คลังเรื่องเร็ว ๆ นี้มาแรงเสนอเรื่องที่อยากให้แปลตารางอัป
–
ลูมอนโซ่ · ผู้รักการอ่านมังฮวาและนิยายอ่านเวอร์ชันต้นฉบับและแปลไทยได้ตามลิงก์ในแต่ละเรื่อง
ข้อมูลเว็บและติดต่อ
ข้อกำหนดการใช้งานนโยบายเหรียญและการคืนเงินความเป็นส่วนตัวเหรียญติดต่อเรา
18+

เนื้อหาสำหรับผู้ที่อายุ 18 ปีขึ้นไป

“[นิยาย] เมื่ออดีตชาติ ฉันเคยขายชาติมาแล้วค่ะ” มีฉากหรือเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่ กดยืนยันเพื่อเข้าชม เว็บจะจำไว้ในเบราว์เซอร์นี้

กลับหน้าแรก

[นิยาย] เมื่ออดีตชาติ ฉันเคยขายชาติมาแล้วค่ะตอน 118

ตอน 118

ถ้ารู้สึกว่าน่าสงสารก็แค่เดินเข้าไปนั่งดื่มเป็นเพื่อนก็สิ้นเรื่อง ทว่าน่าแปลกที่สองขากลับก้าวไม่ออกเสียดื้อๆ

ความจริงแล้ว ตลอดห้าวันที่ผ่านมาเซร่าบังเอิญเจอเอน็อคอยู่บ่อยครั้ง แต่เธอก็ไม่เคยเป็นฝ่ายเดินเข้าไปหาก่อนเลยสักหน

‘จะว่าไป เรียกได้ว่าคอยหลบหน้ามากกว่าล่ะมั้ง…’

เซร่าที่จ้องมองเอน็อคอยู่เงยหน้าขึ้นมองเพดานด้วยแววตาเก้อกระดาก

ก็ใช่ว่าจู่ๆ นึกจะเกลียดเขาขึ้นมาแทบขาดใจเสียเมื่อไหร่

จะพูดยังไงดี ออกแนวกลืนไม่เข้าคายไม่ออกมากกว่า

สีหน้าของเขาที่เธอเห็นตอนเกือบจะโดนวางยาพิษตายมันคอยลอยวนเวียนอยู่ในหัว จนรู้สึกกระอักกระอ่วนเกินกว่าจะสบตากันตรงๆ

พอเดินๆ อยู่แล้วเห็นท้ายทอยกลมมนนั่น หัวใจก็พลอยกระตุกวูบลงไปอยู่ที่ตาตุ่มอย่างไร้สาเหตุ

ทั้งสายตา ลมหายใจ และสีหน้าทุกอณูที่เอน็อคแสดงออกมาในตอนนั้น มันย้อนกลับมาแจ่มชัดราวกับภาพวาดเหมือนจริง

พร่ำบอกตัวเองว่าให้เลิกคิดถึงเรื่องนั้นได้แล้ว แต่สายตากลับคอยกวาดตามองหาเงาร่างของเขาอยู่เรื่อย

ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าต่อให้เดินเข้าไปก็คงไม่กล้าเอ่ยปากทัก แต่ถึงอย่างนั้น วันนี้ก็ยังแอบชะเง้อคอมองตามสถานที่ที่คิดว่าเขาจะอยู่ เผื่อว่าจะได้เห็นหน้าอีกสักครั้ง

แล้วถ้าเผลอปล่อยใจไปอีกนิด เธอคงได้วิ่งพรวดพราดเข้าไปหาเอน็อคแล้วรัวคำถามใส่เขาไม่หยุดแน่

ตอนนั้น ตกใจขนาดนั้นทำไมกัน

แล้วมือจะสั่นอะไรขนาดนั้นล่ะ

แต่ก่อนไม่เห็นเคยเป็นแบบนี้เลยนี่

มีอะไรทำให้นายโมโหถึงเพียงนั้นกัน

ทีตอนผลักฉันเข้าไปในดงหนามตัวเปล่ายังทำมาแล้ว แล้วทำไมเพิ่งจะมาเป็นเอาป่านนี้

ช่วงนี้ทำไมไม่ควงผู้หญิงคนไหนเลยล่ะ

สารพัดคำถามที่สะเปะสะปะจับต้นชนปลายไม่ถูก และเป็นเพียงคำถามตอบสนองความอยากรู้อยากเห็นของเซร่าเท่านั้น

