“[นิยาย] เมื่ออดีตชาติ ฉันเคยขายชาติมาแล้วค่ะ” มีฉากหรือเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่ กดยืนยันเพื่อเข้าชม เว็บจะจำไว้ในเบราว์เซอร์นี้
เอสเตลลารู้สึกมึนงงไปหมดราวกับถูกค้อนยักษ์ฟาดเข้าที่ศีรษะเมื่อได้เห็นโบราณวัตถุจากอดีตซึ่งไม่คิดว่าจะได้เห็นในที่แห่งนี้เลย ริมฝีปากอ้าค้างโดยไม่รู้ตัว และขนลุกซู่ไปตามสันหลัง แม้ว่าสมองของเขาจะยังไม่อาจทำความเข้าใจได้ทั้งหมด ทว่ากลับเกิดลางสังหรณ์ขึ้นมาว่าจิ๊กซอว์ที่ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ต่อไม่ติดจนถึงตอนนี้กำลังลงล็อกเข้าที่แล้ว
ในขณะที่ตัวเขาซึ่งเป็นผู้จัดงานกำลังสับสนอยู่นั้น ความเคลื่อนไหวของผู้เข้าแข่งขันอีกฝั่งหลังกำแพงกระจกก็เริ่มโกลาหลขึ้นเช่นกัน
“จะ จู่ๆ ไอ้พวกนี้โผล่มาจากไหนกันวะ……!”
เหล่าทาสของนีร์ชานที่คิดว่าการแข่งขันจบลงไปแล้วต่างตื่นตระหนกอย่างยิ่งเมื่อกองทหารม้าโถมทะลักเข้ามาอย่างกะทันหัน
“……เฮ้อ-”
นีร์ชานได้แต่มองเหล่าอัศวินที่หลั่งไหลออกมาด้วยสีหน้าเหลือเชื่อจนพูดไม่ออก
ลำพังกองทัพดินเหนียวชุดแรกที่รุกคืบมาอย่างเงียบเชียบก็น่าขนลุกอยู่แล้ว ทว่าภาพของเหล่าอัศวินประจำการที่สวมใส่อาวุธและชุดเกราะอย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งยังควบขี่ม้าบุกทะลักเข้ามานั้น กลับแผ่กลิ่นอายความกดดันมหาศาลจนไม่อาจเทียบกันได้เลย
เมื่อเทียบกับจำนวนของนีร์ชานและเหล่าทาสที่มีอยู่เพียงห้าคน กองทหารม้าหลายสิบนายที่ควบตะบึงออกมาจากทุกทิศทุกทางนั้น ไม่จำเป็นต้องลงมือสู้ทีละคนก็รู้ผลลัพธ์ได้อย่างชัดเจนแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น เคราะห์ซ้ำกรรมซัดที่สถานการณ์ฝั่งของนีร์ชานย่ำแย่กว่าฝั่งของเซร่า
“พะ พวกมันบุกเข้ามาแล้วครับ!”
เพราะทหารม้าที่ข้ามประตูปราสาทเข้ามาได้ชักดาบออกมาพร้อมเพรียงกันเมื่อสังเกตเห็นซากหุ่นดินเหนียวที่เกลื่อนกลาดอยู่บนพื้น
“ท่านนีร์ชาน! จะทำอย่างไรดีครับ!”
