“[นิยาย] เมื่ออดีตชาติ ฉันเคยขายชาติมาแล้วค่ะ” มีฉากหรือเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่ กดยืนยันเพื่อเข้าชม เว็บจะจำไว้ในเบราว์เซอร์นี้
เซร่าวิ่งถลาเข้าไปข้างกายแล้วรีบตรวจดูอาการของเอสเตลลาอย่างร้อนรน
ใบหน้าที่ซีดเผือดไร้สีเลือดนั้นดูราวกับซากศพไม่มีผิด ไม่ทันการแล้วงั้นเหรอ พอเธอยื่นมือไปอังใต้จมูกดู ก็สัมผัสได้ถึงลมหายใจอันแผ่วเบา โชคดีที่ยังไม่ตาย ทว่าต่อให้เป็นเด็กดูก็รู้ว่าคงอยู่ได้อีกไม่นาน
“มือ…….”
หลังจากยืนยันว่าเอสเตลลายังมีชีวิตอยู่ เซร่าก็มองดูมือที่กลิ้งเกลือกอยู่ข้างศีรษะของเขาด้วยแววตาตื่นตระหนก รอยตัดไม่เรียบเนียนราวกับถูกจับไว้แล้วกระชากหลุดออกไปทั้งอย่างนั้น บาดแผลยังคงมีเลือดไหลทะลักออกมาไม่หยุด คงเป็นเพราะหลังจากได้รับบาดเจ็บแล้วไม่มีเวลาแม้แต่จะห้ามเลือดให้เรียบร้อย
และสิ่งที่ร้ายแรงยิ่งกว่าอะไรทั้งหมดก็คือการที่สัมผัสพลังเวทจากเอสเตลลาผู้เป็นจอมเวทที่ทรงพลังไม่ได้อีกแล้ว ยามที่เผชิญหน้ากับเอสเตลลา ไอพลังเวทอันรุนแรงมักจะแผ่ซ่านออกมาราวกับได้พบดวงอาทิตย์ที่ยังมีชีวิตอยู่เสมอ ทว่ายามนี้เขากลับเหมือนเปลือกนอกที่ว่างเปล่า
“อย่าบอกนะว่า……?”
เซร่าวางมือลงบนแผงอกของเอสเตลลาแล้วตามรอยกระแสพลังเวทที่หลับใหลอยู่เบื้องล่าง
ประกายประหลาดผุดขึ้นในดวงตาทั้งสองข้างของเธอขณะตรวจค้นพลังเวท
‘วงจรพังไปแล้ว’
คิดไว้ไม่ผิดเลย วงจรพลังเวทของเอสเตลลาขาดสะบั้นอยู่ตรงกลางจริงๆ
ไม่สิ นี่ไม่ใช่แค่ขาด แต่ถูกกระชากหลุดออกไปเลยต่างหาก เธอสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าพลังเวทและพลังชีวิตกำลังรั่วไหลออกมาไม่หยุดจากรูโหว่ของวิญญาณที่ถูกฉีกกระชากอย่างน่าเวทนา
“นี่มันไอ้บ้าโรคจิตชัดๆ เลยไม่ใช่เหรอไง”
แม้แต่เซร่ายังต้องขมวดคิ้วให้กับความโหดเหี้ยมทารุณนี้
“ตรงนั้นน่ะ! มีใครอยู่ไหม! นี่!”
เซร่าที่เริ่มห้ามเลือดโดยจับข้อมือที่เลือดกำลังไหลทะลักเอาไว้ก่อน ตะโกนขอความช่วยเหลือไปยังประตูที่เปิดอ้าอยู่สุดเสียง
จากนั้น ราวกับความเงียบงันจนถึงเมื่อครู่เป็นเรื่องโกหก มีใครบางคนสาวเท้าอย่างร้อนรนตรงมาที่หน้าประตู
“ขอรับ มีอะไรให้- กรี๊ดดด! ทะ ท่านเอสเตลลา!”
