“[นิยาย] เมื่ออดีตชาติ ฉันเคยขายชาติมาแล้วค่ะ” มีฉากหรือเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่ กดยืนยันเพื่อเข้าชม เว็บจะจำไว้ในเบราว์เซอร์นี้
……น่ารักจัง?
ความประทับใจต่อรูปลักษณ์ภายนอกผุดขึ้นมาก่อนที่เธอจะทันคิดว่าเสียงนี้คุ้นหูจากที่ไหนเสียอีก
ปกติงูกินอะไรเป็นอาหารนะ ก่อนที่สติจะตัดสินใจว่าจะเลี้ยงดูมันหรือไม่ สมองก็คิดไปไกลถึงขั้นที่ว่าลูกงูตัวแค่นี้กินอะไรประทังชีวิตแล้ว
ดวงตาที่ใสซื่อเกินจำเป็นคู่นั้นจับจ้องมองเซร่าอย่างเรียบร้อย แม้มันเพิ่งจะลืมตาดูโลกจนน่าจะสงสัยว่ารอบข้างมีอะไรบ้าง หรือตัวเองกำลังตกอยู่ในสถานการณ์แบบไหน ทว่าลูกงูตัวน้อยที่ฟักตัวออกมาจากอัญมณีกลับเอาแต่จ้องมองเซร่าเพียงคนเดียวพลางทอประกายตาเป็นประกายวิบวับ
ท่าทางนั้นดูตาบอดตาฟางราวกับลูกสัตว์แรกเกิดที่มองเห็นแม่ของตนไม่มีผิด
กิ๊วววว……
ในตอนนั้นเอง ก้อนควันสีดำที่เกาะอยู่บนไหล่ของยูร์อาก็ส่งเสียงร้องยาวออกมาทางเจ้างู ไม่ใช่เพียงก้อนควันนั้นก้อนเดียวที่ทำเป็นเหมือนรู้จักกับงู นักฆ่าหลายสิบคนที่นอนเกลื่อนอยู่บนพื้น ก้อนควันทุกก้อนที่เกาะอยู่บนไหล่ของพวกเขาก็ต่างพากันส่งเสียงกิ๊วก๊าวประสานขึ้นมาคนละคำสองคำไปทางงูเช่นกัน
“……มันเกิดอะไรขึ้นกันเนี่ย?”
เมื่อเห็นปฏิกิริยาอันกระตือรือร้นราวกับคนคุ้นเคยกัน เซร่าจึงขยับตัวเอี้ยวไปด้านข้างโดยไม่รู้ตัวเพื่อให้งูมองเห็นบรรดาก้อนควันเหล่านั้นได้ถนัดตา
กิ๊ว?
เจ้างูที่ทำสีหน้างุนงงตอบรับในตอนแรกจึงเพิ่งหันมาให้ความสนใจกับก้อนควันสีดำ มันขยับลำตัวที่ขดเป็นวงเพื่อก้มมองลงไปเบื้องล่าง ก่อนจะเอียงคอไปมาอยู่อีกพักหนึ่ง
กิ๊ว
แล้วมันก็เลื้อยผ่านร่างของเซร่าลงไปแตะพื้นอย่างรวดเร็ว
ฟึ่บ เจ้างูเลื้อยปราดไปบนผืนทรายในทะเลทรายอย่างลื่นไหล ก่อนจะหยุดลงตรงหน้าก้อนควันสีดำที่ส่งเสียงเรียกมัน ก้อนควันสีดำของยูร์อายื่นตัวออกมาข้างหน้าเพื่อต้อนรับงูดังเป็นตัวแทนของก้อนควันทั้งหมด
ตาแป๋ว ดวงตาสองคู่ที่ส่องประกายงดงามสบตากันและกัน
กิ๊วววว?
กิ๊ว?
กิ๊วว?
กิ๊ว
พวกมันต่างเอียงคอไปมาพลางแลกเปลี่ยนบทสนทนาที่ไม่มีใครเข้าใจ
ดูเหมือนกำลังพูดคุยเรื่องสลักสำคัญกันอยู่ ก้อนควันอื่นๆ ที่เฝ้าดูอยู่จึงร่วมผสมโรงส่งเสียงใส่งูคนละคำสองคำ
ในชั่วพริบตาที่คิดว่าการได้มองสิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆ ที่ดูไร้พิษภัยกำลังเผชิญหน้ากันเช่นนี้ชวนให้รู้สึกสบายตาอย่างน่าประหลาดโดยไม่สนสถานการณ์รอบข้าง
“……?!”
