“[นิยาย] เมื่ออดีตชาติ ฉันเคยขายชาติมาแล้วค่ะ” มีฉากหรือเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่ กดยืนยันเพื่อเข้าชม เว็บจะจำไว้ในเบราว์เซอร์นี้
ตอนที่ 47
“หา? เรื่องแค่นั้นทำเองไม่ดีกว่าหรือคะ—”
เซร่าที่ได้ยินคำขออันพิลึกพิลั่นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยเอ่ยถามย้ำด้วยสีหน้าขยาดแขยง ทันทีที่หายดีและถูกเตะโด่งออกจากเตียง เธอก็ต้องก้มหน้าก้มตารับกรรมทำงานเยี่ยงทาสโดยไม่มีการผ่อนปรนใดๆ ทั้งสิ้น เพราะเอน็อคขู่เอาไว้ว่าต้องทำความสะอาดบ้านหลังนี้ให้เอี่ยมอ่องไร้ฝุ่นภายในวันนี้ หากอยากทำให้สำเร็จ เธอคงต้องทำงานอย่างไม่หยุดพักแม้แต่วินาทีเดียวไปตลอดทั้งวัน
“จะทำให้ใช่ไหมล่ะ” “……ทำเอง—” “เธอเป็นทาสผู้ซื่อสัตย์ที่ยอมสละได้แม้กระทั่งชีวิตเพื่อฉันนี่นา” “ทำ……”
ทันทีที่เซร่าฝืนยิ้มตาหยีแล้วอ้าปากเตรียมจะบอกให้เขาจัดการเอง เอน็อคก็รีบยก ‘คำพูดนั้น’ ขึ้นมาดักคออย่างรวดเร็วจนบรรยากาศกลายเป็นเรื่องยากที่จะปฏิเสธได้ลง
ฉันว่าแล้วเชียวว่าทำไมถึงยังไม่พูดประโยคนี้! เซร่าสั่นสะท้านไปด้วยความรังเกียจเมื่ออีกฝ่ายหยิบยกเรื่องทาสผู้ซื่อสัตย์ขึ้นมาพร่ำไม่หยุดตามที่คาดไว้ไม่มีผิด
ถ้าจะทำขนาดนี้ก็อย่ามาแกล้งทำเป็นเชื่อคำพูดฉันตั้งแต่แรกลิสต์ คำแก้ตัวของเซร่าคงไปกระตุกต่อมใจแคบของเขาเข้าให้ เอน็อคถึงได้คอยจับผิดคำพูดของเธอแล้วเอามากดดันใส่ทุกครั้งที่อ้าปาก
“คงไม่ได้จะมากลับคำเอาป่านนี้หรอกนะ”
ดูมันสิ พอฉันไม่ตอบก็เปลี่ยนสีหน้าใส่ทันทีเลย เซร่าส่งสายตาหงุดหงิดค้อนขวับไปยังเอน็อคที่กำลังจ้องมองเธอด้วยสายตาราวกับหมาป่าที่กำลังจ้องขย้ำเหยื่อ
“เปล่าเลยค่ะ อันที่จริงนี่เป็นสิ่งที่ฉันอยากทำมากๆ เลยต่างหากล่ะคะ”
แม้คำพูดกับการกระทำจะไม่ตรงกันแม้แต่น้อย แต่ทั้งสองฝ่ายต่างก็ปล่อยผ่านเรื่องนั้นไปอย่างแนบเนียน ดั่งคำที่ว่าหากเริ่มโกหกแล้วครั้งหนึ่ง มันก็จะยิ่งพอกพูนขึ้นเรื่อยๆ ราวกับก้อนหิมะกลิ้ง เมื่อมาถึงขั้นนี้ ทั้งคู่ต่างเกิดทิฐิขึ้นมาและแกล้งสวมบทบาททาสผู้ซื่อสัตย์กับนายท่านผู้เปี่ยมด้วยความเมตตาต่อไปอย่างเอาเป็นเอาตาย เพื่อดูว่าอีกฝ่ายจะทนเล่นละครไปได้ถึงไหน
ก๊อกก๊อก ก๊อก ในตอนนั้นเอง จู่ๆ ก็มีใครบางคนมาเยือนยังบ้านที่ไร้ผู้คนแวะเวียนมาตลอดหลายวันที่ผ่านมา เสียงเคาะสองครั้งแล้วเว้นจังหวะเคาะอีกหนึ่งครั้ง แม้เอน็อคจะรู้ได้ในทันทีว่าอีกฝ่ายคือใคร แต่มันกลับเป็นรหัสลับที่เซร่าไม่เข้าใจ
“อ๊ะ นายท่านคะ ดูเหมือนจะมีแขกมาน่ะค่ะ!”
