“[นิยาย] เมื่ออดีตชาติ ฉันเคยขายชาติมาแล้วค่ะ” มีฉากหรือเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่ กดยืนยันเพื่อเข้าชม เว็บจะจำไว้ในเบราว์เซอร์นี้
ตอนที่ 89
“มะ หมายถึงเรื่องอะไรหรือขอรับ……” “เจ้าวางแผนจะฆ่าอควิลาจริงๆ รึ” “ข้าไม่รู้เรื่องนะขอรับ!”
เพิ่งจะถามไปแค่ประโยคแรก โคแรกซ์ก็สะดุ้งโหยงราวกับคนชักแล้วปฏิเสธเสียงแข็ง
“ต้องเป็นฝีมือที่ซีเรียนวางแผนขึ้นมาเองตามอำเภอใจแน่ๆ ขอรับ! ท่านพ่อ! ทำไมข้าถึงต้องคิดจะฆ่าน้องตัวเองด้วยเล่าขอรับ?! ข้าไม่ทำเด็ดขาด ไม่มีทางทำเด็ดขาดขอรับ!”
พูดพลางสาวไส้สารภาพออกมาเองอย่างลื่นไหลว่าเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด ทั้งที่ในที่นี้ยังไม่มีใครเอ่ยชื่อของซีเรียนขึ้นมาสักคน แต่เขากลับล่วงรู้สถานการณ์ความเป็นไปอย่างปรุโปร่งอยู่แล้ว
จะมีหลักฐานไหนชัดเจนไปกว่านี้อีก สายตาสมเพชเวทนาพากันจับจ้องไปยังโคแรกซ์
เวลาตกเป็นผู้ต้องสงสัย ย่อมต้องพูดให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้แท้ๆ ดูท่าเจ้าโง่นี่คงไม่มีแม้แต่คนสนิทดีๆ คอยชี้แนะเรื่องพื้นฐานพรรค์นี้ให้เลยสินะ
“……ฮู่ว”
คงจะรู้สึกไม่ต่างกัน เดนิดาสจึงถอนหายใจยาวเหยียดที่เปี่ยมไปด้วยความกังวลสารพัดออกมา
ท่าทีที่เคยทำตัวราวกับหมาป่าพองขนอวดเบ่งอำนาจอันตรธานหายไปจนหมดสิ้น สายตาที่ไร้พิษสงกวาดมองสโนว์ เซร่า และกระดาษที่อยู่ในมือของเธอ
ในมือของเซร่ามีหนังสือสัญญาหมั้นหมายระหว่างสโนว์กับอควิลาอยู่ เป็นเพราะเธอร้องขอว่าอยากเห็นสักครั้งก่อนจะเรียกร้องค่าตอบแทน
สัญญาฉบับนี้ที่ทำขึ้นระหว่างเดนิดาสกับพ่อแม่ของสโนว์เมื่อนานมาแล้ว ถูกเก็บรักษาไว้อย่างดีเยี่ยมจนกาลเวลาไม่อาจทำอะไรได้
บนกระดาษที่ส่งกลิ่นหอมราวกับของใหม่ มีลายมืออันงดงามเขียนระบุไว้ว่า ‘อควิลาและสโนว์ในสังกัดอัลแทร์ ขอสาบานว่าจะต้องแต่งงานกันอย่างแน่นอน’
“ทั้งหมดเป็นความสะเพร่าของข้าเองค่ะ”
ในตอนนั้นเอง อควิลาที่รอเพียงคำตัดสินของเดนิดาสก็ก้าวออกมายอมรับความผิดของตนอย่างกะทันหัน
“เพราะข้าไม่น่าไว้วางใจ เรื่องแบบนี้จึงเกิดขึ้น ท่านพ่อ ข้า……” “อควิลา!” “ข้าจะขอรับผิดชอบทุกอย่าง และสละตำแหน่งผู้สืบทอดค่ะ”
ทั้งที่เดนิดาสเอ่ยห้าม แต่อควิลาก็ยังคงประกาศยอมสละตำแหน่งผู้สืบทอดจนได้ ทั้งที่เป็นการตัดสินใจที่ไม่ง่ายดายเลยสักนิด แต่อควิลากลับไม่มีท่าทีลังเลแม้แต่น้อย
