้องหลังอันลึกซึ้งไม่ว่าจะรักหรือเกลียดอยู่ การแอบจิ๊กออกมาโดยไม่ให้เอสเตลลารู้ จะมองว่าเป็นการป้องกันตัวโดยชอบธรรมก็คงได้
ต้องขอบคุณความรักของพ่อแม่ที่ทิ้งไว้ให้พวกตนซึ่งมีขนาดเพียงแค่ขี้เล็บ การแอบฉกของมาต่อหน้าต่อตาจอมเวทจึงเป็นเรื่องง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือ
เพราะฝีมือกรีดกระเป๋าของเซร่าที่เคยเลื่องชื่อในวัยเด็กนั้น รวดเร็วยิ่งกว่าสายตาของเอสเตลลาเสียอีก
อื้ม หลังจากเค้นสมองสุดชีวิตเพื่อหาเหตุผลเข้าข้างตัวเอง ในที่สุดเซร่าก็ทนไม่ไหวและโพล่งความกังวลในใจที่ค้างคามาตั้งแต่เมื่อกี้ออกมา
“……ถ้ารู้ว่าเป็นกล่องเปล่า คงได้อาละวาดบ้านแตกแน่”
เธอหวนนึกถึงภาพเอสเตลลาที่กอดกล่องเปล่าใบนั้นไว้อย่างทะนุถนอมด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วนใจ จากนั้นใบหน้าของชายหนุ่มที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามก็ผุดขึ้นมาในหัวโดยอัตโนมัติ ทว่าเธอก็รีบสลัดมันทิ้งไปทันที
แม้จะกลายเป็นว่าเธอไปต้มตุ๋นเขาเข้าให้โดยไม่ได้ตั้งใจ แต่คำขอบคุณที่เธอบอกกับเอสเตลลานั้นเป็นเรื่องจริง การที่เขายังคงมุ่งมั่นไม่ยอมแพ้มาตลอด 120 ปีเพียงเพราะอยากคลายเวทมนตร์ที่ลูกศิษย์ผู้ล่วงลับไปนานแล้วทิ้งไว้ให้ ก็ทำให้รู้ได้โดยไม่ต้องเห็นด้วยตาตัวเองเลยว่ายามมีชีวิตอยู่ เขาทะนุถนอมเอเดลมากเพียงใด
‘ยามมีชีวิตอยู่’
เซร่าเคี้ยวคำเรียกนั้นที่ติดอยู่หน้าชื่อของเอเดลซ้ำไปซ้ำมาด้วยความรู้สึกกระอักกระอ่วน
เธอก้มหน้าลงด้วยความขมขื่นพลางลูบคลำอัญมณีที่คุ้นมือไปมา
……ความทรงจำในตอนที่ฝากของสิ่งนี้ไว้กับเอเดลผุดขึ้นมาในหัว
‘ของชิ้นนี้ อย่างน้อยๆ ก็ขายได้ถึง 50 โกลด์เลยนะ’
ยิ่งวันเวลาผ่านไป ความถี่ที่เธอได้พบเอเดลก็ยิ่งน้อยลงเรื่อยๆ ขณะที่เรื่องชั่วช้าที่เซร่าทำกลับยิ่งบ่อยครั้งขึ้น
ยิ่งเป็นเช่นนั้น เซร่าก็ยิ่งหวาดผวาและกระวนกระวายใจว่าผลกรรมที่ตนก่อจะย้อนไปตกที่เอเดล เธอจึงมักจะสอนทางลับสำหรับหลบหนีในยามฉุกเฉินและวิธีเอาชีวิตรอดเพียงลำพังให้เด็กชายทุกครั้งที่มีโอกาส
‘ถ้าหากพวกคนเลวมันลากตัวนายไปในที่ที่ไม่มีฉัน นายก็ขายไอ้นี่แล้วเอาชีวิตรอดให้ได้นะ’
เซร่าบอกตัวเลขที่แอบไปให้ผู้ดูแลวังช่วยประเมินราคามาให้เด็กชายฟัง พลางกำชับหนักแน่นว่าห้ามขายต่ำกว่าราคาที่ตนเพิ่งบอกไปเป็นอันขาด
หากยัดเงินจริงๆ ใส่มือให้ได้ก็คงจะดีกว่านี้ ทว่าแม้จะได้เป็นจอมเวทหลวงแล้ว เซร่าก็ยังคงไม่มีเงินติดตัวสักแดงเดียว กษัตริย์ใช้ข้ออ้างเรื่องค่าใช้จ่ายในการดูแลเอเดลที่พระราชวังฤดูร้อนมาหักลบกับรางวัลที่เธอควรได้รับ ดังนั้น สิ่งที่เธอมอบให้เด็กคนนั้นได้จึงมีเพียงอัญมณีทรงหยาบๆ เม็ดเดียวที่ยังไม่ได้ขายและเก็บรักษาไว้จนถึงตอนนั้น
‘ไปที่ไหนก็อย่าบอกว่าตัวเองเป็นน้องชายฉันล่ะ ไม่อย่างนั้นอาจจะโดนทำร้ายเอาได้’
‘…….’