เมื่อได้ข้ออ้างชั้นดี เซร่าก็ไม่ยอมปล่อยให้โอกาสนี้หลุดลอยไป เธอรีบจ้ำอ้าวตรงไปยังประตูหน้าบ้านทันที อ่า ให้ตายสิ เสียงถอนหายใจอย่างหงุดหงิดของเอน็อคดังแว่วมาจากทางด้านหลัง ดูท่าคงจะไม่สบอารมณ์ที่โดนขัดจังหวะการแกล้งยัยทาสเข้าเสียแล้ว
สมน้ำหน้า เซร่าหัวเราะคิกคักก่อนจะจงใจแช่มือค้างไว้บนลูกบิดประตูอย่างอ้อยอิ่ง เพื่อทำให้เอน็อครู้สึกกระวนกระวายใจขึ้นอีกสักนิด
ปังปัง ปัง ในตอนนั้นเอง สัญญาณการเคาะประตูก็ดังขึ้นมาอีกระลอกหนึ่ง ทั้งที่เวลาเพิ่งผ่านไปได้ไม่นาน ทว่าเสียงเคาะกลับรุนแรงขึ้นกว่าในคราวแรก
“ค่ะ กำลังจะไปเปิดให้เดี๋ยว……”
รีบมากหรือไงนะ? เคาะจนประตูสะเทือนหมดแล้ว เซร่าเอียงคอด้วยความสงสัย พลางหมุนลูกบิดประตูดังแกร๊กเพื่อเปิดให้แก่ผู้มาเยือนผู้ใจร้อน และในวินาทีนั้นเอง
โครม โครม เปรี้ยง!
“……!”
พร้อมกับเสียงดังสนั่นราวกับถูกทุบด้วยค้อน แขนข้างหนึ่งก็พุ่งทะลุผ่านบานประตูออกมา
“อะ อะไรเนี่ย!”
เซร่าตกใจสุดขีดกับภาพที่เห็นตรงหน้าเมื่อมีคนพังประตูหนาๆ ด้วยมือเปล่า เธอจึงรีบถอยร่นกรูดไปด้านหลัง เสียงในตอนท้ายนั้นฟังดูไม่น่าจะใช่เสียงที่เกิดจากร่างกายของมนุษย์ได้เลยสักนิด ทว่าสิ่งที่ปรากฏขึ้นผ่านรูกลวงบนบานประตูกลับเป็นเพียงมือเปล่าที่ไร้ซึ่งเครื่องมือใดๆ
“……?”
ดูเหมือนเอน็อคเองก็ตกใจไม่แพ้กัน ชายหนุ่มที่นอนเหยียดยาวราวกับกระดูกสันหลังหักมาตลอดพลันเด้งตัวลุกขึ้นมานั่งทันควัน เซร่าที่อยากเอาตัวรอดจากหายนะรีบเบียดแทรกเข้าไปหลบอยู่หลังแผ่นหลังของเขาอย่างแน่นหนา เอน็อคจึงเหลือบมองเธอด้วยสายตาราวกับจะบอกว่าดูทำเข้าสิ
แกรก แกรก ระหว่างนั้น มือที่ทะลุผ่านประตูเข้ามาก็ควานหาลูกบิดประตูด้านในจนเจอแล้วบิดมัน แกร๊ก ภาพที่แขนซึ่งบุกรุกเข้ามาจากภายนอกกำลังเปิดประตูด้วยตัวเองนั้นชวนให้รู้สึกสยดสยองไม่น้อย ถ้าพังประตูทั้งหมดเข้ามาเลยยังจะดูน่ากลัวน้อยกว่านี้เสียอีก
แอ๊ด ประตูไม้เก่าๆ ค่อยๆ เปิดออก บานประตูที่เปิดได้เพียงครึ่งเดียวพลันสั่นคลอนพะเยิบพะยาบเพราะบานพับคงจะหลุดออกไปจากแรงกระแทกเมื่อครู่ ก่อนจะล้มตึงคว่ำลงมายังด้านใน
ในที่สุดสายตาที่เปิดโล่งก็ช่วยให้เซร่าจำได้ว่าคนที่ยืนอยู่ตรงนั้นคือมาร์คัส เขาที่ยืนหันหลังให้แสงแดดที่สาดส่องลงมานั้นมืดทะมึนไปทั้งตัวจนมองไม่เห็นใบหน้า เหตุผลเดียวที่ทำให้เซร่าจำเขาได้เป็นเพราะเคราทรงประหลาดที่มองเห็นเค้าโครงได้ชัดเจนแม้จะเป็นการมองย้อนแสงก็ตาม
“ฟู่……”