เด็กที่ยอมหักไม่ยอมงอ เซร่าส่ายหน้าอย่างอ่อนอกอ่อนใจ และในจังหวะนี้เอง เธอก็ตวัดสายตาเอือมระอาขั้นสุดมองไปยังโคแรกซ์ที่แอบกระตุกมุมปากยิ้มด้วยคิดว่าโอกาสของตนมาถึงแล้ว
ตุ้บ เดนิดาสทิ้งตัวจมลงไปบนเก้าอี้ราวกับคนหมดเรี่ยวแรง เขามองเหม่อไปในความว่างเปล่าด้วยแววตาไร้จุดโฟกัสราวกับเพิ่งตระหนักถึงความอนิจจังของชีวิตในที่สุด ก่อนจะ
“เรื่องคราวนี้เป็นเพราะข้าบกพร่องในการดูแลจัดการเองทั้งหมด”
อยู่ๆ ก็หันลูกศรทุกดอกเข้าหาตัวเอง ช่างเป็นการกระทำที่ไม่สมกับเป็นเขาเอาเสียเลย
“ข้าไม่อยากให้เรื่องนี้จบลงเพียงแค่การไต่สวนครั้งเดียว ข้าตั้งใจจะตรวจสอบให้กระจ่างชัดว่าใครมีส่วนพัวพันบ้าง และพัวพันมากน้อยเพียงใด”
เขาเกริ่นขึ้นอย่างระมัดระวัง แม้น้ำเสียงจะหมดแรง ทว่ากลับแสดงเจตจำนงที่จะขุดคุ้ยเรื่องนี้อย่างจริงจัง
“เพราะฉะนั้น เรื่องการลงโทษ โปรดยกให้อัลแทร์จัดการจะได้หรือไม่”
คำพูดที่ยกข้ออ้างสารพัดขึ้นมาในที่สุดก็มาถึงจุดหมาย เดนิดาสสรุปอย่างชัดเจนว่าในตอนนี้จะไม่ลงโทษใครทั้งนั้น
อย่างไรเสีย ไม่ว่าใครจะวางแผนการอะไรก็ไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวข้องกับซิกนัสอยู่แล้ว เอน็อคจึงไม่ได้แสดงความสนใจอะไรเป็นพิเศษ
“ช่างมันเถอะ ขอแค่รางวัลแน่นอนก็พอ”
ทว่าเขาก็ย้ำอย่างหนักแน่นว่าจะต้องสะสางเรื่องสิ่งที่จะแลกเปลี่ยนกันให้ชัดเจน
“……เข้าใจแล้ว ข้าจะให้รางวัลตอบแทนอย่าง…… แน่นอน”
เดนิดาสพยักหน้ารับด้วยความรู้สึกราวกับต้องเฉือนเนื้อตัวเอง เมื่อเขาส่งสายตาให้คนรับใช้ คนรับใช้ที่ถือกระดาษเปล่าก็วางมันลงตรงหน้าเซร่า
แม้คนที่เรียกร้องรางวัลจะเป็นเอน็อค แต่การกระทำนั้นก็เหมือนจะรู้อยู่แล้วว่าในทางปฏิบัติใครคือผู้ตัดสินใจเรื่องดังกล่าว
“เขียนสิ่งที่อยากได้แล้วส่งให้คนรับใช้ของข้า ไม่ว่ามันจะเป็นอะไร ข้าจะไม่บ่นสักคำและมอบให้”
เดนิดาสที่มองเซร่าด้วยแววตาไม่พอใจจนถึงที่สุดได้รับประกันคำสัญญาของตนอย่างหนักแน่นอีกครั้ง บนใบหน้าที่หมดสิ้นใจสู้โดยสิ้นเชิงของเขาหลงเหลือเพียงความพ่ายแพ้อันขมขื่นเท่านั้น
“เรื่องที่เกี่ยวกับหนาม ข้าจะกลับไปสืบสวนอย่างละเอียดรอบคอบ จงรับรู้ไว้และให้ทุกคนเตรียมตัวเดินทางกลับ”
กำหนดออกเดินทางคือวันพรุ่งนี้ เดนิดาสที่ลุกขึ้นจากที่นั่งเดินออกจากห้องประชุมโดยมีอควิลาคอยพยุง
“จนกว่าจะถึงตอนนั้น โคแรกซ์ ห้ามแกก้าวเท้าออกไปไหนและขังตัวเองอยู่ในห้องซะ!”
พลางโบกมือไล่ไปทางโคแรกซ์ราวกับไม่อยากจะมองหน้าให้เสนียดตา
“ขะ…… ครับ! ท่านพ่อ!”