บรรดาทาสที่มารวมตัวกันรอบตัวนีร์ชานต่างล้อมเขาไว้ราวกับจะปกป้อง
สายตาที่เปี่ยมไปด้วยความไว้วางใจอันไร้ขอบเขตพุ่งตรงไปที่นีร์ชาน เจ้านายของพวกเขาเคยแก้ไขสถานการณ์ได้อย่างใจเย็นและเชี่ยวชาญในทุกวิกฤตเสมอมา เหล่าทาสที่เชื่อมั่นว่าผู้ที่ตนรับใช้อยู่นี้มีปัญญาอันล้ำเลิศต่างเฝ้ารอคำสั่งของเขาด้วยสีหน้าที่คาดหวังถึงปาฏิหาริย์
“นี่มัน ชักจะไหลไปในทิศทางพิลึกเสียแล้วสิ”
แต่น่าเสียดาย ต่อให้เป็นนีร์ชานก็ไม่มีทางที่จะมีหนทางอันชาญฉลาดอะไรได้
“ไม่เคยได้ยินข้อมูลเกี่ยวกับกองหนุนมาก่อนเลยแท้ๆ ……”
ถึงจะรู้สึกผิดต่อพวกทาสที่มองว่าเขาเป็นคนพิเศษ แต่เหตุผลที่เขาสามารถยื่นข้อเสนอในการแก้ปัญหาได้อย่างเหมาะสมถูกที่ถูกเวลาเสมอมาจนถึงตอนนี้นั้น ก็เป็นเพราะข้อมูลที่รวบรวมไว้ล่วงหน้าทั้งสิ้น กว่าจะรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับอาร์เคดที่สะสมมาหลายร้อยปีได้ต้องใช้ทั้งเงินและเวลาไปมหาศาล แต่เขาก็ทำสำเร็จจนได้ และด้วยแรงขับเคลื่อนนั้นเองที่ทำให้นีร์ชานสามารถผ่านเข้าสู่การแข่งขันรอบสุดท้ายได้อย่างราบรื่น
“คงจะชนะยากแล้วล่ะ”
เขาที่ยอมรับความจริงได้อย่างรวดเร็วตัดใจจากชัยชนะไปอย่างหมดจด
ชิ หมดหวังแล้วสิ
นีร์ชานที่เดาะลิ้นด้วยสีหน้าเสียดายมองไปยังแผ่นหลังอันบอบบางที่แลเห็นผ่านกำแพงกระจก
แม้จะไม่รู้ว่าทำไมถึงเปลี่ยนไป แต่ที่แน่ๆ ก็คือมีบางสิ่งแปรเปลี่ยนไปเพราะสตรีผู้นั้น
‘แท้จริงแล้ว ตัวตนเป็นใครกันแน่?’
ทั้งที่ตอนเจอกันครั้งแรก คิดว่าเป็นเพียงคุณหนูไร้เดียงสาที่ไม่ประสีประสาเรื่องทะเลทรายแท้ๆ แต่เมื่อเวลาผ่านไป เธอกลับยิ่งไม่ธรรมดาขึ้นเรื่อยๆ
ประการแรกคือผู้คนรอบตัวของหญิงสาว
ชายผู้ช่วยนีร์ชานให้รอดพ้นจากนรก ทาสที่ผูกใจเจ็บบุรุษผู้นั้น หัวหน้ากิลด์ ในบรรดาผู้คนที่รายล้อมหญิงสาวไม่มีใครธรรมดาเลยสักคน
โดยปกติแล้วในกรณีแบบนี้ เจ้าตัวเองก็มักจะมีอะไรดีๆ ซ่อนอยู่เสียด้วยสิ
นีร์ชานที่ลอบสังเกตหญิงสาวอย่างปราดเปรียวเลียริมฝีปาก
“เป็นผู้หญิงที่น่าสนใจแฮะ”
พลันเกิดแรงกระตุ้นให้อยากขุดคุ้ยตัวตนที่แท้จริงของสตรีผู้นั้นให้กระจ่างแจ้ง หากก่อนหน้านี้สนใจเพียงเพราะใบหน้างดงาม แต่เขากลับมีลางสังหรณ์ว่าความสนใจอีกรูปแบบหนึ่งกำลังจะผุดพรายขึ้นมา
“ท่านนีร์ชาน! อันตรายครับ!”
ในระหว่างนั้น เหล่าทาสที่ถูกกองทหารม้าปิดล้อมก็พากันกรูเข้ามาปกป้องนีร์ชาน
เหนือศีรษะของเหล่าทาสที่ตั้งท่าป้องกันอย่างร้อนรน ทหารบนหลังม้าดินเหนียวต่างพากันดาหน้าบุกตะลุยเข้ามาไม่หยุดหย่อน
“อึ อ๊ากกก!”
