คลังเรื่องเร็ว ๆ นี้มาแรงเสนอเรื่องที่อยากให้แปลตารางอัป
–
ลูมอนโซ่ · ผู้รักการอ่านมังฮวาและนิยายอ่านเวอร์ชันต้นฉบับและแปลไทยได้ตามลิงก์ในแต่ละเรื่อง
ข้อมูลเว็บและติดต่อ
ข้อกำหนดการใช้งานนโยบายเหรียญและการคืนเงินความเป็นส่วนตัวเหรียญติดต่อเรา
18+

เนื้อหาสำหรับผู้ที่อายุ 18 ปีขึ้นไป

“[นิยาย] เมื่ออดีตชาติ ฉันเคยขายชาติมาแล้วค่ะ” มีฉากหรือเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่ กดยืนยันเพื่อเข้าชม เว็บจะจำไว้ในเบราว์เซอร์นี้

กลับหน้าแรก

[นิยาย] เมื่ออดีตชาติ ฉันเคยขายชาติมาแล้วค่ะตอน 120

ตอน 120

ตกลงว่าหมอนั่นชอบฉันหรือไม่ชอบกันแน่?

เซร่ามัวแต่จมอยู่กับคำถามที่ยังไม่ได้รับคำตอบจนกระทั่งได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้นจนได้

พอตระหนักได้ว่าตัวเองโต้รุ่ง ก็นึกว่าความเหนื่อยล้าจะถาโถมเข้ามา ทว่ากลับกระปรี้กระเปร่าอย่างน่าประหลาด

ถึงกระนั้นก็ยังลังเลว่าจะกลับไปนอนบนเตียงดีไหม แต่สุดท้ายก็ได้ข้อสรุปว่าถือโอกาสนี้ปรับเวลานอนที่สลับกันให้กลับมาเป็นปกติคงจะดีกว่า จึงก้าวเดินออกไปข้างนอก

ไปหาเอน็อคดูหน่อยดีไหมนะ

วินาทีที่ก้าวพ้นประตูออกมา เซร่าก็นึกถึงเอน็อคขึ้นมาทันควัน ช่างขัดกับที่เธอคอยหลบหน้าทำเป็นมองไม่เห็นเขามาตลอดหลายวันก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง

มันไม่ใช่ว่ามีเป้าหมายจะไปคุยเรื่องที่ค้างคาไว้เมื่อวานให้จบเสียทีเดียว แต่เป็นเพราะเธอเป็นห่วงที่เขาโก่งคออาเจียนแทบเป็นแทบตายราวกับจะขย้อนเครื่องในออกมาต่างหาก ได้ยินมาว่าน้ำผสมน้ำผึ้งช่วยแก้แฮงก์ได้ดี ลองชงไปให้เขากินสักแก้วดูดีไหมนะ ป่านนี้คงกำลังหลับอยู่ แต่ถ้าปลุกก็คงตื่นแหละ

หลังจากวางแผนเสร็จสรรพ เซร่าก็เดินไปที่ห้องครัว ชงน้ำผสมน้ำผึ้งถือออกมา ทว่าพอนึกขึ้นได้ว่าจะไปหาก็เพิ่งตระหนักว่าตนไม่รู้เลยว่าเอน็อคพักอยู่ที่ห้องไหน แผนการพลันกลายเป็นความไร้แผนในพริบตา แต่เซร่าก็ไม่ยอมแพ้และยังคงก้าวเดินต่อไป

ช่างเถอะ เดี๋ยวก็คงเจอเองแหละ

แม้สภาพจะดูเหมือนคนเดินเตร็ดเตร่ไร้จุดหมาย ทว่าเธอกลับมีลางสังหรณ์ว่าหากปรารถนาที่จะเจอ เดี๋ยวก็คงได้เจอเอง

ในตอนที่กำลังเดินผ่านลานสวนตรงกลางด้วยพลังแห่งการคิดบวกที่ผุดขึ้นมาอย่างไร้เหตุผลนั้นเอง

เธอก็ดันไปเผชิญหน้ากับชายหนุ่มที่กำลังนั่งใช้เวลาอยู่ที่ตรงนั้นพอดี

“อึ่ก”

“ในที่สุดก็ได้เห็นหน้าเสียทีนะ”