เจ้างูที่มองก้อนควันสีดำด้วยแววตาไร้เดียงสากลับอ้าปากกว้างแล้วเขมือบมันเข้าไปในคำเดียว
กร๊วม กร๊วม ได้ยินเสียงบางอย่างที่แข็งแกร่งกำลังถูกบดเคี้ยวแหลกละเอียด
“…….”
เหล่าก้อนควันสีดำที่เคยส่งเสียงเอะอะพลันหุบปากเงียบกริบลงในชั่วพริบตา
บรรยากาศเยียบเย็นเฉียบขาด ราวกับมีมีดบินพุ่งมาปักอกของเหล่าก้อนควันเข้าอย่างจัง
กร๊อบ กร๊อบ งูดำเคี้ยวก้อนควันสีดำของยูร์อาจนละเอียดพลางหันหลังกลับไป มันใช้ดวงตาสองข้างที่ใสกระจ่างจนน่าอึดอัดไล่นับจำนวนก้อนควันที่เหลือซึ่งกำลังจับจ้องตนอยู่ ก่อนที่
อึก
จะกลืนลงคอไป
กิ๊ว
งูที่เพิ่งเสร็จสิ้นมื้ออาหารอันน่าพึงพอใจแลบลิ้นสีดำสนิทออกมาผลุบโผล่
กิ๊ว?
แล้วมันก็เอียงคอไปมา เหมือนอย่างที่เคยทำกับก้อนควันที่เพิ่งเขมือบลงท้องไปเมื่อครู่นี้
ความเงียบสงัดที่เปราะบางราวกับแผ่นน้ำแข็งบางเฉียบแตกกระจายออกในเสี้ยววินาทีถัดมา
กิ๊ววว! กิ๊ววว!
กิ๊ว! กิ๊ววว!
เสียงกรีดร้องของเหล่าก้อนควันดังระงมลั่น ก้อนควันที่น้ำตาคลอเบ้าต่างพากันดิ้นพล่านเหมือนอยากจะหนีไปให้พ้นเดี๋ยวนี้ ทว่าพวกมันกลับขยับหนีไปไหนไม่ได้เลย ราวกับไม่สามารถผละออกจากบ่าของเหล่านักฆ่าได้
กิ๊ว
ไม่รู้ว่าไม่รู้สึกสงสารท่าทางที่สั่นงันงกด้วยความกลัวนั้นเลยหรืออย่างไร เจ้างูดำถึงได้ร่นระยะห่างเข้าไปหาอย่างหน้าตาเฉย แล้วเริ่มกลืนกินก้อนควันที่อยู่ใกล้ที่สุดทีละตัวอย่างไม่ปรานี กร้วม กร้วม ช่างขัดกับรูปลักษณ์ภายนอกที่ดูน่ารักเสียจริง เพราะงูตัวนี้เคี้ยวก้อนควันที่กำลังร่ำไห้อย่างโหดเหี้ยมและเอร็ดอร่อยเหลือเกิน
“ไม่สิ ทำไมล่ะ ไม่นะ……”
เซร่าใช้มือข้างหนึ่งปิดปากตัวเองเอาไว้กับเหตุการณ์ที่ค่อนข้างน่าตกตะลึง
ม่านตาที่สั่นระริกด้วยความสับสนไม่แพ้เหล่าก้อนควันที่กำลังโดนเขมือบ ไม่อาจละสายตาไปจากงูดำที่กำลังกินอาหารให้อิ่มท้องราวกับเป็นเรื่องธรรมชาติได้เลย
ทำไมถึงกินไอ้นั่นเข้าไปล่ะ กินเข้าไปได้ยังไงกัน
ไม่สิ ก่อนจะถึงตรงนั้น ไอ้นั่นมันกินได้ด้วยเหรอ……?!