คนรับใช้ที่เอ่ยทักทายพร้อมรอยยิ้มสุภาพอ่อนโยนอย่างเคยพลันแผดเสียงร้องลั่นเมื่อเห็นเอสเตลลาจนหน้าถอดสี เขายืนตัวแข็งทื่อไม่กล้าก้าวเข้ามาในห้องเพราะภาพอันน่าสยดสยอง แต่ก็ดึงสติกลับมาได้ในไม่ช้าแล้วตะโกนเรียกเพื่อนร่วมงานที่อยู่สักแห่งจนคอแทบแตก
“เหตุฉุกเฉิน! สถานการณ์ฉุกเฉิน! ท่านเอสเตลลาถูกลอบโจมตี!”
สิ้นเสียงของเขา ผู้คนไม่รู้ว่าโผล่มาจากไหนก็พากันกรูเข้ามาในห้องอย่างเนืองแน่น
“อะไรนะ?! เรื่องเหลวไหลพรรค์- ทะ ท่านเอสเตลลา!”
เหล่าคนที่กรีดร้องด้วยความตกตะลึงเมื่อเห็นสภาพอันน่าเวทนาต่างเคลื่อนไหวอย่างพร้อมเพรียงเพื่อช่วยชีวิตหัวหน้ากิลด์ของตนในทันที
“ห้ามเลือดที่แผลก่อนเร็วเข้า!”
“เฮ้ย! ไปตามหมอมารักษาเร็ว!”
“เอามือที่ขาดแช่น้ำแข็งไว้! เดี๋ยวนี้เลย!”
“เรียกพวกยามแล้วค้นให้ทั่วทุกซอกทุกมุม! มันยังไปได้ไม่ไกลแน่!”
ผู้คนต่างเคลื่อนไหวกันอย่างโกลาหล คนสองสามคนรุมเข้าไปห้ามเลือดให้เอสเตลลา อีกสองสามคนคอยดูมือที่ถูกตัดขาดซึ่งกลิ้งเกลื่อนอยู่ และอีกสองสามคนก็วิ่งเข้าวิ่งออกอย่างรวดเร็วเพื่อไปเอาอุปกรณ์ที่จำเป็น
“ไม่ใช่ยาธรรมดา เอาเป็นน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์มา!”
คนที่คอยสั่งการนำทัพกลุ่มคนที่กำลังสับสนวุ่นวายอย่างเด็ดขาดไม่ใช่ใครอื่นนอกจากเซร่า เธอที่นั่งจับจองอยู่ข้างกายเอสเตลลาคอยออกคำสั่งและชี้นิ้วอย่างไม่หยุดหย่อนเพื่อไม่ให้สมาชิกกิลด์คนอื่นเข้ามาใกล้เขา ส่วนหนึ่งเป็นเพราะในตอนนี้เธอเป็นคนที่มีสติที่สุด และเหนือสิ่งอื่นใดเมื่อเกิดเรื่องขึ้นในวังหลวงก็ไม่อาจตัดความเป็นไปได้เรื่องคนทรยศภายในออกไปได้
หากทำได้ เธอก็อยากจะทุ่มเทสุดความสามารถเพื่อรักษาชีวิตของผู้มีพระคุณที่เคยดูแลน้องชายของตนเอาไว้
“นะ น้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์เหรอครับ……?”
สมาชิกกิลด์ที่ถูกชี้ตัวเบิกตากว้างขึ้นด้วยความตกตะลึงเมื่อจ
ยามที่เซร่ายังมีชีวิตอยู่ วิหารและเวทมนตร์ยังเฟื่องฟูทำให้หาน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์ได้ง่ายจากทุกหนแห่ง ทว่าในยุคปัจจุบันที่ร่องรอยของตำนานเทพแทบจะสูญสิ้นไปแล้ว สภาพแวดล้อมจึงไม่อำนวยให้เข้าถึงน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์ได้เลย
“จะเป็นพลังศักดิ์สิทธิ์หรือเวทมนตร์ก็ได้ สิ่งของลี้ลับที่มีไอพลังศักดิ์สิทธิ์แฝงอยู่น่ะ! อะไรก็ได้ทั้งนั้น รีบไปกวาดมาให้หมดเท่าที่มีเลย! พวกนายบอกว่ามีคลังสมบัติไม่ใช่เหรอ!”
