คลังเรื่องเร็ว ๆ นี้มาแรงเสนอเรื่องที่อยากให้แปลตารางอัป
–
ลูมอนโซ่ · ผู้รักการอ่านมังฮวาและนิยายอ่านเวอร์ชันต้นฉบับและแปลไทยได้ตามลิงก์ในแต่ละเรื่อง
ข้อมูลเว็บและติดต่อ
ข้อกำหนดการใช้งานนโยบายเหรียญและการคืนเงินความเป็นส่วนตัวเหรียญติดต่อเรา
18+

เนื้อหาสำหรับผู้ที่อายุ 18 ปีขึ้นไป

“[นิยาย] เมื่ออดีตชาติ ฉันเคยขายชาติมาแล้วค่ะ” มีฉากหรือเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่ กดยืนยันเพื่อเข้าชม เว็บจะจำไว้ในเบราว์เซอร์นี้

กลับหน้าแรก

[นิยาย] เมื่ออดีตชาติ ฉันเคยขายชาติมาแล้วค่ะตอน 52

ตอน 52

ตอนที่ 52

จะมีคำถามไหนน่ากลัวไปกว่านี้อีกไหม เหงื่อกาฬไหลพรากอาบแผ่นหลังของเซร่า

“…….”

เซร่าที่พูดไม่ออกไปชั่วขณะแข็งทื่อไปทั้งตัว เมื่อเห็นว่าเธอไม่ยอมขยับตัวเสียที เอน็อคจึงบอกว่าถ้าเธอไม่ป้อนฉันจะเข้าไปกินเอง พลางอ้าปาก “อ้าม—” แล้วยื่นหน้าเข้ามาใกล้

ไม่ได้นะ ขืนทำตายแน่ แน่นอนว่าไม่ใช่เอน็อคแต่เป็นฉัน วินาทีนั้นในสมองของเซร่าผุดความคิดขึ้นมาว่า หากพลาดพลั้งไปนิดเดียว ร่างกายคงถูกฟันขาดเป็นแนวยาวเหมือนเทือกเขาตรงหน้าเป็นแน่

เมื่อสัมผัสได้ถึงวิกฤต ร่างกายจึงขยับไปไวกว่าสมอง เซร่ารีบดึงผลไม้กลับมาก่อนจะอ้าปากงับ ยัดมันเข้าไปในปากตัวเองเพื่อไม่ให้เอน็อคทันได้มองเห็นรูปร่างของมันชัด ๆ

“……ไม่มีแล้วค่ะ ตอนนี้”

จากนั้นเธอก็กล้ำกลืนน้ำตาเคี้ยวมันกร้วม ๆ แล้วกลืนลงไป พิษร้ายแรงที่ไหลทะลักออกมาเมื่อเนื้อผลไม้แตกออกทำให้ลิ้นชาหนึบขึ้นมาทันที ความรู้สึกที่รู้ทั้งรู้แต่ก็ยังยอมรับพิษเข้าไปนั้นชวนให้ขนหัวลุกจนตึงเครียดไปทั้งร่าง

“……?”

การกระทำที่จงใจให้แล้วแย่งคืนไปทำให้เอน็อคแสดงสีหน้าฉงนใจออกมา

“ลงมาก่อนเถอะ วันนี้พวกเราจะนอนกันที่นี่”

โชคดีที่เอน็อคเลิกสนใจผลไม้นั้นอย่างรวดเร็ว เขาหยุดม้าแล้วช่วยพยุงเซร่าลงมา

เขาสั่งให้เธอไปเก็บฟืนเหมือนเช่นเคย ก่อนจะเริ่มสำรวจรอบ ๆ เพื่อมองหาที่หลับนอนที่เหมาะสมที่สุด

เซร่ามองแผ่นหลังของคนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่พลางถ่มสิ่งที่อยู่ในปากทิ้ง ถุย พอลวงของที่เหลือในกระเป๋าออกมาขว้างทิ้งไปไกลจนหมดก็ค่อยรู้สึกเหมือนรอดตายขึ้นมาหน่อย หลังจากทำลายหลักฐานจนสิ้นซาก เซร่าก็โซเซเดินตรงไปยังโขดหินที่อยู่ใกล้ ๆ

เธอใช้มือตบแปะ ๆ เพื่อตรวจดูว่ามันแข็งแรงพอจะให้เธอพยุงตัวได้หรือไม่ จากนั้น

“อุแหวะ—”