ไม่สิ ไม่ใช่หรอก

ความจริงแล้วสิ่งที่เธออยากถามมีเพียงเรื่องเดียว แต่เพราะพูดคำนั้นออกไปไม่ได้ จึงได้แต่เดินวนเวียนไปมารอบตัวเขาแบบนี้

ถ้าเดินเข้าไปถามให้มันกระจ่างแจ้งไปเลยก็คงจบเรื่องง่ายๆ แต่พอจะทำเข้าจริง มันกลับไม่ง่ายดายอย่างที่คิดเอาไว้เลยสักนิด

อยากจะแสร้งทำเป็นไม่แคร์แล้วเอ่ยถามออกไปอย่างเป็นธรรมชาติแท้ๆ แต่เธอกลับลืมไปแล้วว่าต้องทำอย่างไร

ต้องทำสีหน้าแบบไหน สบตาอย่างไร หรือใช้น้ำเสียงแบบใด กลายเป็นคนโง่เง่าที่จำอะไรไม่ได้เลยแม้แต่อย่างเดียว

ราวกับมีใครสักคนแอบมุดเข้ามาในหัวของเซร่า แล้วลบความทรงจำส่วนนั้นออกไปจนเกลี้ยงเกลาก่อนจะหนีหายไป

เรื่องที่เมื่อก่อนเคยทำได้อย่างไม่แยแส ตอนนี้กลับรู้สึกเลือนรางเหลือเกิน

รู้สึกราวกับตัวเองกลายเป็นมนุษย์ที่ไร้ความสามารถอย่างร้ายกาจไปเสียแล้ว

เพราะฉะนั้นวันนี้ก็ขอผ่านไปก่อนแล้วกัน

เซร่าที่มอบการอภัยโทษให้แก่ตัวเอง ตั้งใจจะแสร้งทำเป็นมองไม่เห็นท้ายทอยสีดำที่คอยสะดุดตาเหมือนอย่างเคย แล้วแอบเดินผ่านไปอย่างเงียบๆ ทว่า

“โธ่เว้ย”

เธอกลับสบถออกมาด้วยความหงุดหงิดพลางหยุดชะงักอยู่กับที่

คิดจะแกล้งทำเป็นไม่เห็นแท้ๆ แต่ไหล่ที่ห่อเหี่ยวลงเป็นพิเศษในวันนี้ดันสะดุดตาเธอเข้าจนได้

ผูกพันบ้าบออะไรขึ้นมาเนี่ย……

ปกติฉันไม่ใช่คนใจอ่อนยอมคนขนาดนี้แท้ๆ

หญิงสาวบ่นพึมพำเสียงเบา ก่อนจะเดินลากขาตรงไปยังชายหนุ่มที่กำลังทำตัวน่าเวทนาอยู่แต่ไกล

◆ ◆ ◆

ฉันทำแบบนั้นไปทำไมกันนะ

คำถามนี้กลายเป็นปริศนาข้อใหญ่ที่สุดของเอน็อคตลอดช่วงหลายวันที่ผ่านมา

แม้จะไม่ได้ระบายความในใจกับใครให้โล่งอก แต่ลึกๆ แล้วเขากำลังสำนึกผิดอย่างจริงจังเรื่องที่ตัวเองก่อแผ่นดินไหวขึ้นเมื่อคราวนั้น

นับตั้งแต่ได้กุมดาบศักดิ์สิทธิ์ไว้ในมือ เขาก็ฝึกฝนที่จะสะกดอารมณ์ของตนเองให้ได้มากที่สุดมาโดยตลอด

เพราะหากเผลอปล่อยให้อารมณ์เข้าครอบงำจนกวัดแกว่งดาบออกไป นั่นแหละคือหายนะอย่างแท้จริง