เหล่าทาสที่โดนกีบเท้าม้าดินเหนียวฟาดเข้าใส่แผดเสียงกรีดร้องออกมาอย่างน่าเวทนา
การควบตะบึงของฝูงม้าคลุกเคล้าเข้ากับทรายดินเหนียวที่แตกกระจายบนพื้นจนก่อให้เกิดควันคละคลุ้ง เมื่อลมฝุ่นที่ตลบอบอวลสงบลง ณ ตรงนั้นก็ไม่เหลือทั้งม้า ทั้งอัศวิน หรือเหล่าทาสที่ถูกจู่โจมเลยแม้แต่อย่างเดียว
นีร์ชานตกรอบแล้วเช่นกัน
ด้วยเหตุนี้ ผู้เข้าแข่งขันที่หลงเหลืออยู่จึงมีเพียงหนึ่งเดียว
มีเพียงสตรีผมสีน้ำเงินเข้มผู้ชักนำให้เกิดสถานการณ์ทั้งหมดนี้ขึ้นเท่านั้น
“นี่มันอะไรกัน―”
เอสเตลลาทอดสายตามองธงแห่งจักรวรรดิโซเซอร์ที่โบกสะบัดอยู่ในลานประลองอาร์เคดอย่างเลื่อนลอย
เมื่อลวดลายอันคุ้นตาถูกแต่งแต้มลงในสถานที่อันคุ้นเคย จู่ๆ ทุกสิ่งทุกอย่างกลับให้ความรู้สึกแปลกตาไปเสียหมด
แม้อัศวินนับสิบนายจะควบตะบึงเข้ามาหาพวกตน ทว่ากลับไม่รู้สึกถึงวิกฤติตรงหน้าเลยสักนิด ราวกับจู่ๆ ก็มีเพียงตนเองที่ถูกตัดขาดออกจากพื้นที่แห่งนี้จนสัมผัสแห่งความเป็นจริงลดฮวบลงอย่างเห็นได้ชัด
สถานการณ์ที่เอสเตลลาคาดไม่ถึงไม่ได้จบลงเพียงแค่นั้น
กองทหารม้าที่พุ่งทะยานเข้ามาด้วยความบ้าคลั่งกลับหยุดชะงักลงตรงหน้าหญิงสาวอย่างเหลือเชื่อ
อัศวินที่ก้าวลงจากหลังม้าเหลือบมองเธอเพียงแวบเดียว ก่อนจะเดินเฉียดผ่านไปแล้วมุ่งหน้าเข้าไปยังท้องพระโรงที่มีราชาประทับอยู่
เหล่าอัศวินต่างเดินตามหลังเขาที่ก้าวไปข้างหน้า
ทันทีที่เหล่าอัศวินปรากฏตัว ผู้บุกรุก่อนหน้าที่ยึดครองท้องพระโรงอยู่ก็แยกออกเป็นสองฝั่งเพื่อเปิดทางให้
ตลอดช่วงเวลานั้น ไม่มีใครชักดาบที่เหน็บข้างเอวหรือแม้กระทั่งทำท่าทางข่มขู่เลยสักคนเดียว
มันเป็นการรุกรานอันสงบเงียบโดยปราศจากการใช้กำลังแม้แต่น้อย
เท่าที่เอสเตลลารู้ จักรวรรดิโซเซอร์เคยเข้ายึดครองเมืองโดยไร้การนองเลือดเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น
“……ฉันได้ยินมาว่าอาณาจักรเฟย์เดนล่มสลายลงด้วยน้ำมือของแม่มดนี่”
ทว่ากระบวนการนั้นกลับแตกต่างไปจากสิ่งที่เขารู้โดยสิ้นเชิง
แม้จะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อนานแสนนานมาแล้ว แต่เขากลับจำเรื่องนั้นได้อย่างแม่นยำ
เพราะการที่อาณาจักรซึ่งมีประวัติศาสตร์ยาวนานถึง 500 ปีต้องล่มสลายลงด้วยน้ำมือของคนเพียงคนเดียว เป็นเหตุการณ์ที่น่าตกตะลึงเอาการ
“สิ่งที่คุณรู้ก็อาจจะถูกแล้วล่ะ”
คนที่ช่วยดับความสับสนของเอสเตลลาก็คือเซร่า
เธอที่ตอบกลับอย่างเย็นชาบิดยิ้มที่มุมปากข้างหนึ่ง แม้ความจริงจะแตกต่างไปจากสิ่งที่คนอื่นรู้ แต่อาณาจักรเฟย์เดนก็ล่มสลายเพราะเซร่าจริงๆ