เธอก้มตัวลงต่ำแล้วขย้อนสิ่งที่ตีตื้นขึ้นมาจากข้างในออกมาจนหมด ในแอ่งเลือดสีแดงคล้ำมีเศษผลไม้ที่เพิ่งกลืนลงไปปะปนอยู่เป็นหย่อม ๆ สมกับเป็นพิษร้ายแรงที่มีฤทธิ์มหาศาล เพียงชั่วพริบตามือและเท้าก็เริ่มชาจนขยับไม่ได้แล้ว

“เธอเป็นอะไรไปน่ะ”

เอน็อคที่ได้ยินเสียงรีบปรี่เข้ามาประคองเซร่าซึ่งจู่ ๆ ก็กระอักเลือด เซร่าที่ถูกลากไปอย่างไร้เรี่ยวแรงล้มตัวลงนอนแผ่อยู่บนพื้น ท้องฟ้าที่ดูเหมือนอยู่ใกล้กว่าปกติในวันนี้กำลังหมุนคว้างไปมารอบทิศ

“นั่นสิคะ”

เซร่าพึมพำอย่างขมขื่นขณะรู้สึกว่าการมองเห็นเริ่มแคบลงเรื่อย ๆ

“สงสัยไปเก็บยาพิษมากินมั้งคะ……”

จากนั้นเธอก็พลิกตัวกลิ้งไปหนุนตักของเอน็อค เซร่าที่แหงนหน้ามองเขาด้วยใบหน้าซีดเผือดราวกับศพเอ่ยขอร้องด้วยน้ำเสียงหดหู่

“ถ้าไม่เป็นการรบกวน ช่วยชีวิตฉันหน่อยได้ไหมคะ” “ให้ตายสิ—”

ทั้งที่คิดว่าพูดจาสุภาพเรียบร้อยมากแล้วแท้ ๆ แต่เอน็อคกลับถอนหายใจออกมาด้วยสีหน้าเคือง ๆ

“เล่นเอาชีวิตเข้าแลกเลยนี่”

เขาหลุบตามองเซร่าด้วยสายตาไม่สบอารมณ์พลางขมวดคิ้วมุ่นราวกับไม่เต็มใจนัก ก่อนจะ

“เห็นแก่ว่าหน้าตาน่าเวทนาหรอกนะ ฉันจะหยวน ๆ ให้แล้วกัน”

เขาค่อนขอดเรื่องหน้าตาของเธอประโยคหนึ่งก่อนจะโน้มตัวลงมาหา 'หน้าตาฉันมันทำไมยะ' อยากจะเถียงออกไปแบบนั้นอยู่หรอก แต่เซร่าที่ไม่อาจตายแบบนี้ได้จำต้องยอมรับการสัมผัสจากเขาแต่โดยดี

ริมฝีปากที่แนบชิดกันอีกครั้งในรอบหลายวันสูดกลืนลมหายใจของเซร่าอย่างคุ้นเคย

เซร่าอ้าปากรับราวกับรอคอยอยู่แล้ว พลางดูดกลืนพลังชีวิตที่เอน็อคส่งต่อมาให้อย่างเต็มที่ ประหนึ่งมีสายฝนเย็นฉ่ำโปรยปรายลงสู่ภายในร่างกายที่หลอมละลายเพราะพิษ ไอเย็นสดชื่นที่แผ่ซ่านไปทั่วอกช่วยเป่าลมหายใจแห่งชีวิตให้เซร่าที่เฉียดเข้าใกล้ประตูนรกอีกครั้งอย่างแผ่วเบา

รอดตายมาได้จนได้ พร้อมกับความโล่งอกอันแสนคุ้นเคย เซร่าก็หมดสติไปอย่างสมเกียรติ

◆ ◆ ◆

ยามเข้าใกล้หมู่บ้าน ลมที่พัดมาก็เริ่มมีพายุหิมะปนเข้ามาด้วย เทือกเขาอันสูงชันพัดพาเอาลมเหนืออันดุดันกรรโชกลงมาสู่เบื้องล่างซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับต้องการปฏิเสธคนนอก

สิ่งที่สัมผัสได้ถึงความหนาวเหน็บไม่ได้มีเพียงมนุษย์ แม้แต่ม้าที่ไม่เคยแสดงอาการเหน็ดเหนื่อยตลอดหลายวันมานี้ยังพ่นลมหายใจฟืดฟาดเผยให้เห็นความยากลำบาก มันอาจเป็นเรื่องสมควรแล้ว เพราะว่ากันว่าภูมิภาคนี้หนาวเย็นจัดจนผู้คนแถวนี้แทบไม่ขี่ม้ากันเป็นปกติ

