“[นิยาย] เมื่ออดีตชาติ ฉันเคยขายชาติมาแล้วค่ะ” มีฉากหรือเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่ กดยืนยันเพื่อเข้าชม เว็บจะจำไว้ในเบราว์เซอร์นี้
ตอนที่ 32
5 วินาที ในช่วงเวลาอันแสนสั้นเพียงเท่านั้น สิ่งที่มนุษย์พอจะทำได้ย่อมมีไม่มากนัก ในชั่วพริบตาที่แทบจะสูดลมหายใจเข้าลึกได้เพียงครั้งเดียวนั้น ไม่มีทางที่จะขบคิดสิ่งใดได้ทันอยู่แล้ว
โดยส่วนใหญ่เมื่อตกอยู่ในวิกฤตการณ์คับขันเช่นนี้ มนุษย์มักจะเคลื่อนไหวตามสัญชาตญาณมากกว่าการใช้เหตุผล
เซร่าเองก็เป็นเช่นนั้น
สติสัมปชัญญะของเธอแข็งทื่อและขาวโพลนไปหมดตั้งแต่ตอนที่รู้ว่าเหลือเวลาอีกเพียง 5 วินาที ทว่าสัญชาตญาณที่ตื่นตัวอย่างฉับไวกลับเริ่มขับเคลื่อนเพื่อยับยั้งความตาย
ก่อนที่สมองจะทันคิดว่าต้องทำอะไรสักอย่าง ร่างกายของเซร่าก็ขยับไปเองตามสัญชาตญาณ สำหรับเธอที่ปราศจากทั้งเวทมนตร์ดำอันน่าภาคภูมิใจและไร้ซึ่งเครื่องไม้เครื่องมือที่พอจะหยิบมาใช้ได้ สิ่งเดียวที่ยังมีประโยชน์ก็มีเพียงร่างกายที่มีอวัยวะครบสามสิบสองนี้เท่านั้น
และแล้ว เซร่าก็……
“ทุกคนหมอบลง!”
พุ่งตัวเข้าใส่ชายที่กำลังจะระเบิดตัวเอง—
“……?!”
…แล้วใช้แรงทั้งหมดที่มีผลักแผ่นหลังของเอน็อคไปข้างหน้าเต็มแรง
“อ๊ะ”
เอน็อคที่เสียหลักซวนเซได้ล้มคว่ำทับลงไปบนร่างของชายที่กำลังพองตัวจนถึงขีดสุด และในเสี้ยววินาทีต่อจากนั้น
ตูม! เปรี้ยงงงง! ครืน! เปรี้ยงงง!
เสียงระเบิดดังกึกก้องมหาศาลพลันปะทุขึ้น มันคล้ายกับเสียงกัมปนาทอันน่าสะพรึงกลัวหลังจากอสุนีบาตฟาดลงมาอย่างรุนแรง คลื่นแรงสั่นสะเทือนที่เริ่มจากจุดที่เกิดการระเบิดแผ่กระจายไปตามผืนแผ่นดินไกลลิบลิ่ว และด้วยแรงสั่นสะเทือนที่รุนแรงเป็นพิเศษนั้น ทำให้พื้นดินบางส่วนใกล้กับจุดระเบิดยุบตัวยวบลงไปด้านล่างเลยทีเดียว
ทว่านอกจากเสียงที่ดังสนั่นหวั่นไหวแล้ว การระเบิดอันร้ายแรงถึงขั้นทำให้ผืนแผ่นดินยุบตัวและสะเทือนเลื่อนลั่นไปถึงฟากฟ้านั้น กลับไม่สามารถระเบิดทะลักออกมาสู่ภายนอกได้และสิ้นสุดลงเพียงแค่นั้น มีเพียงควันดำทมิฬที่ลอยฟุ้งขึ้นมาจากจุดที่เกิดการระเบิดพอดิบพอดี โดยไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตเลยแม้แต่คนเดียว
ทุกคนที่อยู่ในสถานที่แห่งนั้นต่างรับรู้ได้ว่า หากการระเบิดสำแดงอานุภาพออกมาได้อย่างเต็มที่ เรื่องราวจะเลวร้ายถึงเพียงใด ทุกคนคงต้องตายกันหมดเป็นแน่ ความตายที่เฉียดผ่านไปอย่างหวุดหวิดมีรูปร่างที่เด่นชัดถึงเพียงนั้น ดังนั้นพวกเขาจึงตระหนักได้ว่า การที่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บในยามนี้เป็นเรื่องราวปาฏิหาริย์มากแค่ไหน
มันนับเป็นเรื่องที่โชคดีจริงๆ โชคดีมาก ทว่า……
“…….” “…….”
