คลังเรื่องเร็ว ๆ นี้มาแรงเสนอเรื่องที่อยากให้แปลตารางอัป
–
ลูมอนโซ่ · ผู้รักการอ่านมังฮวาและนิยายอ่านเวอร์ชันต้นฉบับและแปลไทยได้ตามลิงก์ในแต่ละเรื่อง
ข้อมูลเว็บและติดต่อ
ข้อกำหนดการใช้งานนโยบายเหรียญและการคืนเงินความเป็นส่วนตัวเหรียญติดต่อเรา
18+

เนื้อหาสำหรับผู้ที่อายุ 18 ปีขึ้นไป

“[นิยาย] เมื่ออดีตชาติ ฉันเคยขายชาติมาแล้วค่ะ” มีฉากหรือเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่ กดยืนยันเพื่อเข้าชม เว็บจะจำไว้ในเบราว์เซอร์นี้

กลับหน้าแรก

[นิยาย] เมื่ออดีตชาติ ฉันเคยขายชาติมาแล้วค่ะตอน 34

ตอน 34

ตอนที่ 34

‘อา ขืนเป็นแบบนี้ ได้ ตาย ห่า แน่……’

นั่นคือความคิดแรกของเซร่าหลังจากได้สติกลับมา เสี้ยววินาทีหลังจากที่กระอักเลือดออกมาคำโต เซร่าก็สัมผัสได้ถึงความแสบร้อนรุนแรงราวกับหัวใจกำลังจะสุกไหม้ ตรงจุดที่ดาบศักดิ์สิทธิ์เคยฝากรอยแผลเอาไว้บนวิญญาณของเธอ

ชักจะมีอะไรผิดปกติแล้วสิ ตอนที่จับสังเกตถึงความผิดปกติได้ ร่างกายก็ร่วงหล่นลงสู่พื้นไปแล้ว วิสัยทัศน์สั่นไหวจากแรงกระแทกตอนล้มตึง ทว่ากลับไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดใดๆ ขณะที่กำลังคิดว่าแม้แต่เรื่องนั้นก็ยังแปลกพิลึก สติของเธอก็ดับสนิทไปทั้งอย่างนั้น

พอย้อนคิดดูแล้ว ตอนนั้นยังดีเสียกว่า แม้จะหมดสติไป แต่ก็ไม่มีเวลาให้ได้รู้สึกเจ็บปวด

แต่สุดท้ายเธอก็ฟื้นขึ้นมา และตอนนี้นี่แหละที่ทรมานแทบขาดใจ

‘ไม่มี... ตรงไหน... ที่ไม่เจ็บ... เลยแฮะ’

เกิดมาไม่เคยโดนทุบตีไปทั้งตัวเลยสักครั้ง แต่เธอก็พอจะเดาออกแล้วว่ามันรู้สึกอย่างไร เพราะถ้าหากโดนรุมซ้อมจนน่วมละก็ คงจะทรมานขนาดนี้นี่แหละ

ไม่ได้โกหกเลยนะ ทั่วทั้งร่างที่อยู่ต่ำกว่าใบหน้าลงไปเจ็บปวดไปหมด ตั้งแต่ลำคอ หัวไหล่ แขน เอว ขา ไปจนกระทั่งนิ้วมือและนิ้วเท้า มันเป็นความเจ็บปวดราวกับมีเข็มคมกริบแทรกซึมเข้าไปทิ่มแทงทุกข้อต่อในร่างกายอย่างไม่ปรานีปราศรัย

แถมอุณหภูมิร่างกายยังพุ่งสูงขึ้นอะไรขนาดนี้ก็ไม่รู้ ต่อให้พยายามสูดหายใจเข้าลึกๆ สักเท่าไรก็ยังอึดอัดและหายใจไม่ออก หูที่อื้ออึงเพราะพิษไข้ก็ให้ความรู้สึกเหมือนมีนิ้วมือที่มองไม่เห็นคอยทิ่มรูหูซ้ำๆ แทนที่จะได้ยินเสียง ร่างกายทุกส่วนต่างพากันส่งเสียงคร่ำครวญแย่งกันประท้วงความเจ็บปวด ร้อนรุ่ม แสบร้อน ปวดตุบๆ ชาแปลบ เสียวสะท้าน อึดอัดแน่นอก…… และเมื่อสิ่งเหล่านั้นทิ่มแทงเซร่าจนผ่านพ้นไปรอบหนึ่ง รอยแผลที่สลักอยู่ตรงหน้าอกก็จะเจ็บปวดราวกับถูกไฟนาบขึ้นมาเป็นอย่างสุดท้าย