เซร่าที่สังเกตเห็นชายหนุ่มพลันชักสีหน้าบูดบึ้งขึ้นมาตามสัญชาตญาณ

ชายที่นั่งอยู่ตรงโต๊ะใต้ร่มเงานั้น วันนี้ก็ยังคงเปล่งประกายระยิบระยับจนแทบมองไม่ผิดคนเหมือนเคย

เส้นผมสีฟ้าสว่างยาวถึงเอวถูกถักเปียเบี่ยงไปข้างหนึ่ง ประดับด้วยสายรัดไหมทองคำ บนร่างสวมผ้าลินินสีขาวพันรอบกาย และนิ้วมือที่กำลังเท้าคางอยู่นั้นก็สวมแหวนฝังอัญมณีเม็ดโตไว้หลายวง

“เอสเตลลา…”

เซร่าเอ่ยทักทายชายหนุ่มที่แต่งองค์ทรงเครื่องอย่างหรูหราจนแทบตาบอด สมกับที่เป็นเจ้าของพระราชวังทองคำ

จากนั้น ทั้งที่เขายังไม่ได้เอ่ยปากชวน เธอกลับเดินลากเท้าเข้าไปนั่งลงที่ฝั่งตรงข้ามของเอสเตลลาหน้าตาเฉย

การที่ตลอดเวลาที่ผ่านมาไม่เคยเฉียดมาเจอกันเลยสักครั้ง แต่ดันมาเจอกันในวันนี้และเวลานี้ มันไม่มีทางเป็นเรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน

ราวกับเธอเดาได้ถูกต้อง เอสเตลลาจึงหัวเราะหึ ก่อนจะผายมือชวนให้เซร่ากินองุ่นที่วางอยู่ตรงหน้า

พวงองุ่นที่มีผลเต่งตึงมีหยดน้ำเกาะพราวดูเย็นชื่นใจ เมื่อเซร่าที่กำลังคอแห้งอยู่พอดีจึงไม่ปฏิเสธ เธอเด็ดองุ่นออกมาหนึ่งลูกแล้วโยนเข้าปากทันที

“เจริลตายแล้ว”

และในจังหวะนั้นเอง เอสเตลลาก็บอกเล่าข่าวอันน่าตกตะลึงออกมา

“แค่ก อะไรนะ?!”

ด้วยความตกตะลึงกับข่าวการตายกะทันหัน เธอจึงบ้วนเนื้อผลไม้อันหวานฉ่ำทิ้งไปโดยที่ยังไม่ทันได้ลิ้มรสอย่างเต็มที่

เอสเตลลามองเซร่าด้วยสายตารังเกียจอยู่ชั่วครู่หนึ่ง ทว่าเรื่องพรรค์นั้นไม่ใช่สิ่งสำคัญเลยสักนิด

ไม่สิ ทำไมจอมเวทคนนี้ถึงเอาเรื่องสำคัญขนาดนี้มาพูดตอนกำลังกินองุ่นกันล่ะเนี่ย……?

เซร่าที่กำลังสงบจิตสงบใจที่ตื่นตระหนก พลันเปลี่ยนสีหน้าราวกับนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้

เธอกวาดสายตามองรอบข้างครู่หนึ่ง ก่อนจะกระซิบกระซาบกับเอสเตลลาอย่างลับๆ

“เธอเป็นคนฆ่าเหรอ?”

ในวันที่ได้รู้ความจริงว่าคลาดกับเอสเตลลาซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างตัวจริง

เซร่าได้เล่าเรื่องราวที่ผ่านมาให้เอสเตลลาฟังอย่างคร่าวๆ ว่าพวกเธอเดินทางมาถึงเอสเตลลาโดยมีเจริลเป็นผู้นำทาง และในระหว่างการแข่งขันรอบแรกก็ได้พบกับชายที่ชื่อนีร์ชาน ก่อนจะไปที่วิหคทองคำตามคำเชิญของเขา

เธอบอกว่าเพราะชายคนนั้นรู้ทั้งชื่อของเจริลและเนื้อหาภารกิจ จึงคิดว่าฝั่งนั้นคือผู้ว่าจ้างตัวจริงอย่างแน่นอน

‘ดูเหมือนว่าข้อมูลจะรั่วไหลออกไปสินะ’

‘ถ้าอย่างนั้น ก็ต้องเริ่มตรวจสอบจากผู้ชายที่ชื่อเจริลนั่นก่อนไม่ใช่เหรอ?’

