“[นิยาย] เมื่ออดีตชาติ ฉันเคยขายชาติมาแล้วค่ะ” มีฉากหรือเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่ กดยืนยันเพื่อเข้าชม เว็บจะจำไว้ในเบราว์เซอร์นี้
ตอนที่ 22
“ผมมาแล้วครับ! ผมเอง! ยังไม่สายใช่ไหมครับ! ได้โปรดอย่าเพิ่งเลิกประชุมแล้วเปิดประตูให้ผมเถอะครับ! ได้โปรด! ได้โปรดเถอะครับ!”
คิดอะไรชั่วร้ายได้ไม่ทันไร จู่ๆ ก็มีใครบางคนกระหน่ำทุบประตูบ้านของเอน็อคอย่างบ้าคลั่ง เซร่าที่ตกใจจนขวัญผวาไปเองกดหัวใจที่เต้นรัวกระหน่ำเอาไว้แล้วกระชากเปิดประตูออกทันที
“ใครกันคะ!”
ทว่าตรงหน้ากลับมองไม่เห็นสิ่งใด ดวงตาของเซร่าที่กวาดมองความว่างเปล่าเลื่อนต่ำลงตามสัมผัสที่จับได้
ชายคนหนึ่งกำลังค้อมเอวหอบหายใจอย่างหนักหน่วง ราวกับวิ่งสุดชีวิตเพื่อมาที่นี่จนแทบจะขาดใจอยู่รอมร่อ
“…….”
ริมฝีปากของเซร่าค่อยๆ อ้าค้างขณะก้มมองแผ่นหลังที่ไหวกระเพื่อมขึ้นลงอย่างไม่มั่นคง เธอต้องสงสัยตัวเองไปชั่วครู่ว่าเพราะปรารถนาสิ่งใดสิ่งหนึ่งแรงกล้าเกินไปจนทำให้ตนเองเห็นภาพหลอนอยู่หรือเปล่า
“แฮ่ก แฮ่ก… อา ฮึก ค่อยยังชั่ว ยัง… การประชุม… ฮู่ว ยังไม่เลิกใช่ไหมครับ?”
ระหว่างที่เซร่ายืนอึ้งด้วยความตกตะลึง ชายหนุ่มที่เพิ่งจัดระเบียบการหายใจได้ในที่สุดก็เงยหน้าขึ้น
เส้นผมสีดำยาวระเกะระกะพลิ้วไหวตามการเคลื่อนไหวของชายหนุ่ม ใบหน้าที่ชุ่มโชกไปด้วยหยาดเหงื่อยังคงซีดเซียว หากออกแรงขนาดนี้ผิวพรรณก็น่าจะมีเลือดฝาดขึ้นมาบ้าง ทว่าชายผู้นี้กลับมีสีหน้าคล้ายศพยิ่งกว่าเมื่อวานเสียอีก
“...ค่ะ”
เซร่าพยักหน้าพลางจ้องมองใบหน้าที่เธอเฝ้าถวิลหาแม้แต่ในฝันราวกับต้องมนตร์สะกด
ณ บ้านของเอน็อคที่ทุกคนต่างจากไปหมดแล้ว คนที่มาเคาะประตูช้ากว่าใครเพื่อนช่างน่าอัศจรรย์ใจเหลือเกิน
“ไม่เลยค่ะ มาได้ถูกจังหวะพอดีเป๊ะเลยค่ะ”
เลนิส คนที่เซร่าอยากพบเจอถึงเพียงนั้น ชายคนนั้นนั่นเอง
คุณพระช่วย เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นได้ยังไงกัน เซร่าที่นั่งอยู่เฉยๆ ก็สมความปรารถนาเอามือทั้งสองข้างปิดปากไว้ แล้วอุทานด้วยความทึ่ง
พระเจ้ากำลังช่วยฉันอยู่จริงๆ หรือเนี่ย? มีชีวิตอยู่มาจนได้เจอกับวันแบบนี้ด้วยแฮะ…
“ยินดีต้อนรับค่ะ!”