โชคดีที่อย่างน้อยเขาก็เกิดมามีชาติกำเนิดเป็นถึงเชื้อพระวงศ์ จึงได้รับการเคี่ยวเข็ญเรื่องความอดทนอดกลั้นมาตั้งแต่เด็กจนเอียน แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้แปลว่ามันจะง่ายดายมาตั้งแต่แรก

เขาก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง ย่อมมีช่วงเวลาที่รู้สึกเวทนาสงสาร และมีช่วงเวลาที่ความเคียดแค้นเดือดพล่านจนอยากจะกวาดล้างทุกสิ่งให้สิ้นซาก ทว่าทุกครั้งที่เป็นเช่นนั้น เอน็อคจะกัดฟันอดทนและพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะไม่ให้อารมณ์ส่วนตัวเข้ามาปะปนในสิ่งที่ตนกำลังทำ

ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเช่นนี้ยังคงเกิดขึ้นซ้ำเดิม ยามที่เขาต้องเผชิญกับการตัดสินใจที่ยากลำบากที่สุดในชีวิต

ทว่าหลังจากก้าวผ่านเรื่องนั้นมาได้ เอน็อคก็ไม่เหลือความพยายามใดๆ ให้ต้องทุ่มเทอีกต่อไป

ต่อให้ไม่ต้องพยายามอย่างเอาเป็นเอาตายเหมือนเมื่อก่อน อารมณ์ความรู้สึกก็ไม่เคยก่อตัวขึ้นมาขัดขวางยามที่ต้องเผชิญหน้ากับสิ่งที่ต้องทำอีกเลย

ราวกับคนที่นั่งครอบครองห้องสีดำมืดมิดที่ไม่อาจมีผู้ใดบุกรุกเข้าไปได้อยู่เพียงลำพัง

เขาใช้ชีวิตเรื่อยมาเช่นนั้นได้โดยไม่มีปัญหาอะไรอยู่เนิ่นนาน

ดังนั้นเขาจึงชะล่าใจ

คิดว่าไม่ว่าจะเป็นคนที่คล้ายคลึงกันจนน่าขนลุกเพียงใด ก็คงไม่อาจสั่นคลอนจิตใจของเขาได้

แม้ทั้งหมดจะเป็นความผิดพลาดของเขาเองอย่างปฏิเสธไม่ได้ แต่มันก็พอมีข้อแก้ตัวอยู่บ้าง

ครั้งนี้มันเป็นสถานการณ์ที่พิเศษเกินไป

ใบหน้าที่ซีดเซียวไร้สีเลือดดันไปเหมือนกับตอนนั้นที่เธอกำลังจะตายด้วยน้ำมือของเขาพอดิบพอดี

เพียงเพราะมันซ้อนทับกับความตายของคนคนนั้นอย่างประหลาด อารมณ์ความรู้สึกจึงพลอยหลุดรอดออกไปโดยไม่รู้ตัว

เพราะฉะนั้นตอนนี้ยังไม่เป็นไร

ยังไม่เป็นไรจริงๆ สาบานได้เลยว่า…

“ถ้ามันหดหู่นักก็ไปหาผู้หญิงสิคะ ผู้หญิงน่ะ”

พอเขากำลังพึมพำอยู่คนเดียวเช่นนั้น เสียงเดาะลิ้นจึ๊กๆๆ ก็ดังขึ้นมาจากฝั่งตรงข้าม

ช่างเป็นคำพูดที่ซัดเข้าแสกหน้าเอน็อคผู้ซึ่งกำลังจมอยู่กับความกังวลอันลึกซึ้งเมื่อครู่นี้ได้อย่างดิบเถื่อนสิ้นดี

เอน็อคที่จำคู่สนทนาได้ในทันทีหัวเราะหึออกมา

พลางคิดว่า ทำเป็นมองไม่เห็นกันอยู่ตั้งหลายวัน ในที่สุดก็ยอมทักกันแล้วสินะ

เอน็อคหลับตาลงอย่างช้าๆ แล้วลืมตาขึ้นราวกับกำลังเก็บงำความกังวลที่พรั่งพรูออกมาก่อนจะแสร้งเก๊กเสียงขรึม

“…ฉันบอกแล้วไงว่าฉันจัดการเองได้”