เพราะการที่เธอไม่ได้ทำอะไรเลย ราชบัลลังก์ของกษัตริย์จึงพังทลายลง
ต่อให้ทุกคนบนโลกใบนี้จะชี้นิ้วด่าทอเธอก็ไม่เป็นไร นั่นคือหนึ่งในการกระทำอันน้อยนิดที่นับว่าทำได้ดีในชีวิตของเซร่าที่มักจะทำแต่เรื่องโง่เง่าบัดซบมาโดยตลอด
“พวกเราก็ไปด้วยเถอะ เดี๋ยวจะพลาดฉากเด็ดน่าสนุกเอา”
เซร่าที่เดินก้าวตามอัศวินคนสุดท้ายหมุนตัวมุ่งหน้าไปยังท้องพระโรง
ความพึงพอใจอันบิดเบี้ยวแผ่ออกมาจากเธอผู้เน้นย้ำคำว่า ‘น่าสนุก’ สัมผัสได้ถึงความสบายใจของคนที่กุมความลับบางอย่างเอาไว้อีกครั้ง
แม้จะเป็นสมมติฐานที่เหลวไหลสิ้นดี แต่เอสเตลลาก็มั่นใจว่าผู้หญิงคนนี้ต้องมีความเกี่ยวข้องอย่างลึกซึ้งบางอย่างกับลูกศิษย์ของตน การที่เธอไม่ตกใจกับการปรากฏตัวของกองทหารม้าเลยแม้แต่น้อยยิ่งช่วยเพิ่มน้ำหนักให้กับสมมติฐานนั้น
“เธอทำได้ยังไงกันน่ะ?”
เซร่าที่เดินนำหน้าหยุดก้าวลงกะทันหันเมื่อได้ยินคำถามของเอสเตลลา
แทนที่จะหันกลับมาทั้งตัว เธอเพียงแค่เอียงคอเล็กน้อยทำเป็นฟัง
“ตลอด 120 ปีที่ผ่านมา คนที่ไม่ได้ทำอะไรเลยเหมือนเธอมันก็มีอยู่หรอก แต่ทุกครั้งกลับล้มเหลวกันหมดสิ้น แล้วทำไมเธอถึง-.”
“ไม่รู้สิคะ”
แม้จะมีการชี้ประเด็นที่ฟังดูมีเหตุผลยืดยาว เซร่าก็ไม่ได้กะพริบตาแม้แต่ครั้งเดียว
ทั้งที่เมื่อครู่ยังดูใจเย็นอยู่แท้ๆ แต่ตอนนี้กลับยักไหล่อย่างน่าหมั่นไส้ราวกับตัวเองก็ไม่รู้เรื่องรู้ราวเหมือนกัน
“ฉันคงจะโชคดีล่ะมั้งคะ”
หลังจากกล่าวคำอธิบายส่งๆ ที่เอาไปอ้างกับเรื่องไหนก็ได้จบ เธอก็เร่งเร้าเอสเตลลาโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง
“อย่ามัวแต่ชักช้าอยู่เลย รีบเข้ามาเถอะน่า ไหนบอกว่าอยากรู้ไม่ใช่เหรอคะว่าลูกศิษย์ของคุณทิ้งอะไรไว้?”
“…….”
เอสเตลลาอยากจะทักท้วงเรื่องที่เธอพูดจาอ้อมค้อม แต่ก็เป็นจริงอย่างที่เซร่าว่า เพราะเขาก็สงสัยใคร่รู้ในสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ จึงยอมเดินตามเธอไปแต่โดยดีโดยไม่ปริปากบ่น
ภายในท้องพระโรงคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นไอดินเพราะแน่นขนัดไปด้วยเหล่าหุ่นดินเหนียวที่หลั่งไหลเข้ามาในช่วงที่ผ่านมา
กษัตริย์ที่ตัวสั่นงันงกอยู่หลังบัลลังก์ถูกพวกอัศวินลากตัวออกมาและจับคุกเข่าลงกับพื้น
บนบัลลังก์ที่กษัตริย์เคยประทับมีธงแห่งจักรวรรดิโซเซอร์ถูกปักแขวนไว้อย่างผึ่งผาย
กษัตริย์ที่หมอบกราบก้มหัวประหนึ่งลูกหนูอยู่ต่อหน้าแมวเอาแต่ถูมืออ้อนวอนขอชีวิตไปมา ร่างที่คุดคู้อย่างน่าสมเพชสั่นเทิ้มขึ้นลง และในแวบหนึ่ง ดูเหมือนสายตาของเขาจะสบเข้ากับเซร่าที่เพิ่งก้าวเข้ามาในท้องพระโรงพอดี
“……!”