เซร่าที่กำลังกระวนกระวายกับอุปสรรคที่ไม่คาดคิดพยายามอธิบายสิ่งที่ตนต้องการให้เข้าใจง่ายที่สุดเท่าที่จะทำได้
สิ่งที่กำลังกัดกินอายุขัยของเอสเตลลาอยู่ในตอนนี้ ไม่ใช่บาดแผลภายนอกที่มองเห็นได้ด้วยตา แต่เป็นดวงวิญญาณที่บอบช้ำจากการที่วงจรพลังเวทถูกฉีกกระชากออกไป หากสติสัมปชัญญะรั่วไหลออกไปตามรอยฉีกขาดนั้น ต่อให้รอดชีวิตมาได้ เขาก็อาจจะไม่มีวันฟื้นขึ้นมาอีกเลย
ต้องรีบนำอะไรก็ตามที่มีพลังของพระเจ้าสถิตอยู่มาเย็บปิดบาดแผลที่สลักลึกในดวงวิญญาณให้เร็วที่สุดแม้เพียงเสี้ยววินาทีก็ยังดี
“ขะ เข้าใจแล้วครับ!”
สมาชิกกิลด์ที่ตอนแรกทำหน้างงงวยดูเหมือนจะพอจับใจความได้จากคำสั่งที่ชัดเจนขึ้น จึงรีบพุ่งพรวดออกไปอย่างเด็ดเดี่ยว
ทว่าตรงทางเข้าคงจะชนเข้ากับใครบางคนเข้า ถึงได้ส่งเสียงร้อง ‘อ๊ะ!’ ออกมา ก่อนจะเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงห้วนกระด้าง
“อย่ามาขวางทางเข้า หลีกไปนะ!”
เซร่าที่หันมองตามความวุ่นวายเงยหน้าขึ้น และสบสายตาเข้ากับใครคนหนึ่งที่ยืนเคว้งอยู่ตรงขอบประตูท่ามกลางผู้คนที่กำลังวิ่งวุ่น
“…….”
เอน็อคนั่นเอง
ชายหนุ่มที่มายืนปักหลักอยู่ตรงขอบประตูตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่อาจทราบได้ กำลังทำสีหน้าที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน ไม่ใช่ว่าตกใจกับภาพอันน่าสยดสยองตรงหน้า หรือเป็นห่วงเอสเตลลาแต่อย่างใด ทว่ากลับเป็นสีหน้าที่ดูเหม่อลอยชอบกล เขากำลังใช้สายตาเหม่อลอยคู่นั้นจ้องมองมายังเซร่า เธอสัมผัสได้โดยสัญชาตญาณว่าเขาคงมองเธอแบบนั้นมาพักใหญ่แล้ว
หากเป็นเวลาปกติ เธอคงจะแหวใส่ด้วยความหงุดหงิดไปแล้วว่ามองอะไรนักหนา แต่ทว่าตอนนี้สถานการณ์ไม่เหมือนเดิม
ในช่วงเวลานี้ ต่อให้เขาจะตีลังกาเอาหัวปักพื้นมองมาที่เธอ เธอก็คงจะดีใจจนเนื้อเต้นอยู่ดี
ก็เพราะมนุษย์ผู้เปี่ยมด้วยพลังศักดิ์สิทธิ์ที่ยังมีชีวิตและเคลื่อนไหวได้ ได้มาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าเธอพอดิบพอดีน่ะสิ
“เอน็อค!”
ใบหน้าของเซร่าสว่างวาบขึ้นราวกับยกภูเขาออกจากอก พลางเอ่ยทักทายเขาด้วยความยินดี
“…….”
เมื่อเห็นเช่นนั้น ริมฝีปากของเอน็อคก็อ้าค้างน้อยๆ อย่างเหม่อลอย
ไม่รู้ทำไมเขาถึงดูทึ่มทื่อขึ้นไปอีกขั้น
“ยืนบื้ออะไรอยู่ รีบมาช่วยทางนี้เร็วเข้าสิ!”