บรรดาสมาชิกกิลด์ซิกนัสที่รอดชีวิตมาได้อย่างหวุดหวิดกลับไม่มีใครดูดีใจเลยสักคน ภาพที่แต่ละคนอ้าปากค้างจนลืมแม้กระทั่งการหายใจนั้น ดูจะใกล้เคียงกับความตื่นตระหนกตกใจมากกว่าความปลาบปลื้มยินดี พวกเขาที่แข็งทื่อราวกับต้องมนต์โดยไม่มีข้อยกเว้นแม้แต่คนเดียวต่างก็จับจ้องไปยังคนคนเดียวกัน ผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตผู้คนมากมายในการจู่โจมครั้งนี้ และยังช่วยพวกเขาให้รอดพ้นจากการระเบิดเมื่อครู่นี้อีกครั้งหนึ่ง
……นั่นก็คือเซร่า
“เฮ้อ— โล่งอกไปที”
เซร่ายกมือขึ้นปาดเหงื่อที่ผุดพรายบนหน้าผาก พลางทอดสายตามองกลุ่มควันสีดำที่พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าสูงเสียดฟ้า
กิ๊วววว… ชะตากรรมอันบิดเบี้ยวที่เคยอวดอ้างร่างมหึมาส่งเสียงร้องอย่างพึงพอใจแล้วสลายหายไป ภาพอนาคตที่เศษเสี้ยวแห่งดวงดาวแสดงให้เห็นมลายหายไป และการมองเห็นก็กลับคืนสู่สภาพเดิม แขนข้างที่สลักโทษทัณฑ์เอาไว้พลันรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาตามความคาดหมาย
ครั้นเธอเหลือบสายตาลงไปตรวจสอบตัวเลขที่หลงเหลืออยู่ มันก็คือ 400,000,000 พอดีเป๊ะ
โทษทัณฑ์ถูกลดทอนลงไปถึง 100 ล้านปีจากความดีความชอบในการปกป้องกิลด์ซิกนัส ความมีน้ำใจที่ช่วยปรับเศษหลักท้ายๆ ให้กลายเป็นเลข 0 ได้อย่างสวยงามนั้นนับว่าเหนือความคาดหมายอย่างยิ่ง ทว่าเซร่าเองก็ไม่ได้มีสีหน้ายินดีปรีดาเท่าใดนัก ไม่ต่างจากเหล่าผู้คนที่เธอเพิ่งจะช่วยชีวิตเอาไว้เลย
นั่นก็เป็นเพราะว่า เธอรู้อยู่แก่ใจดีนั่นเอง
เวลาที่มอบให้แก่เธอคือ 5 วินาที นั่นเป็นเวลาที่มากพอให้เซร่ารักษาชีวิตและโทษทัณฑ์ของตนเอาไว้ได้ ทว่า…
‘ฉันตายแน่คราวนี้’
มันช่างเป็นเวลาที่แสนสั้นเกินกว่าจะคิดหาหนทางเอาชีวิตรอดจากเอน็อค ซอร์เซอร์ ที่จะต้องเดือดดาลเพราะเรื่องนี้
“ว้าว—”
ท่ามกลางโลกที่เงียบสงัดราวกับทุกสรรพสิ่งดับสูญ มีเพียงเสียงทอดถอนใจแผ่วต่ำที่ดังกังวานชัดเจน ควันดำสนิทที่กำลังลอยละล่องขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างราบรื่นพลันบิดตัว ตึก ตึก จากฟากโน้นมีเสียงฝีเท้าที่ไม่ได้รีบร้อนทว่าชวนขนลุกพิลึกดังแว่วมา
เซร่าได้แต่ภาวนาขอให้กลุ่มควันที่บดบังสายตาเธอราวกับผืนผ้าคลุมหน้านี้จงลอยกรุ่นอยู่ชั่วกัลปาวสาน
ทว่าราวกับพระเจ้าปฏิเสธคำขอของเธอ ในวินาทีถัดมา ควันสีดำก็อันตรธานหายไปในพริบตาราวกับถูกดาบฟันสะบั้นฉับ คนที่ปรากฏกายขึ้นมาจากด้านหลังนั้นคือ—
“ฮะ ฉิบหายละ ไร้สาระสิ้นดี……?”
