“[นิยาย] เมื่ออดีตชาติ ฉันเคยขายชาติมาแล้วค่ะ” มีฉากหรือเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่ กดยืนยันเพื่อเข้าชม เว็บจะจำไว้ในเบราว์เซอร์นี้
จากการที่เขาบงการสร้างสถานการณ์จนเธอไม่อาจหลีกเลี่ยงการไปได้ จิตใจที่อุตส่าห์ดึงความสงบนิ่งกลับมาได้จึงไหวเอนเหมือนต้นอ้อลู่ลมอีกครา
ทั้งที่มันคือความสงบสุขที่แลกมาด้วยเกียรติยศของแท้ๆ แต่ไอ้พวกเฟย์เดนตัวแสบเอ๊ย……
เซร่าตีหน้าขมขื่นพลางกัดฟันกรอดด้วยความรู้สึกว่าข้องแวะกับพวกพรรค์นี้ทีไรไม่เคยมีเรื่องดีสักหน
“ก็รับมาแล้ว แล้วยังไงต่อล่ะ”
คำพูดที่ขาดห้วงไปอย่างคลุมเครือ เมื่อไม่มีเรื่องราวเอ่ยต่อหลังจากนั้น เอน็อคจึงหันกลับมามองเธอแล้วถามขึ้น
พอดิบพอดีกับที่เซร่ากำลังทำใจให้สงบได้ยากและอยากจะระบายให้ใครสักคนฟัง เธอจึงขยับริมฝีปากคิดว่าลองปรึกษาเอน็อคที่ใช้ชีวิตมานานดูดีไหม ทว่า
“……ช่างเถอะค่ะ ไม่มีอะไรแล้ว”
สุดท้ายก็ยอมแพ้แล้วส่ายหน้าไปมา
เอน็อคที่ทำสีหน้าอึดอัดใจจึงเอ่ยถามคำถามอันไร้ที่มาที่ไปขึ้นมาด้วยน้ำเสียงกวนประสาท
“รู้ไหมว่าอะไรที่ทำให้คนเราโมโหจนเส้นเลือดแทบแตกที่สุด ยัยทาส”
ไม่รู้หรอกค่ะ เซร่าส่ายหน้าอย่างไม่ใส่ใจจนใครได้ยินก็ดูออก
เอน็อคจึงกดเสียงต่ำลงอย่างขึงขังแล้วตอบกลับ
“ข้อแรกคือพูดแล้วค้างไว้ไม่พูดให้จบ ส่วนข้อที่สองก็คือ”
“…….”
“…….”
ข้อที่สองก็คือ แล้วหลังจากนั้นก็ไม่มีคำใดเอ่ยออกมาอีก
วินาทีถัดมา หัวคิ้วของเซร่าก็ขมวดมุ่นเข้าหากันฉับพลัน
“ทำไมพูดทิ้งค้างไว้แบบนั้นล่ะคะ น่ารำคาญจริง”
เมื่อเธอแหวขึ้นด้วยความหงุดหงิด เอน็อคก็หัวเราะหึๆ พลางเผยธาตุแท้ออกมา
“เพราะงั้นก็เล่าต่อให้จบสิ รับเงินมาแล้ว แล้วยังไงต่อล่ะ”
“ฮะ—”
เพื่อจะถามแค่นี้ถึงกับต้องปูพรมอารัมภบทเสียยิ่งใหญ่อลังการเลยเรอะ
เซร่าที่รู้สึกเซ็งขึ้นมาทันควันมองเขาด้วยสายตาราวกับจะบอกว่าช่างสรรหาความพยายามเสียจริง
ทั้งที่ปกติเอาแต่ร้องเพลงว่า น่ารำคาญ น่ารำคาญ แท้ๆ แต่กลับมาตื๊อไม่เลิกกับเรื่องพิลึกๆ แบบนี้จนได้
“…….”