ครั้งนี้แม้แต่เอน็อคเองก็คงรู้สึกหนาว เขาจึงสวมผ้าคลุมหนาเตอะเช่นเดียวกับเซร่าพร้อมดึงฮู้ดลงมาคลุมศีรษะมิดชิด

ภูเขาที่โอบอุ้มฤดูหนาวอันโหดร้ายเช่นนี้ ปกติแล้วแค่ปีนขึ้นไปก็ต้องใช้เวลาถึงสองวันเต็ม

ทว่าเซร่ากับเอน็อคกลับผ่านภูเขาอันน่าสะพรึงกลัวที่มีคนเจ็บคนตายอยู่เป็นระยะแห่งนั้นไปได้อย่างง่ายดาย หากต้องปีนป่ายภูเขาสูงตระหง่านที่ต้องแหงนคอตั้งบ่ามองด้วยสองขาเปล่า ๆ โดยไม่มีม้าละก็ ป่านนี้เซร่าคงกลายเป็นศพถูกฝังอยู่ใต้หิมะไปนานแล้ว

สาเหตุที่เธอไม่ต้องหนาวตาย เป็นเพราะมีผู้มีพระคุณคนหนึ่งฟันผ่าช่องเขาให้เป็นทางตรงผ่านไปได้ ใช่แล้ว นั่นคือฝีมือของเอน็อค ซอร์เซอร์นั่นเอง

เธอพ่นไอสีขาวออกจากปากพลางแหงนมองภูเขาด้วยสายตาหดหู่

ร่องรอยของเทือกเขาที่ถูกฟันขาดเป็นสองท่อนนั้น ยามมองจากระยะไกลก็น่าอัศจรรย์ใจอยู่หรอก ทว่าพอได้ก้าวเข้ามาอยู่ตรงกลางรอยแยกจริง ๆ เช่นนี้ ความยิ่งใหญ่อลังการของมันกลับเกินจินตนาการไปไกลโข

ร่องรอยวิถีดาบกว้างขวางเสียจนรถม้าหลายคันวิ่งสวนกันได้สบาย ๆ ส่วนรอยตัดที่ขาดสะบั้นอย่างเกลี้ยงเกลานั้น ต่อให้เวลาจะล่วงเลยมานานเพียงใดก็ยังคงเรียบกริบไร้รอยบิ่น ความเรียบกริบนั้นแผ่พลังอำนาจออกมา พลังอันแข็งแกร่งที่พร้อมจะฟันตัดใครก็ตามที่บังอาจมากวนใจให้ขาดเป็นสองท่อนอย่างหมดจด

“…….”

เกือบไปแล้ว เกือบโดนฟันขาดสองท่อนไปด้วยแล้วไหมล่ะ…… ขณะก้าวผ่านช่องเขานั้น เซร่าคิดว่าช่างเป็นโชคดีเหลือล้นที่แขนขาของเธอยังอยู่ครบสามสิบสอง

เอน็อคไม่ได้บอกว่าจุดจบของพวกที่วางยาพิษใส่เขาเป็นอย่างไร ทว่าเธอกลับมีลางสังหรณ์รุนแรงว่าพวกนั้นคงไม่ได้ตายดีแน่

หญิงสาวผู้รอดตายมาราวกับปาฏิหาริย์เอาแต่เงียบกริบเป็นพิเศษในวันนี้ ไม่สิ เธอเงียบมาตลอดทางที่เดินผ่านเทือกเขาผ่าซีกแห่งนี้ มันไม่ใช่ปัญหาเรื่องสุขภาพร่างกาย แต่เป็นเรื่องของจิตใจต่างหาก

‘ฉันประเมินมันต่ำเกินไปจริง ๆ’

เธอผู้เฉียดไปเหยียบเปลวเพลิงในนรกมาครู่หนึ่งตำหนิตัวเองอย่างสงบเสงี่ยมด้วยความสำนึกผิด

แผนการวางยาพิษที่คิดขึ้นมาอย่างใจร้อนล้มเหลวไม่เป็นท่าตั้งแต่ยังไม่ทันได้ยัดยาพิษที่เตรียมไว้เข้าปากเอน็อคด้วยซ้ำ ซึ่งมันก็สมควรอยู่หรอก เพราะเซร่าฉลาดเกินกว่าจะคิดยัดยาพิษใส่ปากเขาหลังจากได้เห็นอะไรแบบนี้

