“[นิยาย] เมื่ออดีตชาติ ฉันเคยขายชาติมาแล้วค่ะ” มีฉากหรือเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่ กดยืนยันเพื่อเข้าชม เว็บจะจำไว้ในเบราว์เซอร์นี้
ตอนที่ 46
“…….” “…….”
ความเงียบอันหนักอึ้งเข้าปกคลุมโต๊ะประชุมอีกครั้ง แม้ภายนอกจะดูเหมือนว่าพวกเขาสามารถต้านทานการลอบโจมตีของอันทาเรสเอาไว้ได้ ทั้งยังกวาดล้างแหล่งกบดานตรงหุบเขาฝั่งตะวันตกซึ่งคอยรังควานกิลด์มาเนิ่นนานจนคว้าชัยชนะครั้งใหญ่มาครอง ทว่าหากจะให้ตัดสินผลแพ้ชนะกันจริงๆ แล้วล่ะก็ นี่นับเป็นความพ่ายแพ้ยับเยินของกิลด์ซิกนัสก็ว่าได้
ความเสียหายที่กิลด์ซิกนัสได้รับนั้นสาหัสสากรรจ์อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ซ้ำร้ายช่วงเวลาที่ศัตรูเลือกเข้าจู่โจม ดันเป็นช่วงที่ผู้รับผิดชอบส่วนใหญ่ในที่นี้พาลูกน้องออกไปปฏิบัติภารกิจภายนอก ความสูญเสียจึงยิ่งทวีคูณมากกว่ายามปกติอย่างไม่อาจเลี่ยง
แม้ว่าในกิลด์จะยังมีเอน็อคผู้เป็นหัวหน้าของพวกเขาประจำการอยู่ แต่ต่อให้เขาจะเก่งกาจเพียงใด เขาก็มีเพียงคนเดียว จึงมีขีดจำกัดในการปกป้องทุกคนให้ปลอดภัยได้
ยังนับว่าโชคดีที่แนวกำแพงฝั่งตะวันตกซึ่งเตรียมความพร้อมอยู่เสมอยังคงป้องกันเอาไว้ได้ ทว่าแนวกำแพงฝั่งตะวันออกที่คอยพิทักษ์กิลด์ดุจปราการเหล็กกล้ามานานหลายปีกลับพังทลายไปครึ่งหนึ่ง จนอยู่ในสภาพที่ต้องเร่งซ่อมแซมให้เร็วที่สุด เนื่องจากไอ้พวกอันทาเรสแสนเจ้าเล่ห์เล็งจังหวะโจมตีในเสี้ยววินาทีที่เวรยามของกำแพงฝั่งตะวันออกกำลังผลัดเปลี่ยนได้อย่างแม่นยำ
ผู้คนล้มตายและบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก ซ้ำในเวลานี้ยังคงต้องออกตามหาผู้สูญหายกันอยู่
ทว่าสิ่งที่สาหัสที่สุดย่อมหนีไม่พ้นสิ่งปลูกสร้าง พวกสารเลวอันทาเรสแสร้งทำเป็นระดมโจมตีไปทั่วอย่างไร้ทิศทาง แต่ผลลัพธ์คือพวกมันเลือกทำลายเฉพาะอาคารที่จำเป็นต้องใช้งานอย่างเจาะจง ทั้งโรงตีเหล็กที่ใช้สร้างอาวุธ คอกม้าที่ใช้ดูแลม้า และคลังเก็บหินชำระล้างต่างพังยับเยิน จนทำให้การบุกตะลุยเข้าดงหนามในเร็วๆ นี้กลายเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย
อาคารในย่านที่พักอาศัยก็ได้รับความเสียหายไม่น้อย สมาชิกกิลด์ที่ต้องสูญเสียที่ซุกหัวนอนท่ามกลางสภาพอากาศที่ใกล้เข้าสู่ฤดูหนาวจึงต้องทนสั่นสะท้านด้วยความหนาวเหน็บ ภายในกิลด์ปั่นป่วนวุ่นวายไปหมดจนกระทั่งไม่อาจเปิดรับคาราวานพ่อค้าที่หลั่งไหลเข้ามาได้ตั้งแต่พรุ่งนี้ และจำต้องไล่พวกเขากลับไปทั้งหมด
ท้ายที่สุด กิลด์ซิกนัสจึงตกอยู่ในสภาวะถูกตัดขาดชั่วคราว ทั้งคนนอกไม่อาจก้าวเข้ามา และคนข้างในก็ไม่อาจก้าวออกไปได้
“บัดซบเอ๊ย…!”