มองมุมไหนก็คือเอน็อค ซอร์เซอร์ ที่เปี่ยมไปด้วยความตั้งใจจะฆ่าเธอให้ตายอย่างแน่นอน เขามีเถ้าถ่านสีดำมะเมื่อมเปรอะเปื้อนไปทั่วร่าง ซึ่งผิดจากอนาคตที่เศษเสี้ยวแสดงให้เห็น การเอาตัวเข้าไปขวางการระเบิดขนาดนั้นเอาไว้ ย่อมมีสภาพเช่นนี้ก็สมควรอยู่แล้ว ด้วยสภาพอันแสนยับเยินปานนั้น เซร่าจึงไม่อาจจินตนาการได้เลยว่าตอนนี้เขาจะเดือดดาลขนาดไหน
“……นายท่านคะ”
เซร่าที่มิอาจทนสบใบหน้านั้นได้จึงค่อยๆ หลับตาลง ฉันตายแน่แล้วจริงๆ ถึงความจริงจะเป็นคนที่ตายไปแล้วรอบหนึ่งก็เถอะ แต่สายตาเมื่อครู่นี้ทำให้รู้สึกเหมือนได้สัมผัสความตายอีกคำรบหนึ่งเลย
ถึงอย่างนั้น จะมาตายจริงๆ ที่นี่ไม่ได้ อุตส่าห์ดิ้นรนเอาชีวิตรอดมาจนถึงขนาดนี้แล้วแท้ๆ
เซร่าที่ตั้งสติได้เอ่ยปากขึ้นด้วยน้ำเสียงสุขุม
“นายท่านคะ ระหว่างพวกเรามีเรื่องเข้าใจ—” “เข้าใจผิด?” “ปัญญาชนควรแก้ปัญหาด้วยการเจรจา—” “เจรจา?”
ทว่าเอน็อคกลับตัดบทความพยายามอันระมัดระวังของเซร่าจนหมดสิ้น
“เธอคงลืมไปแล้วสินะช่วงนี้”
เอน็อคผู้เปล่งประกายตาอันเฉียบคมแผ่รังสีอำมหิตแสยะยิ้มกว้างฉีกถึงมุมปาก ฟันขาวผุดผ่องที่เปล่งประกายวิบวับอย่างผิดหูผิดตากว่าทุกวันยิ่งทำให้จิตใจของเซร่าว้าวุ่นหนักขึ้นไปอีก
“ฉันไม่ใช้การเจรจาหรอก”
ฮ่าๆ! เอน็อคหัวเราะออกมาอย่างสดใส ทว่าแววตาที่ยังคงเป็นประกายวาวโรจน์ราวกับคนบ้านั้นกลับยิ่งดูน่ากลัวเข้าไปใหญ่
“การเจรจามันแก้ปัญหาอะไรไม่ได้สักอย่าง”
เอน็อคที่ลั่นวาจาชวนให้คนฟังหัวใจหล่นวูบยกมือข้างหนึ่งเสยผมขึ้น เพียงแค่นั้น บรรดาคนที่เฝ้ามองอย่างลุ้นระทึกเงียบๆ ก็พากันตกใจหน้าตื่นวิ่งกรูกันออกมา
“หะ หะ หัวหน้า หัวหน้าครับ หัวหน้า!”