เด็กชายที่ได้รับอัญมณีไปเงียบกริบไปพักใหญ่
แม้หลังจากเข้ามาอยู่ในวังจะได้กินอิ่มหนำเหมือนคนอื่น แต่เด็กที่ไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมในวัยเด็กนั้น แม้จะอายุเกินสิบขวบแล้วก็ยังคงตัวเล็กกว่าเด็กรุ่นราวคราวเดียวกันอยู่ดี
เพราะอย่างนั้น มันจึงยิ่งทำให้เซร่าร้อนรนกระวนกระวายใจ
เด็กน้อยที่ทั้งมองไม่เห็น ขี้อาย และยังคงตัวเล็กจ้อยเช่นนี้ ช่างดูบอบบางเสียจนน่ากลัวว่าจะถูกทำร้ายเอาได้ง่ายดายจนน่าใจหาย
‘ทำไมไม่ตอบล่ะ เอเดล ฟังฉันอยู่หรือเปล่า’
‘……แต่ว่า นั่นมันของพ่อกับแม่ไม่ใช่เหรอครับ
คำว่าพ่อกับแม่ที่เล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากเล็กๆ คู่นั้นทำให้เธอสะอึกขึ้นมาในอกชั่วขณะ
การที่น้องชายของเธอต้องมาอดตายเพราะไอ้พวกเวรตะไลที่ไม่อยู่หัวโด่อยู่แล้วนั้น มันเป็นเรื่องที่ไร้สาระสิ้นดี
‘พ่อแม่กะผีอะไรกันล่ะ! คนอย่างพวกเราเคยมีของพรรค์นั้นที่ไหนกันเล่า?!’
เซร่าที่แผดเสียงใส่อย่างแล้งน้ำใจโดยไม่จำเป็น เร่งเร้าเคี่ยวเข็ญเอเดลว่าอย่าไปผูกพันอาลัยอาวรณ์กับพวกที่หน้าตาก็ไม่เคยเห็นเลย
เด็กน้อยมีสีหน้าเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง ทว่าสุดท้ายก็ไม่ยอมปริปาก
แต่เซร่ารู้ดีว่าน้องชายของเธอกำลังคิดอะไรอยู่
ทั้งที่พี่ก็ขายไม่ลงเหมือนกันแท้ๆ
‘จำไว้นะ อย่างต่ำต้อง 50 โกลด์ ห้ามขายให้พวกที่พยายามกดราคาเด็ดขาด เข้าใจไหม’
‘…….’