ชายที่นั่งอยู่ทางขวามือของมาร์คัสทุบโต๊ะลงไปอย่างรุนแรง ราวกับไม่อาจสะกดกลั้นความคับแค้นใจต่อสถานการณ์ปัจจุบันเอาไว้ได้
“มันเป็นฝีมือของไอ้เวรตัวไหนกันวะ?!”
ชายผู้ปล่อยผมหยิกหยักศกฟูฟ่องราวกับแผงคอสิงโตคนนี้มีชื่อว่าไซออน ในการประชุมคราวก่อนเขาติดภารกิจภายนอกจึงไม่อาจมาร่วมได้ ชายผู้มีอารมณ์ร้อนที่สุดในบรรดาผู้คนทั้งหมดกำลังเบิกตากว้างอันดุดันถมึงทึงราวกับว่าหนอนบ่อนไส้ตัวนั้นมายืนอยู่ตรงหน้า
“จะเป็นใครไปได้อีกล่ะ”
ผู้ที่ตอบรับโทสะของเขาคือกิเดียน ชายหนุ่มที่ยืนแยกตัวมองสภาพกิลด์อันพังยับเยินผ่านบานหน้าต่างราวกับเป็นคนนอก ในที่สุดก็ยอมละสายตากลับมามองผู้คนในห้อง
“ทั้งที่คนที่น่าสงสัยที่สุดก็อยู่ใกล้ตัวแค่นี้แท้ๆ”
ความเคลือบแคลงที่ถูกกลั่นกรองออกมาชี้เป้าไปยังคนคนหนึ่งอย่างชัดเจน
“กิเดียน……”
สมาชิกกิลด์ที่ล่วงรู้เจตนานั้นต่างพากันถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ราวกับกะไว้แล้วไม่มีผิด
หากเป็นคนที่ทำให้ชายผู้สุขุมรอบคอบอย่างเขาสงสัยได้อย่างแน่ชัดถึงเพียงนี้ ย่อมมีเพียงคนเดียว ทาสผู้มีภูมิคุ้มกันที่หัวหน้าพาตัวเข้ามา พอดีกับที่การลอบโจมตีเกิดขึ้นหลังจากหล่อนก้าวเข้ามาในกิลด์ได้ไม่นาน จึงดูเหมือนว่าเขาจะปักใจเชื่ออย่างไม่ต้องสงสัยว่าข้อมูลรั่วไหลไปจากทางนั้น
“อย่าเที่ยวไปพูดจาแบบนั้นข้างนอกเชียวนะ รู้ไหมว่าตอนนี้นายจะไปแตะต้องทาสคนนั้นซี้ซั้วไม่ได้น่ะ?”
วาเลรีที่ยกมือกุมขมับเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงที่บ่งบอกว่าอย่าหาเรื่องปวดหัวมาให้
“จริงด้วย เธอต้องลำบากตั้งขนาดนั้นแท้ๆ”
ผู้ที่เอ่ยสนับสนุนคำพูดของเธอคือเบนนี่ เด็กสาวผู้มีกระบนใบหน้าที่มักจะคอยเดินตามตูดวาเลรีต้อยๆ อยู่เสมอ
หลังจากการลอบโจมตีของอันทาเรส เป็นความจริงที่รู้กันทั่วว่าทัศนคติที่มีต่อทาสผู้มีภูมิคุ้มกันของหัวหน้าภายในกิลด์ได้พลิกผันราวกับพลิกฝ่ามือ แม้แต่คนที่เคยรังเกียจเดียดฉันท์ในตอนแรกว่าผู้มีภูมิคุ้มกันพรรค์นั้นบังอาจคลานเข้ามาในกิลด์ซิกนัสอันบริสุทธิ์ผุดผ่องได้อย่างไร ในตอนนี้กลับพากันสรรเสริญเยินยอผู้มีภูมิคุ้มกันจนออกนอกหน้าพลางเอ่ยว่าตัวนำโชคเช่นนี้หลุดมาจากไหนกัน
ได้ยินมาว่าผู้มีภูมิคุ้มกันคนนั้นสร้างผลงานครั้งใหญ่ไว้ที่เขตอพยพทางตะวันออก ช่วยเหลือผู้คนโดยไม่สนว่าร่างกายของตัวเองจะบาดเจ็บ ภาพลักษณ์อันกล้าหาญและเสียสละนั้นคงกระทบจิตใจของผู้คนที่เฝ้ารอหน่วยกู้ภัยอย่างใจจดใจจ่อเป็นอย่างยิ่ง
เบนนี่ที่ตัดความคิดฟุ้งซ่านออกไปพลันถามกลับด้วยสีหน้าบอกให้ลองคิดดูให้ดี