ทว่าแม้จะเหลือเชื่อเพียงใด เธอก็ไม่ได้อยากปฏิเสธเสียทีเดียว ใช่ว่าเธอจะคาดหวังให้เอน็อค ซอร์เซอร์มารับฟังความกังวลอันลึกซึ้งของเธออย่างจริงจังเสียหน่อย เพียงแต่เซร่ากำลังกลัดกลุ้มหนักหนาถึงขั้นนั้น อารมณ์คงประมาณอยากคว้าแม้กระทั่งฟางเส้นสุดท้ายละมั้ง……
“นายท่านเนี่ย—”
เซร่ากวาดสายตามองเอน็อคตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยแววตาประมาณว่า 'อย่างนายนี่นะ?' ก่อนจะยอมเปิดปากพูดเหมือนจำใจยอมให้
“เคยยอมแพ้อะไรสักอย่างไหมคะ”
ทว่าทันทีที่เอ่ยคำถามออกไป เธอก็คิดว่านี่เป็นหัวข้อที่เอน็อคคงไม่อาจเข้าใจได้
ด้วยสงสัยว่าท่านวีรบุรุษของเราผู้ช่วงชิงมาได้ทั้งเกียรติยศ พลัง และความสงบสุขนั้น จะเคยใช้ชีวิตโดยต้องยอมละทิ้งสิ่งใดไปมากมายสักเท่าไรกัน
ทว่าเอน็อคกลับพยักหน้าหงึกหงักราวกับเข้าใจความรู้สึกของเธออย่างไม่น่าเชื่อ
“มีสิ”
เยอะด้วย
น้ำเสียงที่เอ่ยต่อท้ายค่อนข้างเรียบเฉยเมื่อเทียบกับคำว่ามีเยอะ
เสี้ยวหน้าที่แหงนมองท้องฟ้าดูเป็นปกติดี เซร่าจึงนึกสงสัยขึ้นมาว่านั่นเป็นเพราะสิ่งที่เขายอมละทิ้งไปมีแต่เรื่องที่ไม่น่าเสียดาย หรือเป็นเพราะเขาด้านชาจนเข้มแข็งขึ้นจากการยอมแพ้ซ้ำแล้วซ้ำเล่ากันแน่
“ลองนึกถึงสิ่งที่รู้สึกเสียดายในบรรดาเรื่องพวกนั้นดูสิคะ”
“มากแค่ไหนล่ะ”
“สิ่งที่ปรารถนามากจนการเก็บความหวังไว้กลับกลายเป็นเรื่องที่ทรมานใจยิ่งกว่าน่ะค่ะ”
“…….”
อ่า ด้านชาจนเข้มแข็งขึ้นสินะ
เซร่าคาดเดาคำตอบได้ทันทีเมื่อเห็นสีหน้าที่จมดิ่งลงอย่างหนักอึ้งในชั่วพริบตา
และไม่รู้ว่าทำไมเธอถึงได้รู้สึกโล่งอกอย่างลึกซึ้ง มันคือความพึงพอใจอันต่ำทรามที่ผุดขึ้นมาเมื่อรู้ว่าประสบการณ์การสูญเสียอันฝังลึกไม่ได้เกิดขึ้นกับเธอเพียงลำพัง
“มันคือความฝันที่ล้มเหลวไปแล้ว ถอดใจยอมแพ้ไปก็นานแล้วด้วย”
เซร่าที่ซ่อนความในใจไว้ได้เพิ่มสมมติฐานเข้าไปอีกสองสามข้อจากเงื่อนไขที่ตนเองเคยพูดไป
ในขณะที่กำลังครุ่นคิดว่าจะอธิบายเรื่องหลังจากนั้นอย่างไรดี เธอจึงตัดหัวตัดท้ายออกทั้งหมดแล้วโยนข้อสรุปที่บิดเบือนเนื้อหาสำคัญแบบคลุมเครือลงไปตรงปลายเท้าของเอน็อค
“แต่ถ้าจู่ๆ วันหนึ่งมีใครคนหนึ่งโผล่มา แล้วบอกว่าความฝันที่เคยล้มเหลวไปนั้นอาจจะเป็นจริงขึ้นมาได้ล่ะก็—”
“ทำ”
เขาตัดบทสรุปทันทีราวกับไม่จำเป็นต้องฟังสิ่งใดต่ออีก
“ฉันจะทำ ไม่ว่ามันจะเป็นอะไรก็ตาม”
ไม่ถามและไม่คิดหน้าคิดหลัง บอกว่าจะทำอย่างไม่มีเงื่อนไข
“ไม่รู้หรอกนะว่าเป็นใคร แต่คนคนนั้นน่าอิจฉาชะมัด”
มิหนำซ้ำ เขายังบอกว่าอิจฉาคนที่คว้าโอกาสอันทรมานใจนั่นเอาไว้ได้อีกต่างหาก
ในเมื่อตอบได้อย่างตรงไปตรงมาและเด็ดขาดถึงเพียงนี้ กลับกลายเป็นว่าเซร่าที่มัวแต่นั่งกลัดกลุ้มแทบจะดูเหมือนคนประหลาดไปเลย
“……แต่ว่า อาจจะล้มเหลวอีกก็ได้นี่คะ—”
“จะมีกะจิตกะใจมามัวคิดเรื่องพรรค์นั้นอยู่อีกเหรอ?”