เซร่าที่เรียกเขาอย่างร้อนรนส่งสายตาพลางส่งสัญญาณไปทางเอสเตลลาโดยมีเพียงเขาเท่านั้นที่เข้าใจ
มันหมายความว่าสถานการณ์กำลังเลวร้ายจนไม่ชอบมาพากล ช่วยสละพลังการรักษาอันยอดเยี่ยมของนายมาช่วยหน่อยเถอะ
“อะ เอ่อ อื้ม”
จะว่าตอบรับหรือแค่พึมพำส่งๆ ไปก็ไม่แน่ใจ แต่ถึงอย่างนั้นเอน็อคก็พยักหน้ารับแล้วก้าวเดินมาหาเธอ
ทว่าท่าทางกลับดูพิลึกพิลั่นชอบกล
การที่ก้าวเท้าขวาพร้อมกับยื่นแขนขวาออกไปพร้อมกันนั้นดูราวกับคนที่ลืมวิธีเดินไปเสียแล้ว
เขาเดินขัดยอกงกๆ เงิ่นๆ เหมือนตุ๊กตาไขลานพังๆ กะอีแค่ระยะทางไม่กี่ก้าวแต่กลับยืดยาดชักช้าปานจะเดินไปชั่วกัปชั่วกัลป์
ท่าทางนั้นทำให้กระทั่งเซร่าที่เพิ่งต้อนรับเขาด้วยความยินดีถึงกับเก็บสีหน้าไม่อยู่จนต้องย่นปาก
“ทำไมถึงได้อืดอาดย่างนี้ คนตายหมดก่อนพอดีมั้ยห๊ะ”
เซร่าที่ทนดูต่อไปไม่ไหวจึงผุดลุกขึ้นแล้วคว้าหมับเข้าที่มือของเอน็อค
เธอจูงเขาพาเดินกลับมายังที่เดิม ก่อนจะวางมือของเอน็อคลงบนอกของเอสเตลลา หรือถ้าจะระบุให้ชัดเจนก็คือตำแหน่งที่เคยมีวงจรพลังเวทอยู่
เธอจับมือของเอน็อคขยับปรับตำแหน่งให้เข้าที่อยู่สองสามที วินาทีถัดมาเธอก็ขยับริมฝีปากเข้าไปแนบชิดติดใบหูของเขา
“ดูเหมือนจะไม่ใช่แค่ร่างกายอย่างเดียวที่บาดเจ็บ บาดแผลแค่ห้ามเลือดไว้ผิวเผินก็พอ แล้วอัดพลังใส่ตรงจุดอื่นเข้าไปให้เต็มที่อย่าได้กั๊กเลยนะ”
แม้จะเป็นความรู้ที่แม่นยำจนน่าสงสัยสำหรับคนที่อ้างว่าความจำเสื่อม ทว่าในหมู่พวกเขาทั้งสองคนก็ไม่มีใครเอ่ยทักประเด็นนั้นขึ้นมาเลย
“…….”
เมื่อได้ฟังคำขอของเซร่า เอน็อคก็แข็งทื่อค้างอยู่ในท่าทางที่เธอจัดไว้ให้
เขาเกร็งกรามแน่นเสียจนเส้นเลือดปูดขึ้นที่ลำคอ เอาแต่ทำหน้าเคร่งเครียดโดยไม่ยอมตอบรับอะไรสักคำว่าได้หรือไม่ได้
เซร่าจึงตระหนักถึงต้นตอของความกระอักกระอ่วนใจนั้นได้ในทันที
“อ๊ะ หรือว่าตรงนี้มันจะน่าอายไปหน่อย บอกให้ทุกคนออกไปให้หมดดีมั้ย”
เธอเพิ่งนึกขึ้นมาได้ช้าไปว่าการที่เขาจะรักษาใครสักคนจำเป็นต้องมีการสัมผัสทางกาย หลังจากทิ้งคำถามสุดท้ายไว้เธอก็ผละห่างออกจากเอน็อค และในจังหวะที่เธอกำลังจะหันหลังกลับไปเพื่อไล่ทุกคนออกไปจริงๆ นั่นเอง
“ไม่ต้อง……!”