“อีกอย่าง เวลาที่ยัยนั่นอยู่ในกิลด์มันสั้นเกินกว่าจะทำหน้าที่เป็นสายลับไม่ใช่เหรอ”
ต่อให้ตัดเรื่องนั้นออกไป ทาสผู้มีภูมิคุ้มกันที่ชื่อเซร่าคนนั้นก็ไม่อาจขึ้นมาอยู่ในรายชื่อผู้ต้องสงสัยได้เลย ศัตรูรวบรวมข้อมูลทั้งหมดที่ยากจะล่วงรู้ได้หากไม่ใช่คนที่พัวพันกับกิลด์ซิกนัสอย่างลึกซึ้งเพื่อเล็งจู่โจมในคราวเดียว ไม่ว่าผู้หญิงคนนั้นจะเก่งกาจมาจากไหน ในทางกายภาพแล้วย่อมเป็นไปไม่ได้เลยที่จะสืบรู้จุดยุทธศาสตร์สำคัญของกิลด์ กำหนดการของกำลังพลหลัก หรือเวลาผลัดเวรยามของกำแพงฝั่งตะวันออกในช่วงเวลาอันสั้นเช่นนั้น
ยิ่งไปกว่านั้น ตามคำบอกเล่าของผู้รอดชีวิตทางทิศตะวันออก พวกผู้มีภูมิคุ้มกันของลัทธิอันทาเรสที่บุกจู่โจมเข้ามาทันทีที่เห็นหน้าผู้หญิงคนนั้นก็ตะโกนว่า ‘คนทรยศ’ แล้วพยายามบีบคอฆ่าเธอให้ตาย ในสถานการณ์คับขันเช่นนั้นย่อมไม่มีเหตุผลให้ต้องมาเล่นละครตบตาต่อหน้าผู้คน ดังนั้นเรื่องนี้จึงน่าจะเป็นความจริงตามที่ได้ยินมาอย่างแน่นอน
ดังนั้นเมื่อรวบรวมสถานการณ์ทั้งหมดนี้เข้าด้วยกัน ตัวตนที่ห่างไกลจากคำว่าสายลับมากที่สุดก็คือผู้หญิงคนนั้นนั่นเอง
“รู้หรอกนะว่านายเกลียดพวกผู้มีภูมิคุ้มกัน แต่รู้จักดูเวลากับสถานที่หน่อยดีไหม”
เบนนี่ที่เรียบเรียงความคิดเสร็จสิ้นเอ่ยประชดประชันกิเดียนด้วยท่าทางวางก้ามเต็มที่ และไม่จำเป็นต้องไปมองหาเหตุผลจากที่ไหนไกล หลักฐานนั้นปรากฏอยู่อย่างจะแจ้งใกล้ตัวที่สุดแล้ว เอน็อค ซอร์เซอร์ หัวหน้าของพวกเขายกเลิกกำหนดการทั้งหมดและขังตัวเองอยู่ในบ้านเพื่อพยาบาลทาสที่หมดสติไปเป็นเวลากว่าสิบวันแล้ว
“ถ้ายัยนั่นเป็นสายลับจริงๆ มีหรือที่หัวหน้าจะยอมเก็บตัวอยู่แต่ในบ้านเพื่อดูแล-...”
เบนนี่ที่เรียบเรียงความคิดเสร็จสิ้นเอ่ยประชดประชันกิเดียน
“ใช่แล้ว กิเดียน ตอนนี้ไม่ใช่เวลาจะมาคุ้ยหาเรื่องภายใน”
คนที่เห็นพ้องกับคำพูดนั้นคือมาร์คัส เขาสงบนิ่งราวกับท้องทะเลลึกที่คลื่นลมไม่อาจเอื้อมถึงพลางกวาดสายตามองคนรอบข้างและเอ่ยย้ำอย่างหนักแน่น
“ตอนนี้การฟื้นฟูกิลด์ที่พังทลายต้องมาก่อน การตามหาคนทรยศไว้ทำทีหลังก็ยังไม่สาย”
มีบางคนแสดงสีหน้าต่อต้านต่อคำพูดนั้น ทว่าไม่มีใครก้าวออกมาคัดค้านคำพูดของมาร์คัส
มาร์คัสที่กำหนดลำดับความสำคัญให้เอ่ยเสริมขึ้นมาอีกประโยคหนึ่งว่าเป็นความเห็นส่วนตัว
“แล้วฉันเองก็... ไม่คิดว่าทาสของหัวหน้าจะเป็นคนทรยศหรอกนะ”
อาจเป็นเพราะมีความมั่นใจขึ้นมาเมื่อเห็นว่าความคิดเห็นตรงกับเขา เบนนี่จึงเอ่ยรับคำด้วยน้ำเสียงที่ผึ่งผายยิ่งกว่าเมื่อครู่
“หนูก็กำลังจะพูดแบบนั้นแหละค่ะ ถ้ายัยนั่นเป็นสายลับจริงๆ มีหรือที่หัวหน้าจะยอมเก็บตัวอยู่แต่ในบ้านเพื่อดูแล-...”