เธอแย้งขึ้นมาเพราะรู้สึกเหมือนจำเป็นต้องแก้ตัวอย่างไรชอบกล ทว่าครั้งนี้ก็ถูกขัดคออย่างรวดเร็วอีกเช่นเคย
“ก็บอกเองว่าปรารถนาอย่างแรงกล้าไม่ใช่เหรอ ถ้าเป็นฉันละก็ จะคว้าโอกาสเอาไว้ก่อนเป็นอย่างแรกเลย”
เอน็อคที่กล่าวย้ำอย่างหนักแน่นอีกครั้งทิ้งตัวพิงเก้าอี้พลอยบ่นพึมพำว่าโลกนี้ช่างไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย
คำพูดที่ว่าอิจฉาคงไม่ใช่เรื่องโกหก สายตาที่แหงนมองท้องฟ้าท่ามกลางสายฝนของเขาจึงแฝงแววขมขื่นราวกับกำลังเวทนาในชะตากรรมของตนเอง
“ต่อให้ต้องรอนานแค่ไหน มันก็ยังดีกว่าการที่โอกาสพรรค์นั้นไม่มีวันมาถึงเลยตั้งเยอะ”
ยิ่งมาทำท่าทางแบบนั้นในสภาพเปียกปอนมะลอกมะแลกด้วยแล้ว ก็ยิ่งดูน่าเวทนาจนจับใจ
พอเฝ้ามองท่าทางนั้นแล้ว เธอกลับรู้สึกราวกับว่าตัวเองกำลังกังวลเรื่องไม่เป็นเรื่องอย่างไร้สาระไปเอง รู้สึกเหมือนว่าได้ทำเรื่องที่ไม่สมควรทำลงไปอย่างไรชอบกล……
เซร่าที่รู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาหลังจากไม่ได้เป็นเช่นนี้มานาน จึงค่อยๆ ชิ่งถอยห่างจากบทสนทนาอย่างแนบเนียน
“……ไม่ใช่เรื่องของฉันสักหน่อยค่ะ”
“ใครว่าอะไรหรือยังล่ะ?”
เอน็อคแสร้งทำเป็นไขสือทั้งที่รู้อยู่แก่ใจ เขาแสยะยิ้มกวนประสาทพลางยักไหล่
ให้เขาด่าตอกกลับมาตรงๆ ว่า ‘ใครบ้างจะไม่รู้ว่าเป็นเรื่องของเธอ’ ยังจะดีเสียกว่า หมอนี่ชอบทำตัวน่าหมั่นไส้อยู่คนเดียวเสมอเลยจริงๆ
ถึงจะเป็นคนที่น่าหมั่นไส้ก็เถอะ แต่ว่า……
“นี่คุณคะ”
“มีอะไร”
“……จะไปที่ไหนสักแห่ง กับฉันไหมคะ?”
เธอรู้สึกว่าถ้ามีเอน็อคไปด้วย ก็อาจจะพอลองไปดูได้
ถ้าเป็นเช่นนั้น ต่อให้ต้องล้มเหลว ก็คงไม่เจ็บปวดเท่าตอนที่อยู่คนเดียว หากผู้ชายคนนั้นที่ยังคงใช้ชีวิตได้อย่างทรนงแม้โอกาสจะไม่เคยเฉียดกรายเข้ามาเลย ยอมมาร่วมจมอยู่ในห้วงแห่งความทุกข์ระทมไปด้วยกัน
……แม้ว่าถ้าเจ้าตัวรู้เรื่องนี้เข้า คงจะอาละวาดเต้นผางเป็นแน่แท้ แต่ช่างเถอะ
“อืม—”
ทว่าปัญหาก็คือ เขาไม่น่าจะยอมไปด้วยนี่สิ
หลังจากได้ยินสิ่งที่ตนเองเอ่ยออกไปกับหู เซร่าถึงเพิ่งตระหนักได้ว่าข้อเสนอนี้มันช่างไร้เสน่ห์ดึงดูดใจสำหรับเอน็อคเพียงใด
ขนาดช่วงวันหยุดที่คนอื่นออกไปเที่ยวเล่นกันหมด หมอนี่ยังขี้เกียจจนไม่ยอมทำอะไรเลย มีหรือที่คนพรรค์นี้จะยอมรับข้อเสนอที่ไม่มีหัวไม่มีหางแบบนี้—
“เอาสิ”
“……คะ?”