เมื่อได้สบตากับเซร่า เอน็อคก็แอบโล่งอกอยู่ในใจ

แม้จะอยู่ใกล้กันเพียงนี้ แต่ก็ไม่มีความเปลี่ยนแปลงอันน่าทึ่งอย่างเช่นหัวใจเต้นระส่ำ หรือความรู้สึกแทบจะระเบิดออกมาเหมือนคราวก่อนเกิดขึ้นเลย

ก็แค่ รู้สึกดีใจที่ได้เจอกันในรอบหลายวันเท่านั้น

เห็นไหมล่ะ

คราวก่อนมันเป็นสถานการณ์ที่พิเศษจริงๆ และเขาก็ยังคงไม่เป็นไร

“ก็เพราะนายไม่รู้จักดูแลตัวเองน่ะสิฉันถึงต้องพูดเนี่ย มีปัญหาอะไรกันแน่ยะ”

เซร่าที่ไม่ได้รับรู้ถึงความทุกข์ทรมานใจของเขาเลยสักนิด รินเหล้าใส่แก้วของตนเองเสียงดังจ๋อมแจ๋มด้วยน้ำเสียงราวกับจะบอกว่าอย่ามาตอแหล

ไม่แข็งเหรอคะ ขี้อายเหรอ กลัวเหรอ น้ำเสียงที่เอ่ยถามต่อรัวๆ นั้นแฝงไปด้วยความมั่นใจว่านอกเหนือจากเรื่องพวกนี้แล้วคงไม่มีปัญหาอื่นอีก

พอดูไปบางที ก็เหมือนยัยทาสของเขาจะคิดว่านายท่านของตัวเองเป็นพวกเสเพลหน้ามืดที่ชอบผู้หญิงทุกคนไปหมด

ซึ่งมันก็ถูกอยู่ครึ่งหนึ่ง

กระฉอก กระฉอก เอน็อคที่มองดูผิวหน้าของเหล้าที่ปริ่มจนแทบจะล้นแก้ว สัมผัสได้ถึงลางสังหรณ์อันแรงกล้าว่าอาการซึมเศร้าที่ลืมไปแล้วกำลังจะกำเริบกลับมา

“…ฉันเองก็มีสเปกเหมือนกันนะยัยบ้า”

ทะเลทรายน่ะไม่เข้ากับฉันหรอก มาตรฐานความงามน่ะนะ ไม่เลยสักนิด สิ้นเชิงเลย

เมื่อฟังคำอธิบายที่ขาดๆ หายๆ เซร่าก็ไม่คิดจะซ่อนสีหน้าดูถูกเอาไว้เลยสักนิด

“สถานการณ์แบบนี้ นายยังมีกะจิตกะใจมาเลือกกินน้ำร้อนน้ำเย็นอยู่อีกเหรอ”

“นี่”

“เฮ้อ”

จะเถียงว่าไม่ใช่แบบนั้นก็พูดไม่ออก เพราะที่ผ่านมาเขาช่างเลือกเสียเหลือเกินจนไร้คำแก้ตัว

อ่า ยิ่งคิดก็ยิ่งหดหู่ เอน็อคจึงยกแก้วเหล้าที่เซร่ารินไว้ดื่มเองขึ้นกระดกหมดเกลี้ยง

กรี๊ด! เซร่าด่าทอที่เขาบังอาจมาแย่งส่วนของเธอ ทว่าไม่นานนักก็เปลี่ยนมาทำสีหน้าเปี่ยมเมตตาอย่างหาความหมายไม่ได้

“…สเปกของนายเป็นแบบไหนล่ะ ไหนลองว่ามาซิ”

“……?”