‘เข้าใจหรือยัง’
‘……เข้าใจแล้ว’
เอเดลจำใจผงกศีรษะรับหลังโดนเคี่ยวเข็ญสั่งสอนซ้ำๆ
มือน้อยๆ ที่คลำเปะปะเลื่อนขึ้นมาตามข้อมือของเซร่าแล้วกุมเพชรเม็ดเท่าเล็บมือเอาไว้
‘สวยจัง’
เด็กน้อยที่ใช้ปลายนิ้วกลิ้งอัญมณีไปมาหัวเราะแหะๆ พลางบอกว่าสวย ทั้งที่ตามองไม่เห็นด้วยซ้ำ
นั่นคือเบาะแสสุดท้ายของอัญมณีที่เซร่าจำได้
“ทั้งที่บอกว่าเข้าใจแล้วแท้ๆ ……”
เซร่าที่ตื่นจากภวังค์ความหลังยิ้มตามเด็กน้อย
แม้ว่ารอยยิ้มที่เล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากของเธอจะแตกต่างไปคนละทิศละทางกับรอยยิ้มของเอเดลก็ตาม แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ……
ในที่สุดอัญมณีที่ไม่ได้ถูกขายให้ใครเลยก็วนเวียนกลับมาสู่มือของเซร่าอีกครั้ง
เหลือเพียงมันตามลำพังโดยไร้เงาของเด็กน้อย
“ของพรรค์นี้มันมีค่าอะไรกันนักหนา”
เซร่าคิดว่าน้องชายที่ท้ายที่สุดก็ไม่ได้ขายมันทิ้งไปนั้นช่างโง่เง่าเหลือเกิน แต่ในขณะเดียวกันเธอก็รู้สึกปวดใจ หรือว่านายเองก็กลัวว่าหากโตเกินไปแล้วฉันจะจำนายไม่ได้กันแน่นะ
ถึงยังไงน้องชายของเธอก็ขี้กังวลเรื่องไม่เป็นเรื่องมากเกินไปจริงๆ
ต่อให้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน มีหรือที่ฉันจะจำนายไม่ได้
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ เซร่าก็ยกอัญมณีขึ้นส่องกับแสงแดด
ตอนเด็กๆ ในวันที่ชีวิตมันเฮงซวยเป็นพิเศษ เธอมักจะยกอัญมณีขึ้นมาเพื่อบังคับให้โลกใบนี้เต็มไปด้วยแสงสว่างอยู่เสมอ
“……?”
เธอเพ่งมองอัญมณีพลางคาดหวังจะฟื้นคืนความทรงจำในวันวาน ทว่าแทนที่แสงเจิดจรัสจะส่องผ่านเข้ามา ตรงหน้ากลับมืดมิดสนิทด้วยสิ่งกีดขวางสีคล้ำที่บดบังสายตาไว้
“อะไรเนี่ย นี่มันเป็นบ้าอะไรขึ้นมาอีกล่ะ”
เซร่าที่บรรยากาศซึ้งๆ พังทลายลงในพริบตา ปัดความทรงจำอันเลือนรางทิ้งไปแล้วตีหน้าขรึมทันที
เธอตกใจจนต้องละสายตาออกมา ก็พบว่าตรงใจกลางอัญมณีที่เพิ่งจะส่องแสงโปร่งใสประกายวาบอยู่เมื่อครู่นี้ปรากฏรอยด่างสีขาวขุ่นขึ้นมา
พอลองเช็ดดูยกใหญ่เผื่อว่าจะมีอะไรเปื้อนอยู่ก็เปล่าประโยชน์ ในระหว่างนั้น บางสิ่งสีขาวขุ่นที่พลิ้วไหวราวกับสายหมอกก็ค่อยๆ ขยายตัวใหญ่ขึ้นจนย้อมอัญมณีทั้งเม็ดให้กลายเป็นสีดำมะเมื่อม
อัญมณีมันมีวันหมดอายุกับเขาด้วยหรือไง
เมื่อเห็นว่ามีบางอย่างผิดปกติจึงเพ่งมองดูใกล้ๆ ก็พบว่ามีอะไรบางอย่างรูปร่างยาวรีขยับดิ้นไปมาอยู่
เมื่อเซร่าเพ่งสมาธิไปยังสิ่งนั้นที่ดูคล้ายทั้งตัวอักษร ตัวเลข หรืออาจเป็นเพียงแค่รูปทรงเรขาคณิต เธอก็สัมผัสได้ถึงความเคลื่อนไหวของพลังเวทที่กระเพื่อมไหวแผ่วเบาอยู่เบื้องหลังพื้นผิวอัญมณีอันแข็งแกร่ง
“แหม พอได้เรียนเวทมนตร์เข้าหน่อย ถึงกับลงของพรรค์นี้ไว้ตรงนี้เลยเหรอฮะ”
เซร่าที่ล่วงรู้ตัวจริงของรอยด่างสีดำเอ่ยทักออกไปราวกับมีเอเดลมายืนอยู่ตรงหน้า
เห็นว่าได้เรียนเวทมนตร์กับเอสเตลลา ดูท่าคงจะฝังสูตรเวทสุดวิเศษอะไรไว้ในนี้สินะ
คงจะได้ร่ำเรียนมาอย่างจริงจัง โครงสร้างที่ถักทอประสานกันอย่างประณีตนั้นดูคล้ายกับเป็นเวทมนตร์ชั้นสูงเอาเรื่อง แม้เวทมนตร์ของเอสเตลลาจะเป็นเวทมนตร์ของจริงซึ่งแตกต่างจากเวทมนตร์ดำ ทำให้เธอไม่อาจรู้ได้แน่ชัดว่าเป็นสูตรเวทสำหรับใช้ทำอะไรก็ตาม
“เจ้าบ้าเอ๊ย ของแบบนั้นมันต้องคลุมไว้ข้างนอกสิ เอาไปยัดไว้ข้างในทำไมกัน หือ ไม่ให้ออกมาข้างนอกเลยหรือไง”
กึก เธอเคาะอัญมณีลงบนโถเก็บอัฐิอย่างหยอกเย้าพลางหัวเราะร่า
คราวนี้เป็นรอยยิ้มอย่างแท้จริงที่ผุดขึ้นมาเพราะรู้สึกขบขันจากใจ เซร่าแอบหัวเราะคิกคักอยู่คนเดียวเมื่อเห็นว่าน้องชายทำเรื่องผิดพลาดชวนขำอย่างน่าเอ็นดู
“…….”