เธอที่เปี่ยมล้นไปด้วยความซาบซึ้งใจต้อนรับขับสู้เขาอย่างสุดจิตสุดใจ
“ขอบคุณมากเลยนะคะที่อุตส่าห์มาเยือนที่ซอมซ่อแบบนี้!”
เธอเปิดประตูบานใหญ่จนสุดแล้วกระตือรือร้นเชื้อเชิญให้เลนิสเข้ามาข้างใน
“อา ครับ”
ท่าทีที่เป็นมิตรจนน่าอึดอัดทำให้เลนิสชะงักไปครู่หนึ่ง แต่ก็โชคดีที่เขาไม่ได้วิ่งหนีเตลิดไป
“ในบ้านอาจจะเละเทะไปสักนิด แต่ไม่เป็นไรใช่ไหมคะ? ถึงอย่างไรไอ้บ้านโกโรโกโสนี่ก็ไม่มีอะไรอยู่แล้วด้วย”
เซร่าใช้ปลายเท้าเขี่ยเศษซากปรักหักพังที่เกลื่อนกลาดอยู่บนพื้นให้พ้นทางลวกๆ พลางแอบค่อนขอดบ้านของเอน็อคแล้วส่งยิ้มหวาน เลนิสส่งเสียงคล้ายสะอื้น ‘ฮึก’ ออกมาพลางยิ้มตอบกลับไปอย่างเก้อกระดาก
“ขะ ขอบคุณครับบ…”
เขาเดินเก้ๆ กังๆ ก้าวเข้ามาในบ้านพลางทำตัวงกๆ เงิ่นๆ ราวกับคนที่ไม่เคยได้รับการต้อนรับมาตลอดทั้งชีวิต แม้จะได้พูดคุยกันไปพอสมควร แต่ดูเหมือนเขาจะจำเซร่าที่เคยเจอกันตรงจัตุรัสไม่ได้เลย
ก็นะ ตอนนั้นเธอเอาผ้าคลุมปิดมิดชิดทั้งตัว จะจำไม่ได้ก็คงเป็นเรื่องธรรมดา
เลนิสที่เดินตามเธอเข้ามาในห้องรับแขกอันว่างเปล่าหยุดฝีเท้าลงด้วยสีหน้ากังขา
“คนอื่นๆ... อยู่ที่ไหนกันหรือครับ” “กลับไปกันหมดแล้วค่ะ! ทะเลาะกันอย่างกับหมาเลยน่ะสิคะ!”
เซร่าที่เก็บงำความดีใจเอาไว้ไม่อยู่สารภาพออกมาอย่างผ่าเผยว่าตัวเองโกหก
“หาาา?! มัวแต่ทะเลาะกันตลอดหนึ่งปีจนไม่ได้ประชุม แล้วนี่ยังล่มโต๊ะกันอีกแล้วเหรอครับ?!”
เลนิสตกตะลึงอย่างยิ่งเมื่อได้ยินเช่นนั้น
“ว่าแล้วเชียว พวกเราต้องพังพินาศกันหมดแน่ๆ…”
และในวินาทีถัดมา เขาก็ไหล่ตกคอตกราวกับคนที่ความหวังทั้งมวลพังทลายลง
“แต่ว่า ทำไมโต๊ะถึงได้…?”
เลนิสที่กำลังหดหู่อย่างหนักเพิ่งจะสังเกตเห็นสภาพห้องรับแขกที่เละเทะไม่มีชิ้นดี จึงค่อยทำหน้าประหลาดใจตามหลังมาช้าไปจังหวะหนึ่ง
“กิเดียนเห็นหน้าฉันแล้วโมโหก็เลยพังมันน่ะค่ะ” “แล้วนาฬิกาพวกนั้นล่ะครับ” “ใครบางคนที่โมโหเรื่องนั้นก็เลยปัดตกแตกหมดน่ะค่ะ” “อย่างนี้นี่เอง”
แม้จะเป็นคำอธิบายที่ตัดหัวตัดท้ายทิ้งไปจนเหี้ยน แต่เลนิสก็รับรู้ได้ในทันทีว่ามีหายนะแบบไหนพัดถล่มที่แห่งนี้
“วันนี้ก็เลยล่มไปแบบนั้นสินะครับ ทะเลาะกันอีกแล้ว…”
ดูเหมือนนั่นจะไม่ใช่ข่าวดี เลนิสจึงขยำทึ้งหัวตัวเองด้วยสีหน้าทรมานใจ
“ค่ะ ล่มไปแบบนั้นแหละค่ะ นั่งเก้าอี้ก่อนไหมคะ…?”