คนที่รอดชีวิตมาได้ยาวนานขนาดนี้ย่อมต้องมีเหตุผลในตัวของมันแท้ ๆ แต่เธอกลับหน้ามืดตามัวเพราะความอยากเอาตัวรอดจนมองไม่เห็นภาพรวม โชคดีที่หยุดมือได้ทันท่วงทีจึงรอดพ้นจากสถานการณ์เลวร้ายที่สุดมาได้ ทว่าเธอก็ดันกินยาพิษที่กะจะป้อนเขาเข้าไปเองจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด

แบบนี้ไม่ได้การเด็ดขาด กว่าจะยื้อชีวิตนี้ไว้ได้เธอต้องไปเกลือกกลั้วกับอีตาบ้านั่นตั้งกี่วันกัน……

‘ต่อจากนี้ต้องรอบคอบกว่านี้แล้ว’

หลังจากทบทวนความผิดพลาดจบลง เซร่าก็ตั้งปณิธานอย่างแน่วแน่ว่าจะไม่ผลีผลามทำอะไรบุ่มบ่ามอีกเด็ดขาด เป้าหมายนับจากนี้ไม่ใช่การลงมือส่งเดช แต่เป็นการค้นหาจุดอ่อนของเอน็อคแล้วกำจัดเขาให้สิ้นซากอย่างปลอดภัย

“ถึงแล้ว”

ม้าที่เพิ่งควบผ่านเทือกเขามาได้มาถึงตรงทางเข้าหมู่บ้านพอดี เมื่อเงยหน้าขึ้นตามเสียงของเอน็อคที่บอกว่าถึงแล้ว ป้ายโลหะเก่าคร่ำคร่าก็ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดต้อนรับเธอ

‘เฮตาร์ดิน’

สิ่งที่เขียนอยู่บนนั้นเป็นภาษาโบราณไม่ผิดแน่ ‘เฮตา’ ดูเหมือนจะเป็นคำเฉพาะ ‘ร์’ คือคำเชื่อม และ ‘ดิน’ หมายถึงหมู่บ้าน หมู่บ้านของเฮตางั้นเหรอ เซร่าที่ตีความหมายได้เอียงคอสงสัย

“อ่านภาษาโบราณออกด้วยเหรอ”

หลังจากได้ยินคำถามนั้นจากเอน็อค เซร่าถึงเพิ่งรู้ตัวว่าเผลอพูดความคิดของตัวเองออกมา เธอสัมผัสได้ถึงสายตาระแวงที่ทิ่มแทงอยู่ตรงท้ายทอย เขาคงนึกแปลกใจที่คนบอกว่าความจำเสื่อมกลับอ่านภาษาโบราณได้อย่างเป็นธรรมชาติ

“กะ ก็แค่คำนั้นมันแวบเข้ามาในหัวน่ะค่ะ”

เซร่าแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่องรู้ราวเพื่อเอาตัวรอดจากความสะเพร่าของตน หืม เอน็อคครางเสียงต่ำในลำคอราวกับกำลังชั่งใจหาความจริง เซร่าจึงรีบพูดต่อก่อนที่ความสงสัยของเขาจะหยั่งรากลึกไปกว่านี้

“แล้วสรุปว่าเฮตาคือใครเหรอคะ”

โชคดีที่เอน็อคยอมปล่อยผ่านข้อแก้ตัวตบตาแบบขอไปทีนั้นไปเงียบ ๆ

“มังกรที่ปกปักรักษาที่นี่น่ะ” “……โอ้”

ตัวจริงของชื่อนั้นยิ่งใหญ่กว่าที่คิดไว้เสียอีก เซร่าจึงอุทานชื่นชมออกมาเบา ๆ

อีกทั้งเธอยังคิดว่ามันเป็นกลยุทธ์ที่ไม่เลวทีเดียว มังกรที่อาศัยอยู่บนเทือกเขาขรุขระที่มีหิมะละลายยากตลอดทั้งปีกับหมู่บ้านที่ได้รับการปกป้องคุ้มครองจากมันอย่างนั้นเหรอ หากจ้างนักเขียนดี ๆ สักคนมาแต่งนิทานชวนฝันแล้วปล่อยขายไปทั่วทั้งทวีป ก็น่าจะดึงดูดนักเดินทางให้แห่แหนกันมาเยือนโดยอ้างความไร้เดียงสาของเด็ก ๆ ได้สบายเลย