‘ฉันจะไปตรวจสอบดู’

เมื่อได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด เอสเตลลาก็ตระหนักได้ว่าข้อมูลกำลังรั่วไหล และเซร่าก็สงสัยเจริลซึ่งเป็นสายข่าวที่เข้ามาหาพวกเธอเป็นคนแรกมากที่สุด เอสเตลลาจึงบอกว่าจะลองไปตรวจสอบดูด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์ และบทสรุปที่ได้กลับมาก็คือความตายของเจริล

ในหัวของเธอที่เชื่อว่าโลกนี้เต็มไปด้วยการทรยศหักหลังและแผนการสมคบคิด จึงเชื่อมโยงไปเองอย่างเป็นธรรมชาติว่าเอสเตลลาตามหาตัวคนทรยศอย่างเจริลจนพบแล้วกำจัดทิ้งเสีย

“ทำไมฉันต้องทำแบบนั้นด้วยล่ะ?”

ทว่าเอสเตลลากลับเลิกคิ้วขึ้นด้วยสีหน้าราวกับเพิ่งเคยได้ยินเรื่องประหลาดพิกลพรรค์นี้

“เจริลตายไปนานพอสมควรแล้ว ศพที่ถูกทรมานถูกทิ้งไว้ในท่อระบายน้ำน่ะ”

ดูเหมือนจะถูกฆ่าทิ้งหลังจากรีดข้อมูลออกไปแล้ว

นั่นคือสาเหตุการตายของเจริลตามที่เอสเตลลาคาดเดา

“ถ้าอย่างนั้น ตามรูปการณ์แล้วมีความเป็นไปได้สูงว่าผู้ชายที่ชื่อนีร์ชานหรืออะไรนั่นจะเป็นคนร้าย”

เอสเตลลากำลังสงสัยว่านีร์ชานคือผู้ต้องสงสัยที่สังหารเจริล

ในความคิดของเซร่าเอง นั่นก็เป็นไปได้มากที่สุดแล้ว เขาคงดักขโมยข้อมูลตรงกลางทางแล้วลบร่องรอยทิ้งไป

“น่าเสียดายจริงๆ เป็นเด็กที่ฉันเอ็นดูแท้ๆ”

สีหน้าของเอสเตลลาดูหม่นหมองลง ราวกับกำลังนึกถึงความตายอันไร้ค่าของเจริล

“พรุ่งนี้การแข่งขันอาร์เคดจะเปิดฉากขึ้นอีกครั้ง”

ทว่าในวินาทีถัดมา เขากลับเปลี่ยนสีหน้าเป็นปกติแล้วเอ่ยถึงเรื่องอื่นอย่างหน้าตาเฉย

“เดี๋ยวสิ แค่นั้นเหรอคะ”

เซร่าไม่อาจซ่อนความตกตะลึงเอาไว้ได้ เพราะนึกว่าหลังจากนั้นควรจะต้องมีการไล่ล่าคนที่ฆ่าเจริล หรือไม่ก็เอ่ยถึงเรื่องการแก้แค้นอะไรทำนองนั้นตามมา

เธอเบิกตากว้างพลางมองเอสเตลลาด้วยสีหน้าประหลาดใจ

ทั้งที่บอกว่าเป็นคนที่เอ็นดูแท้ๆ และเพิ่งถูกสังหารไปอย่างโหดเหี้ยม แต่เขากลับหม่นหมองอยู่เพียงไม่กี่วินาที ตอนนี้ก็กลับมาทำสีหน้าเรียบเฉยราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“บอกว่าเป็นคนที่เอ็นดูไม่ใช่เหรอคะ ใครเป็นคนฆ่า ทำไมถึงฆ่า แล้วคิดจะเอาคืนยังไง ไม่คิดเรื่องพวกนี้บ้างเลยเหรอ”

ขนาดเซร่าที่เพิ่งเจอหน้าเจริลได้เพียงไม่กี่ชั่วโมง ยังถึงขั้นต้องออกปากเร่งเร้าให้เขาแก้แค้นแทน

ทั้งตัวเธอเองและบรรดาเพื่อนร่วมรุ่นในนรกต่างก็เป็นพวกชื่อเสียระบือไกลจนแค่เอ่ยชื่อออกมาคนก็พ่นคำด่าแล้ว ทว่าคนพรรค์นั้นหากสูญเสียลูกน้องคนโปรดไป อย่างน้อยก็ยังตามไปล้างแค้นเอาคืนให้สักเล็กน้อย

“ไม่คิดนี่?”