“นี่! ไปเก็บอะไรส่งเดชมากินไม่ได้น—”
เซร่าที่จู่ๆ เกิดความเป็นห่วงขึ้นมาตะเบ็งเสียงห้ามขึ้นมาในตอนนั้นเอง
“แค่ก! อ่อก! แค่กๆ!”
ทว่าพออ้าปาก ลิ่มเลือดก็พลันตีตื้นขึ้นมาจากข้างในอีกระลอกจนสำลัก ทำให้เธอไม่อาจเอ่ยห้ามได้เป็นเรื่องเป็นราว
“ดะ แค่ก! เดี๋ยวก่อน หยุดนะ หยุดกินได้แล้ว!”
แม้จะสั้นกว่าคราวก่อน แต่เซร่าที่ยังคงไอโขลกสำลักเลือดออกมาอยู่นานพอสมควรเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง
เอิ๊ก
ในระหว่างนั้นเอง เจ้างูที่เขมือบก้อนควันสีดำไปจนเกลี้ยงก็เรอออกมาเสียงดังลั่น ก่อนจะเลื้อยดุ๊กดิ๊กมาที่ปลายเท้าของเซร่าแล้ววางหัวแปะลงบนหลังเท้าของเธอ
เจ้างูที่ฝากฝังส่วนสำคัญที่สุดไว้กับเซร่าหลับตาลงอย่างพึงพอใจ
ลำตัวที่อวบอ้วนขึ้นอย่างเห็นได้ชัดขยับขึ้นลงเป็นจังหวะพลางพ่นลมหายใจสม่ำเสมอ ฟี้ ฟี้
ไม่อยากจะเชื่อเลย แต่มันหลับไปแล้วจริง ๆ
“มาผล็อยหลับไปแบบนี้ได้ยังไงกันล่ะเนี่ย……”
เซร่าที่พูดไม่ออกมองไปรอบ ๆ ตัวอันสะอาดสะอ้านที่ไม่มีก้อนควันสีดำหลงเหลืออยู่เลยสักก้อนด้วยสายตาลำบากใจ
ก้อนควันสีดำหายไปได้โดยไม่ต้องพึ่งพาเศษเสี้ยว
ถ้าเป็นแบบนี้แล้วจะเป็นยังไงต่อไปล่ะ?
เธอไม่เคยแก้ไขชะตากรรมด้วยวิธีแบบนี้มาก่อน จึงจับต้นชนปลายไม่ถูกว่ามันจบลงอย่างถูกต้องแล้วหรือไม่
“อ๊ะ ร้อน!”
ในตอนนั้นเอง ราวกับจะตอบคำถามในใจของเธอ ผิวหนังส่วนที่สลักโทษทัณฑ์เอาไว้ก็พลันร้อนผ่าวขึ้นมา
ตัวเลขโทษทัณฑ์ที่ไม่ลดลงเลยสักนิดตลอดหลายวันที่ผ่านมาเริ่มพร่าเลือน ก่อนที่ตัวเลขจะหมุนติ้วและลดฮวบลงอย่างรวดเร็ว
การที่เจ้างูกลืนกินก้อนควันสีดำเข้าไป ก็นับว่าเป็นการเปลี่ยนชะตากรรมอันบิดเบี้ยวด้วยงั้นเหรอ?
เซร่าเฝ้ามองโทษทัณฑ์ใหม่ของตนเองด้วยสายตาที่ไม่ได้คาดหวังอะไรมากนัก
ตัวเลขที่หมุนวนอยู่นานเริ่มหยุดลงทีละตัวตั้งแต่หลักหน่วย
0……0……0……0…….
และเมื่อขบวนแถวเลข 0 ที่ทอดยาวสิ้นสุดลง
250,000,000
โทษทัณฑ์ที่ลดลงไปถึงหกสิบล้านปีก็ถูกสลักขึ้นมาใหม่
“……!”