ทว่าเธอกลับค่อยๆ ชะลอคำพูดลงเมื่อสัมผัสได้ถึงไอเย็นที่แล่นผ่านท้ายทอย
“…….”
ไอเย็นอันเหี้ยมเกรียมราวกับมีคมดาบมาจ่ออยู่ที่คอหอยนั้นแผ่ออกมาจากวาเลรีที่นั่งอยู่ข้างๆ เบนนี่รีบหุบปากลงพร้อมกับทำสีหน้าเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ เช่นเดียวกับที่ทุกคนรู้ดีว่ากิเดียนเกลียดชังพวกผู้มีภูมิคุ้มกัน ก็ไม่มีใครไม่รู้ว่าเธอชิงชังพฤติกรรมเจ้าชู้กับผู้หญิงของเอน็อคมากเพียงใด
“ในเวลาสำคัญแบบนี้! ทำไมหัวหน้าถึงเอาแต่นั่งอุดอู้อยู่ที่นั่นกันล่ะ กิลด์เราใช่ว่าจะไม่มีหมอเสียหน่อย!”
คนที่ช่วยกอบกู้บรรยากาศที่เกือบจะกระอักกระอ่วนไว้ได้คือไซออนผู้ไร้การสังเกตและเอาแต่ขี้โมโห เขาตบโต๊ะเสียงดัง ปัง! อีกครั้งพลางบอกว่าไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเอน็อคถึงไม่มาร่วมการประชุมสำคัญนี้
“ในสถานการณ์แบบนี้ ออกหน้ามาวางแผนฟื้นฟูก่อนมันจะตายหรือไงกัน?!”
เอาแต่คิดจะจู๋จี๋กับทาสของตัวเองอยู่ได้! น้ำเสียงของเขาที่ไม่อาจระงับความเดือดดาลได้เริ่มกลายเป็นการก่นด่าอย่างโจ่งแจ้งขึ้นเรื่อยๆ
“ไซออน”
ตอนนั้นเองที่มาร์คัสเอ่ยขัดขึ้นมาอย่างเย็นชา
“อย่ามาพาลใส่เรื่องไม่เป็นเรื่อง”
เพียงคำพูดเดียวก็ทำให้อุณหภูมิบนโต๊ะดิ่งวูบลงทันตา เขาปรายสายตาไปตักเตือนไซออนอย่างเข้มงวด ก่อนจะเอียงคอเล็กน้อยแล้วเลิกคิ้วขึ้นราวกับจะถามว่ามีอะไรให้ไม่พอใจนักหนา
“นายเคยเห็นหัวหน้ายื่นมือมาช่วยเรื่องพวกนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่? จู่ๆ จะมาเรียกร้องอะไรเอาป่านนี้?” “ระ เรื่องนั้นมัน…”
ไซออนที่ถูกรัศมีข่มจนหงอลงพลันส่งเสียงครางหงิงๆ แล้วพูดอ้อมแอ้มในลำคอ
“นั่นก็จริง” “คุณมาร์คัสพูดถูกค่ะ”
เพราะทุกถ้อยคำล้วนถูกต้องตรงเผงโดยไม่มีผิดเพี้ยน วาเลรีและเบนนี่ที่นั่งฟังอยู่อย่างเงียบๆ จึงช่วยออกโรงหนุนมาร์คัส ใช่แล้วล่ะ เอน็อค ซอร์เซอร์เคยใส่ใจดูแลความเป็นอยู่ของกิลด์อย่างจริงจังสักครั้งเสียที่ไหน เขาก็แค่ไอ้คนประเภทที่เอาแต่นอนหมกตัวอยู่ในบ้านเหมือนแมวขี้เกียจและทำเฉพาะสิ่งที่ตัวเองอยากทำเท่านั้น
“อีกอย่าง เรื่องแค่นี้มันใช่เรื่องที่นายต้องโมโหด้วยเหรอ? ยังไงนายเองก็ไม่มีหัวทางด้านนี้อยู่แล้วนี่นา” “ฮึก อะ ไอ้เรื่องนั้นมัน……”
หมัดฮุกที่อัดแน่นไปด้วยความจริงอันหนักหน่วงซัดกระหน่ำเข้าใส่ไซออนอย่างต่อเนื่อง
“ฟังๆ ดูก็ถูกของนาย”
เมื่อยอมรับความผิดพลาดของตัวเอง เขาก็เดินกลับมานั่งลงบนเก้าอี้ด้วยสีหน้าเก้อเขิน ท่าทางนั้นดูน่าขันจนเบนนี่หลุดหัวเราะคิกคักพลางเอ่ยขึ้นมา