ทว่าปฏิกิริยาของเอสเตลลามีเพียงแค่ เรื่องพรรค์นั้นมันเกี่ยวอะไรกับฉัน ด้วยงั้นหรือ

เขาเอียงคอราวกับไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมตนต้องรู้สึกอะไรกับการตายของเจริลด้วย ก่อนจะเอ่ยเสริมด้วยน้ำเสียงที่ไม่ยี่หระเลยสักนิด

“ยังไงมนุษย์ทุกคนก็ต้องตายอยู่แล้วนี่”

จอมเวทที่เด็ดองุ่นกินจู่ๆ ก็ยกเรื่องชะตากรรมของสิ่งมีชีวิตที่ต้องตายขึ้นมาอ้างเพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่ความตายของเจริล ว่าในเมื่อบั้นปลายทุกคนก็เหมือนกันหมด จะไปเร็วหรือไปช้าสำหรับเขามันก็มีค่าเท่ากัน

เอสเตลลาที่เอ่ยคำพูดเช่นนั้นออกมาโดยสีหน้าไม่เปลี่ยนไปเลยสักนิด ดูช่างเย่อหยิ่งเหลือเกิน ทว่าในขณะเดียวกัน

“ถ้ามัวแต่จำเรื่องพรรค์นั้นทุกเรื่อง มีหวังคงมีชีวิตอยู่แบบสติดีๆ ไม่ได้หรอก”

เขากลับดูอ้างว้างเดียวดาย

“เพราะงั้น ในการแข่งขันรอบสุดท้าย เธอไม่ต้องไปกับเอน็อค ซอร์เซอร์หรอก ไปกับฉันดีกว่า”

“…ทำไมเรื่องมันถึงกลายเป็นแบบนั้นไปได้ล่ะคะ”

ทว่าอ้างว้างก็ส่วนอ้างว้าง แต่วิธีการพูดจาชวนหงุดหงิดระยำตำบอนของเอสเตลลามันก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

“ทำไมสโนว์ถึงยอมส่งเธอมาแทนตัวเองกันนะ”

“นี่คุณ”

“แล้วทำไมเธอถึงยอมมาที่นี่แต่โดยดีล่ะ”

คราวนี้จู่ๆ เขาก็เอ่ยถึงสโนว์ขึ้นมาอย่างไร้ปี่มีขลุ่ย แล้วใช้สายตาเฉียบคมคาดคั้นเซร่า

เซร่าที่จู่ๆ ก็เกิดร้อนตัวขึ้นมาจึงลืมเรื่องที่จะโวยวายไปเสียสนิทแล้วรีบหุบปากฉับทันที

“ผู้ชายคนนั้นคงคิดว่าเธอคือทางออกที่ดีที่สุดในการสะสางเรื่องนี้สินะ”

ราวกับไม่ได้สนใจความเป็นมาของเธอเลยสักนิด เอสเตลลาจึงพูดแต่เรื่องของตัวเองต่อไปอย่างหน้าตาเฉย

“เพราะงั้นพรุ่งนี้ฉันจะเป็นทาสของเธอเอง”

“…….”

เซร่าจ้องมองเอสเตลลาด้วยความไม่พอใจ เพราะตั้งแต่เมื่อครู่อีกฝ่ายเอาแต่พูดจาสะเปะสะปะกระโดดไปมาไร้หัวไร้ท้าย

มันให้ความรู้สึกเหมือนเธอกำลังคอยตอบคำถามในสมุดโน้ตที่เขียนหวัดๆ ตามใจนึก มากกว่าจะเป็นการสนทนากันเสียอีก

การถามตอบแบบนี้ไม่ใช่แนวที่เซร่าชอบเอาเสียเลย

เพราะมัวแต่รีบตอบคำถามตรงหน้า จนบ่อยครั้งแม้แต่ตัวเองก็ยังไม่รู้เลยว่าพูดอะไรออกไป

“นั่นคือหัวใจสำคัญของภารกิจน่ะ”

ไม่ว่าคนอื่นจะสับสนหรือไม่ เอสเตลลาก็ดึงดันบทสนทนาไปตามจังหวะของตัวเอง

ทั้งเขาทั้งเธอต่างก็รู้ดีอยู่แก่ใจว่าเนื้อหาภารกิจคือการคว้าชัยชนะในอาร์เคด แต่จอมเวทหน้าหนาคนนี้กลับแอบยัดเยียดเงื่อนไขอื่นเข้ามาเอาป่านนี้