หกสิบล้านปีเนี่ยนะ? บ้าไปแล้วหรือไง ที่ผ่านมาเธอแก้ไขชะตากรรมมาก็ตั้งเยอะ แต่การลดหย่อนโทษอย่างถล่มทลายขนาดนี้เพิ่งเคยเจอเป็นครั้งแรกจนไม่อยากจะเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง
เพียงเท่านี้ โทษทัณฑ์ที่เธอได้รับมาตั้งแต่แรกก็ลดลงไปถึงครึ่งหนึ่งแล้ว
เซร่าที่รู้สึกตระหนกและตื้นตันไปพร้อมกันสั่นสะท้านไปทั้งร่างจนขนลุกซู่
ดวงตาทั้งสองข้างที่เบิกกว้างหันขวับไปมองเจ้างูที่เอาหัวเกยหลังเท้าเธอแล้วหลับปุ๋ยอย่างหน้าตาเฉย
เซร่าคว้าเจ้างูยกขึ้นมาทันที ก่อนจะปลุกมันด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้นอยู่ไม่น้อย
“อะไรน่ะ เมื่อกี้ทำได้ยังไง ละ-ลุกขึ้นมาดูหน่อยได้ไหม”
ทว่ามือที่ลูบไล้ไปตามร่างที่ขดตัวอยู่นั้นกลับระมัดระวังอย่างยิ่งยวด
ตัวนำโชคแบบนี้โผล่มาจากไหนกันนะ…… เซร่าที่จดจำรูปลักษณ์ของงูไว้ในสายตาด้วยความอัศจรรย์ใจพลันสีหน้าแข็งค้างเมื่อมีความคิดหนึ่งแวบผ่านเข้ามา
“หรือว่าฉัน…… ควรจะกินเข้าไปด้วยเหมือนกันนะ……?”
สายตาที่ดูว่างเปล่าเหม่อมองขึ้นไปบนท้องฟ้าอย่างไร้จุดหมาย
ดวงอาทิตย์ที่ลอยเด่นอยู่บนท้องฟ้าแจ่มใสไร้เมฆหมอกแผดแสงจ้าจนแสบตา
มันสว่างจ้าเกินไปจนเธอต้องนิ่วหน้าคราง อึ่ก ออกมา ในตอนนั้นเองเศษเสี้ยวแห่งดวงดาวที่เคยเงียบสงบมาตลอดพลันปริ แตก ออกในเวลาต่อมา
เมฆดำทะมึนเคลื่อนตัวเข้าบดบังท้องฟ้าที่เคยโปร่งใส และท้องฟ้าก็ส่งเสียงคำราม ครืน! ราวกับอัสนีบาตจะฟาดฟันลงมา
ลำแสงสายหนึ่งส่องทะลุผ่านเมฆดำที่พัดพาค่ำคืนอันมืดมิดมาสู่ผืนป่าอันแห้งแล้งลงมายังเบื้องล่าง
ลำแสงที่สาดเทลงมาทับซ้อนกันไปมาและไหวระริกคล้ายกำลังจะก่อร่างเป็นรูปร่างของบางสิ่ง
แม้ในสายตาของคนอื่นอาจมองเห็นได้ไม่ชัดเจนนัก แต่ในสายตาของเซร่าที่ปริแตกและกระเจิงแสงราวกับผิวอัญมณี มันกลับสะท้อนให้เห็นเป็นรูปร่างของมนุษย์อย่างชัดเจน
ตัวตนที่ปรากฏกายขึ้นมาบดบังดวงอาทิตย์เอ่ยคำแรกออกมา
“เซร่า โรเซนบอม”
เพียงแค่เสียงเรียกขานครั้งเดียวนั้นก็ทำเอาบรรยากาศสั่นสะเทือน
แม้กระทั่งร่างกายของเซร่าที่สัมผัสกับอากาศรอบตัวยังชาวาบไปหมดจนหัวเข่าแทบจะทรุดลงไปในชั่วพริบตา
ท้องฟ้าที่เคยลอยสูงลิบกดต่ำลงมาราวกับอยู่ตรงปลายจมูกประหนึ่งตัวตนที่พาเมฆดำมาด้วยนั้นมีน้ำหนักมหาศาล อากาศพากันหลบหนีไปไกลแสนไกลด้วยความหวาดกลัวว่าจะไปสัมผัสกับแสงสว่างที่ทอดลงมายังผืนดิน และผืนดินก็สั่นสะท้านไปทั้งแผ่นด้วยความรู้สึกปลาบปลื้มจนเกินจะรับไหวต่อแสงสว่างที่สาดส่องลงมายังตน