เมื่อกี้ยังเพิ่งว่าเรื่องเลือกกินน้ำร้อนน้ำเย็นอยู่ไม่ใช่หรือไง

พอเอน็อคมองเธอด้วยสายตาที่สื่อความหมายเช่นนั้น เซร่าก็โบกไม้โบกมือบอกว่าอย่าคิดลึก

“ฉันจะได้ฟังหูไว้หู พอมีคนที่ตรงสเปกนายเดินผ่านจะได้สะกิดบอกไงล่ะ”

เธอกระดกแก้วแรกเข้าปากรวดเดียวจนส่งเสียง ครา แล้ววางแก้วกระแทกลงบนโต๊ะดัง ตัก

จ๋อมแจ๋ม เธอรินเหล้าเติมแก้วต่อทันทีโดยไม่หยุดพัก

“ไม่ง่ายหรอกนะ”

เอน็อคแสร้งทำทีเป็นคนเรื่องมากแล้ววางท่าโอ่อ่า

เซร่ากระดกแก้วที่สองจนหมดในอึกเดียว ก่อนจะเผชิญหน้าอย่างห้าวหาญ

“ก็ไม่แน่นี่นา ฉันอาจจะทำเรื่องยากๆ นั่นสำเร็จก็ได้”

“…อืมม์”

เมื่อถูกซักไซ้ไล่เลียงอีกครั้ง เอน็อคก็หรี่ตาลงด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วน

พักนี้เขารู้สึกอึดอัดใจที่จู่ๆ ทาสของตนก็หันมาสนใจเรื่องผู้หญิงของเขา

ตอนอยู่ด้วยกันเมื่อก่อน ไม่ว่าเขาจะพาใครเข้าบ้าน เธอก็ไม่เคยแม้แต่จะปรายตามองแท้ๆ ไม่เข้าใจเลยสักนิดว่าทำไมอยู่ดีๆ ถึงได้มาเป็นห่วงเรื่องบนเตียงของเขาเอาป่านนี้

หรือว่ายัยนี่จะเบิกเนตรเรื่องเซ็กซ์เข้าให้แล้ว

ก็เลยอยากรู้เรื่องของฉันขึ้นมาอย่างนั้นเหรอ

ขณะที่เขากำลังตั้งสมมติฐานไร้สาระแล้วแอบหัวเราะคิกคักอยู่คนเดียว เซร่าที่กลับมาตีหน้านิ่งตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ก็ออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ

“บอกมาสิ พูด”

“……คือว่านะ―”

เอน็อคที่โดนรัศมีความกดดันข่มจนอยู่หมัดยอมเปิดปากพูดอย่างเสียไม่ได้

หากพูดถึงสเปกของเขา ในกิลด์ซิกนัสนับว่ามีเกณฑ์ตายตัวที่รู้กันทั่วจนไม่มีใครไม่รู้

ผู้หญิงที่ผิวขาว หรือไม่ก็มือสวย หน้าอกใหญ่ รูปร่างเล็ก ผมหยิก หรือมีไฝที่แผ่นหลัง เมื่อก่อนมันเคยมีอยู่แค่นี้แน่ๆ ทว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ที่เริ่มมีคำอธิบายอย่างละเอียดผุดขึ้นมาทีละข้อ

ไม่ใช่แค่ขาวอย่างเดียวแต่ผิวต้องบอบบางด้วย เพื่อที่เวลาฝากรอยจูบเอาไว้มันจะได้ติดอยู่นานๆ

มือสวยแต่ก็อยากให้หมัดหนัก

ถึงรูปร่างจะเล็กแต่เวลาดึงเข้ามากอดก็อยากให้รู้สึกเต็มไม้เต็มมือ

หน้าอกแทนที่จะใหญ่ไปเฉยๆ ก็ขอแค่ขนาดที่พอดีซุกหน้าลงไปแล้วรู้สึกอุ่นสบาย

ส่วนไฝที่แผ่นหลัง ถ้าอยู่ในตำแหน่งที่กัดทำรอยได้ถนัดเวลาทำจากข้างหลังคงจะไม่มีอะไรดีไปกว่านี้แล้ว

“พอใจยัง”

เอน็อคที่อุตส่าห์นับนิ้วอธิบายให้ฟัง―แถมยังแกล้งรัวคำพูดอย่างรวดเร็ว―ก้มลงมองเซร่าด้วยท่าทางไว้ตัว

“…….”