โคแรกซ์ที่ก้มกราบจนจมูกแทบจรดพื้นรีบวิ่งหนีตามพ่อของตนออกจากห้องประชุมไปอย่างรวดเร็ว ด้วยกลัวว่าจะมีใครมาจับตัวไว้
เซร่าเหม่อมองแผ่นหลังของสองพ่อลูกที่ล่าถอยออกไปในฐานะผู้แพ้
ถึงตอนนี้จะปฏิบัติด้วยท่าทีเช่นนั้น แต่สุดท้ายเดนิดาสก็คงจะให้อภัยลูกชายอยู่ดี เพราะชะตากรรมของอควิลาที่ยืนอยู่ข้างเดนิดาสยังคงไม่เปลี่ยนแปลง
หากไม่อาจรับสโนว์เข้ามาเป็นลูกเขยได้แล้ว อควิลาก็คงไม่ใช่บุตรอันเป็นที่รักที่สุดของเขาอีกต่อไป สำหรับเดนิดาสที่ยึดมั่นในธรรมเนียมอย่างยิ่งยวด ย่อมเป็นที่แน่ชัดว่าจะตัดสินว่าเธอไม่มีค่าพอให้ละเลยหลักการสืบทอดตำแหน่งของบุตรชายคนโต
หากกลับไปเช่นนี้ อควิลาจะต้องถูกขังไว้ในหอคอย โคแรกซ์จะได้เป็นผู้สืบทอด และเดนิดาสที่คอยขัดแข้งขัดขาโคแรกซ์ที่ไม่เข้าตาก็จะทำให้เกิดสงครามกลางเมืองจนพากันตายหมด
เขาจะต้องชดใช้กรรม ตามที่อควิลาพูดไว้ นั่นคือโทษทัณฑ์จากการตัดสินใจผิดพลาดในอดีตจนหักสะบั้นชะตากรรมของผู้อื่นตามอำเภอใจ
“…….”
เซร่าเขียนคำตอบที่กำหนดไว้แล้วลงบนกระดาษตรงหน้า บางที การที่ตาแก่ขี้เหนียวคนนั้นยอมเอ่ยปากว่าจะให้สิ่งที่ต้องการอย่างง่ายดายก็คงเป็นการตัดสินใจเพราะรู้อยู่แล้วว่าอะไรจะถูกเขียนลงไปในนี้
หากเขาถึงขั้นร้อนรนจนยอมปล่อยสโนว์ที่ตนปรารถนาอย่างยิ่งไปได้ ก็ดูเหมือนว่าเขาไม่ได้ไร้ความรู้สึกรักใคร่เอ็นดูอควิลาในฐานะลูกเสียทีเดียว…… เหตุใดจุดจบถึงได้กลายเป็นเช่นนั้น เธอก็ยังไม่อาจเข้าใจได้อยู่ดี
“…เวรกรรมมีจริงสินะ”
เซร่าที่พึมพำเสียงแผ่วส่งกระดาษที่พับครึ่งอย่างเรียบร้อยให้แก่คนรับใช้ของเดนิดาส
คนรับใช้เดินตามราชาออกจากห้องประชุมไปโดยไม่แม้แต่จะตรวจดูว่ามีอะไรเขียนอยู่ข้างใน
“เรียบร้อยดีนี่”
เอน็อคที่มีสีหน้าปลอดโปร่งเองก็เอาแต่ดีใจที่ในที่สุดสถานการณ์ก็จบลงเสียที โดยไม่ได้เอ่ยถามว่าเซร่าเขียนอะไรลงไป
ทุกคนต่างเชื่อหมดใจอย่างไร้ข้อกังขาว่าเซร่าคงเขียนชื่อของสโนว์ลงไปในกระดาษแผ่นนั้น มีเพียงคนเดียวเท่านั้น
“เขียนอะไรลงไปในกระดาษเหรอครับ~?”