เหล่าคนที่เข้ามาแทรกตรงหน้าเอน็อคโดยหันหลังให้เพื่อปกป้องเซร่าต่างยื่นมือทั้งสองข้างออกไปข้างหน้าราวกับคนดูแลสัตว์ที่กำลังกล่อมสัตว์ร้ายบ้าคลั่งให้สงบลง พร้อมกับช่วยกันพูดคนละไม้คนละมือเพื่อระงับโทสะของเขาอย่างสุดกำลัง
“ใจเย็นก่อนครับ ใจเย็น! หัวหน้าทนหน่อยเถอะครับ!” “ยัยหนูนี่ก็คงเพราะจวนตัวถึงได้ทำลงไปใช่ไหมล่ะ ฮึ? อีกอย่างหัวหน้าก็ไม่ตายอยู่แล้วนี่นา เพราะมีพรคุ้มครองของดาบศักดิ์สิทธิ์อยู่แท้ๆ” “วันนี้เด็กคนนี้ลำบากเพื่อพวกเราไปตั้งเท่าไหร่ เวลาแบบนี้ต้องเอ่ยปากชมว่าเก่งมากสิครับ!” “ชะ ใช่น่า! เซร่าคือผู้มีพระคุณของพวกเราทุกคนเลยนะ!”
ทั้งที่เขายังไม่ได้โมโหอย่างจริงจังเสียด้วยซ้ำ แต่สมาชิกกิลด์กลับโวยวายกันยกใหญ่ราวกับเอน็อคกำลังเอาดาบจ่อคอเซร่าอยู่ ภาพที่พวกเขาเรียกผู้มีภูมิคุ้มกันที่เพิ่งก่นด่าว่าเป็นตัวอัปมงคลจนถึงเมื่อวานว่าเป็นผู้มีพระคุณได้อย่างไม่ลังเล ช่างดูทุ่มเทเอาเป็นเอาตายไม่ต่างจากแม่ที่กำลังปกป้องลูกน้อยเลยสักนิด
“หัวหน้าคะ อย่าไปโกรธพี่สาวเขานะ!” “พี่เขาเป็นคนดีออกครับ!” “ใจร้ายจัง!”
แม้แต่พวกเด็กตัวเล็กๆ ก็ไม่มีข้อยกเว้น เด็กๆ ที่กรูกันเข้ามาต่างกระโดดหยอยๆ ตรงหัวเข่าของเอน็อคพลางต่อปากต่อคำใส่เขา พูดได้คำเดียวว่าไม่ว่าหัวดำหัวหงอกก็ล้วนกระเหี้ยนกระหือรือที่จะปกป้องเซร่ากันทั้งนั้น ช่างเป็นกิลด์ที่ดำเนินไปได้ด้วยดีเหลือเกิน
“…….”
คิ้วของเอน็อคค่อยๆ ขมวดเข้าหากัน เรื่องพิลึกแท้ๆ ทั้งที่คนที่ถูกผลักไสเข้าสู่แดนมรณะอย่างชัดเจนคือตัวเขาเอง แต่ทำไมถึงต้องโดนปฏิบัติราวกับเป็นตัวร้ายด้วย เขาไม่เข้าใจเลยสักนิด
ปกติแล้วเขาไม่ใช่พวกที่จะยอมแพ้ในการประลองประสาทกับใครแท้ๆ ทว่าผู้คนที่เข้ามาปกป้องทาสของเขากลับแผ่กลิ่นอายความคลั่งชนิดหนึ่งออกมาจนสัมผัสได้ คนที่กรูกันเข้ามาเอะอะโวยวายบอกให้เอน็อคใจเย็นๆ แต่ความจริงแล้วเอน็อคยังไม่ทันได้โมโหอย่างจริงจังเสียด้วยซ้ำ ข้อนี้นี่แหละที่น่าคับแค้นใจที่สุด
ฉันไปทำอะไรให้นักหนา…… ทำไมต้องถึงขนาดนี้ด้วยวะ……
เขาเพิ่งจะได้สัมผัสกับคำว่าอึ้งจนพูดไม่ออกด้วยตัวเองจริงๆ ก็ในรอบเนิ่นนานนี่แหละ
“ตอนนี้เซร่าเองก็คงสำนึกผิดอยู่มากแล้วแหละครับ” “แน่นอนอยู่แล้ว ยัยหนูนั่นต้องรู้สึกผิดมากแน่ๆ”
สมาชิกกิลด์ที่สบตากันอาศัยจังหวะที่เอน็อคชะงักไปครู่หนึ่งช่วยกันสร้างบรรยากาศเพื่อรวบรัดตัดความเอาเองตามอำเภอใจ
“ใช่ไหมล่ะ เซร่า……?”