โลกทั้งใบต่างก้มศีรษะลงราวกับว่าแค่การได้หายใจร่วมกันในพื้นที่เดียวกันก็หนักหนาเกินรับไหวแล้ว
เซร่ารู้ซึ้งเป็นอย่างดีว่าตัวตนที่ทำให้ผู้คนขวัญหนีดีฝ่อได้อย่างเป็นธรรมชาติตั้งแต่แรกเช่นนี้คือใคร
ไหล่ของเธอสั่นสะท้าน เธอซ่อนงูในมือไปไว้ข้างหลังโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะพันมันไว้รอบเข็มขัดอย่างแน่นหนา
แม้จะไม่รู้ว่าทำไม แต่สัญชาตญาณบางอย่างกลับบอกให้เธอทำเช่นนั้น
“……มีธุระอะไรถึงมายังที่อันซอมซ่อเช่นนี้หรือคะ”
ดวงตาทั้งสองข้างที่ตึงเครียดผิดวิสัยสบมองใบหน้าที่กำลังก้มลงมองตน
นั่นคือพระเจ้าที่เธอได้พบอีกครั้งเป็นหนแรกนับตั้งแต่ขึ้นมายังโลกมนุษย์
แม้จะมีเพียงแค่ส่วนหัวจนไม่อาจเรียกว่าเป็นการจุติลงมาได้อย่างเต็มปาก ทว่าถึงอย่างไรก็เป็นพระเจ้า การจะโผล่มาบนโลกมนุษย์ตามอำเภอใจแบบนี้มันจะดีเหรอ
“เจ้าใช้เวทมนตร์ดำรึ กลิ่นฉุนกึกตลบอบอวลไปหมดเลยนะ เซร่า โรเซนบอม”
พระผู้เป็นเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ของเราคงจะมีจมูกหมาละมั้ง ถึงได้รู้ทันทีที่เห็นหน้าว่าเซร่าเพิ่งใช้เวทมนตร์ดำไป
ใบหน้าที่ถักทอขึ้นจากแสงสว่างขมวดมุ่นลงเล็กน้อย
แม้จะเป็นเพียงการหรี่ตาลงแค่นิดเดียว ทว่าหัวใจกลับหล่นวูบราวกับไปก่อคดีร้ายแรงจนต้องโทษประหารมา และสองขาก็สั่นพั่บๆ
เซร่าที่กัดฟันเกร็งตัวยืนหยัดเอาไว้จึงแสร้งทำเป็นกระเซ้าเย้าแหย่โดยไม่แสดงความยากลำบากออกมา
“ค่ะ ฉันใช้ชีวิตอย่างขยันขันแข็งมากเลยละค่ะ”
“ก็ไม่ใช่คำพูดที่ผิดหรอกนะ”
นึกว่าจะโดนด่าว่าอย่ามาพูดจาหมาๆ เสียอีก แต่คราวนี้พระเจ้ากลับยอมรับคำพูดของเธออย่างน่าประหลาด
“ลดโทษทัณฑ์ลงไปได้ตั้งครึ่งหนึ่งแล้วนี่ เซร่า โรเซนบอม”
ซ้ำยังมีบรรยากาศคล้ายกำลังเอ่ยปากชมเชยผลงานของเธอด้วยซ้ำ
เป็นการปฏิบัติที่แตกต่างจากเมื่อก่อนอย่างเห็นได้ชัด ตอนนั้นเธอโดนตราหน้าว่าเป็นคนบาปที่ตกนรกและถูกปฏิบัติเยี่ยงสิ่งมีชีวิตที่ต่ำต้อยยิ่งกว่าแมลงเสียอีก
“เห็นแก่ความมุ่งมั่นอันแรงกล้าที่จะไปเกิดใหม่ของเจ้า ข้าจะมอบของขวัญเล็กๆ น้อยๆ ให้ชิ้นหนึ่งแล้วกัน”
เมื่อร่างจำลองของพระเจ้าที่เชิดคางขึ้นอย่างสูงส่งก้มลงมองเธอ กลุ่มแสงบางส่วนที่ประกอบขึ้นเป็นใบหน้าของเขาก็เปลี่ยนทิศทางแล้วพุ่งตรงมายังเซร่า ความทรงจำอันเลวร้ายผุดขึ้นมาทันทีเมื่อลำแสงเล็งตรงมาที่ดวงตาทั้งสองข้าง เซร่าจึงก้าวถอยหลังด้วยสีหน้าหวาดระแวง ทว่า
“เดี๋ยวก่อน นี่อย่าบอกนะว่าอีกแล้—”
ฉึก!