เซร่ารู้สึกกังวลที่เลนิสเอาแต่ยืนจนพร้อมจะก้าวออกจากบ้านไปได้ทุกเมื่อ เธอจึงลากเก้าอี้ตรงริมหน้าต่างมาเชิญให้เขานั่ง
“เป็นแบบนี้ก็ไม่มีทางได้ประชุมกันชั่วกัปชั่วกัลป์น่ะสิ…”
ทว่าเลนิสที่กำลังตะเกียกตะกายอยู่ในห้วงแห่งความสิ้นหวังดูเหมือนจะไม่ได้ยิน เขาลากมือที่เคยทึ้งหัวลงมาลูบหน้าตัวเอง ดวงตาสีฟ้าที่เปี่ยมไปด้วยความกลัดกลุ้มกวาดมองไปรอบๆ ห้องประชุมที่มีสภาพน่าเวทนา
“เฮ้อ—”
แล้วเขาก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ราวกับแบกรับความทุกข์ระทมทั้งโลกใบนี้ไว้เพียงลำพัง เซร่าพยักหน้าหงึกหงิกอย่างเข้าอกเข้าใจ ต่อให้เธอเป็นเลนิส หากต้องทำงานร่วมกับเพื่อนร่วมงานที่เอาแต่วิวาทและทุบทำลายข้าวของทุกเมื่อเชื่อวัน เธอก็คงถอนหายใจแบบนั้นเหมือนกัน
จึ๊ๆ แบบนี้ชะตากรรมมันจะไม่บิดเบี้ยวได้ยังไงไหว? เซร่าตบหลังเลนิสเบาๆ เป็นเชิงปลอบประโลม ก่อนจะอดทนต่อความในใจที่ทิ่มแทงทะลุออกมาไม่ไหวจนต้องพึมพำออกไป
“ไอ้พวกโง่เง่าที่รู้จักแต่ใช้กำลัง” “ไอ้พวกโง่เง่าที่รู้จักแต่ใช้กำลัง”
และแล้ว ราวกับนัดกันไว้ เสียงของทั้งสองคนก็ประสานขึ้นมาเป็นเสียงเดียวกัน
“……!” “……!”
ดวงตากลมโตสองคู่ต่างสีประสานกันกลางอากาศ ความเป็นไปได้ที่ความคิดในใจซึ่งเผลอหลุดปากออกมาจะตรงกับคนอื่นแบบพอดิบพอดีเช่นนี้มีสักเท่าไรกันเชียว
‘เฮ้ย นายก็ด้วยเหรอ’ ‘เฮ้ย ฉันก็เหมือนกัน’ สายตาที่สบกันสื่อถึงความเข้าอกเข้าใจอย่างลึกซึ้ง
“...ก่อนอื่น ในเมื่อนายมาพบนายท่าน ฉันจะนำทางให้นะคะ” “...ขอบคุณครับ”
ทั้งสองคนที่ร่วมแบ่งปันความเข้าอกเข้าใจแบบไร้เสียงขยับเข้าสู่บทสนทนาถัดไปอย่างเป็นธรรมชาติ อาจเป็นเพราะความรู้สึกที่เชื่อมถึงกันเมื่อครู่หรือเปล่านะ ท่าทีของเลนิสที่ยอมรับความหวังดีของเซร่าจึงดูเป็นธรรมชาติขึ้นเล็กน้อย
“แต่ว่า เธอเป็นใครเหรอครับ”