กษัตริย์ผุดลุกขึ้นจากพื้นแล้วพุ่งกระโจนตรงมาหาเธอ
พฤติกรรมอุกอาจกะทันหันของกษัตริย์ถูกพวกอัศวินที่ขนาบข้างคุมเชิงอยู่สยบลงในทันที
แม้แต่ตอนเผชิญหน้ากับกองทัพศัตรูกษัตริย์ก็ยังก้มหัวยอมจำนน แต่เมื่อหันมาทางเซร่า เขากลับเชิดหน้าขึ้นอย่างหยิ่งผยองแล้วดิ้นรนขัดขืนอย่างบ้าคลั่ง
พึ่บพั่บ พึ่บพั่บ มีเพียงเสียงกระเสือกกระสนดิ้นรนอันไร้น้ำยาของกษัตริย์เท่านั้นที่ดังก้องไปทั่วท้องพระโรง
กษัตริย์ที่ดิ้นพล่านจนเส้นเลือดที่คอปูดโปนดูเหมือนกำลังตะโกนอะไรบางอย่างออกมาสุดเสียง
ถึงแม้ในหูของเอสเตลลาจะไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย แต่สำหรับเซร่าแล้ว คำพูดที่เขาคงกำลังพ่นออกมาในยามนี้กลับดังก้องในหัวของเธออย่างแจ่มชัด
เซร่า โรเซนบอมมันขายชาติ!
นังสารเลวเนรคุณนั่นมันทรยศข้า!
“ฮะๆๆ ฮ่าๆ! ดูสภาพที่ดิ้นพล่านนั่นสิ”
เซร่ากุมท้องหัวเราะร่าออกมาเสียงดัง
ยิ่งเสียงหัวเราะของเธอดังขึ้นเท่าไร การขัดขืนของกษัตริย์ก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเท่านั้น ราวกับกำลังเดือดดาลกับการกระทำของหญิงสาวที่ส่งเสียงเยาะเย้ยตน
เมื่อแรงดีดดิ้นกระโดดไปมาเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จำนวนอัศวินที่เข้ามาช่วยกันควบคุมตัวกษัตริย์จึงเพิ่มจากสองคนเป็นสี่คน
เมื่อเห็นว่ากษัตริย์ที่คลุ้มคลั่งไม่มีทีท่าว่าจะสงบลงได้ ในที่สุดพวกอัศวินจึงใช้กำลังเข้าจัดการ
ผลั่ก! เสียงทุบกระแทกดังกระทบทรายร่วนซุย
กษัตริย์ที่ถูกฟาดเข้าที่ท้ายทอยอย่างจังหมดสติไปในทันที ร่างทอดแขนขาอ่อนยวบลงราวกับหุ่นเชิดที่สายชักขาดผึง
ในเวลาเดียวกัน ดินเหนียวสีแดงที่สูญเสียรูปร่างก็ละลายพังทลายลงสู่เบื้องล่าง
ผืนทรายที่กองพะเนินบนพื้นเริ่มขยับดิ้นแล้วรวมตัวกันเป็นหนึ่งเดียว กองดินที่กลิ้งม้วนขึ้นรูปด้วยตัวมันเองได้แข็งตัวกลายเป็นรูปทรงกล่องสี่เหลี่ยมเป๊ะในที่สุด
ครืนนน ฟ้าดินสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นอย่างรุนแรง บดขยี้เหล่าหุ่นดินเหนียวที่ยังหลงเหลืออยู่ตรงกลางจนแหลกละเอียด
ทั้งพวกหุ่นผอมโซถือเครื่องมือการเกษตร ทั้งเหล่าอัศวินสวมชุดเกราะ ทั้งบัลลังก์ ทั้งพระราชวังสีงาช้าง และแสงอาทิตย์อัสดงสีแดงฉาน ทุกสิ่งมลายหายไปราวกับภาพลวงตาแล้วคืนสู่สนามประลองอันเวิ้งว้างมืดมิดดังเดิม
ณ ตำแหน่งที่เวทมนตร์เลือนหายไป มีเพียงกล่องสีแดงใบหนึ่งเท่านั้นที่หลงเหลืออยู่