“ก็นั่นสิคะ ใครในที่นี้ก็ไม่มีสิทธิ์ไปด่าหัวหน้าทั้งนั้นแหละ งานเอกสารพวกนี้จริงๆ ก็มีแค่เลนิสที่รับผิดชอบอยู่คนเดีย—” “……ฮึก”
ทว่ายังไม่ทันที่คำพูดทีเล่นทีจริงของเบนนี่จะจบลง จู่ๆ เลนิสที่นั่งคุดคู้อยู่ตรงมุมห้องก็ปล่อยโฮออกมาอย่างไร้ปี่มีขลุ่ย เบนนี่ที่เพิ่งรู้ตัวว่าเผลอไปเหยียบกับระเบิดเข้าอีกแล้วพลันหลับตาลงแน่นด้วยสีหน้าบอกบุญไม่รับ ดูเหมือนปากเสียๆ ของเธอจะไปกดปุ่มสั่งน้ำตาของเลนิสที่นั่งอยู่เฉยๆ เข้าให้แล้ว
“อย่าร้องเลย เลนิส”
คนที่เข้ามาปลอบโยนเลนิสที่กำลังร้องไห้อย่างน่าเวทนากลับเป็นกิเดียนอย่างไม่น่าเชื่อ ชายผู้ไม่เคยแยแสว่าใครจะโมโหหรือวางกล้ามใส่แอบย้ายมานั่งข้างๆ ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ และกำลังลูบแผ่นหลังของเลนิสที่ขดตัวร้องไห้อย่างอ่อนโยน
“ชายหนุ่มผู้ขยันขันแข็งอย่างนาย ไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องมาเสียน้ำตาให้ไอ้สวะพรรค์นั้นเลยสักนิด”
ในขณะเดียวกัน เขาก็ไม่ลืมที่จะถือโอกาสเหน็บแนมเอน็อคไปด้วย ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าสาเหตุที่เลนิสเศร้าไม่ใช่เพราะเอน็อค แต่เป็นเพราะไม่มีใครยื่นมือมาช่วยงานเลยต่างหาก มาถึงขั้นนี้แล้ว เลนิสคงโดนใช้เป็นเครื่องมือ และกิเดียนก็แค่หาเรื่องด่าเอน็อคเท่านั้นไม่ใช่หรือไง?
คนอื่นๆ ที่นั่งอยู่ตรงโต๊ะต่างสะกดกลั้นความคลางแคลงใจอันสมเหตุสมผลนั้นไว้ แล้วค่อยๆ ลุกขึ้นเดินตรงเข้าไปรุมล้อมเลนิส หากเป็นยามปกติคนพวกนี้คงไม่สนใจหรอกว่าใครจะร้องไห้หรือไม่ แต่เพราะทุกคนต่างรู้ดีว่าช่วงที่ผ่านมาเลนิสต้องเหน็ดเหนื่อยสาหัสแค่ไหน จึงเริ่มรู้สึกผิดขึ้นมาบ้าง
ยิ่งไปกว่านั้น กิลด์ในคราวนี้ก็พังยับเยินอย่างรุนแรง ในฐานะคนที่ต้องตามเก็บกวาดเรื่องทั้งหมด เขาจะรู้สึกมืดแปดด้านขนาดไหนกัน
“อย่าคิดมากจนน้อยใจไปเลยน่า ก็มันไม่มีใครฉลาดเท่านายนี่ จะให้ทำยังไงได้ล่ะ”
มาร์คัสที่เดินเข้าไปถึงเป็นคนแรก ใช้ฝ่ามือหยาบกร้านตบลงบนแผ่นหลังผอมแห้งอย่างเก้งก้าง ทว่าคำปลอบใจของเขากลับยิ่งสะกิดต่อมน้ำตา เลนิสจึงยิ่งส่งเสียงร้องไห้ดังระงมขึ้นไปอีก
“แถมที่กิลด์ยังมีเงินทุนสำรองเหลืออยู่ตั้งเยอะขนาดนี้ ก็เพราะนายช่วยบริหารจัดการให้อย่างดีไม่ใช่เหรอ เรื่องนั้นทุกคนขอบคุณนายจริงๆ นะ” “ใช่แล้ว เอาเงินนั่นมาซ่อมแซมตึกที่พังให้หมดก็สิ้นเรื่อง” “ถ้าอย่างนั้นกิลด์ก็จะกลับมาเป็นปกติได้ในไม่ช้า แล้วพวกเราก็จะได้โฟกัสกับการตามหาหนอนบ่อนไส้ได้ไง จริงไหม?”