...ในเสี้ยววินาทีที่คิดเช่นนั้น เลนิสซึ่งก้าวเท้าแรกขึ้นบันไดตามเซร่าไปยังชั้นสองก็เพิ่งจะซักไซ้ตัวตนของเธอว่าเธอเป็นใครเอาป่านนี้
เป็นคำถามที่ช้าเกินไปมากโข และคำถามนั้นก็เป็นสิ่งที่เซร่าไม่อยากตอบที่สุด
“ฉันเป็นทาสของหัวหน้านายค่ะ”
เซร่าที่รอยยิ้มเลือนหายไปในพริบตาแนะนำตัวเองเสร็จสรรพอย่างรวดเร็วโดยไม่แม้แต่จะหยุดหายใจ
“ไปกันเถอะค่ะ”
เธอฝืนเค้นรอยยิ้มกลับมาได้แล้วเร่งสาวเท้าไปข้างหน้าอย่างกระฉับกระเฉง ขณะเดียวกันก็เพ่งมองสำรวจเลนิสอย่างจริงจัง เพราะรู้สึกสะกิดใจที่เศษเสี้ยวแห่งดวงดาวเอาแต่เงียบกริบมาตั้งแต่เมื่อครู่ ทั้งที่ได้พบเขาอีกครั้งแท้ๆ
ตอนที่ช่วยเซย์เยน มันเอาแต่คร่ำครวญร้องไห้ตั้งแต่ก่อนจะได้เจอหน้าจนกระทั่งช่วยออกมาได้ ทำเอาเธอแทบเป็นบ้าแท้ๆ
ระหว่างสองคนนี้มีความแตกต่างอะไรกันนะ ในระหว่างที่เซร่าซึ่งไม่อาจล่วงรู้จิตใจอันโลเลดั่งต้นอ้อของเศษเสี้ยวกำลังตั้งสมมติฐานสารพัดอยู่ในหัวนั่นเอง
“อ๊ะ ไม่ทราบว่าพอจะรู้ไหมครับว่ารายงานที่ผมส่งให้หัวหน้าอยู่ที่ไหน”
เลนิสที่เดินตามขึ้นบันไดมาเป็นฝ่ายเอ่ยทักก่อน ในน้ำเสียงที่แหบแห้งหดหู่นั้นแฝงความหวังอันริบหรี่เอาไว้
“คะ? รายงานเหรอคะ?”
เซร่าที่ไม่เคยเห็นสภาพที่เอน็อคอ่านอะไรสักอย่างในบ้านหลังนี้ทำท่าจะตอบไปว่าไม่เคยเห็นแม้แต่เงา แต่แล้ว...
“อ๋อ ค่า รายงานสินะคะ...”
เมื่อนึกถึงกองเอกสารที่เธอเผาทิ้งอย่างเริงร่าเพื่อความอยู่รอดของตัวเองเมื่อเช้าวานนี้ เธอจึงลากเสียงท้ายประโยคอย่างอึกอัก
อ่า ให้ตายสิ นั่นเป็นสิ่งที่เลนิสเขียนงั้นเหรอ? เซร่าที่ขมวดคิ้วอย่างลำบากใจแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้แล้วพูดต่อ
“ไม่รู้สิคะ ตอนที่ฉันมาถึง ก็...”
พอเธอส่ายหน้าเป็นเชิงว่าหมดหวังแล้ว เลนิสก็ตีความไปในแง่ร้ายเอาเองเสร็จสรรพ
“ว่าแล้วเชียว คงเอาไปทิ้งไว้ที่ไหนอีกแล้วสินะครับ...”