มาร์คัสสูดหายใจเข้าลึกๆ ควันสีขาวที่พวยพุ่งออกมาจากปากของเขากระจายตัวเป็นแนวยาวไปด้านข้าง
“เอน็อค ซอร์เซอร์”
นั่นเป็นการเรียกชื่อที่คล้ายกับการตะคอกใส่หน้ามากกว่า ตึง มาร์คัสก้าวเท้าเข้ามาในบ้านหนึ่งก้าว ทั้งที่เป็นเสียงฝีเท้าของมนุษย์แท้ๆ แต่กลับมีเสียง ตึง ดังลั่นราวกับมีหินผาหล่นทับจนตัวบ้านสั่นสะเทือน
ชั่วขณะนั้นเซร่ารู้สึกได้ถึงการคุกคามอันน่าขนลุกราวกับมีหมีตัวมหึมาบุกเข้ามาในบ้าน
“ฉันรู้อยู่แล้ว ว่าสักวันต้องมีวันนี้”
หึๆๆ มาร์คัสที่ส่งเสียงหัวเราะอย่างเยียบเย็นขยับเข้ามาใกล้อีกหนึ่งก้าว ร่างกายที่อัดแน่นเต็มกรอบประตูที่พังทลายกำลังกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรง บ่งบอกว่าเขาไม่ได้โกรธแค้นเพียงแค่ธรรมดาๆ
“วันที่แกจะต้องก่อเรื่องใหญ่เข้าสักวัน……!”
สองเท้าของมาร์คัสที่ยังคงใช้น้ำเสียงสงบนิ่งก้าวเข้ามาในบ้านอย่างสมบูรณ์ ทว่าเซร่ารู้ดี ตอนนี้เขาไม่ได้อยู่ในสภาวะที่มีสติสัมปชัญญะเลยแม้แต่น้อย หากไม่เป็นเช่นนั้น ทุกครั้งที่สองมือที่ทิ้งข้างลำตัวกำและคลายหมัดออก คงไม่มีเสียงกระดูกลั่นกร๊อบแกรบดังออกมาให้ได้ยินหรอก
ฟู่ ฟู่ ร่างกายมหึมาที่หอบหายใจกระชั้นแผ่รังสีความร้อนระอุออกมา แม้มองจากระยะไกลก็ยังเห็นมัดกล้ามเนื้อทั่วร่างของมาร์คัสปูดโปนเกร็งแน่นจนแทบปริแตก ดูแล้วเหมือนกับหมีป่าที่กำลังครุ่นคิดว่าจะฟาดกรงเล็บหน้าใส่จากตรงไหนดี
“…….”
ฮึก เซร่าที่สะอึกสำลักลมหายใจรีบเขย่าตัวเอน็อคแล้วกระซิบรัวเร็วเป็นปืนกล
“จะ เจ้านาย ไปทำเรื่องบ้าอะไรไว้กันแน่คะเนี่ย!”
ไปทำระยำอะไรมาคนถึงได้กลายร่างเป็นหมีขนาดนี้ เธอออกแรงผลักหลังเอน็อคไปข้างหน้าไม่หยุดเพื่อเคี่ยวเข็ญว่าทำไมไม่รีบออกไปรับผิดชอบเสียที
“…….”
เอน็อคที่ทำทีเป็นยอมตามใจลุกขึ้นยืนแล้วเดินเข้าไปหามาร์คัสด้วยท่าทางรำคาญใจเต็มทน
“มาร์คัส ทำไมต้องพังประตูบ้านดีๆ ของคนอื่นเขาด้วยเล่า…… อึ่ก”
และในวินาทีถัดมา เขาก็ถูกมาร์คัสที่พุ่งเข้ามาเหมือนรอจังหวะอยู่แล้วกระชากคอเสื้อเข้าอย่างจัง มาร์คัสที่ตะปบเอน็อคไว้ราวกับหมีที่ว่องไวพ่นลมหายใจ ฟู่ ฟู่ อย่างดุดันคล้ายกับคิดจะบีบคอเขาให้ตายคามือ เส้นเลือดบนหน้าผากของเอน็อคปูดโปนขึ้นมาทันทีเมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์อันน่าอัปยศที่แทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
“ทำบ้าอะไรของนาย”
เอน็อคที่พลอยตีหน้าขรึมตามไปด้วยตวัดสายตาเย็นชาจ้องมาร์คัสเขม็ง ก่อนที่
“เอน็อค เอน็อค เอน็อค ซอร์เซอร์” “……!”