มันมีแต่คำว่าเจ็บ เจ็บ เจ็บ แล้วก็เจ็บ น่าแปลกใจเหลือเกินว่าคนเราจะเจ็บปวดเจียนตายได้ถึงขนาดนี้เชียวหรือ เปลวเพลิงในนรกยังมีแค่ความร้อนระอุเฉยๆ มิได้มอบความเจ็บปวดอันหลากหลายให้ถึงเพียงนี้เสียด้วยซ้ำ

“มาตรการที่พอทำได้... อาการสาหัสเกินกว่า...”

แว่วเสียงพูดคุยที่พอจะจับใจความได้ดังแว่วเข้ามาในรูหูที่อื้ออึง แม้จะฟังไม่ได้ศัพท์ทั้งหมด แต่ดูจากสถานการณ์แล้วน่าจะเป็นหมอ อา โล่งอกไปที รอดตายแล้ว เซร่าเชื่ออย่างสนิทใจว่าเมื่อหมอมาถึง อาการของเธอก็จะต้องดีขึ้นอย่างแน่นอน

“บอกตามตรงว่าไม่ทราบสาเหตุ... ก่อนอื่นคงต้อง... รอดูอาการไปก่อน...”

ถ้อยคำของหมอดังแทรกเข้ามาอีกครั้งผ่านสติที่วูบดับไปชั่วครู่แล้วฟื้นกลับมา ทว่าความหวังที่เธอฝากไว้กับเขากลับพังทลายลงอย่างสิ้นเชิง เมื่อหมอดูเหมือนจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำไมเซร่าถึงได้ป่วยหนักขนาดนี้

หมอเถื่อนพรรค์ไหนกันเนี่ย เซร่าคิดเช่นนั้น ทว่ามันอาจเป็นเรื่องธรรมดาก็ได้ เพราะเหตุผลที่เธอหมดสตินั้น มีจุดที่ยากเกินกว่าที่หมอธรรมดาทั่วไปจะหาสาเหตุพบ

นั่นเป็นเพราะต้นเหตุมาจากเวทมนตร์ดำที่หมอไม่มีวันล่วงรู้ได้เลยนั่นเอง

ทว่าเซร่าที่รู้จักเวทมนตร์ดำดีก็ยังไม่รู้เลยสักนิดว่าทำไมสภาพร่างกายของตัวเองถึงได้พังยับเยินขนาดนี้ เพราะตัวเธอเองก็ไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่าเผลอใช้เวทมนตร์ดำไป

ตอนที่กลับมาถึงบ้านของเอน็อคพร้อมกับเลนิส ตอนนั้นเรี่ยวแรงของเซร่าก็มาถึงขีดจำกัดแล้ว

เพียงแต่มัวจดจ่ออยู่กับสถานการณ์ภายนอกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างกระชั้นชิด จนไม่มีกะจิตกะใจจะหันกลับมาสำรวจสภาพของตัวเองเลย

เธอคิดแค่ว่าโอกาสลดโทษทัณฑ์กองอยู่ตรงหน้าแท้ๆ แต่ร่างกายกลับไม่ยอมขยับจนน่ารำคาญใจ และด้วยเหตุนี้ เธอจึงเผลอใช้เวทมนตร์ดำไปโดยไม่รู้ตัว

สำหรับเซร่า โรเซนบอมแล้ว เวทมนตร์ดำเป็นเรื่องธรรมดาสามัญยิ่งกว่าการหายใจเสียอีก

เธอเคยชินกับการใช้เวทมนตร์อย่างเป็นธรรมชาติราวกับการหายใจ ในยุคที่ชื่อเสียงด้านความชั่วร้ายของเธอกำลังเลื่องลือถึงขีดสุดนั้น แค่เธอคิด เวทมนตร์ก็สัมฤทธิผลขึ้นมาแล้วด้วยซ้ำ ด้วยความเคยชินในตอนนั้น ครั้งนี้เซร่าก็แค่ ‘คิด’ เท่านั้น แต่พลังเวทที่ไร้เดียงสาเกินเหตุกลับเคลื่อนไหวเพื่อตอบสนองสิ่งที่เจ้านายปรารถนา