เขาที่สูญสิ้นความหวังทั้งปวงลู่ไหล่ลงอย่างหมดแรง ริมฝีปากซีดเซียวบนใบหน้าหม่นหมองขยับมุบมิบอย่างรวดเร็ว ‘ไอ้ระยำบ้ากามที่รู้จักแต่ผู้หญิง’ ดูเหมือนจะได้ยินคำพูดทำนองนั้นแว่วมา แต่เซร่าก็มีน้ำใจแกล้งทำเป็นหูทวนลมไป
“อ้อ แล้วก็ช่วยอย่าบอกหัวหน้านะครับว่าผมมา แค่บอกไปว่ามีผู้หญิงสวยมาหาก็พอครับ”
ขณะที่กำลังจะก้าวเท้าหันหลังกลับไปอีกครั้ง เลนิสก็เอ่ยคำขออันไม่มีปี่มีขลุ่ยเสริมขึ้นมาราวกับเพิ่งนึกขึ้นได้
“ทำไมหรือคะ? สองคนไม่ถูกกันเหรอคะ?” “เปล่าครับ ไม่เชิงแบบนั้นหรอกครับ…”
เมื่อได้ยินคำถามถึงเหตุผล เขาที่เกาหัวแกรกๆ ก็กระซิบกระซาบออกมาด้วยน้ำเสียงเบาราวเสียงมดในทันที
“หัวหน้าไม่ยอมพบใครตามลำพังหรอกครับถ้าไม่ใช่ผู้หญิง” “คะ?” “บางครั้งเวลาโรคซึมเศร้ากำเริบ แม้แต่ผู้หญิงเขาก็ไม่ยอมเจอเลยครับ” “คะ?” “ก็เลยอยากถามน่ะครับ... เสียมารยาทไปหน่อย แต่เมื่อคืนได้มีอะไรกับหัวหน้าไหมครับ?” “…”
แม้จะไม่มีประธานในประโยคแต่ก็เป็นคำถามที่รู้ได้ทันทีว่าหมายถึงอะไร เธอจึงไม่ได้เอ่ยคำว่า ‘คะ?’ ออกไปเป็นครั้งที่สาม เนื่องจากเป็นเนื้อหาที่ละลาบละล้วงเรื่องส่วนตัวเกินกว่าจะสนทนากับคนที่เพิ่งเคยเจอหน้ากันเป็นครั้งแรก เซร่าจึงสูญเสียทิศทางการพูดคุยและนิ่งเงียบไปนานสองนาน
เธอที่มองไม่เห็นกระจกย่อมไม่รู้ว่าตอนนี้ตนเองกำลังทำหน้าตึงเครียดขนาดไหน เลนิสที่เผชิญหน้ากับสีหน้าที่ค่อยๆ แข็งทื่อลงเรื่อยๆ จึงรีบแก้ตัวพัลวันพลางบอกว่าอย่าเข้าใจผิด
“คือว่า ผมไม่ได้อยากจะสอดรู้เรื่องบนเตียงของคนอื่นหรอกนะครับ แต่ถ้าหัวหน้าไม่ได้มีอะไรกับผู้หญิงสักวันล่ะก็จะซึมเศร้าขึ้นมาน่ะครับ แล้วจะพาลหงุดหงิดฉุนเฉียวสุดๆ ไปเลย…” “ฮ่าๆ!”
คำพูดนั้นเรียกเสียงหัวเราะจากเซร่าได้อย่างจริงใจ
“สรรหาทำสารพัดเรื่องจริงเชียว”
หัวเราะเยาะน่ะนะ แน่นอนว่าประธานของประโยคย่อมเป็นเอน็อค ซอร์เซอร์
“ครับ…?!”
เลนิสที่ไม่มีทางรู้ความจริงข้อนี้สะดุ้งโหยงเพราะนึกว่าเธอพูดใส่ตนเอง แทนที่จะคอยแก้ตัวให้ฟังทีละเรื่อง เซร่ากลับบอกคำตอบของคำถามที่เธอเคยแกล้งเงียบข้ามไปแทน
“น่าเสียดายนะคะ วันนี้นายท่านมีกำหนดการที่จะหงุดหงิดฉุนเฉียวค่ะ” “ครับ? ทำไมล่ะครับ? นั่นน่าจะเป็นการตัดสินใจที่ไม่ง่ายเลยแท้ๆ…”
ทั้งที่บอกว่าไม่ได้อยากรู้เรื่องบนเตียงของคนอื่นแท้ๆ แต่เลนิสกลับสงสัยใคร่รู้เหตุผลที่เซร่ากับเขาไม่ได้นอนด้วยกันเป็นอย่างยิ่ง
“ทำไมงั้นเหรอคะ ก็เพราะนายท่าน…”
เซร่าตอบกลับไปโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย ราวกับกำลังเฉลยคำตอบของคำถามที่ง่ายที่สุดในโลก
“น่าหมั่นไส้จะตายไปนี่คะ”
แถมยังหน้าตาสะสวย มั่วเซ็กซ์ ลามก แล้วยังมีไอ้จ้อนมหึมาน่าเกลียดน่ากลัวนั่นอีก แต่ไม่พูดเรื่องนี้ออกไปน่าจะดีกว่า เมื่อได้ข้อสรุปคร่าวๆ เช่นนั้น เซร่าจึงคลี่ยิ้มหวานให้เป็นเชิงว่ามีเพียงเท่านี้แหละ
“…….”