เอน็อคขึ้นเสียงอย่างตื่นตระหนก พลางรีบคว้าตัวเธอเอาไว้แล้วรั้งให้นั่งแหมะลงข้างกายตนตามเดิม
“ไม่ต้องทำถึงขนาดนั้นหรอก”
แบบนี้ก็ทำได้ แค่ทำก็พอแล้ว
ทั้งที่คนที่กำลังร่อแร่อยู่ตรงเส้นแบ่งความเป็นความตายจริงๆ คือเอสเตลลา แต่เอน็อคกลับเอาแต่พร่ำพูดซ้ำๆ ด้วยน้ำเสียงเว้าวอนราวกับว่าตัวเองกำลังจะตายเสียเองว่าทำได้
“เพราะงั้นแค่นั่งอยู่ตรงนี้เถอะนะ”
เขาพูดย้ำอีกครั้ง เหมือนแว่วๆ ว่าจะมีคำว่า ‘ได้โปรด’ หลุดออกมาด้วยซ้ำ
“……ไม่ทำแบบนั้นก็รักษาได้งั้นเหรอ?”
แม้จะน่ายกย่องที่เขากระตือรือร้นจะรักษาขึ้นมาได้แม้จะช้าไปสักหน่อย แต่เซร่ากลับแสดงความคลางแคลงใจผ่านสายตาที่สับสนงุนงง
“กับฉัน นายเคยบอกว่าต้องทำเรื่องพรรค์นั้นไม่ใช่เหรอ ถึงจะรักษาได้น่ะ?”
“…….”
พอเธอพูดแบบนั้น เอน็อคก็หลับตาทั้งสองข้างลงในจังหวะประจวบเหมาะอย่างน่าสงสัย แล้วทำท่าเหมือนกำลังรวบรวมสมาธิกับอะไรบางอย่าง
“รักษาเสร็จแล้ว”
เมื่อกี้นี้ดูเหมือนจงใจเลี่ยงคำตอบอย่างแนบเนียนชัดๆ…… ในจังหวะที่ความสงสัยอันสมเหตุสมผลกำลังผุดขึ้นมาในหัว เอน็อคก็ลืมตาขึ้นในจังหวะเหมาะเจาะอีกครั้งพลางบอกให้รู้ว่าการรักษาเสร็จสิ้นแล้ว ตั้งแต่เริ่มจนจบกินเวลาเพียงไม่กี่วินาทีเท่านั้น
“เสร็จแล้วเหรอ……?”
เซร่าปรายตามองอย่างไม่อยากจะเชื่อ ก่อนจะวางมือทาบลงบนหลังมือของเอน็อคเพื่อตรวจดูอาการของเอสเตลลา
คำพูดที่ว่ารักษาแล้วคงไม่ใช่เรื่องโกหก วงจรพลังเวทที่เคยฉีกขาดถูกเชื่อมต่อเข้าหากันอย่างหยาบๆ พอจะอุดรอยรั่วเอาไว้ได้ พอมองดูใกล้ๆ ตรงข้อมือที่มีเลือดทะลักออกมาราวกับสายน้ำก็ดูเหมือนจะห้ามเลือดได้ในระดับหนึ่งแล้ว
ถึงวันนี้เขาจะทำตัวแปลกๆ ไปบ้าง แต่เรื่องประสิทธิภาพการใช้งานนี่ไว้ใจได้จริงๆ
“จริงด้วยแฮะ ทำได้ดีมาก”
เซร่าตบหลังเอน็อคเบาๆ ราวกับจะเอ่ยชม ก่อนจะประกาศข่าวดีให้สมาชิกกิลด์คนอื่นๆ ได้รู้
“ห้ามเลือดได้แล้ว! ไปเอาเปลหามมา จะได้ย้ายเขาไปนอนในที่ที่สบายกว่านี้!”
“ค-ครับ!”