เลนิสที่ช่วยตอกฝาโลงบรรยากาศนั้นหันไปมองเซร่าด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ทันใดนั้น ผู้คนที่จงใจยืนขวางอยู่ข้างหน้าก็แหวกออกเป็นสองฝั่ง เปิดทางเดินตรงกลางระหว่างเอน็อคกับเซร่าให้
“…….”
เซร่าที่ก้มหน้ามุดไม่แม้แต่จะกล้าสบตาเอน็อคตรงๆ ถ้ามองในมุมหนึ่ง เธอก็ดูเหมือนกำลังสำนึกผิดอย่างลึกซึ้งสมคำร่ำลือของพวกคนเหล่านั้นจริงๆ
เอน็อคที่พลาดจังหวะจะหาเรื่องหันไปจ้องเซร่าตาเขม็งเพื่อดูว่าเธอจะสำนึกผิดได้ดีแค่ไหน ทุกคนต่างจดจ่ออยู่กับคำแรกที่จะหลุดออกมาจากปากของเธอ แม้กระทั่งพวกเด็กๆ ที่สมาธิสั้นก็ยังแหงนหน้ามองเซร่าด้วยสีหน้ากระวนกระวายใจ
และแล้ว ในตอนที่รอบข้างเงียบสงัดลงจนแทบจะได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกัน— ตัวเอกของเรื่องก็อ้าปากออกในที่สุด
“อุ๊บ—”
อุ๊บ……? เมื่อได้ยินคำแรกที่เธอเค้นออกมาอย่างยากลำบาก แต่ละคนก็พากันจินตนาการถึงคำขอโทษที่ขึ้นต้นด้วย ‘อุ’ ทว่าคิดอย่างไรก็นึกคำที่เหมาะสมไม่ออกจึงยอมแพ้ไป ในตอนนั้นเอง เซร่าก็อ้าปากออกในที่สุด
“อุรัวะ!”
เธอแผดเสียงที่ยากจะเลียนแบบออกมาก่อนจะค้อมเอวลงต่ำ ทันใดนั้น เลือดสีแดงสดก็ทะลักล้นออกมาจากริมฝีปากที่อ้าออกสู่พื้นราวกับสายน้ำ
“เอ๊ะ— ทำไมฉัน……?”
เธอเพ่งมองกองเลือดที่ตัวเองสำรอกออกมาด้วยสีหน้าที่ตกใจยิ่งกว่าใคร จากนั้นก็ทรุดฮวบ หมดสติล้มพับลงไปกับพื้นราวกับนางเอกผู้โศกสลดในละครเวที
“วะ ว้าย ยัยหนูคนนี้……!” “ผู้มีภูมิคุ้มกัน!”
ภาพที่ราวกับฉากหนึ่งในโศกนาฏกรรมเช่นนั้น ทำให้สมาชิกกิลด์ที่คอยปกป้องเธออยู่แล้วพุ่งพรวดเข้าไปหาเซร่าทันที
“จะ จู่ๆ ทำไมถึงกระอักเลือดออกมาล่ะเนี่ย?” “เดิมทีป่วยตรงไหนอยู่หรือเปล่า?” “แปลกจัง ไม่มีบาดแผลภายนอกเลยนี่นา……”
ผู้คนที่ล้อมรอบเธอต่างแตกตื่นโวยวายกันยกใหญ่ว่าเธอจะตายหรือเปล่า ภาพที่ริมฝีปากเบื้องล่างของเธอเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดแดงฉานดูสาหัสสากรรจ์เอาเรื่อง จนทำให้สมาชิกกิลด์รวมถึงเลนิสไม่กล้าแม้แต่จะแตะต้องตัวเซร่า ได้แต่ยืนกระทืบเท้าด้วยความกระวนกระวายใจ
“นี่”
ท่ามกลางคนเหล่านั้น คนเดียวที่ไม่เป็นห่วงเซร่าเลยก็มีเพียงเอน็อคเท่านั้น เขาแทรกตัวฝ่าผู้คนเข้าไปแล้วกระชากตัวเซร่าขึ้นมาโดยไม่ลังเล
“อย่ามาแสดงละคร ลุกขึ้นมา”
เขาที่กวาดตามองทาสของตนด้วยสีหน้าเหี้ยมเกรียมคว้าแขนอันบอบบางไว้ แล้วใช้นิ้วหัวแม่มือกดเค้นท้องแขนด้านในแน่นราวกับจะแยกกระดูกและเนื้อออกจากกัน