เซร่าที่ได้ยินคำเหล่านั้นนิ่งเงียบไป

คงไม่คิดล่ะสิว่าเขาจะยอมเล่าอย่างตั้งอกตั้งใจถึงขนาดนี้ สีหน้าของเธอเหมือนคนที่โดนเล่นงานเข้าให้จังๆ

ความรู้สึกคล้ายกับว่าตัวเองเป็นฝ่ายชนะทำให้เอน็อคแกล้งเบิกตากว้างอย่างเกินจริงพลางกวนประสาท

“ทำไม ยาวเกินไปจนจำไม่ได้หรือไง”

“เปล่า……”

ฉันจำได้หมดแล้วต่างหาก

เซร่าพึมพำด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูว่างเปล่าพิกล

เงื่อนไขร่ายยาวเป็นพรืดพวกนั้น หากเอามารวมกันทั้งหมดก็สามารถอธิบายได้ด้วยคำเพียงคำเดียว

เซร่ารู้เรื่องนั้นดี แต่ดูเหมือนเอน็อคจะไม่รู้ตัวเลยสักนิด

“อืม ใช่ คงงั้นมั้ง”

ในตอนนั้นเอง เอน็อคก็ตบศีรษะเซร่าเบาๆ ด้วยน้ำเสียงที่ไม่เชื่อคำพูดเธอเลยแม้แต่น้อย

ราวกับผู้ใหญ่ที่กำลังเอ็นดูเด็ก ฝ่ามือลูบไล้จากกลางกระหม่อมเรื่อยลงไปตามแนวด้านข้างศีรษะอันเรียบเนียนอย่างแผ่วเบา

“เพราะงั้นก็อย่าเอาคนแปลกๆ มายัดเยียดให้อีก อยู่เฉยๆ ไปซะ”

“…….”

“แล้วก็อย่าลืมว่าตัวเองเป็นทาสล่ะ เห็นแอบพูดห้วนๆ ใส่ฉันเรื่อยเลยนะ”

“…….”

คำพูดช่างน่าหมั่นไส้ ทว่าสัมผัสนั้นกลับอ่อนโยนจนขนลุกซู่

ใบหูของเซร่าที่ปลายนิ้วของเขาเฉียดผ่านร้อนผ่าวขึ้นมาจนแดงก่ำ

ทั้งที่เขาไม่ได้แตะต้องตรงนั้นเลยสักนิด แต่แผ่นอกกลับรู้สึกคันยุบยิบ

สายตาสบประสานกัน

นัยน์ตาสีเขียวอ่อนที่สะท้อนแสงจันทร์โค้งลงอย่างนุ่มนวลเป็นรอยยิ้ม

ตึกตัก หัวใจของเซร่าเต้นระรัวแรงเสียจนแทบจะแหลกสลาย

‘ดูเหมือนจะเป็นตอนนี้นี่แหละ’

มีเสียงกระซิบเช่นนั้นแว่วเข้ามา

ตอนนี้คืออะไรกันล่ะ

ก่อนที่จะทันได้สงสัย ริมฝีปากของเซร่าก็ขยับไปเสียก่อนแล้ว

“เอน็อค”

ไม่ใช่เจ้านาย ไม่ใช่เจ้าดำ แต่เป็นเอน็อค

แทบไม่มีครั้งไหนเลยที่เซร่าจะเรียกเขาแบบนี้

ในเมื่อเกิดเรื่องที่ไม่ธรรมดาเช่นนั้นขึ้น เอน็อคก็น่าจะตระหนักถึงน้ำหนักของเสียงเรียกนั้นล่วงหน้าเสียหน่อย

“มีอะไร จะพูดอะไรล่ะ”

หากเป็นเช่นนั้น เขาคงไม่ต้องประมาทอย่างไม่ระวังตัว

“นายชอบฉันใช่ไหมล่ะ”

จนโดนฟาดเข้าให้อย่างจังเช่นนี้

[นิยาย] เมื่ออดีตชาติ ฉันเคยขายชาติมาแล้วค่ะจบตอน 118
อ่านตอน 119 ต่อ
อ่านตอนล่าสุดได้ที่ลงถึงตอน 344
↗Readtoon
☆ ให้คะแนน / เขียนรีวิวเรื่องนี้

ความคิดเห็นตอนนี้

กำลังโหลดความเห็น...

ดูความเห็นทุกตอนของเรื่องนี้
‹ ตอน 117กลับหน้าเรื่อง
ตอน 117ตอน 119