“ไปสิ ที่ไหนก็ได้”
“…….”
—คิดว่าคงไม่มีทางแท้ๆ ทว่าเอน็อคกลับตอบรับข้อเสนอของเธออย่างง่ายดายจนน่าใจหาย
นี่มัน…… ได้ผลแฮะ?
เซร่าเบิกตากว้างจนกลมโต เธอแข็งทื่อไปในทันทีโดยไม่อาจหาคำใดมาโต้ตอบได้ เมื่อเห็นเธอทำท่าทางเหมือนกระต่ายตื่นตูม เอน็อคจึงเอียงคอราวกับจะแกล้งหยอก
“ทำไมต้องตกใจขนาดนั้นด้วย พูดเล่นงั้นเหรอ”
“ปะ เปล่าค่ะ……”
“งั้นก็ลุกขึ้น จะได้ไปกัน”
เขากลับเป็นฝ่ายเร่งเร้าเซร่าเสียเอง พลางยันกายลุกขึ้นจากเก้าอี้พลางบอกว่าให้ออกเดินทางกันเดี๋ยวนี้เลย
ทั้งยังเดินตรงไปยังประตูโดยไม่คิดจะจัดการกับร่างกายที่เปียกปอนเลยสักนิด
“ดะ เดี๋ยวนี้เลยเหรอคะ...?!”
เซร่าที่ไม่คิดไม่ฝันว่าจะได้ออกเดินทางกันแบบปุบปับขนาดนี้ได้แต่วางผ้าขนหนูลงด้วยความงุนงง
“มีเหตุผลอะไรต้องโอ้เอ้ด้วยหรือไง”
เอน็อคกลับเป็นฝ่ายถามหาเหตุผลว่าทำไมถึงจะไปตอนนี้ไม่ได้
หากจะหาข้ออ้างจริงๆ ก็มีปัญหาเรื่องที่ฝนยังตกหนักอยู่หรอก แต่ว่า……
“…….”
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ เซร่าก็เข้าใจแล้วว่าทำไมเหล่าสมาชิกกิลด์ที่เพิ่งเห็นนอกหน้าต่างเมื่อครู่ถึงได้กระตือรือร้นอยากออกเดินทางกันแต่เนิ่นๆ ในเมื่อมีสถานที่ที่ต้องไป และตัดสินใจแล้วว่าจะไป ใจมันก็ลอยล่วงหน้าไปไกลเกินกว่าจะรั้งฝีเท้าไว้เพียงเพราะฝนตกแค่นิดหน่อยแล้ว
เรื่องของคนเรานี่คาดเดาไม่ได้เลยจริงๆ
เซร่าที่ไม่คิดไม่ฝันว่าตนเองจะต้องออกเดินทางฝ่าสายฝน ได้แต่หัวเราะออกมาอย่างว่างเปล่าพลางตอบกลับไป
ว่า ‘เปล่าค่ะ’
ไม่ว่าจะเป็นกิลด์ไหนในทวีปยุคปัจจุบัน
เมื่อสมาชิกกิลด์ต้องไม่อยู่เป็นเวลานาน จำเป็นต้องแจ้งจุดหมายปลายทางและกำหนดการคร่าวๆ แก่ผู้ดูแลเสมอ เนื่องจากข้อมูลส่วนบุคคลกระจัดกระจายอยู่ตามแต่ละกิลด์ จึงต้องทำเช่นนี้เพื่อติดตามดูว่าคนผู้นั้นตาย มีชีวิตอยู่ หรือสูญหายไป ในกรณีที่ไม่ยอมกลับมา
แม้จะเป็นหัวหน้ากิลด์ก็ไม่อาจละเว้นจากขั้นตอนนี้ได้
ดังนั้นเพื่อให้ทั้งสองคนออกเดินทางได้ จึงต้องยื่นเอกสารต่อบีเซเช่นเดียวกับคนอื่นๆ และพอดีกับที่เซร่ายังมีเรื่องต้องคุยกับบีเซ เธอจึงอาสาไปแจ้งในส่วนของเขาให้ด้วย
เซร่าที่หยิบออกมาเพียงถุงเงินที่อัดแน่นตุงกระเป๋า ไม่ได้เก็บสัมภาระใดเพิ่มเติมอีก และมุ่งหน้าไปหาบีเซอย่างรวดเร็วฉับไว
“คิดถูกแล้วจริง ๆ ค่ะ!”