แรงที่กดลงไปนั้นหนักหน่วงเกินกว่าจะทนดูเฉยๆ ได้ บรรดาสมาชิกกิลด์ที่ส่งเสียงครางฮือแล้วเบ้หน้าจึงพากันโวยวายว่าทำอะไรกับคนเจ็บกันแน่
“อื… อือออ…”
ทว่านั่นอาจเป็นวิธีที่ถูกต้องก็ได้ เปลือกตาของเซร่าที่หมดสติไปขยับไหวราวกับกำลังจะได้สติ
“ฮื่อ…”
เซร่าที่ฝืนลืมตาขึ้นมามองอย่างยากลำบากทำสีหน้าไม่สบอารมณ์เมื่อเห็นหน้าของคนที่กำลังจับตัวเธอไว้ แล้ว
“อะ เจ็บนะ ไอ้เวรนี่…”
เธอก่นด่าออกมาด้วยน้ำเสียงแผ่วระโหย
มือเล็กที่เหวี่ยงออกไปอย่างไร้เรี่ยวแรงฟาดเข้าที่แก้มของเอน็อคดังเพียะ หลังจากก่นด่าและลงไม้ลงมือไปตามลำดับ เธอก็ทิ้งศีรษะตกลงไปอีกรอบดังตุบราวกับใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดไปจนเกลี้ยงแล้ว
“…….”
เอน็อคที่คราวนี้โดนตบหน้าเข้าไปด้วยลูบแก้มตัวเองด้วยสีหน้าที่ไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึกใดๆ ยิ่งเขาคลำตรงนั้นซ้ำๆ หลายครั้งเท่าไร ความเงียบอันชวนอึดอัดก็ยิ่งโรยตัวลงมาระหว่างเขากับผู้คนมากขึ้นเท่านั้น
“หะ หัวหน้า จะฆ่าไม่ได้นะครับ……”
คนที่รวบรวมความกล้าก้าวออกไปข้างหน้าคือเลนิส แม้เอน็อคจะไม่ได้ทำท่าทางคุกคามอะไรเป็นพิเศษ แต่เขากลับรู้สึกว่าต้องทำเช่นนั้น
“ไม่ฆ่าหรอก ฉันจะฆ่ายัยนี่ทำไม”
เมื่อได้ยินดังนั้น เอน็อคก็กลับดุเลนิสว่าอย่าพูดจาอัปมงคล เอน็อคที่อุ้มเซร่าขึ้นมาอย่างทะนุถนอมกลับดูสงบนิ่งราวกับคนที่ก้าวข้ามความโกรธและความกังวลใจทั้งหมดไปได้ในชั่วพริบตา
“เอ๊ะ จริ จริงเหรอครับ”
การเปลี่ยนท่าทีอย่างกะทันหันเช่นนี้ทำให้สมาชิกกิลด์รวมถึงเลนิสลอบมองเขาด้วยสายตาที่เคลือบแคลงสงสัยในเจตนาที่แท้จริง
“ก็แน่สิ เห็นบอกว่าเป็นผู้มีพระคุณของกิลด์เราไม่ใช่เรอะ”
เอน็อคตอบกลับด้วยสีหน้าที่บอกว่าจะมีอะไรอื่นไปได้อีก
“จะปล่อยให้ทาสที่น่าชื่นชมขนาดนั้นตายไปได้ยังไง”
แม้คำพูดที่เสริมขึ้นมานั้นจะชวนให้รู้สึกว่าแอบละคำว่า ‘ง่ายดายขนาดนี้’ เอาไว้ก็ตาม แต่ทุกคนก็เลือกที่จะแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้อย่างชาญฉลาด เพราะต่างก็เห็นพ้องกับคำว่าปล่อยให้ตายไม่ได้ จึงได้แต่พยักหน้าหงึกหงักว่าถูกต้องแล้ว
“ทุกคนยืนเหม่อทำอะไรกันอยู่”
เอน็อคหันไปมองสมาชิกกิลด์เหล่านั้นแล้วออกคำสั่งด้วยสีหน้าที่ถามว่าทำไมยังไม่รีบวิ่งไปอีก
“ไปตามหมอมา”
กำลังโหลดความเห็น...