โดยปราศจากการใช้กำลังใดๆ ความเจ็บปวดอันน่าเวียนหัวราวกับมีอะไรมาทิ่มแทงดวงตาทั้งสองข้างก็แล่นปราด พร้อมกับประกายไฟที่แตกวาบขึ้นตรงหน้า!
“อ๊าก! ตาฉัน!”
เซร่าที่ยกสองมือกุมตาแผดเสียงกรีดร้องลั่น
“ต่อไปนี้เศษเสี้ยวแห่งดวงดาวจะบอกเส้นทางที่เจ้าต้องก้าวเดินได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น”
มันคงจะแสดงให้เห็นถึงสิ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อนด้วยละสิ
พระดำรัสอันน่าเกรงขามของพระเจ้าทอดลงมาเหนือศีรษะของเธอที่กำลังครางฮือๆ
แม้จะไม่รู้ว่านี่คือของขวัญแบบไหน แต่ดูจากสถานการณ์แล้ว เหมือนเขาจะทำอะไรบางอย่างเพิ่มเติมให้กับเศษเสี้ยวแห่งดวงดาวที่ฝังอยู่ในดวงตาของเธอเป็นแน่
“ชะตากรรมอันบิดเบี้ยวทั้งหลายที่เกิดขึ้นเพราะเจ้า จงคว้านผลไม้เน่าเฟะที่ทำให้โลกมนุษย์ต้องเจ็บป่วยทิ้งไปเสีย เซร่า โรเซนบอม”
พระเจ้าไม่คิดจะเวทนาคนบาปที่กำลังส่งเสียงครางหงิงๆ เพราะเจ็บตาเลยสักนิด เขายังคงตอกย้ำถึงสิ่งที่เธอต้องทำซ้ำอีกครั้ง เพิ่งจะเอ่ยปากชมว่าลดโทษทัณฑ์ไปได้ตั้งครึ่งหนึ่งแท้ๆ ผ่านไปไม่ทันไรก็มาเร่งเร้าให้รีบจัดการอีกครึ่งที่เหลือให้เสร็จเสียแล้ว
“ค่ะๆ เข้าใจเป็นอย่างดีเลยค่ะว่าทรงต้องการอะไร ตะ แต่ว่า…….”
เซร่าที่พอจะลืมตาขึ้นมาได้ในที่สุดพยักหน้าหงึกหงัก พลางลากเสียงท้ายประโยคยาวราวกับยังมีเรื่องที่อยากจะพูดอยู่
“เลิกเรียกชื่อฉันทุกคำที่พูดได้ไหมคะ? จะป่าวประกาศให้คนทั้งโลกรู้หรือไงว่าฉันอยู่ที่นี่น่ะ…….”
และแล้วเธอก็อ้อนวอนขอร้องอย่างสุดชีวิตด้วยสีหน้ากระวนกระวายใจจนแทบบ้าว่าอย่าได้เอ่ย ‘ชื่อนั้น’ ออกมาอีกเลย ทุกครั้งที่พระเจ้าเอ่ยปาก ทั่วทั้งผืนพิภพจะดังกึกก้องราวกับกำลังรับฟังโองการศักดิ์สิทธิ์ เธอจึงอกสั่นขวัญแขวนแทบตายเพราะกลัวว่าใครเดินผ่านไปมาจะได้ยินเข้า
บางทีอาจเพราะไม่มีอะไรต้องพูดอีกแล้ว คราวนี้พระเจ้าจึงยอมรับคำขอร้องของคนบาปแต่โดยดี
“เอาสิ เท่านี้ก็คงเพียงพอแล้ว”
“……?”
อะไรเพียงพอกันยะ?
กำลังโหลดความเห็น...