บีเซอ้าแขนต้อนรับเซร่าที่ได้กลับมาพบกันอีกครั้งโดยที่ยังไม่พ้นวันเลยด้วยซ้ำ ตอนที่เธอบอกว่าจะออกเดินทางไปสะสางคำร้องของกิลด์เอสเตลลาแทนสโนว์ อีกฝ่ายก็แทบจะเต้นระบำออกมาอยู่รอมร่อ
……ดูจากท่าทางดีอกดีใจถึงขนาดนี้ของบีเซแล้ว เงินรางวัลจากคำร้องคงจะมหาศาลน่าดู
“เพราะเป็นเรื่องสำคัญ ฉันจะจัดการให้เป็นลำดับแรกเลยนะคะ!”
บีเซที่รับเอกสารไปอย่างยินดีรีบวิ่งไปที่โต๊ะทำงานของตนแล้วขยับมืออย่างคล่องแคล่วว่องไว
บนโต๊ะของเธอมีเอกสารที่ยังจัดการไม่เสร็จกองพะเนินเป็นภูเขาเลากา
เซร่ากวาดสายตามองภูเขาเอกสารเหล่านั้นด้วยแววตาเอือมระอา
“เธอไม่ไปพักร้อนเหรอ?”
“ถ้าแม้แต่ฉันยังไป แล้วใครจะหาเงินเลี้ยงกิลด์ล่ะคะ? ก็ต้องอยู่เฝ้าตำแหน่งสินาย”
บีเซที่โบกไม้โบกมืออย่างอาจหาญดูจะไม่มีความเสียดายเรื่องวันหยุดพักร้อนเลยแม้แต่น้อย
“ทำไมเธอถึงไม่ได้เป็นหัวหน้ากิลด์กันนะ…….”
เซร่าคิดจากใจจริงเลยว่า ถึงขั้นนี้แล้วเอน็อคน่าจะยกกิลด์ซิกนัสให้บีเซไปเลยดีกว่าไหม
“เอ้า เสร็จเรียบร้อยแล้วค่ะ เส้นทาง ที่พัก แล้วก็ตารางเวลาที่คุณสโนว์วางแผนไว้ล่วงหน้าทั้งหมดอยู่ในนั้นแล้ว แค่เคลื่อนไหวตามนั้นก็พอค่ะ”
บีเซที่จัดการเสร็จอย่างรวดเร็วได้ยื่นเอกสารการจองที่เพิ่งกรอกช่องวันที่เสร็จเต็มอ้อมแขน พลางพ่นคำอธิบายออกมารัวเป็นชุด เซร่าจดจำสิ่งที่สำคัญและจำเป็นต้องใช้ในทันทีเพียงไม่กี่อย่างไว้ในสมอง ก่อนจะก้าวออกจากห้องทำงาน
บีเซเดินตามออกมาด้วยโดยบอกว่าจะเดินไปส่งแค่ข้างนอกอาคาร
“อย่ามาขวางทาง ช่วยหลบไปหน่อยได้ไหม? ฉันกำลังจะเดินผ่านไปก่อนนะ”
นึกว่าจะได้จากลากันด้วยอารมณ์ดีแท้ ๆ แต่พอเปิดประตูออกมาไม่ทันไรก็มีคนมาหาเรื่องเข้าจนได้
“……?”