แน่นอนว่าในยามที่รอบทิศถูกหนามสีดำเสียบทะลุจนแทบเอาชีวิตไม่รอดแบบตอนนี้ วิธีหาเงินพรรค์นั้นคงไร้ประโยชน์สิ้นดี

“ตั้งแต่ตรงนี้ไปต้องลงเดินแล้วนะ หิมะทับถมกันหนาเตอะเลยค่อนข้างอันตรายน่ะ”

ตอนนั้นเอง เอน็อคที่หยุดม้าก็เอ่ยเตือนว่าถึงเวลาที่ร่างกายต้องออกแรงเหนื่อยแล้ว เซร่าที่ตื่นจากฝันหวานเรื่องการกอบโกยเงินทองจึงจำใจลงจากหลังม้าด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์

อึ๊ก หนาวชะมัด วินาทีนั้นเซร่าถึงกับตัวสั่นสะท้านเมื่อลมพัดผ่านแก้มไป เมื่อครู่ยังรู้สึกพอทนได้อยู่แท้ ๆ แต่ยิ่งเข้าใกล้หมู่บ้านมากเท่าไร พายุหิมะก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเท่านั้น

ทว่ายังโชคดีอยู่บ้างที่มองเห็นจุดที่ดูเหมือนทางเข้าหมู่บ้านอยู่ไกลลิบ ๆ

เมื่อพยายามลุยฝ่าหิมะที่กองทับถมสูงถึงหัวเข่าเข้าไปใกล้ ในที่สุดก็เห็นยามรักษาการณ์ยืนเฝ้าทางเข้าอยู่ ชายหนุ่มที่นั่งอู้งานอยู่ในซอกหลืบระหว่างประตูกับกำแพงค่อย ๆ ลุกขึ้นอย่างเฉื่อยชาเพื่อมารับหน้าคนทั้งสอง

“พวกคุณเป็นใครกันน่ะ”

น้ำเสียงที่เจือความรำคาญอย่างเห็นได้ชัดไม่มีความยินดีต้อนรับอยู่เลยแม้แต่น้อย ท่าทางที่ทำเอาผู้มาเยือนหมดอารมณ์ทำให้เซร่าชำเลืองมองเอน็อค คางคมแกร่งที่โผล่พ้นหมวกคลุมลงมาไม่มีทีท่าว่าจะขยับ ดูท่าหน้าที่รับมือกับยามรักษาการณ์ไร้มารยาทคนนี้คงตกเป็นของเซร่าแล้วล่ะ

“มาเรื่องใบคำร้องน่ะ”

เธอที่ก้าวออกไปข้างหน้าดึงใบคำร้องใบหนึ่งที่รับไว้แล้วยื่นส่งให้

ยามรักษาการณ์รับแผ่นกระดาษไปราวกับจะกระชาก ชายหนุ่มกวาดตามองเอกสารอย่างไม่ใส่ใจนัก พลางขมวดคิ้วมุ่นเมื่อสังเกตเห็นตราประทับของกิลด์ที่ประทับอยู่ด้านล่าง

“ซิกนัส……?”

ชายคนนั้นอัดแน่นความไม่สบอารมณ์ทั้งหมดลงในคำพูดสั้น ๆ นั้น

“พวกผู้ดีหยิ่งยโสพวกนั้นถ่อมาทำอะไรถึงที่นี่กันล่ะเนี่ย”

ชายคนนั้นกวาดตามองเอกสารอีกสองสามรอบก่อนจะเอ่ยประชดประชันใส่หน้าคนที่ยืนอยู่ตรงนั้น จากนั้นก็ส่งใบคำร้องคืนให้อย่างหยาบคายเหมือนตอนที่รับไปพลางกล่าว

“ไม่ต้องการแล้ว กลับไปซะเถอะ”

การโดนขับไล่อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยทำให้เซร่าซักไซ้เอาเรื่องทันที

“อะไรนะ หมายความว่ายังไงกัน คนที่ส่งใบคำร้องมาคือทางนั้นไม่ใช่หรือไง”

ยามรักษาการณ์ก็ตอบโต้กลับโดยไม่ยอมแพ้

“ก็คงแค่หว่านส่งไปทุกกิลด์ เผื่อมีใครหลงมารับนั่นแหละ ใครจะไปบ้าส่งใบคำร้องให้กิลด์ที่มีไอ้ตัวหมดสภาพนั่นอยู่กันวะ” “ตัวหมด……?”