มีเพียงตัวสโนว์เองเท่านั้นที่สงสัยว่าเซร่าเขียนอะไรลงไป มันเป็นเรื่องแน่นอนอยู่แล้ว ดูเหมือนเขาจะรู้ดีว่าเซร่า โรเซนบอมผู้ล่วงรู้ตัวตนที่แท้จริงของตน ไม่มีทางยื่นมือเข้าช่วยกอบกู้เขาด้วยตัวเองเป็นแน่
เรื่องนี้เขาก็แอบส่องดูด้วย ‘ปัญญา’ อีกหรือเปล่านะ หรือว่าเป็นวิจารณญาณของสโนว์เองกันแน่ เซร่าที่คิดว่าจะเป็นอย่างไหนก็ช่าง บิดรอยยิ้มมุมปากอย่างตัวร้ายพลางตอบกลับไป
“สิ่งที่ตาแก่นั่นต่อให้ตายก็ไม่อยากยกให้ไงล่ะ”
อัลแทร์ออกเดินทางทันทีที่ฟ้าสาง เมื่อเทียบกับตอนที่ปรากฏตัวอย่างเอิกเกริกราวกับแม่ทัพผู้มีชัยแล้ว แผ่นหลังยามเดินทางกลับช่างดูน่าเวทนาราวกับทหารพ่ายศึก
แม้จะเป็นการมาเยือนอย่างเป็นทางการตามสนธิสัญญาระหว่างสองกิลด์ แต่ด้วยคำร้องขอของเดนิดาส ทางซิกนัสจึงไม่มีการส่งแขกแต่อย่างใด
ไม่มีทั้งเสียงเป่าแตรเขาสัตว์อันอึกทึก ไม่มีเด็กถือดอกไม้คอยโปรย และพรมแดงที่ปูลาดบนเส้นทางที่เขาเหยียบย่างอยู่เสมอ บัดนี้ก็อันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอย
เหล่าสมาชิกกิลด์อัลแทร์ที่ขึ้นขี่หลังม้าต่างพากันออกจากซิกนัสไปอย่างเงียบเชียบและลับๆ ล่อๆ ราวกับกลัวว่าจะมีใครมาล่วงรู้ เซร่ากำลังเฝ้ามองแผ่นหลังของพวกที่จากไปอยู่บนชั้นบนสุดของอาคารที่พวกเขาเคยพำนัก
เธอที่โผล่มาตั้งแต่เช้าตรู่เพราะกลัวว่าจะพลาดฉากเด็ด กำลังเพลิดเพลินกับการจิบน้ำชาอย่างสบายอารมณ์ บางทีที่ไหนสักแห่งในอาคารหลังนี้ คงมีผู้คนไม่น้อยที่กำลังแอบดูสภาพของพวกอัลแทร์ที่หนีหัวซุกหัวซุนเหมือนกับเธออยู่เป็นแน่
“น่าสนุกดีใช่ไหมล่ะ”
เธอที่เฝ้ามองการล่าถอยของแขกไม่ได้รับเชิญด้วยใบหน้ารู้สึกโล่งอกโล่งใจราวกับยกภูเขาออกจากอก จิบชาที่คลายความร้อนลงพอเหมาะเข้าไปหนึ่งอึก
จากนั้นก็ขมวดคิ้วพลางเอ่ยชมด้วยความทึ่งในรสชาติอันยอดเยี่ยมของใบชา ใบชาที่บีเซคัดสรรและนำเข้ามาเองกับมือนั้นมีกลิ่นหอมและรสชาติดีอย่างแท้จริง แม้แต่เซร่าผู้ไม่มีความรู้เรื่องชาเลยสักนิดก็ยังสัมผัสได้ในทันทีว่าเป็นของชั้นยอดระดับสูง
“ทั้งที่เมื่อไม่กี่วันก่อนแท้ๆ คงไม่มีใครจินตนาการออกเลยสินะว่าจะกลายเป็นแบบนี้”
เด็กของเราทำงานเก่งจริงๆ นั่นแหละ เซร่าที่ผุดยิ้มอย่างพึงพอใจทำท่าเลียนแบบชนชั้นสูงผู้สง่างามพลางดื่มด่ำกับกลิ่นหอมของน้ำชา
“นั่นสิคะ”
มีเสียงตอบรับดังมาจากฝั่งตรงข้ามของเซร่า เบื้องหน้าของคู่สนทนาที่นั่งคั่นด้วยโต๊ะนั้น มีถ้วยชาที่มีไอควันกรุ่นลอยขึ้นมาวางอยู่เช่นเดียวกัน แตกต่างจากเซร่าที่ดื่มชาไปครึ่งถ้วยแล้ว อีกฝ่ายกลับยังไม่ได้แตะแม้แต่หยดเดียว เอาแต่ลูบคลำถ้วยชาอย่างเก้ๆ กังๆ
“……ไม่นึกเลยจริงๆ ค่ะ ว่ารางวัลที่ขอจะเป็นตัวฉัน”
เจ้าของมือนั้นคืออควิลาที่ถูกทิ้งให้อยู่ที่ซิกนัสเพียงลำพัง เธอที่ถูกระบุตัวให้เป็นรางวัลตอบแทนที่อัลแทร์ต้องมอบให้แก่ซิกนัสอย่างไม่ทันตั้งตัว ต้องพลัดพรากจากครอบครัวและพวกพ้องในชั่วข้ามคืน กลายมาเป็นคนของกิลด์คู่แข่งตัวคนเดียวอย่างโดดเดี่ยว
“ก็ดูเป็นอย่างนั้นนี่นะ”
เมื่อนึกถึงความทรงจำอันน่าขบขันขึ้นมาได้ เซร่าก็หัวเราะคิกคักราวกับเด็กซุกซน ภาพตอนที่เดนิดาสตรวจดูกระดาษที่เธอส่งให้แล้วเดินย้อนกลับมาถีบประตูห้องประชุมเปิดออกอย่างแรง ยังคงแจ่มชัดอยู่ในสายตา
ชายวัยกลางคนที่ปาเศษกระดาษที่มีชื่อของอควิลาเขียนอยู่ใส่หน้าเอน็อค มีสีหน้าซีดเผือดจนกลายเป็นเขียวคล้ำและแหกปากตะโกนลั่น
‘จะ จะขอลูกสาวของข้าอย่างนั้นเรอะ?! ไอ้พวกหัวขโมยหน้าด้าน……!’