“ง่ายจัง”
เซร่าที่หยุดหัวเราะฉับพลันก้าวอาดๆ ตรงไปยังกล่องใบนั้น
เธอหยิบมันขึ้นมาอย่างไม่ลังเลแล้วเป่าลมปาก ฟู่— เพื่อปัดฝุ่นที่เกาะอยู่ออกไป
พลางเอ่ยถามขึ้นมาลอยๆ
“แล้ว สรุปลูกศิษย์นายชื่ออะไรนะ”
ช่างถามได้เร็วเสียจริง
เอสเตลลาตอบกลับด้วยน้ำเสียงไม่เต็มใจนัก
“……ลีด”
“ฮืมม์”
หญิงสาวที่ได้ยินชื่อของลูกศิษย์ทำสีหน้ากึ่งสงสัยกึ่งฉงน
มันเป็นปฏิกิริยาของคนที่เพิ่งเคยได้ยินชื่อนี้เป็นครั้งแรกในชีวิต
หญิงสาวผู้กำลังใคร่ครวญชื่อนั้นพลิกกล่องไปมาพลางสังเกตดูอย่างละเอียดถี่ถ้วน
ดูเหมือนเธอกำลังตรวจดูว่ามีเวทมนตร์อันตรายอะไรร่ายเอาไว้หรือไม่
เอสเตลลาที่เหลือบมองกล่องตามเธอจึงช่วยคลายความกังวลให้อย่างมีน้ำใจ
“วางใจเถอะ ไม่มีเวทมนตร์ประหลาดร่ายเอาไว้หรอก ที่ร่ายไว้บนกล่องมีแค่เวทมนตร์คงสภาพเท่านั้น”
“แหม เก่งเหลือเกินนะยะ”
คงจะขัดหูขัดตาละมั้ง เซร่าถึงได้ตวัดสายตาขุ่นเคืองมองค้อนใส่เขา หญิงสาวที่ประชดประชันอย่างเกินจริงเปิดกล่องออกดังแกร๊กโดยไม่คิดจะปรึกษาเอสเตลลาเลยสักนิด เนื่องจากอยู่ในตำแหน่งที่หันหน้าเข้าหากัน การทำแบบนั้นจึงทำให้เอสเตลลามองไม่เห็นของที่อยู่ข้างใน
“นี่ ถ้า
ท่าทีที่มองผู้ว่าจ้างเป็นไอ้งั่งตัวเบ้อเริ่มทำเอาเอสเตลลาตั้งท่าจะบ่นว่าสักคำ ทว่า
“……?”
เมื่อพลันเหลือบไปเห็นใบหน้าของหญิงสาว คำพูดก็หยุดชะงักลง
“…….”
หญิงสาวผู้เปิดกล่องออกอย่างอาจหาญเพื่อดูของข้างในกลับไร้ซึ่งสีหน้าใดๆ
เอสเตลลาได้ประจักษ์กับตาตัวเองว่าอารมณ์ความรู้สึกที่ประกอบขึ้นเป็นมนุษย์นั้นสามารถถูกฟอกจนขาวโพลนได้รวดเร็วเพียงใด
หญิงสาวที่ไม่แม้แต่จะสะทกสะท้านยามกองทหารม้าบุกประชิด บัดนี้กลับหน้าซีดเผือดไร้สีเลือดเพียงเพราะมองเข้าไปในกล่องที่ไม่สามารถทำร้ายเธอได้เลยแม้แต่น้อย
ปัง จู่ๆ หญิงสาวก็สะดุ้งสุดตัวพลางรีบปิดกล่องลงราวกับถูกบางสิ่งไล่ล่า
“……นี่ เป็นอะไรหรือเปล่า”
มีอะไรอยู่ข้างในกันแน่
ยิ่งมีปฏิกิริยาน่าสงสัยถึงเพียงนี้ ก็ยิ่งทำให้ใคร่รู้เนื้อหาที่ลูกศิษย์ทิ้งไว้มากขึ้นไปอีก
เพียงแค่ก้าวเท้าไปไม่กี่ก้าวก็สามารถตรวจสอบสิ่งนั้นได้ไม่ยาก ทว่าเอสเตลลากลับขยับตัวไม่ได้ราวกับขาทั้งสองข้างแข็งค้างไปแล้ว
สภาพของหญิงสาวดูย่ำแย่ถึงเพียงนั้น
เธอที่แข็งค้างไปในท่าปิดกล่องดูไม่ต่างอะไรจากซากศพที่หมดลมหายใจทั้งที่ยังเบิกตากว้าง
หากผลีผลามแตะต้องเข้า เกรงว่าเธออาจจะแหลกสลายกล
“…….”