เวทมนตร์ดำมีพื้นฐานอยู่บนการช่วงชิง ดังนั้นจึงไม่มีทางที่จะเป็นเวทมนตร์ปกติที่ช่วยเติมเต็มพลังอันขาดแคลนให้ได้ เวทมนตร์ที่ร่ายใส่ตัวเซร่านั้น คือเวทมนตร์ที่ทำให้เธอไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดหรือความเหนื่อยล้าจนกว่าเธอจะคิดว่า ‘พอแล้ว’

สรุปก็คือ เหตุผลที่ร่างกายของเธอเบาราวกับขนนกและไม่เหน็ดเหนื่อยเลยสักนิดขณะช่วยเหลือผู้คนนับร้อย ไม่ใช่เพราะความรู้สึกไปเอง แต่เป็นเพราะเธอแค่ไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดเลยต่างหาก

วงจรที่ใช้พลังเวทอย่างหักโหมจะส่งเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด ทว่าด้วยเวทมนตร์ที่ร่ายค้างไว้ทำให้เธอไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวด และพอไม่รู้สึกเจ็บ เธอก็ใช้ ‘เสียง’ กับผู้คนที่ไม่ยอมฟังความอย่างเป็นธรรมชาติเป็นระยะๆ ด้วยซ้ำ เมื่อวงจรอุบาทว์เช่นนั้นหมุนวนไปเรื่อยๆ จนกระทั่งทุกอย่างคลี่คลายลง ภาระหนักหน่วงที่สะสมมาตลอดจึงถาโถมเข้าใส่เซร่าพร้อมๆ กันในคราวเดียว

ด้วยเหตุนั้น บาดแผลที่สลักลึกอยู่ในวิญญาณของเซร่าจึงยิ่งปริแยกสาหัสกว่าเดิม

หมอไม่สามารถหาสาเหตุอาการของเซร่าได้ ทว่าผลลัพธ์ที่จะตามมานั้นทำนายไว้ได้อย่างแม่นยำ หากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม เธอคงไม่อาจผ่านพ้นคืนนี้ไปได้ และต้องกลับไปยังนรกอีกครั้ง

แต่น่าเสียดายที่เซร่าซึ่งมัวแต่นอนซมทรมานอยู่นั้น ไม่รู้เลยสักนิดว่าทั้งหมดนี้คือหายนะที่ตนเองกวักมือเรียกมา

‘ขะ ฆ่า... ฉันที...’

เธอทำได้เพียงสวดภาวนาขอให้ตัวเองสลบไปอีกรอบ ทว่าสติที่ฟื้นคืนมาแล้วครั้งหนึ่งกลับไม่ยอมดับวูบไปง่ายๆ ซ้ำยังยืดหดติดหนึบซ้ำไปซ้ำมาราวกับชีส และเพราะมันไม่ยอมดับวูบไปสนิท แต่กลับลอยห่างออกไปแล้วย้อนกลับมาอย่างคลุมเครือ ทุกครั้งที่เป็นเช่นนั้น ประสาทรับความเจ็บปวดทั่วร่างจึงตื่นขึ้นมาจนปวดตุบๆ ไปหมด

“ยัยทาส”

ข้างหูที่พร่าเลือนแว่วเสียงใครบางคนเรียกเธอ ในโลกใบนี้ คนที่เรียกเธอแบบนั้นมีเพียงคนเดียวเท่านั้น

เอน็อค ซอร์เซอร์ เสียงของเอน็อคไหลรินเข้าสู่โสตประสาทของเซร่าอย่างนุ่มนวลโดยไม่ผิดเพี้ยนไป ต่างจากเสียงรบกวนอื่นๆ ทั้งหมดที่รังแต่จะทำให้เธอเจ็บปวด เขาราวกับคนที่รู้อยู่แล้วว่าสติของเซร่ายังตื่นอยู่ จึงทิ่มแทงเข้าประเด็นหลักทันทีโดยไม่ต้องตรวจดูอาการให้มากความ

“เขาว่าเธอจะตายแล้วนะ”

น้ำเสียงที่ไม่รู้สึกเสียดายหรือเห็นใจแม้แต่น้อย กำลังถ่ายทอดข่าวร้ายที่น่าเวทนาที่สุดในโลกมาให้

“ฮะ...?”

ความตายที่แทบจะเป็นการแจ้งให้ทราบล่วงหน้านี้ทำให้เสียงครางเล็ดลอดออกมาจากปากของเซร่า แม้ปากจะบ่นประชดว่าให้ฆ่าทิ้งเสียยังดีกว่า แต่เธอก็ไม่ได้อยากตายจริงๆ สักหน่อย

“เธอคิดว่าไงล่ะ”

ตอนนั้นเอง จู่ๆ เอน็อคก็ถามความคิดเห็นของเธอขึ้นมาอย่างไร้ปี่มีขลุ่ย

“อือ...?”