เซร่ามองพื้นที่กว้างด้านข้างที่จุคนเดินผ่านได้อีกตั้งสามคนทีหนึ่ง แล้วมองผู้หญิงที่กำลังถลึงตาไม่สบอารมณ์ใส่ตนอีกทีหนึ่ง ก่อนจะยอมเบี่ยงตัวหลบไปด้านข้างราวครึ่งก้าว
“ต่อไปก็หัดดูตาม้าตาเรือรอบตัวไว้บ้างนะจ๊ะ”
ทั้งที่ยอมทำตามที่ต้องการแล้ว ทว่าผู้หญิงคนนั้นก็ยังคงทำหน้าตาไม่พอใจอยู่ดี
หญิงคนนั้นมองเหยียดเซร่าราวกับมองชั้นต่ำ ก่อนจะแกล้งเดินชนกระแทกไหล่ของเธออย่างจงใจ
ด้านหลังของหญิงคนนั้น กลุ่มคนที่มาด้วยกันก็พากันกรูตามไป ทีละคน ๆ ไม่ลืมที่จะส่งสายตาเคืองแค้นจ้องเขม็งใส่เซร่ายามเดินผ่าน
ดูจากที่ทุกคนต่างถือสัมภาระขนาดเล็กไว้ในมือ พวกเขาก็คงจะกำลังเดินทางไปเที่ยวที่ไหนสักแห่งใกล้ ๆ เหมือนกัน
“ซวยชะมัด”
แล้วในตอนนั้น คนสุดท้าย
หญิงสาวที่แสดงความเป็นศัตรูอย่างรุนแรงพร่ำบ่นคนเดียวเสียงดังตั้งใจให้เธอได้ยิน
“……เหอะ—”
สายตาอันเหลือเชื่อของเซร่าจับจ้องตามแผ่นหลังของพวกเธอไปจนสุดทาง
เธอรู้ดีว่าพวกผู้หญิงที่เพิ่งเดินผ่านตัวเองไปเมื่อครู่คือใคร
คนกลุ่มนั้นที่หน้าตาสะสวยทุกคน รูปร่างก็ดี แถมยังเกาะกลุ่มเดินไปด้วยกันอย่างเหนียวแน่นก็คือบรรดาคนรักของเอน็อค
เดิมทีพวกเธอก็ไม่ชอบขี้หน้าเซร่าอยู่แล้ว ทว่าอย่างน้อยเมื่อก่อนก็ยังพอแสร้งทำเป็นพยายามซ่อนมันไว้บ้าง แต่วันนี้ไม่รู้เป็นบ้าอะไรถึงไม่แม้แต่จะพยายามทำแบบนั้นเลย
“ทำไมพวกหล่อนถึงได้คอยจ้องจะงาบหัวฉันกันนักนะ?”
เซร่าที่อารมณ์บูดสนิทบ่นอุบอิบอย่างหงุดหงิด
เธอพูดออกมาเพราะไม่รู้จริง ๆ แต่บีเซกลับเบิกตากว้างด้วยสีหน้าที่ดูประหลาดใจกับคำพูดนั้นเสียเหลือเกิน
“อาจเป็นเพราะพี่สาวไปนอนกับหัวหน้ามาหรือเปล่าคะ?”
“……อึ่ก”
บีเซ แม้แต่เธอก็เอาด้วยเหรอ……
เซร่าที่โดนแทงใจดำเข้าอย่างจังตอนเผลอทำหน้าขยาดแขยง
ตลอดทั้งวันนี้ มันคือประโยคมนตร์สะกดที่ทำให้เธอต้องหุบปากสนิทมาโดยตลอด ทว่าครั้งนี้ สำหรับคนพวกนั้นแล้ว เซร่าเองก็มีเรื่องจะเถียงเหมือนกัน
“ฉันนอนคนเดียวซะที่ไหน? ยัยพวกนั้นก็นอนมาเหมือนกันทั้งนั้นแหละ คนเมื่อกี้ก็นอน คนข้าง ๆ ก็นอน แล้วคนถัดไปก็นอนด้วย แล้วทำไมต้องมารุมประสาทแดกใส่ฉันคนเดียวด้วยเล่า!”
การตบไหล่ปลอบประโลมเซร่าที่กำลังพ่นไฟระบายความอัดอั้นจึงตกเป็นหน้าที่ของบีเซ
บีเซที่ปลอบให้เธอใจเย็นลงราวกับกำลังปรามวัวกระทิงที่กำลังคลุ้มคลั่ง เอ่ยตอบข้อสงสัยที่ทำให้เซร่าต้องขนลุกขนพองกลับไปอย่างเงียบ ๆ
“อืม…… ถึงจะมีคนรักตั้งหลายคน แต่ทาสมีแค่พี่สาวคนเดียวนี่คะ?”
“เรื่องนั้นมันสำคัญด้วยเหรอ……?”
“สำคัญ……สิคะ? นั่นมันหมายความว่าเขาดูแลเป็นพิเศษเลยนะ”
“……?”
เซร่าชะงักค้างไปชั่วขณะราวกับความสามารถทางภาษาพังทลายลง ก่อนจะ
“……พิเศษ~? ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่คำนั้นกลายมาเป็นคำที่มีความหมายเดียวกับคำว่า ‘ถูกจิกหัวใช้’ น่ะ?”