“……?”
เมื่อไม่มีใครขยับเขยื้อนก่อน ทั้งสองจึงตกอยู่ในสถานการณ์คุมเชิงกันท่ามกลางความเงียบงันอยู่นานพอสมควร
ประตูสนามประลองเปิดออกพร้อมกับการปรากฏตัวของคณะกรรมการดำเนินงานในช่วงเวลานั้นพอดี
“ขอแสดงความยินดีกับผู้ชนะเลิศอาร์เคดด้วยครับ!”
“ยินดีด้วยจริงๆ ค่ะ!”
คณะกรรมการดำเนินงานที่ปรากฏตัวขึ้นพร้อมเสียงโห่ร้องยินดีแย้มยิ้มกว้างพลางกล่าวคำอวยพร
แปะ แปะ แปะ เสียงปรบมือที่ดูไม่เข้ากับบรรยากาศสนามประลองอันเงียบสงัดราวกับแผ่นน้ำแข็งบางเฉียบดังกึกก้องขึ้นมา
อย่างหมิ่นเหม่
เอสเตลลากำลังเดินตัดผ่านใจกลางพระราชวังทองคำ
พิธีราชาภิเษกที่จัดขึ้นเพื่อผู้ชนะเลิศอาร์เคดปิดฉากลงอย่างสมบูรณ์แบบ
หญิงสาวผู้สวมมงกุฎช่อลอเรลทองคำขึ้นร่วมขบวนแห่รอบกิลด์ เนื่องจากเกียรติยศแห่งชัยชนะเป็นของเจ้านายเพียงผู้เดียว เอสเตลลาซึ่งอยู่ในบทบาททาสจึงไม่ต้องเข้าไปร่วมในบรรยากาศอันยาวนานและเอิกเกริกนั้น
‘ฉันคืนให้’
ก่อนจะขึ้นขบวนแห่ไป หญิงสาวผู้แต่งองค์ทรงเครื่องอย่างงดงามได้ยัดกล่องที่ลูกศิษย์ทิ้งไว้ใส่อ้อมอกของเอสเตลลา
แม้เครื่องสำอางเข้มจะช่วยแต่งแต้มความมีชีวิตชีวาให้กับใบหน้าที่ซีดเผือด แต่สีหน้าที่แข็งทื่อกลับดูหม่นหมองสิ้นดีราวกับกำลังจัดงานศพให้ตัวเองอยู่คนเดียว
‘เท่านี้ภารกิจก็จบแล้ว’
หญิงสาวก้าวขึ้นขบวนแห่ไปด้วยสีหน้าที่หม่นหมองที่สุดในโลก
พวกเขาเพิ่งจะแยกจากกันเมื่อครู่นี้เอง
ทั้งที่สิ่งที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจมาอย่างยาวนานผลิดอกออกผลในที่สุด ทว่าความรู้สึกกลับยังคงตะขิดตะขวงใจชอบกล
แทนที่จะรู้สึกโล่งอกที่ในที่สุดก็จะได้ล่วงรู้พินัยกรรมของลูกศิษย์เสียที ภายในหัวกลับยิ่งยุ่งเหยิงสับสนหนักกว่าเดิม
ทั้งที่เกลียดเรื่องยุ่งยากแท้ๆ เรื่องพรรค์นั้นมันน่ารำคาญจะตายไป
เอสเตลลาถอนหายใจออกมาอย่างสับสนพลางก้มมองกล่องในอ้อมแขนด้วยสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก
“……เปิดไม่ออกนี่หว่า”
กล่องที่ผู้หญิงคนนั้นเปิดปิดได้สบายๆ กลับปิดปากเงียบสนิทราวกับโกหกทันทีที่ตกมาอยู่ในมือเขา
ลงไว้แค่เวทมนตร์คงสภาพกะผีอะไรล่ะ
พอดูดีๆ ตอนนี้ มันร่ายเวทมนตร์รักษาความปลอดภัยอันซับซ้อนสารพัดสารพันไว้หมดเลยต่างหาก