เขาจะสะอึกเฮือกเมื่อสบเข้ากับสายตาคู่นั้น รูม่านตาของมาร์คัสที่มองมายังเอน็อคนั้นว่างเปล่า หลุมดำมืดสนิทคู่นั้นดูดกลืนลึกลงไปอย่างไร้ก้นบึ้งราวกับจะสูบเอาสติสัมปชัญญะของเอน็อคเข้าไปด้วย ภายในห้วงอเวจีที่กลืนกินแสงสว่างทุกอย่างมีคลื่นอารมณ์ด้านลบสารพัดรูปแบบที่มนุษย์จะพึงประสบกำลังโหมกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง
โทสะ สิ้นหวัง ทรยศ เสียใจ ยอมจำนน ไอสังหาร…… ความโกลาหลที่ผุดขึ้นมาทีละอย่างแล้วหลอมรวมเข้าด้วยกันจนบิดเบี้ยว เมื่อต้องเผชิญกับความบ้าคลั่งที่หมุนวนอยู่ท่ามกลางสิ่งเหล่านั้น ขนทั่วร่างของเอน็อคก็ลุกซู่ขึ้นมาโดยสัญชาตญาณ
“นาย…… โกรธจริงจังเลยเหรอเนี่ย”
อ่า เรื่องนี้ไม่ธรรมดาเสียแล้ว อึก เอน็อคที่กลืนน้ำลายเหนียวหนึบลงคอก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวหลังจากไม่ได้ทำมานานแสนนาน
มาร์คัสเป็นคนที่ไม่ค่อยโกรธใครง่ายๆ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะอุปนิสัยโดยกำเนิดที่เป็นคนอ่อนโยน แต่ส่วนใหญ่เป็นเพราะเขาพยายามอดกลั้นอย่างมีสติเพื่อไม่ให้ตัวเองโมโหต่างหาก นั่นเป็นเพราะเขารู้ดี
……ความจริงที่ว่าหากตนเองโกรธขึ้นมาจริงๆ ฝ่ายตรงข้ามอาจถึงตายได้
“……!”
เอน็อครีบเอี้ยวตัวหลบกำปั้นที่พุ่งแหวกอากาศมาในชั่วพริบตา โครม! หมัดที่พลาดเป้าพุ่งทะลวงฝาผนังเข้าไป มันคือตำแหน่งที่ศีรษะของเอน็อคเคยอยู่พอดิบพอดี
“ไอ้บ้าเอ๊ย”
เมื่อเห็นภาพนั้น เอน็อคก็พลันสีหน้าแข็งค้าง เมื่อครู่นี้อันตรายมากจริงๆ มาร์คัสคว้าสาบเสื้อเขาไว้แน่นไม่ยอมปล่อยจนเกือบจะโดนหมัดนั้นเข้าให้แล้ว เอน็อคที่กำสาบเสื้อด้านหน้าที่หลุดลุ่ยของตนเอาไว้ตัวสั่นระริก
“เดี๋ยวก่อน คุยกันดีๆ ก่อนสิ มาร์คัส”
เอน็อคยื่นสองมือไปข้างหน้าราวกับผู้ดูแลสัตว์ที่พยายามเกลี้ยกล่อมหมียักษ์ตกมันและเอ่ยขอเจรจา แต่มาร์คัสกลับส่ายหน้าด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย
“คุยไปก็แก้ปัญหาอะไรไม่ได้หรอกครับ……”
ปึง เขาชักหมัดที่ฝังอยู่ออกมา หลังจากสะบัดมือปัดเศษไม้ออก เขาก็เอียงคอถาม
“ฉันเคยเรียกร้องอะไรมากมายขนาดนั้นจากนายหรือไงครับ?”