เธอพ่นลมหายใจเย้ยหยันราวกับได้ยินเรื่องที่ไม่ควรจะได้ยินเข้า
คนที่ได้ยินคำพูดไร้สาระคือเซร่าแท้ ๆ ทว่าคนที่กลับมาทำหน้าจริงจังใส่กลับเป็นบีเซเสียอย่างนั้น
“พี่สาวคะ รู้จักอ่านบรรยากาศบ้างสิคะ”
เจอมาขนาดนั้นแล้วยังไม่รู้จักหัวหน้าอีกเหรอ?
บีเซที่หุบยิ้มสนิทเอ่ยดุเธอโดยไม่ลังเลเลยสักนิด
คนเราอาจจะหัวไวหรือหัวช้าไม่เท่ากัน เรื่องจะรู้ตัวช้าก็พอเข้าใจได้อยู่หรอก แต่ถ้าแกล้งทำเป็นไม่รู้ถึงขนาดนี้ มันก็ถือเป็นความผิดแล้วนะ
“คิดว่าหัวหน้าอยากได้คนรับใช้จริง ๆ จนถึงขั้นพาวุ่นวายเอาผู้หญิงที่ไม่รู้จักหัวนอนปลายเท้าเข้ามาไว้ในบ้านตัวเองเหรอคะ? คนที่เกลียดความยุ่งยากขนาดนั้นเนี่ยนะ?”
“ก็เพราะเกลียดความยุ่งยากไงถึงได้รับทาสเข้ามา”
“โธ่ ก็แค่อยากอยู่ด้วยกันเลยหาข้ออ้างไปเรื่อยต่างหากล่ะคะ”
“……?”
“คนที่ไม่รู้เรื่องนั้นในกิลด์นี้ คงมีแค่พี่สาวคนเดียวนั่นแหละค่ะ”
“……???”
ความคิดเห็นสองฝั่งที่มีรากฐานต่างกันปะทะกันอย่างจัง
สมองของเซร่าไม่เข้าใจเลยว่า การที่คนที่รำคาญทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกพาทาสเข้ามาในบ้านเพื่อเอาไว้ใช้งาน มันกลายเป็นการดูแลเป็นพิเศษไปได้ยังไง
“ให้ตายสิ ไร้เดียงสาจริงเชียว……”
เดินทางปลอดภัยนะคะ พี่สาว
บีเซที่บังอาจมองจอมเวทมนตร์ดำผู้ฉาวโฉ่ด้วยสายตาเอ็นดู โบกมือลาอย่างไร้เยื่อใยทันทีที่ก้าวออกมานอกตัวอาคาร
“…….”
เซร่าที่ยังคงตกอยู่ในความสับสนได้แต่ยืนมองแผ่นหลังของเด็กสาวที่ค่อย ๆ ไกลออกไปอย่างไร้จุดหมาย
“ทำอะไรอยู่น่ะ?”
รีบมาสิ
ตอนนั้นเอง เอน็อคที่ยืนรอเธออยู่ก็สะกิดแผ่นหลังเล็ก ๆ ที่ไม่มีทีท่าว่าจะขยับเบา ๆ
เอน็อคที่มายืนเคียงข้างตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ เอียงร่มคันใหญ่ที่กว้างพอสำหรับสองคนไปทางเซร่าอย่างเป็นธรรมชาติ
สายตาของเซร่าเลื่อนตามร่มคันนั้นขึ้นไปโดยอัตโนมัติ
การดูแลเป็นพิเศษงั้นเหรอ……
เซร่าที่ทวนคำนั้นวนเวียนอยู่ในปากถึงกับขนลุกซู่ไปทั้งแขนจนต้องสั่นสะท้าน
นี่มัน…… ไม่ใช่แล้วล่ะ เซร่าที่ตัวสั่นเทิ้มบ่นพึมพำเสียงเบาว่าเพราะไปฟังคำพูดแปลก ๆ มาแท้ ๆ ถึงได้ยิ่งสับสนแบบนี้
“ฮื่อ รีบไปกันเถอะค่ะ ได้ยินว่ารถม้าเตรียมพร้อมไว้แล้ว”
เซร่าพยายามสะบัดความรู้สึกแปลกประหลาดทิ้งไป แล้วก้าวเดินนำไปยังจุดที่น่าจะมีรถม้าจอดรออยู่
เอน็อคที่เดินตามหลังมาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเจือแววคาดหวังกับการเดินทาง
“ว่าแต่ เราจะไปไหนกันเหรอ?”