ซื่อตรงเกินไปหรือเปล่านะ เลนิสไม่ตอบอะไรต่อคำพูดของเซร่าที่บังอาจตราหน้าท่านหัวหน้าผู้ยิ่งใหญ่ว่าน่าหมั่นไส้
อ่า... ไม่ได้การสิ ต้องรีบสนิทกันเพื่อลดโทษทัณฑ์แท้ๆ แม้จะนึกเสียใจในภายหลัง แต่น้ำที่เททิ้งไปแล้วก็ไม่อาจกอบคืนมาได้ เช่นเดียวกับคำพูดที่หลุดปากไปแล้ว
“ฮึ…”
ตอนนั้นเอง เลนิสที่ไร้ปฏิกิริยาตอบสนองก็หัวเราะประหลาดออกมาเหมือนเมื่อครู่อีกครั้ง แม้จะยังดูมืดมนไม่ต่างกัน แต่คราวนี้ดูเหมือนเขาจะดีใจจากใจจริงอย่างน่าประหลาด
เขาที่หัวเราะราวกับคนทรยศกำลังวางแผนสมคบคิด จู่ๆ ก็บิดตัวไปมาอย่างขวยเขิน สองมือทัดปอยผมที่บดบังใบหน้าไว้หลังใบหูก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเจือแววขบขัน
“แล้วกิเดียนโกรธใส่คุณเพราะอะไรกันแน่ครับ?” “อืม น่าจะเพราะฉันเป็นผู้มีภูมิคุ้มกันมั้งคะ…?” “…!”
ทั้งที่เป็นความจริงที่ใครมีตาก็ย่อมดูออก แต่เลนิสกลับตกใจสะดุ้งสุดตัวราวกับเพิ่งรู้ตัวว่าเซร่าเป็นผู้มีภูมิคุ้มกันเอาป่านนี้ เขาถอยร่นไปข้างหลังสองก้าวตามสัญชาตญาณ ก่อนจะก้าวประชิดกลับมาเท่ากับระยะที่ถอยไป แล้วจ้องลึกเข้าไปในดวงตาทั้งสองข้างของเซร่าเขม็ง
“อ้าว จริงด้วยแฮะ?”
ทั้งที่รู้สึกตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว แต่หมอนี่ไม่มีความช่างสังเกตเอาเสียเลยจริงๆ
“ค่ะ มันเป็นอย่างนั้นแหละค่ะ”
เซร่าพยักหน้าหงึกหงักด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วน นึกว่ารู้อยู่แล้วแต่แกล้งทำเป็นไม่รู้ ที่ไหนได้กลับไม่รู้จริงๆ เสียอย่างนั้น กลายเป็นว่าเธอเผลอสารภาพออกไปเองเสียฉิบว่าตัวเองเป็นผู้มีภูมิคุ้มกัน
ไม่น่าพูดออกไปเลย น่าจะแต่งเรื่องอะไรขึ้นมาส่งๆ คนที่นี่แค่ได้ยินว่าเป็นผู้มีภูมิคุ้มกันก็รังเกียจกันจะแย่อยู่แล้ว
ในตอนที่เซร่ากำลังเดาะลิ้นอย่างเสียดายด้วยความรู้สึกเหมือนเตะชามข้าวที่พร้อมกินคว่ำลงไปเองนั่นเอง
“โล่งอกไปทีนะครับเนี่ย”
กำลังโหลดความเห็น...