สมาชิกกิลด์สองสามคนส่งเสียงอุทานด้วยความโล่งอก ก่อนจะรีบวิ่งกระหืดกระหอบออกไปเอาเปลหาม
พอจัดการปัญหาเร่งด่วนที่สุดไปได้แล้ว สิ่งที่เหลืออยู่คือการเก็บกวาดความโกลาหลวุ่นวายนี้
อาจเป็นเพราะมีเป้าหมายร่วมกันที่ต้องรีบจัดการตรงหน้า สมาชิกกิลด์ที่เคยตื่นตระหนกจนลนลานจึงเริ่มตระหนักถึงหน้าที่ของตนและเริ่มลงมือขยับขยาย
บางคนวิ่งออกไปข้างนอกเพื่อจัดเตรียมห้องพักให้เอสเตลลา บางคนก็ช่วยกันยกย้ายเฟอร์นิเจอร์เพื่อให้ยกเปลหามเข้ามาได้สะดวก ท่ามกลางผู้คนที่เคลื่อนไหวเพื่อเป้าหมายเดียวกัน คนเดียวที่เอาแต่โอ้เอ้ไม่ยอมทำงานทำการก็คือเอน็อค
เขายังคงนั่งนิ่งในท่าเดิมที่เซร่าจัดให้พลางเหม่อมองใบหน้าด้านข้างของเธอราวกับต้องมนตร์สะกด แม้จะโดนเท้าของพวกคนรับใช้ที่วิ่งผ่านไปมาเตะโดนตั้งหลายหน แต่เขาก็ไม่ขยับเขยื้อนเลยสักนิด ชัดเจนเลยว่ากำลังหลุดไปอยู่อีกโลกหนึ่งเพียงลำพัง
ทว่าจู่ๆ เหมือนจะนึกเรื่องสะกิดใจอะไรขึ้นมาได้ สีหน้าของเขาจึงพลันแข็งทื่อไป
“นี่-”
เอน็อคที่ใบหน้ากลับมาซีดเผือดลงในพริบตา เอ่ยเรียกเซร่าด้วยคำเรียกที่ดูคลุมเครือแปลกๆ
“อือ ว่าไง อ๊ะ ตรงนี้อย่าเพิ่งเก็บ เผื่อมีอะไร”
เซร่าที่จับเสียงนั้นได้ตอบกลับไปส่งๆ
เธอตอบสนองโดยไม่แม้แต่จะมองไปทางเอน็อค แล้วสั่งให้คนที่พยายามจะเข้ามาทำความสะอาดรอบๆ ถอยหลังออกไป
เธอดูยุ่งมากกับการควบคุมสถานการณ์รอบตัว แต่เอน็อคกลับไม่ได้ใส่ใจนักแล้วเอ่ยต่อไป
“เรื่องที่เธอถามฉันคราวก่อนน่ะ-”
“เอาเปลหามมาแล้วครับ!”
ทว่าจังหวะนั้นคนที่ไปเอาเปลหามดันกลับมาพอดี ทำให้รอบข้างยิ่งส่งเสียงดังเซ็งแซ่ขึ้นไปอีก
ส่งผลให้คราวนี้เซร่าไม่ได้ยินว่าเอน็อคพูดอะไร
“หือ? อะไรนะ พูดเร็วๆ แล้วก็ดังขึ้นหน่อยได้ไหม”
เธอที่ช่วยพวกสมาชิกกิลด์ย้ายร่างเอสเตลลาขึ้นบนเปลหามเร่งเร้าเขาว่า ถ้ามีธุระอะไรก็รีบๆ พูดมา
“ที่ถามว่าฉันชอบเธอไหมน่ะ ตอบตอนนี้ได้หรือยัง……”
คำพูดที่ไม่เข้ากับสถานการณ์ฉุกเฉินเลยแม้แต่น้อย ทำเอาแม้แต่พวกสมาชิกกิลด์ที่แกล้งทำเป็นไม่ได้ยินมาตลอด ถึงกับตวัดสายตามองเขาเหมือนจะถามว่ามีไอ้คนพรรค์นี้อยู่บนโลกด้วยเหรอ สายตาที่รวมเป็นจุดเดียวพากันเย็นเยียบราวกับกำลังประณามคนเสียสติที่ไร้ซึ่งมนุษยธรรม
ปฏิกิริยาของเซร่าเองก็ไม่ได้ต่างไปจากกันเท่าไรนัก
เธอที่มองเอน็อคราวกับกำลังมองคนที่น่าสมเพชที่สุดในโลก จ้องตาสีเขียวอ่อนที่ดูเหมือนสติหลุดไปข้างหนึ่งแล้วตอบกลับไปอย่างชัดถ้อยชัดคำ
“ตอนนี้นี่มีคนกำลังจะตายอยู่นะ เรื่องนั้นมันสำคัญนักเหรอ”
กำลังโหลดความเห็น...