เซร่าที่จับเจตนาของคำถามไม่ได้พยายามลืมเปลือกตาขึ้นอย่างยากลำบาก ผ่านสายตาอันพร่ามัว เธอแลเห็นเอน็อคที่กำลังเท้าคางอยู่ข้างเตียงพลางก้มมองตนเองอยู่ เขาสบตากับเธอในทันทีราวกับจ้องมองเซร่าอยู่นานแล้ว เอน็อคเอ่ยถามขณะสบประสานสายตากับดวงตาสีอเมทิสต์ที่แหงนมองตนอยู่ตรงๆ

“อยากมีชีวิตอยู่ไหม” “อะ... ไร...”

หัวคิ้วของเซร่าขมวดมุ่นเข้าหากันเล็กน้อยกับคำถามนั้น คนกำลังเจ็บเจียนตายอยู่ตรงหน้าแท้ๆ ยังจะมาถามอะไรแบบนี้อีก

“กะ... ก็แน่ ฮะ... ถาม... อะไร...”

เซร่าพึมพำถ้อยคำที่ไม่รู้ว่าเป็นเสียงครางหรือคำตอบ เพื่อจะสื่อว่าถามเรื่องที่มันแน่อยู่แล้วทำไม เพราะไม่มีส่วนใดในร่างกายขยับได้ดั่งใจ การจะเปล่งถ้อยคำสั้นๆ แค่นั้นจึงทำให้ออกเสียงไม่ชัดอยู่เรื่อย สำหรับเธอแล้ว คำถามพรรค์นั้นไม่ต้องถามก็รู้คำตอบ เธอคือคนที่อยากมีชีวิตรอดอยู่เสมอ มากกว่าใครๆ ไม่ใช่แค่ในตอนนี้ ทว่าทั้งหลังตกนรก หรือกระทั่งก่อนหน้านั้น นานแสนนานมาแล้วตลอดมา...

“ความคิดเธออาจจะไม่เหมือนกันก็ได้นี่”

ในทางกลับกัน เอน็อคกลับมีท่าทีราวกับจะบอกว่าตนก็คิดแบบนั้นได้ไม่ใช่หรือไง ทำไมต้องทำหน้าแบบนั้นด้วย แม้จะเป็นน้ำเสียงที่ไม่เจือความประสงค์ร้ายเลยแม้แต่น้อย ทว่าในมุมมองของเซร่า มันเป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อจนชวนให้สงสัยว่าเขาแกล้งทำหรือเปล่า

การที่อยู่ต่อหน้าคนที่กำลังเจ็บปวดทรมาน แล้วดันคิดว่าไหนๆ ก็ไหนๆ เธออาจจะอยากตายขึ้นมาก็ได้ ลองถามดูหน่อยดีกว่า แถมยังเอาความคิดนั้นมาถามจริงๆ อีก ไม่ใช่กำลังล้อกันเล่นใช่ไหมเนี่ย...

“พูด... หมา...”

อย่ามาพูดหมาๆ น่า จริงๆ เลย เซร่าขมวดคิ้วมุ่นจนยับย่นแล้วระเบิดความหงุดหงิดออกมาอย่างสุดกลั้น

หลังจากแสดงเจตจำนงได้ชัดเจนยิ่งกว่าสิ่งใด เธอก็หลับตาที่อุตส่าห์ฝืนลืมขึ้นลงแน่นอีกครั้ง ลำพังแค่ทรมานเจียนตายก็แย่พออยู่แล้ว การที่เอน็อคคอยบั่นทอนสมาธิของเธอด้วยเรื่องไร้สาระพรรค์นั้นมันช่างน่ารำคาญสิ้นดี

การคุยกันเพียงชั่วครู่คงสร้างภาระให้ร่างกายมากเกินไปหรืออย่างไร ทันทีที่หลับตาลง เซร่าก็สัมผัสได้ถึงความมึนงงราวกับสติกำลังถูกดูดกลืนลงไปในความมืดมิดอันดำสนิท สติสัมปชัญญะพร่าเลือนไปในชั่วพริบตา ความรู้สึกเจ็บปวดค่อยๆ เลือนรางห่างออกไป

อ่า ในที่สุดก็จะได้สลบไปเสียที ท่ามกลางความรู้สึกผ่อนคลายราวกับกำลังจมลงสู่น้ำ เซร่าจึงปล่อยสติสัมปชัญญะให้ลอยล่องไปตามกระแสนั้นอย่างแผ่วเบา

“ถ้าอย่างนั้น—”

ทว่า เมื่อได้ยินคำพูดของเอน็อคที่ลอยเข้าหูตามมาในเวลาต่อมา

“ให้ฉันช่วยชีวิตไหม?”