เอน็อคที่เข้าใจสถานการณ์ได้จากคำพูดเพียงประโยคนั้นปล่อยผ่านสถานการณ์ไปอย่างแนบเนียนโดยไร้ทีท่าตื่นตระหนก
‘บอกเองไม่ใช่รึว่าจะยอมยกให้ทุกอย่างโดยไม่ปริปากบ่นน่ะ’ ‘ถึงอย่างนั้นการจะให้ยกลูกสาวของข้าให้นี่มัน!’ ‘คงรู้นะว่าถ้าละเมิดสัญญาจะเป็นอย่างไร’
ปล่อยผ่านไปได้เป็นอย่างดี ด้วยการข่มขู่ที่แสนนุ่มนวล
‘อ๊อก อ๊อก……!’
เดนิดาสที่ไม่คาดคิดว่าจะถูกแย่งตัวอควิลาไปถึงกับเอามือกุมท้ายทอยแล้วล้มพับลงไปทั้งอย่างนั้น
‘ท่านพ่อ!’
คนที่ปรี่เข้าไปดูแลเขาที่ล้มลงอย่างเอาใจใส่ที่สุดย่อมเป็นโคแรกซ์อย่างไม่ต้องสงสัย ในใจของเขาคงกำลังเต้นระบำอย่างเริงร่าที่น้องสาวซึ่งเป็นเสี้ยนหนามในดวงตาถูกขับไล่ออกจากกิลด์ไปได้เสียที
ไอ้โง่เอ๊ย ทั้งที่ไม่รู้เลยสักนิดว่าขวากหนามแบบไหนกำลังรออยู่เบื้องหน้าแท้ๆ……
เซร่าที่เยาะเย้ยโคแรกซ์ในใจอย่างเต็มที่หันความสนใจกลับมายังอควิลาที่ยังคงรอคำตอบของตนอยู่
“อควิลา เวลาทำการค้า รู้ไหมว่าใครคือคนที่โง่เง่าที่สุด”
เซร่าที่จิบชาอึกสุดท้ายหมดไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้เอ่ยถามกลับแทนคำตอบ
“คนที่จ่ายค่าตอบแทนได้ไม่สมน้ำสมเนื้อค่ะ”
ช่างเป็นคำตอบที่สมบูรณ์แบบราวกับหลุดออกมาจากตำรา สมกับเป็นเด็กที่ซื่อตรงจริงๆ
“ไม่ใช่หรอก”
แต่นั่นไม่ใช่คำตอบที่เซร่าต้องการ
“คนที่เอาสิ่งที่มีอยู่แล้วมาต่อรองต่างหากล่ะ”
แกร๊ก เธอที่วางถ้วยชาลงช่วยอธิบายวิธีคิดคำนวณของตนอย่างใจดีราวกับคุณครูกำลังสอนนักเรียน
“คนที่ถึงฉันไม่ขอร้อง แค่การหมั้นหมายล่มไปก็ไม่มีทางหนีไปไหนได้อยู่แล้ว จะเอามาดึงดูดเป็นเงินเดิมพันทำไมกันล่ะ” “……เพราะอย่างนั้นก็เลยขอยกตัวฉันไปเหรอคะ” “ก็ในหนังสือสัญญาหมั้นหมายระบุไว้ว่าต้องแต่งงานกับ ‘อควิลาแห่งอัลแทร์’ นี่นา”
เซร่าไม่ได้ต้องการให้สโนว์กลายมาเป็นคนของซิกนัส แต่ต้องการทำให้การหมั้นหมายระหว่างทั้งสองคนเป็นโมฆะต่างหาก นั่นคือเหตุผลที่เธอเพิ่งมาตรวจสอบหนังสือสัญญาหมั้นหมายเอาป่านนี้
และเป็นไปตามคาด ในหนังสือสัญญาหมั้นหมายระบุไว้อย่างชัดเจนว่าไม่ว่าสโนว์จะสังกัดอยู่ที่ใด เขาก็ต้องแต่งงานกับ ‘อควิลาแห่งอัลแทร์’ หากเป็นเช่นนั้น ต่อให้เซร่าเขียนชื่อของสโนว์ลงบนกระดาษแผ่นนั้น วันใดวันหนึ่งเดนิดาสก็ยังคงมีข้ออ้างให้หยิบยกหนังสือสัญญาหมั้นหมายขึ้นมาบีบบังคับให้แต่งงานได้อยู่ดี
เซร่าจึงบิดเบือนเงื่อนไขเบื้องต้นที่เขียนไว้ในหนังสือสัญญาหมั้นหมายเสียเลย เพราะหากอควิลาไม่ได้สังกัดอยู่กับอัลแทร์อีกต่อไป ไม่ว่าสโนว์จะอยู่ที่ไหน คนที่เขาต้องแต่งงานด้วยก็จะหายไป
มันก็แค่การเล่นแง่ทางคำพูดเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น
“…….”