“……เอส—”
เซร่าที่เกือบจะเผลอตอบไปว่าเอสเตลลารีบหุบปากฉับทันที
ในเสี้ยววินาทีนั้นคำพูดที่ว่ามันไกลมาก เสียจนคนอื่นไม่อยากรับคำร้องก็ผุดขึ้นมาในหัว หากบอกจุดหมายปลายทางไปโดยไม่จำเป็น แล้วมนุษย์ผู้เกลียดความยุ่งยากเข้าไส้คนนี้เกิดแอบถอนตัวขึ้นมาคงเป็นเรื่องยุ่งยากแน่
“ที่ที่ดีค่ะ”
หรือไม่ บางทีอาจเป็นเพราะเธออยากรักษาสถานะ ‘การดูแลเป็นพิเศษ’ ที่บีเซบอกไว้ให้นานขึ้นอีกสักนิดก็เป็นได้
“อ่า ที่ที่ดีสินะ”
โชคดีที่เอน็อคดูเหมือนจะเชื่อคำพูดนั้น
ความจริงแล้วเซร่าก็รู้เพียงแค่ว่ามันเป็นกิลด์ที่อยู่สุดขอบแดนใต้เท่านั้น—แม้บีเซจะยื่นเอกสารข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับกิลด์เอสเตลลาให้แล้ว แต่เธอก็ไม่ได้อ่าน—จึงไม่รู้เลยว่าที่นั่นเป็นที่ที่ดีจริงหรือไม่
ทว่าเธอกลับไม่รู้สึกว่าตัวเองกำลังโกหกสักเท่าไหร่
เอสเตลลา
สัมผัสของชื่อยามเอื้อนเอ่ยในปากช่างฟังดูชุ่มฉ่ำและเปล่งประกาย
ให้ความรู้สึกอย่างแรงกล้าว่าต้องเป็นสถานที่ที่งดงามและอุดมสมบูรณ์มากเป็นแน่
การเดินทางน่าจะรื่นรมย์ตลอดทาง น่าจะสะดวกสบาย และคงไม่มีเรื่องให้ต้องทะเลาะกับเอน็อค……
“ฉันได้มาแช่น้ำพุร้อนฤดูหนาวก็เพราะยัยทาสเลยนะเนี่ย”
จนกระทั่งตอนที่ได้แช่กายในบ่อน้ำพุร้อนฤดูหนาวของกิลด์ที่เดินทางไปถึงในคืนนั้น ซึ่งสโนว์ได้จองเอาไว้ให้ ลางสังหรณ์ของเธอยังคงดีเยี่ยมอย่างไร้ข้อกังขา
ทว่า สองสัปดาห์หลังจากนั้นพอดิบพอดี
“เธอหลอกฉัน”
เบื้องหลังของเขาที่ยืนหันหลังให้ดวงอาทิตย์ มีลมพายุทรายแห่งทะเลทรายอันเวิ้งว้างหมุนวนเป็นเกลียวก่อนจะพัดกระจายหายไปในระยะไกล
เซร่าแหงนมองเส้นผมที่ย้อมเป็นสีดำของเขาด้วยสายตาเก้อกระดากพลางตอบกลับไป
“พวกเราตกลงกันแล้วนี่ว่าจะไม่ทำแบบนี้…….”
น้ำเสียงที่เป็นกันเองราวกับพูดคุยกับเพื่อนไม่ได้ใช้คำสุภาพอีกต่อไปแล้ว
การพูดจาห้วนๆ ที่ดูเป็นธรรมชาติขึ้นมากทำให้คิ้วเข้มของเอน็อคกระตุกอย่างไม่สบอารมณ์
“คุณหลอกฉันค่ะ”
เอน็อคคำรามเสียงต่ำพลางแก้คำพูดใหม่อย่างเจ็บใจ
ช่างขัดกับคำสุภาพอันนอบน้อม เพราะสายตาที่เขาใช้จ้องมองเซร่านั้นหาเรื่องอย่างถึงที่สุด
พลางเอ่ยคำเรียกขานเซร่าออกมาอย่างไม่เต็มใจนัก
“นายท่าน”
ปลอกคอสุนัขสีแดงสดที่พันอยู่รอบลำคอของชายผู้ยืนหันหลังให้ดวงตะวันเปล่งประกายวาววับราวกับกำลังตัดพ้อต่อว่าเธอ
กำลังโหลดความเห็น...