ทว่ารอยยิ้มนั้นกลับเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว
แปะ มือที่กำอัญมณีไว้ตกลงข้างลำตัว
เซร่าที่มีแววตาหม่นหมองลงอย่างน่าเวทนาก้าวเข้าไปใกล้ต้นไม้ที่น้องชายหลับใหลอยู่อีกหนึ่งก้าว
มือข้างที่ไม่ได้ถืออัญมณีลูบไล้ขึ้นไปตามลำต้น ก่อนจะแตะลงบนชื่อที่เขียนไว้ผิด
ปลายนิ้วที่ลูบตัวอักษรอย่างแผ่วเบาย้อนสะกดตัวอักษรทีละตัวตามลำดับที่เธอรู้จัก
EDEL.
ยามที่ได้ยินจากสโนว์ในคราแรกว่าอาจจะได้เจอน้องชาย
แน่นอนว่าเธอไม่ได้คิดว่าจะได้พบเด็กที่ยังมีชีวิตอยู่เลย เธอคิดเช่นนั้นมาตลอดแท้ๆ ทว่าลึกๆ ในใจคงแอบมีความหวังอยู่โดยไม่รู้ตัว
ถึงได้รู้สึกท้อแท้สิ้นหวังกับการตายของน้องชายได้ถึงเพียงนี้
เธอที่ลากนิ้วทับชื่อนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนปลายนิ้วเริ่มชา พึมพำถ้อยคำที่เคยพูดคนเดียวข้างเตียงของเด็กน้อยในยามดึกสงัดออกมาด้วยความเคยชิน
“ทำไมถึงต้องเกิดมาเป็นน้องฉันด้วยนะ……”
และหลังจากคำพูดนั้น เธอก็หุบปากเงียบลง
เธอไม่พยายามแสร้งทำเป็นร่าเริง ไม่พูดคุยกับน้องชายที่มองไม่เห็น และไม่หันกลับไปมองอดีตอีกต่อไป
ไหล่ของเซร่าที่ก้มหน้าอยู่หน้าป้ายหลุมศพของน้องชายดูห่อเล็กลงอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
เมื่อเธอไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใด ความเงียบสงัดก็เข้าปกคลุมผืนป่าอันแห้งแล้ง
ในป่าอันเงียบเชียบที่แม้แต่แมลงสักตัวยังไม่อาศัยอยู่ มีเพียงเซร่าคนเดียวเท่านั้นที่เป็นสิ่งมีชีวิต
เรือนผมสีน้ำเงินเข้มเป็นลอนพลิ้วไหวแผ่วเบาตามสายลมที่พัดผ่านมาเป็นครั้งคราว
ร่างที่ยืนนิ่งไม่ไหวติงดูคล้ายกำลังสวดภาวนาให้น้องชาย หรือไม่ก็เหมือนกำลังกลั้นเสียงสะอื้นไห้อยู่
หลังจากเงียบงันไปเนิ่นนานเช่นนั้น จู่ๆ เธอก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
“……ตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงครอบครัวพบหน้าข้ามภพข้ามชาติอยู่นะยะ—”
น้ำเสียงที่แหบพร่าเล็กน้อยแฝงความหงุดหงิดและรำคาญใจ
“เพราะงั้น ไว้ค่อยมาใหม่คราวหลังดีกว่าไหม”
ตามเส้นทางทอดยาวที่มุ่งสู่ต้นไม้ทองคำ เต็มไปด้วยเงาร่างของแขกไม่ได้รับเชิญที่ผุดขึ้นมาอย่างเงียบเชียบ