อควิลาที่รับฟังคำอธิบายทั้งหมดเอาแต่จ้องมองเซร่าโดยไม่พูดอะไร เด็กสาวที่อ้าปากค้างไว้ครึ่งหนึ่งบ่นพึมพำด้วยน้ำเสียงที่เจือแววทรยศหักหลัง
“ฉันนึกว่าพี่สาวจะเกลียดการปฏิบัติกับคนเหมือนเป็นสิ่งของเสียอีกค่ะ” “อืม เกลียดสิ”
เซร่าพยักหน้าโดยไม่ต้องเสียเวลาคิดซ้ำสอง เธอชิงชังการกระทำที่บุคคลที่สามเข้ามาก้าวก่ายชีวิตของคนอื่นตามอำเภอใจ เพราะเธอรู้ซึ้งดีว่าในมุมมองของคนที่โดนกระทำนั้นมันรู้สึกบัดซบเพียงใด
“แต่ถ้ามันจำเป็นก็ต้องทำสิ จะให้ทำยังไงได้ล่ะ ถ้ามัวแต่มานั่งพะวงความรู้สึกตัวเอง มันก็เป็นคนที่ยิ่งใหญ่ไม่ได้หรอกนะ”
ทว่าถึงจะเป็นเช่นนั้น เธอก็ไม่อาจเลือกทางอ้อมทั้งที่เห็นทางลัดอยู่ทนโท่ตรงหน้า สำหรับเธอแล้วไม่มีทั้งศักดิ์ศรีหรือความยุติธรรมอันใดที่ต้องยึดมั่นถือมั่น ผลลัพธ์เท่านั้นคือทุกสิ่ง เพียงแต่ทางลัดที่เธอเลือกในครั้งนี้ แค่เพิ่มสิ่งที่ตัวเองต้องการลงไปในเส้นทางเดิมที่ถูกกำหนดไว้แล้วอีกนิดหน่อยก็เท่านั้น
“เพราะงั้น ต่อไปนี้เธอก็หัดทำตัวเจ้าเล่ห์ขึ้นมาบ้างเถอะ”
เซร่าอยากสอนให้อควิลารู้จักการโอนอ่อนผ่อนตามมากกว่าการยอมหักไม่ยอมงอ โลกใบนี้โหดร้ายเกินกว่าจะมารับรู้ถึงคุณค่าของคนที่แตกสลาย และอควิลาก็เป็นคนที่มีความสามารถเกินกว่าจะมาแตกหักแล้วจบสิ้นลงไป
“แต่ถ้าทำแบบนั้น ท่านพี่สโนว์ก็จะ……” “เกี่ยวอะไรด้วยล่ะ ช่างหัวเขาสิ ให้เป็นผู้อาศัยไปตลอดชีวิตนั่นแหละ”
กงการอะไรของฉันล่ะ? เซร่าแค่นหัวเราะอย่างเย็นชาก่อนจะหัวเราะร่าพลางบอกว่าใครจะไปสนคนอย่างสโนว์ เสียงหัวเราะอันสาแก่ใจที่ไร้ซึ่งความกังวลต่อสโนว์แม้แต่น้อย ทำให้อควิลาเอ่ยถามข้อข้องใจที่แอบซ่อนไว้ในอกออกมาอย่างระมัดระวัง
“พวกท่านทั้งสองคน ไม่ใช่คู่รักกันจริงๆ…… สินะคะ?” “งั้นเหรอ ในสายตาเธอคิดว่ายังไงล่ะ?” “……”
อควิลาเอียงคอทำสีหน้าสับสน ในฐานะตัวการที่สอนความลึกซึ้งของความรักให้แก่เซร่า จึงเห็นได้ชัดว่าเธอยังคงพยายามตีความให้ซับซ้อนและคอยใส่ความหมายนู่นนี่ลงไปทั้งที่มีคำตอบเห็นอยู่ตำตา
ให้ตายสิ น่ารักจริงเชียว เซร่าคลี่ยิ้มอย่างมีเลศนัยพลางปัดฝุ่นแล้วลุกขึ้นยืน
“ถ้าไม่ดื่มแล้วก็ลุกขึ้นมา ฉันจะพาไปดูที่พักของเธอตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป” “เอ่อ ค่ะ-”