เซร่าถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะกับคำว่า ‘ตัวหมดสภาพ’ ที่หลุดออกมาจากปากเขา คงไม่ใช่ว่า ‘ไอ้ตัวหมดสภาพ’ ที่ว่านั่นคือคนที่อยู่ข้างหลังฉันหรอกนะ

“เอน็อค ซอร์เซอร์ ไงล่ะ ไอ้ระยำปีศาจที่มีดีแต่ชื่อนั่นน่ะ”

พลันที่คิดเช่นนั้น ชายที่ยืนทิ้งน้ำหนักลงขาข้างเดียวก็เอ่ยชื่อออกมาเจาะจงพอดี ยามรักษาการณ์แสยะยิ้มเย้ยหยันพลางเรียกเอน็อคว่าไอ้ระยำปีศาจอย่างไม่ลังเล

“เพราะไอ้เวรนั่น บรรพบุรุษของพวกเราต้องตายไปตั้งเท่าไหร่ พวกกิลด์ซิกนัสยังหน้าด้านคลานเข้ามาที่นี่อีกเรอะ?!” “ไม่สิ ก็บอกว่าใบคำร้อง—” “เอ๊าะ ฉันไม่สนเรื่องพรรค์นั้นหรอกโว้ย เพราะฉันไม่มีวันเปิดประตูให้พวกที่กินข้าวหม้อเดียวกับไอ้ระยำปีศาจนั่นเด็ดขาด หันหลังแล้วไสหัวกลับไปได้แล้ว”

ชายที่พ่นคำด่าทออย่างหยาบคายโบกมือไล่ไปมาเหมือนกำลังไล่หมาจรจัด

เซร่าที่หาจังหวะแทรกไม่ได้กำลังกลุ้มใจว่าจะคลี่คลายบรรยากาศตึงเครียดนี้อย่างไรดี แม้พอจะคาดเดาได้จากการที่เคยได้ยินมาบ้าง แต่ดูเหมือนความรู้สึกที่มีต่อเอน็อคจะเลวร้ายยิ่งกว่าที่คิดไว้เสียอีก

“อ้าว ยืนบื้ออะไรอยู่ล่ะ! บอกให้รีบไสหัวไปไงเล่า!”

เมื่อเห็นเธอไม่มีทีท่าจะตอบสนอง ยามรักษาการณ์จึงกวัดแกว่งหอกอย่างข่มขู่ ทว่า พลั่ก มีมือข้างหนึ่งยื่นเข้ามาขวางคมหอกที่พุ่งตรงมายังลำคอของเซร่าไว้ได้อย่างฉับพลัน นั่นคือเอน็อคที่ยืนเงียบฟังบทสนทนาอยู่ด้านหลังเซร่ามาโดยตลอด

“พี่ชาย แกเป็นตัวอะไรอีกล่ะเนี่ย”

ไม่รู้ว่าหงุดหงิดที่โดนขัดจังหวะ หรือรังเกียจที่มือคนอื่นมาแตะต้องอาวุธ ยามรักษาการณ์สะบัดมือของเอน็อคออกราวกับปัดสิ่งสกปรก ก่อนจะเอ่ยหาเรื่องอย่างยียวนพร้อมบวกทุกเมื่อ

“……ฉันน่ะเหรอ”

เอน็อคแค่นยิ้มเหมือนได้ยินเรื่องชวนหัวเราะ

ก่อนที่เขาจะได้เปิดเผยตัวตน ลมกรรโชกแรงที่พัดมาได้จังหวะก็เปิดเสื้อคลุมของเอน็อคออก เส้นผมสีแดงสดพัดสะบัดอย่างบ้าคลั่งอยู่ใต้หมวกคลุมที่หลุดลอยต้านลมไม่ไหว

ชายหนุ่มที่งดงามเกินกว่าจะเรียกว่าตัวหมดสภาพเอียงคอตอบเลียนแบบชายคนนั้น

“ไอ้ระยำปีศาจไงล่ะ”

[นิยาย] เมื่ออดีตชาติ ฉันเคยขายชาติมาแล้วค่ะจบตอน 52
อ่านตอน 53 ต่อ
อ่านตอนล่าสุดได้ที่ลงถึงตอน 344
↗Readtoon
☆ ให้คะแนน / เขียนรีวิวเรื่องนี้

ความคิดเห็นตอนนี้

กำลังโหลดความเห็น...

ดูความเห็นทุกตอนของเรื่องนี้
‹ ตอน 51กลับหน้าเรื่อง
ตอน 51ตอน 53