“ฉันไม่เคยได้ยินเรื่องนั้นมาก่อนเลยนะ เป้าหมายคือคว้าชัยชนะไม่ใช่หรือไง”

“ฉันเปลี่ยนใจแล้ว”

“เหอะ ให้มันได้อย่างนี้สิ”

มีหรือที่เซร่าจะยอมตกลงกับข้อเรียกร้องที่เห็นอีกฝ่ายเป็นหมูในอวยง่ายๆ

ถ้าจะเพิ่มเงื่อนไขก็จ่ายเงินมาสิ พอเธอเอ่ยเตือนด้วยท่าทางขึงขัง เอสเตลลาก็โบกมือในอากาศหนึ่งที

ตึ้ง ถุงเงินหนักอึ้งร่วงหล่นลงมาบนโต๊ะ

ทั้งหมดนี่มันเท่าไหร่กันเนี่ย เซร่าฉีกยิ้มกว้างอย่างพึงพอใจแล้วรีบคว้ามันมาเก็บไว้ทันที

“เพราะไม่รู้ว่าเธอจะตายวันตายพรุ่งเมื่อไหร่ แทนที่จะรอแค่ผลลัพธ์ สู้ร่วมทางไปด้วยกันในระหว่างนั้นน่าจะดีกว่า”

อารมณ์ที่กำลังเบิกบานดิ่งลงเหวในทันทีด้วยคำพูดเพียงประโยคเดียวของเอสเตลลา

การที่เขาพูดจาราวกับว่าเซร่าจะตายวันตายพรุ่งเสียให้ได้ ทำให้เงินที่กำอยู่ในมือรู้สึกเหมือนเป็นเงินปากผีมากกว่าเงินรางวัลเสียอย่างนั้น

ให้ตายสิ เซร่าเขย่าถุงเงินแรงๆ พลางบ่นพึมพำอย่างหงุดหงิด

“ฉันต้องไปถามเอน็อคก่อน”

พอพูดแบบนี้ออกไปก็รู้สึกเหมือนตัวเองกลายเป็นไอ้เด็กเมื่อวานซืนที่ไม่ว่าจะทำอะไรก็ต้องขออนุญาตพ่อแม่ก่อน แต่มันช่วยไม่ได้จริงๆ

สำหรับเธอแล้วจะไปอาร์เคดกับใครก็ไม่ได้สำคัญอะไรหรอก แต่ถ้าบอกว่าเธอจะทิ้งเขาไว้แล้วไปกับคนอื่นล่ะก็ นายท่านใจแคบของเราคงได้อาละวาดบ้านแตกแน่ ยิ่งหลังจากเรื่องทาสในห้องนอนคราวนั้น เขาก็ไม่ชอบให้เซร่าไปสุงสิงพูดคุยกับคนอื่นอยู่แล้ว คราวนี้จะเกลี้ยกล่อมเขายังไงดี แค่คิดก็มืดแปดด้านไปหมดแล้ว

“ไม่จำเป็นต้องทำอย่างนั้นหรอก”

เมื่อสังเกตเห็นสีหน้าปวดหัวของเซร่า เอสเตลลาจึงเอ่ยปลอบให้เธอคลายกังวล

เขาดีดพวงองุ่นน่ากินเข้าปากดังเป๊าะแล้วเคี้ยวเนื้อฉ่ำน้ำดังกร้วมๆ

“ฉันคุยกับเอน็อค ซอร์เซอร์รู้เรื่องแล้วล่ะ”

อึก ชายหนุ่มกลืนของในปากลงคอ ก่อนจะบอกข่าวที่น่าตกใจยิ่งกว่าออกมาในวินาทีถัดมา

“เขาบอกว่าจะทำอะไรก็เชิญตามสบายเลยนี่?”

“……?”