เมื่อเธอเดินกะเผลกนำหน้าไป อควิลาก็รีบลุกพรวดแล้วก้าวตามมาติดๆ ทั้งสองคนเดินผ่านกำแพงชั้นนอกตรงเข้าสู่ด้านในของกิลด์แล้วมุ่งหน้าไปยังศูนย์บัญชาการกิลด์ ประตูห้องที่คุ้นเคยบนชั้นสองของศูนย์บัญชาการที่ยังคงว่างเปล่าในวันนี้ถูกเปิดอ้าออก
ที่แห่งนั้นมีข้าวของพร้อมสรรพจนใครเข้ามาอยู่ตอนนี้ก็ไม่มีที่ติ และมันคือห้องที่เซร่าเคยพักอยู่จนถึงเมื่อวานนี้เอง ห้องที่ผลัดเปลี่ยนข้าวของทุกอย่างให้เป็นของใหม่ดูพร้อมที่จะต้อนรับเจ้าของคนใหม่อย่างเต็มที่
“เป็นห้องรับรองแขกในศูนย์บัญชาการกิลด์น่ะ เปลี่ยนของใหม่หมดแล้วเลยสะอาดสะอ้านดี เธอมาที่นี่แบบกะทันหัน เสื้อผ้าก็ใส่ตัวที่แขวนอยู่ตรงนั้นไปก่อนละกัน น่าจะตัวใหญ่ไปสำหรับเธอ แต่ยังไงก็ไม่มีเสื้อผ้าให้เปลี่ยนอยู่แล้วนี่ ทนใส่ๆ ไปเถอะ ถ้ามีอะไรอยากถามเกี่ยวกับกิลด์ก็ไปถามคนที่อยู่ห้องข้างๆ เอา” “……ห้องข้างๆ ใครอยู่เหรอคะ?” “สโนว์” “……!!!”
ใบหน้าของอควิลาที่เคยแข็งทื่อด้วยความประหม่าต่อสภาพแวดล้อมอันแปลกหน้าพลันเปล่งประกายสดใสขึ้นมาทันตา จะดีใจอะไรปานนั้น เซร่าได้แต่นึกประหลาดใจว่าคนเราจะสามารถชอบใครสักคนจนแค่ได้ยินชื่อก็เปลี่ยนสีหน้าได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ
“ทำไมถึง…… ใจดีกับฉันขนาดนี้เหรอคะ?”
อควิลาเงยหน้ามองเธอด้วยสีหน้าราวกับได้รับของขวัญที่ไม่คาดคิด กิ๊ววว…… เมื่อนั้นเอง ก้อนควันสีดำที่เกาะอยู่บนไหล่ของอควิลาก็เอียงคอตามไปด้วย ก้อนควันสีดำที่เคยใหญ่โตราวกับเมฆฝนฟ้าคะนองได้หดเล็กลงอย่างรวดเร็วในทันทีที่อควิลาประกาศว่าจะสละตำแหน่งผู้สืบทอด
เซร่าสะกิดก้อนควันสีดำที่หดเล็กลงจนเหลือขนาดเท่ากำปั้นเบาๆ ด้วยสีหน้าพึงพอใจ
“ไม่ได้ใจดีสักหน่อย”
กิ๊ว?! เจ้าก้อนควันสะดุ้งโหยงแล้วรีบมุดตัวเข้าไปหลบด้านหลังอควิลา
“ต่อไปนี้ก็หัดปรับตัวเอาเองเถอะ ในเมื่อสลัดเรื่องอัลแทร์หลุดไปแล้ว ธุระของฉันก็หมดแค่นี้ ตอนนี้เธอได้เป็นสมาชิกกิลด์ซิกนัสอย่างเป็นทางการแล้ว จะออกไปล่าหนามหาเงินเหมือนคนอื่น หรือจะหาทุนรอนไปเปิดร้านค้าขายอะไรก็แล้วแต่เธอเลย”
ในจังหวะที่เซร่าผู้มอบอิสรภาพภายใต้หน้ากากของความเย็นชาได้หันหลังกลับอย่างไม่ไยดีนั้นเอง
“ดะ เดี๋ยวก่อนค่ะ……!”