ฟุ่บ กำปั้นที่สองพุ่งเฉียดมา เอน็อคถอยหลังหลบการโจมตีที่ราวกับอาวุธสังหารนั่นได้ทัน
“จะทำแค่งานที่อยากทำก็ไม่ว่าอะไร”
โครม! หมัดที่สามผ่าทะลวงกำแพง บัดนี้ระหว่างห้องรับแขกกับห้องครัวจึงมีหน้าต่างบานใหญ่โผล่ขึ้นมาหนึ่งบาน
“จะไปนอนเกลือกกลิ้งกับผู้หญิงทั้งโลกก็ไม่เป็นไร”
และแล้วก็มาถึงหมัดที่สี่ ครืน พื้นห้องแยกออกจากกันพร้อมกับเสียงดังกึกก้องประดุจฟ้าร้อง อึ๋ย แรงสั่นสะเทือนส่งมาถึงจุดที่เซร่ายืนอยู่จนขาทั้งสองข้างสั่นพั่บๆ ไปชั่วขณะ
“จะจมปลักอยู่กับยาหรือเหล้าฉันก็เคยบอกว่าไม่ว่าอะไรใช่ไหมครับ”
มาร์คัสชักหมัดที่ฝังลึกออกมาพลางยืดตัวขึ้น ซ่า เศษซากที่ติดขึ้นมากับหมัดร่วงกราวลงมาเหมือนเม็ดทราย
สีหน้าของเซร่าเปลี่ยนไปอย่างประหลาดเมื่อได้ยินเช่นนั้น ผู้ชายโตจนป่านนี้แล้วยังตามใจถึงขนาดนั้นเลยเหรอ? สมแล้วที่เป็นคนใจกว้างเหนือธรรมดา เซร่าที่เฝ้ามองสถานการณ์อยู่เริ่มสงสัยขึ้นมาตงิดๆ ว่าทำไมชายที่ยอมผ่อนปรนให้เอน็อคขนาดนั้นถึงได้โกรธจัดถึงเพียงนี้
“แต่ว่า……!”
ทันใดนั้น มาร์คัสที่ตั้งท่าโจมตีอีกครั้งก็แผดเสียงตวาดดั่งสายฟ้าฟาด วูบ หมัดที่แหวกอากาศพุ่งตรงไปยังลิ้นปี่ของเอน็อค
เอน็อคที่คิดจะถอยหลังไปอีกพบว่าแผ่นหลังชนเข้ากับผนังเข้าเสียแล้ว ด้านหลังของเขาคือผนังที่แขวนนาฬิกาเอาไว้เต็มไปหมดตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เอน็อคเหลือบมองผนังราวกับตระหนักได้ว่าเป็นทางตัน เซร่าคิดว่าเขาจะหมุนตัวหลบไปด้านข้าง ทว่า……
ผัวะ! หมัดของมาร์คัสซัดเข้ากลางลิ้นปี่ของเขาอย่างจังพร้อมกับเสียงปะทะอันน่าสะพรึงกลัว
“อั่ก……!”
เอน็อคที่ครางเสียงต่ำขมวดคิ้วข้างหนึ่งด้วยสีหน้าบิดเบี้ยว ไม่สิ โดนต่อยเข้าไปได้ยังไงกันนั่น…… ดวงตาทั้งสองข้างของเซร่าเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจกับผลลัพธ์ที่เหนือความคาดหมาย
“ฉันไม่เคยบอกว่าแตะต้องเงินของกิลด์ได้สักหน่อยครับ”
ทว่า สำหรับมาร์คัสมันคงไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมายแต่อย่างใด เขาจึงเอ่ยคำพูดต่อได้อย่างราบรื่น ในที่สุดเมื่อได้ซัดเอน็อคไปหนึ่งหมัด เขาก็แย้มยิ้มออกมา คุณลุงไว้หนวดเคราที่กำลังส่งยิ้มอันอ่อนโยนช่างให้ความรู้สึกอบอุ่นจนชวนให้จิตใจสงบอย่างบอกไม่ถูก
……แต่พอมาทำท่าทางแบบนั้นในสภาพนี้ มันเลยยิ่งดูเหมือนคนบ้าเข้าไปใหญ่
“แล้วการเอาเงินมากมายขนาดนั้นไปยัดใส่มือให้คนรักของนายใช้เล่น ยิ่งไม่ใช่เรื่องที่ยอมให้ได้เด็ดขาด”
กรอดย์ มาร์คัสที่กัดฟันแน่นเอาหัวของตนโขกเข้าใส่หน้าผากของเอน็อคเสียงดังสนั่น! ทั้งที่เขาก็น่าจะมีกระดูกเหมือนมนุษย์ทั่วไปแท้ๆ แต่เสียงที่ดังขึ้นกลับเหมือนเอาเหล็กกล้าทุบใส่มนุษย์ไม่มีผิด
“อ๋า—”
ในที่สุดเมื่อรู้เหตุผลของการจู่โจมกะทันหันนี้แล้ว เซร่าก็ผงกศีรษะหงึกหงักขึ้นมาจนได้ สรุปแล้วเรื่องมันบานปลายก็เพราะเงินก้อนโตที่เอน็อคแอบยักยอกไปนั่นเอง
“อา…… ฉัน ก็นึกว่า…… เรื่องอะไรซะอีก”
เสียงหัวเราะอย่างอ่อนใจหลุดรอดออกมาจากปากของเอน็อค ต่างจากเซร่าที่คิดว่าเขาสมควรโดนต่อยแล้ว เอน็อคกลับทำหน้าเหมือนจะบอกว่า เรื่องขี้ปะติ๋วแค่นี้ทำไมต้องมีปฏิกิริยาเกินเหตุด้วย เขาดันหมัดของมาร์คัสออกพร้อมกับตั้งหลักยืนตรงพลางเชิดคางขึ้นอย่างไม่สะทกสะท้าน แต่ทว่า
“ถ้าทำแบบนี้เพราะค่าบูรณะกิลด์ละก็ อั่ก!” “ยังมีหน้ามาเชิดคางใส่ตรงๆ อีกเรอะ!”