เซร่าก็จำต้องโยนสิ่งที่ตัวเองปรารถนาถึงเพียงนั้นทิ้งไปด้วยมือของตัวเอง

“อือ...?”

เมื่อได้ยินข้อเสนอที่ชวนให้หูผึ่งขึ้นมาโดยสัญชาตญาณ เซร่าจึงเหนี่ยวรั้งสติที่จวนเจียนจะขาดผึงเอาไว้ เธอฝืนยกเปลือกตาอันหนักอึ้งขึ้นแล้วจ้องมองเอน็อคนิ่ง

“อยากให้ช่วยชีวิตเหรอ?”

เอน็อคแย้มยิ้มอย่างสบายอารมณ์พลางเอ่ยถามซ้ำอีกครั้ง มันเป็นน้ำเสียงที่เบาหวิวเกินทนเมื่อเทียบกับน้ำหนักของประโยคนั้น ราวกับกำลังถามเด็กแถวบ้านว่า ‘เอาลูกอมไหม?’ อย่างไรอย่างนั้น เขาแสดงท่าทีผ่อนคลายอย่างถึงที่สุดประหนึ่งว่าจะทำเรื่องนั้นให้สำเร็จเมื่อไรก็ได้ตามแต่ใจนึก

“อื... อื้อ...”

เซร่าที่ถูกความมั่นใจนั้นดึงดูดพยักหน้าให้ชัดเจนขึ้นอีกนิด แววตาที่ฉ่ำเยิ้มและพร่าเลือนเพราะพิษไข้ปรากฏประกายประหลาดขึ้นมาวูบหนึ่ง แม้จะไม่รู้ว่าคำพูดนั้นเป็นเรื่องจริงหรือไม่ แต่หากเอน็อคมีพลังเช่นนั้นจริง ต่อให้ต้องเลียฝ่าเท้าของเขา เธอก็อยากจะคว้ามันมาให้ได้

โทษทัณฑ์ที่เหลืออยู่ของเธอคือสี่ร้อยล้านปี หนทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล เธอไม่อาจกลับไปยังนรกทั้งแบบนี้ได้ เซร่ารู้สึกปรารถนาอย่างแรงกล้า

“ต่อให้ต้องใช้วิธีไหนก็ตามน่ะเหรอ?”

ความปรารถนาอันแรงกล้านั้นทำให้วิจารณญาณของเธอพร่ามัว เซร่าไม่อาจล่วงรู้ถึงความหมายลึกซึ้งที่ซ่อนอยู่ในคำถามสุดท้าย จึงได้แต่พยักหน้าตอบรับไปแต่โดยดี

“…อื... อื้อ...” “ตกลง”

ถึงตอนนั้นเอน็อคจึงค่อยยิ้มอย่างพึงพอใจ สีหน้าของเขาดูปลอดโปร่งโล่งอกราวกับคนที่ล่อเอาคำตอบที่ตัวเองต้องการออกมาได้ทั้งหมดแล้ว

“เธอเองก็ยินยอมแล้วอย่างชัดเจนนะ?”

ในชั่วพริบตาที่เซร่ารู้สึกสังหรณ์ใจว่ามีบางอย่างผิดปกติจากสีหน้าที่ดูอารมณ์ดีของเอน็อค

“……?”

เอน็อคก็โน้มศีรษะลงมาหาเซร่า ริมฝีปาก... ประกบแนบชิดกัน

[นิยาย] เมื่ออดีตชาติ ฉันเคยขายชาติมาแล้วค่ะจบตอน 34
อ่านตอน 35 ต่อ
อ่านตอนล่าสุดได้ที่ลงถึงตอน 344
↗Readtoon
☆ ให้คะแนน / เขียนรีวิวเรื่องนี้

ความคิดเห็นตอนนี้

กำลังโหลดความเห็น...

ดูความเห็นทุกตอนของเรื่องนี้
‹ ตอน 33กลับหน้าเรื่อง
ตอน 33ตอน 35