ตรงหน้าสุดของเหล่าเงาร่างที่ไม่น่าอภิรมย์ มีหญิงสาวหน้าคุ้นตายืนอยู่ เธอไม่ได้
“แบบนั้นไม่ได้หรอก”
หญิงสาวผู้มุ่งเป้าเล่นงานข้างหลังของเซร่าอย่างผึ่งผาย ยูร์อาปฏิเสธคำไล่แขกของเซร่าอย่างหนักแน่น
“ทางนี้เองก็มีเรื่องการรวมญาติเป็นเดิมพันอยู่เหมือนกันน่ะสิ”
หญิงสาวที่พ่ายแพ้ในการดวลตั้งแต่วันแรกที่อาร์เคดแล้วเผ่นหนีไป ไม่รู้ทำไมถึงยังคงตามล่าเซร่าอยู่อีก
“ต้องขอโทษเธอด้วยแล้วกันนะ”
หญิงสาวผู้ก้าวเดินเข้ามาอย่างเอ้อระเหยเน้นย้ำว่า การลอบโจมตีครั้งนี้ไม่ใช่เพราะความแค้นส่วนตัวอย่างแน่นอน ทุกย่างก้าวที่เธอเดินผ่าน เหล่าชายฉกรรจ์ที่ซ่อนตัวอยู่หลังต้นไม้ก็พากันเผยตัวออกมา พวกเขาที่เดินตามยูร์อาตรงเข้ามาหาเซร่าไม่มีแม้แต่เสียงฝีเท้าเล็ดลอดออกมาเลยสักนิด
พวกเขาคือนักฆ่า ที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างโชกโชน
นักฆ่าหลายสิบชีวิตล้อมเซร่าเอาไว้จนมิด
“บอกแล้วไงว่าทำไมถึงทิ้งทาสไว้ข้างหลังล่ะ”
เมื่อเห็นเธอถูกล้อมไว้โดยสมบูรณ์ ยูร์อาก็เอ่ยปากขึ้นมาอย่างเวทนา
“เล่นไร้การป้องกันขนาดนี้ ฉันก็ไม่อยากปล่อยโอกาสให้หลุดมือไปหรอกนะ”
ท่ามกลางร่มเงาของต้นไม้แห้งกรัง นัยน์ตาสีทองอันเป็นลางร้ายพลันเปล่งประกายวาววับ
เซร่าที่จับอารมณ์ฮึกเหิมเปี่ยมล้นในดวงตาคู่นั้นได้จึงเกาหน้าผากด้วยสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกอย่างยิ่ง
“……ถ้าหากว่าที่ลงทุนทำถึงขนาดนี้เป็นเพราะไอ้มนุษย์นั่นล่ะก็―”
เท่าที่เธอรู้ เหตุผลที่ยูร์อาเล็งเป้ามาที่เซร่าก็เพราะอยากได้ตัวเอน็อคซึ่งแสร้งทำเป็นทาสของเธอ เซร่าที่ไม่ได้คิดจะดันทุรังยื้อเขาไว้จนต้องไปพัวพันกับเรื่องยุ่งยาก จึงตอบกลับไปด้วยคำตอบที่อีกฝ่ายน่าจะต้องการอย่างหมดจด
“ฉันจะยกให้เธอ เอาไปสิ”
ถ้าเป็นตอนนี้ล่ะก็ เธอสามารถส่งตัวเขาให้ได้โดยไม่มีความอาลัยอาวรณ์แม้แต่น้อย
เซร่าแค่ต้องการให้พวกแขกไม่ได้รับเชิญรีบไสหัวไป เพื่อที่เธอจะได้กลับไปรำลึกถึงน้องชายต่อเสียที
“ขอโทษทีนะ แต่ฉันไม่ต้องการ”
ทว่าก็นั่นแหละ สิ่งที่ปรารถนามักไม่เคยสัมฤทธิผลโดยง่ายดายเลยสักครั้ง
ยูร์อาที่ปฏิเสธเอน็อคโดยไม่เสียเวลาคิดยกยิ้มมุมปากขึ้นข้างหนึ่งราวกับจะบอกว่าไม่มีทางเสียหรอก
“เพราะเป้าหมายของฉันตั้งแต่แรกก็คือเธอยังไงล่ะ”
กำลังโหลดความเห็น...