เขาถูกมาร์คัสที่กำลังเดือดดาลคว้าคอเสื้อแล้วกระแทกเข้ากับกำแพงอีกครั้งดังตึง อุ๊ยตาย เซร่ามองดูภาพนั้นด้วยสายตาสนอกสนใจเมื่อเห็นพลังอันดุดันที่ไล่ต้อนเอน็อคจนอยู่หมัดราวกับจับหนู
เอี๊ยด นาฬิกาที่ถูกท้ายทอยของเอน็อคกดทับส่งเสียงเสียดสีของโลหะและจวนเจียนจะหลุดร่วงลงมาจากกำแพง คงเพราะโมโหที่อีกฝ่ายไม่ยอมแม้แต่จะให้พูด เอน็อคจึงปัดกำปั้นหนาที่กุมคอเสื้อของตนออกแล้วตะเบ็งเสียงลั่น
“โธ่เว้ย ก็บอกอยู่นี่ไง! ว่าจะไปหาเซเลเน่แล้วเอาเงินกลับมาคืนให้เดี๋ยวนี้เลย!”
แม้จะดูเสียฟอร์มไปสักหน่อย แต่มันก็หมายความว่าเขาจะไปหาคนรักที่ตนเคยให้เงินไว้แล้วทวงคืนกลับมา ผู้หญิงคนนั้นคงชื่อเซเลเน่สินะ เซร่ารอฟังปฏิกิริยาตอบกลับของมาร์คัสต่อไปราวกับกำลังนั่งชมละครเวที
“เอ่อคือ…… ครับ”
ในตอนนั้นเอง เงาดำทะมึนก็โผล่ศีรษะแวบเข้ามาจากอีกฟากของประตูที่พังเป็นรูโหว่ นั่นคือเลนิสที่มาพร้อมกับมาร์คัส แต่เพราะกลัวแรงโมโหตอนพังประตูบุกเข้ามาเลยยืนรออยู่ข้างนอก
“……?”
สายตาของเอน็อคกับเซร่าหันไปมองเขา คนเดียวที่ไม่หันไปมองเลนิสมีแค่มาร์คัส เลนิสที่เกาะกรอบประตูไว้อย่างกล้าๆ กลัวๆ แจ้งข่าวร้ายด้วยน้ำเสียงหดหู่ราวกับจะมุดแผ่นดินหนี
“ผู้หญิงคนนั้น หอบผ้าหนีตามกันไปตั้งแต่เมื่อคืนแล้วครับ…….”
เซเลเน่ของเอน็อคหอบเงินหนีไปแล้ว
“…….” “…….” “…….”
บรรยากาศที่ไร้ซึ่งสรรพเสียงทวีความตึงเครียดขึ้นอย่างเงียบงันราวกับทุ่งกว้างก่อนพายุจะเข้า ท่ามกลางความตึงเครียดที่เสียดสีกันราวกับต่างฝ่ายต่างกำลังง้างสายธนูใส่กันอยู่นั้น…… เลนิสก็เป็นคนแรกที่ปล่อยคันธนูทิ้ง
“เพราะงั้น มันก็หมายความว่าพวกเราจบเห่กันแล้วนั่นแหละครับ”
กำลังโหลดความเห็น...