ต้องใช้เวลาพักใหญ่ทีเดียวกว่าเธอจะทำความเข้าใจความหมายของคำพูดนั้นได้

“ว่าไงนะ”

หลังความเงียบเข้าปกคลุมชั่วครู่ เซร่าก็ถามออกไปด้วยสีหน้าโง่งม

ราวกับไม่เข้าใจว่าทำไมเรื่องง่ายๆ แค่นี้ต้องถามซ้ำ เอสเตลลาจึงอธิบายคำพูดของเอน็อคให้ฟังอีกรอบ แถมคราวนี้ยังลงรายละเอียดมากกว่าเดิม

“อาร์เคดน่ะ พอฉันขอยืมตัวเธอไปร่วมแข่งด้วย เขาก็บอกว่าตามสบายเลย”

นั่นมันการอนุญาตชัดเจนเลยนี่นา

เอสเตลลาที่เสริมเช่นนั้นบอกว่าไม่มีอะไรต้องกังวลแล้วให้เตรียมตัวให้พร้อมเสีย จากนั้นก็เดินผละออกจากลานกลางแจ้งไป

“…….”

แม้เอสเตลลาจะลับสายตาไปแล้ว ทว่าเซร่ายังคงนิ่งเงียบอยู่นานสองนาน

ท่าทางเบิกตากว้างพลางกะพริบตาปริบๆ ดูเหมือนจะช็อกอยู่ไม่น้อย

เธอยังคงทำสีหน้าตะลึงงันพลางใคร่ครวญคำพูดที่เอสเตลลาทิ้งไว้อย่างละเอียด

ตามสบายงั้นเหรอ

พอคิดว่าเอน็อคพูดจาแบบนั้นกับคนอื่นลับหลังเธอ หัวใจพลันปั่นป่วนอย่างรุนแรง

เอาคนมาซื้อขายเหมือนสิ่งของในที่ที่เจ้าตัวไม่อยู่เนี่ยนะ แบบนี้มันสภาพทาสชัดๆ ไม่ใช่หรือไง

ถึงแม้เธอจะอยู่ในสภาพทาสจริงๆ ก็เถอะ แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะนะ

ที่ผ่านมาเอน็อคไม่เคยทำตัวแบบนั้นกับเซร่าเลยสักครั้ง

ยิ่งเรื่องยกตัวเธอให้คนอื่นแบบนี้ยิ่งไม่มีทาง

‘เหมือนมีอะไรบางอย่างไม่ชอบมาพากลแฮะ……’

สายตาของเซร่าจับจ้องอยู่ที่แก้วน้ำผึ้ง

แม้จะอธิบายเจาะจงไม่ได้ แต่เธอกลับสังหรณ์ใจไม่ดีว่าตัวเองกำลังมองข้ามเรื่องสำคัญมากๆ บางอย่างไป

ความร้อนรนที่ไม่อาจทราบสาเหตุกัดกินใจของเซร่าอย่างไม่หยุดหย่อน

“…….”

อยู่เฉยไม่ได้แล้ว

เซร่าทนความรู้สึกสังหรณ์ใจชวนหงุดหงิดที่คอยเกาะติดท้ายทอยไม่ไหว เธอจึงถือแก้วน้ำผสมน้ำผึ้งแล้วลุกขึ้นยืน

ต่อให้มานั่งกลัดกลุ้มอยู่คนเดียวโดยไม่มีเจ้าตัวอยู่ด้วยก็แก้ปัญหาอะไรไม่ได้สักอย่าง

ในเวลาแบบนี้ การเดินตรงไปถามเจ้าตัวให้รู้เรื่องโดยไม่มัวลังเลนับเป็นวิธีที่สบายใจที่สุด

เมื่อตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว เซร่าก็ก้าวเท้าเดินออกไปอย่างอาจหาญ

◆ ◆ ◆

ทันทีที่อาร์เคดซึ่งหยุดชะงักไปชั่วคราวกลับมาเปิดฉากอีกครั้ง ท้องถนนอันซบเซาของเอสเตลลาก็ฟื้นคืนความมีชีวิตชีวาได้อย่างรวดเร็ว

พระราชวังทองคำแห่งเอสเตลลาได้แจกจ่ายเหล้าองุ่นและเนื้อสัตว์มากกว่าปกติ เพื่อปลอบขวัญสมาชิกกิลด์ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว

ของกำนัลชิ้นใหญ่จากหัวหน้ากิลด์ช่วยเยียวยาผู้คนที่กำลังโศกเศร้าเพราะบ้านเรือนและร้านค้าพังทลายได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังเพียงพอที่จะทำให้พวกเขารู้สึกภาคภูมิใจในกิลด์ของตน

อาจเพราะเหตุนั้น ในวันที่มีการจัดอาร์เคดรอบที่สาม ผู้คนจึงพากันมารวมตัวรอบคฤหาสน์เพื่อส่งเสียงเชียร์ผู้เข้าร่วมมากกว่าปกติ แม้จะไม่อาจรับชมการแข่งขันได้โดยตรง แต่เพราะเป็นด่านสุดท้าย ฝ่ายผู้จัดจึงจัดขบวนพาเหรดสำหรับผู้เข้าร่วมที่รอดมาจนถึงรอบที่สามให้ด้วย

“นีร์ชาน! นีร์ชาน!”