ปกติแล้วทุกคนคงรู้สึกเลี่ยนจนไม่ยอมพูดออกมา แต่ถึงแม้จะพยายามหยิบยื่นความรู้สึกขอบคุณที่ซุกซ่อนอยู่ในใจออกมาให้ ผลลัพธ์ก็ยังคงเหมือนเดิม เลนิสยังคงร่ำไห้ปานจะขาดใจราวกับชีวิตนี้ได้จบสิ้นลงแล้ว เสียงร้องไห้ที่หนักหน่วงเกินคาดทำให้ทุกคนเริ่มสบตากันอย่างกระอักกระอ่วน พลางนึกประหลาดใจว่าความกดดันที่เขาแบกรับไว้ตลอดเวลามันมหาศาลถึงเพียงนี้เชียวหรือ จนกระทั่งความประหลาดใจนั้นเริ่มมอดลงและกลายเป็นความรู้สึกเบื่อหน่ายเข้ามาแทนที่ ในที่สุดเลนิสที่พยายามกลืนก้อนสะอื้นลงคอก็เอ่ยปากออกมาอย่างยากลำบากว่า
“มะ มะ ไม่มีแล้วครับ……”
บอกว่าไม่มีไง
“หืม?” “อะไรนะ?” “เงินนั่น…”
เงินที่พวกนายพูดถึงนั่นแหละ เงินสำรองของกิลด์ที่เลนิสทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อยจนเก็บหอมรอมริบเอาไว้ เงินที่จะช่วยฟื้นฟูกิลด์ซึ่งพังพินาศยับเยินแห่งนี้ได้
“หัวหน้าหอบหนีไปแล้วยังไงล่ะครับ!”
หมายความว่าเงินอันล้ำค่านั้น บัดนี้อันตรธานหายไปจนไม่เหลือแล้วนั่นเอง
“…….” “…….”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ผู้คนที่ส่งเสียงเอะอะอยู่จนถึงเมื่อครู่ต่างก็พูดไม่ออกและตกอยู่ในความเงียบงัน ขณะที่พวกเขาทบทวนคำพูดของเลนิสซ้ำไปซ้ำมา ทุกคนก็ตกตะลึงพรึงเพริดยิ่งกว่าตอนได้ยินว่ามีหนอนบ่อนไส้เสียอีก และผู้ที่ได้สติกลับคืนมาจากห้วงเหวแห่งความสิ้นหวังอันมืดมิดเป็นคนแรกก็คือมาร์คัส
กร๊อบ โครม เขาขยี้โต๊ะจนพังยับเยินด้วยแรงมือเพียงอย่างเดียว ก่อนจะเอ่ยถามย้ำด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็นอย่างถึงที่สุด
“……พูดใหม่อีกทีซิ อะไรนะ?”
“อา คันหูชะมัด”
เอน็อคที่กำลังนอนเล่นเอื่อยเฉื่อยอยู่ขมวดคิ้วข้างหนึ่งเมื่อรู้สึกคันยุบยิบขึ้นมาอย่างกะทันหัน ใครแอบนินทาฉันอยู่หรือไง หลังจากพึมพำกับตัวเองอย่างไม่ทุกข์ร้อน เขาก็กระดิกนิ้วสั่งยัยทาสที่กำลังก้มหน้าก้มตาทำงานอยู่ด้านหลังตน
“ยัยทาส มานี่แล้วแคะหูให้ฉันหน่อย”
กำลังโหลดความเห็น...