อควิลารีบคว้าชายแขนเสื้อของเธอไว้ เซร่าเพียงแค่เหลียวหน้ากลับไปแทนคำตอบ นัยน์ตาที่ยังคงความกระจ่างใสคู่นั้นจ้องมองเธอพลางเอ่ยถาม
“ฉันขอเรียกท่านว่าพี่สาว ได้ไหมคะ?”
เป็นเด็กดีจริงๆ เซร่าหลุดหัวเราะหึออกมาเบาๆ ก่อนจะแสร้งตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงห้วนๆ
“……ตามใจสิ”
เธอสะบัดมือที่จับตนเองไว้ออกแล้วก้าวออกจากศูนย์บัญชาการโดยไม่เหลียวหลังกลับไปมองแม้แต่ครั้งเดียว
ท้องฟ้ามืดครึ้มและอากาศชื้นแฉะราวกับฝนกำลังจะตกคราวนี้จริงๆ หลังจากก้าวออกจากศูนย์บัญชาการได้ไม่นาน แขนท่อนล่างข้างซ้ายก็เริ่มร้อนผ่าวขึ้นมาอีกครั้งหลังจากที่ไม่ได้รู้สึกเช่นนี้มานาน
มันเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าโทษทัณฑ์ของเธอกำลังลดลง ทว่าตอนนี้เธอไม่อยากจะเสียเวลาตรวจสอบ อัลแทร์คงจะออกไปพ้นจากเขตแดนของซิกนัสอย่างสมบูรณ์แล้วเป็นแน่ และด้วยเหตุนี้ ชะตากรรมอันบิดเบี้ยวจึงได้หวนคืนสู่จุดที่มันควรจะเป็น ในเมื่อกาลเวลาที่เคยหยุดนิ่งเริ่มเดินต่อไป สิ่งที่รอคอยอัลแทร์อยู่ย่อมมีเพียงจุดจบอันพังทลายอย่างช้าๆ จากสงครามกลางเมืองเท่านั้น
สิ่งที่เซร่าเปลี่ยนไปมีเพียงความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ อย่างการดึงตัวอควิลาหลุดพ้นออกมาจากการล่มสลายนั้นเท่านั้น
ถ้ารู้ความจริงข้อนี้เข้าจะโกรธแค้นฉันไหมนะ แม้จะแวบคิดขึ้นมาครู่หนึ่ง แต่เธอก็รู้สึกว่าแล้วมันจะทำไมกันเล่า
เซร่าที่สาวเท้าเดินดุ่มๆ ไปอย่างไร้จุดหมายแน่ชัดหยุดฝีเท้าลงตรงตรอกเปลี่ยวไร้ผู้คน
“อย่ามัวแต่แอบอยู่เลย ออกมาได้แล้ว น่ารำคาญ”
จากนั้นเธอก็เอ่ยเรียกอีกฝ่ายออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นชาซึ่งตรงกันข้ามกับตอนที่ปฏิบัติต่ออควิลาอย่างสิ้นเชิง
“ใจร้ายจังเลยน้า~ ถึงยังไงก็เคยเป็นคนรักกันแท้ๆ ไม่เย็นชาใส่กันเกินไปหน่อยเหรอ?”
ทันใดนั้น สโนว์ที่ซ่อนตัวอยู่หลังเสาในตรอกก็โผล่ศีรษะออกมา เขาก้าวเข้ามาหาเซร่าราวกับรอจังหวะนี้อยู่แล้ว ก่อนจะหยุดยืนเว้นระยะห่างพอสมควร แม้น้ำเสียงจะฟังดูขี้เล่น ทว่าแววตาที่ก้มมองเธอนั้นกลับจริงจังไร้ซึ่งรอยยิ้มอย่างสิ้นเชิง
“…….” “…….”
สายตาของคนทั้งสองที่เผชิญหน้ากันในตรอกตันประสานเข้าด้วยกัน เซร่าหรี่ตาลงอย่างหงุดหงิดขณะจ้องมองเรือนผมสีบลอนด์ที่ชวนให้ขัดหูขัดตาเป็นพิเศษ ในเมื่อสะสางเหตุและผลอันบิดเบี้ยวของคนอื่นเสร็จสิ้นแล้ว คราวนี้ก็ถึงตาของตนเองเสียที
กำลังโหลดความเห็น...