“พี่สาวคนสวยตรงนั้นน่ะ! สู้ๆ นะ!”

“บาคัส! ถ้ารอบนี้ยังไม่ชนะอีกก็เลิกแข่งอาร์เคดไปซะเถอะ!”

“ฮ่าๆๆๆ!”

สมกับเป็นทายาทแห่งทะเลทรายผู้มีพลังชีวิตอันแข็งแกร่ง คนที่สลัดความกังวลทิ้งไปจนหมดสิ้นต่างพากันส่งเสียงเอะอะโวยวายพลางตะโกนเรียกชื่อคนที่ตนเองสนับสนุน

บนท้องฟ้ามีสายฝนดอกไม้ที่สร้างขึ้นจากเวทมนตร์โปรยปรายลงมา ส่วนบนเส้นทางที่มุ่งหน้าไปยังสวน เหล่านักเต้นรำก็อวดลวดลายการเต้นระบำหมู่อันงดงามให้เข้ากับเสียงดนตรี บนท้องถนนไม่เคยขาดแคลนเหล้าองุ่นและเนื้อสัตว์ ใบหน้าของผู้คนล้วนเบ่งบานไปด้วยรอยยิ้ม

นี่มันเทศกาลรื่นเริงชัดๆ

บรรยากาศช่างรื่นเริงเบิกบานเสียจนกระทั่งคนที่อารมณ์บูดบึ้ง หากได้ก้าวเข้ามาที่นี่ก็คงเคลิบเคลิ้มไปกับบรรยากาศจนเผลอยักย้ายส่ายสะโพกตามไปเอง

ทว่าในสถานที่ที่ผู้คนมารวมตัวกัน ย่อมต้องมีใครสักคนที่แปลกแยกอยู่เสมอเหมือนเช่นทุกครั้ง

“เชี่ยเอ๊ย หนวกหูชิบหาย”

และคนคนนั้นก็คือเซร่านั่นเอง

ขัดกับเทศกาลอันสดใสอย่างสิ้นเชิง เพราะตลอดทั้งขบวนพาเหรดเธอเอาแต่ทำหน้าบูดเหมือนเพิ่งเคี้ยวขี้มา

แม้แต่พลังงานบวกหรือบรรยากาศรื่นเริงที่ผู้คนแผ่ออกมาก็ยังถูกกลิ่นอายอึมครึมของเซร่าขับไล่จนไม่อาจเฉียดกรายเข้ามาใกล้

เหตุผลที่อารมณ์ของเธอดิ่งลงไปกองอยู่ใต้ก้นเหวเช่นนี้มีเพียงข้อเดียว

นั่นก็คือเมื่อวานนี้ เธอเดินวนรอบพระราชวังตั้งหลายรอบเพื่อจะไปพบเอน็อค แต่กลับคว้าน้ำเหลวตลอดทั้งวัน

ระหว่างที่เดินเคว้งคว้างโดยไม่ได้เห็นแม้แต่เงาของเขา เซร่าก็ตระหนักได้ว่าลางสังหรณ์แย่ๆ ที่คอยกวนใจตรงท้ายทอยได้กลายมาเป็นความจริงอย่างแจ่มชัดแล้ว

เอน็อคกำลังหลบหน้าเธอ

‘ทำไมกันล่ะนั่น’

ปัญหาก็คือเธอไม่เข้าใจเหตุผลเลยสักนิด

[นิยาย] เมื่ออดีตชาติ ฉันเคยขายชาติมาแล้วค่ะจบตอน 120
อ่านตอน 121 ต่อ
อ่านตอนล่าสุดได้ที่ลงถึงตอน 344
↗Readtoon
☆ ให้คะแนน / เขียนรีวิวเรื่องนี้

ความคิดเห็นตอนนี้

กำลังโหลดความเห็น...

ดูความเห็นทุกตอนของเรื่องนี้
‹ ตอน 119กลับหน้าเรื่อง
ตอน 119ตอน 121