“รีด นายคิดอะไรอยู่กันแน่เนี่ย”
เอสเตลลาพึมพำชื่อลูกศิษย์ที่มักจะทิ้งแต่สถานการณ์ยากลำบากไว้ให้เขาด้วยความขุ่นเคือง
แม้ภารกิจจะเสร็จสิ้นลงด้วยดี ทว่าเอสเตลลาก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าทำไมลูกศิษย์ของตนถึงต้องยอมลงทุนลงแรงใช้เวทมนตร์ที่ยุ่งยากขนาดนั้นเพื่อทิ้งกล่องใบนี้ไว้ แต่สิ่งที่พอจะรู้ก็มีเพียงแค่ลูกศิษย์ของเขาทิ้งสิ่งนี้ไว้เพื่อใคร และสโนว์ก็เลือกส่งคนคนนั้นมาได้ตรงเผงทีเดียว
“พอกลับมาคงต้องลองคุยดูหน่อยแล้ว”
ในที่สุดเอสเตลลาที่ตระหนักได้ว่าสิ่งที่ตนทำได้ก็มีเพียงแค่ต้องรออีกแล้วจึงบ่นพึมพำออกมาอย่างหงุดหงิด
จะกลับ……มาใช่ไหมนะ
ดูจากสีหน้าแล้ว เหมือนพร้อมจะไปผูกคอตายกลางขบวนพาเหรดได้ทุกเมื่อเลยนี่สิ……
“เรื่องนั้นก็คงต้องรอจนกว่าจะได้เห็นนั่นแหละ”
สมองที่ถูกใช้งานอย่างหนักปฏิเสธที่จะคิดอะไรต่อไปอีกแล้ว
เอสเตลลาปัดกระแสความคิดที่เอาแต่จะหนักอึ้งทิ้งไป แล้วเปิดประตูห้องตัวเองออกโดยไม่คิดอะไร ก่อนจะ
“……?”
ปิดประตูกลับอย่างเงียบเชียบในทันที เมื่อสัมผัสได้ถึงไออากาศมืดมนทะมึนที่พวยพุ่งออกมาทันทีที่เปิด
เข้าผิดห้องเหรอวะ
เอสเตลลากระตุกคิ้วพลางกวาดสายตาสำรวจรอบข้าง
ทว่าก็อย่างที่คิด เขาไม่มีทางมาผิดห้องแน่ๆ
ตาฝาดไปเองงั้นเหรอ
เอสเตลลาเอียงคออย่างสงสัยแล้วเปิดประตูออกอีกครั้ง
ทว่าก็อย่างที่คิด เขาไม่ได้ตาฝาดไปแต่อย่างใด
“ทำไมมันถึงได้ชื้นแฉะขนาดนี้เนี่ย”
เอสเตลลาขมวดคิ้วอย่างไม่สบอารมณ์พลางกวาดตามองรอบห้องของตนอย่างหงุดหงิด
ห้องที่เคยเปล่งประกายระยิบระยับอยู่เสมอด้วยทองคำและอัญมณีอันวิจิตรตระการตาตามรสนิยมของเขา รวมถึงแสงแดดอันเจิดจ้า บัดนี้กลับชื้นแฉะและอึมครึมราวกับถ้ำที่ไร้แม้แต่แสงสว่างเพียงรำไร
เอสเตลลาที่สาวรอยย้อนหาต้นตอของบรรยากาศอันหดหู่ซึ่งอบอวลไปทั่วทั้งห้อง ขมวดคิ้วมุ่นจนย่นยู่เมื่อพบชายคนหนึ่งที่นอนเกาะติดแน่นอยู่ราวกับตะไคร่น้ำสีดำมะเมื่อม
“เอน็อค ซอร์เซอร์ นายทำอะไรอยู่ในห้องฉันจนป่านนี้เนี่ย”
ต่อคำถามอันไร้ความอ่อนหวานของเจ้าของห้อง เอน็อคที่นอนฟุบอยู่กับโต๊ะก็พึมพำด้วยน้ำเสียงหม่นหมอง
“กำลังรอให้ตัวเองกลายเป็นผงธุลีของโลกใบนี้อยู่น่ะสิ……”
กำลังโหลดความเห็น...