“[นิยาย] เมื่ออดีตชาติ ฉันเคยขายชาติมาแล้วค่ะ” มีฉากหรือเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่ กดยืนยันเพื่อเข้าชม เว็บจะจำไว้ในเบราว์เซอร์นี้
ตอนที่ 44
ทั้งที่ตัวติดกันตลอดทั้งวันแท้ๆ แต่ไม่รู้ว่ามีอะไรให้อาลัยอาวรณ์นักหนา ยามราตรีที่มืดสงัดเป็นพิเศษ เอน็อคมักจะบอกให้เซร่ากอดเขาแน่นๆ บ้างละ หรือไม่ก็บอกให้ลูบหัวให้บ้างละ
“แก่กะโหลกกะลาขนาดนี้แล้วยังจะชอบอะไรแบบนี้อีก……”
ทุกครั้งเซร่าได้แต่บ่นพึมพำกระปอดกระแปดแต่ก็ยอมทำตามคำขออย่างเสียไม่ได้ นั่นเพราะหากยอมตามใจให้เขาออดอ้อน วันรุ่งขึ้นเขาก็จะยอมมีเซ็กซ์ด้วยอย่างค่อนข้างอ่อนโยนราวกับจะให้รางวัล
ทว่าหากถามว่าการร่วมหลับนอนกันจนเอียนขนาดนี้ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองดีขึ้นบ้างไหม นั่นถือเป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง
“อย่ากลั้นเสียงสิ ยังไงฉันก็รู้อยู่แล้วว่าเธอฟินจนแทบตาย” “อื้ม……!” “อา— หรือว่าชอบเสียงแฉะๆ ล่ะ? พอเธอเงียบ เสียงน้ำไหลเยิ้มมันเลยยิ่งดังชัดขึ้นไปอีก—” “อ๊า! ฮึก จริงๆ เลย! พอสักที! เงียบปากไปเลย นะ อ๊าง!”
เอน็อคหาเศษหาเลยกระซิบถ้อยคำลามกสกปรกข้างใบหูของเซร่าทุกครั้งที่มีโอกาสเพื่อทำให้จิตใจของเธอแปดเปื้อน หนามแหลมคมที่ซึมแทรกอยู่ระหว่างถ้อยคำเหล่านั้นบ่งบอกได้ชัดเจนว่าคำพูดพวกนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อปลุกเร้าอารมณ์เซ็กซ์เพียงอย่างเดียว
ท่านวีรบุรุษผู้สูงส่งผลักไสทาสสาวผู้น่าสงสารให้ดิ่งลงสู่ก้นบึ้งแห่งความสุขสม ก่อนจะประณามใส่เธอที่กำลังทำตัวไม่ถูกว่า ฉันกำลังรักษาเธออยู่แท้ๆ แล้วทำไมเธอถึงมานั่งเสียวซ่านอยู่คนเดียว เซร่าก็ปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นแบบนั้น เอน็อคจึงยิ่งขยับเอวใส่อย่างป่าเถื่อนพลางต่อว่ากลับมาว่าแล้วไอ้สิ่งที่กำลังตอดรัดแก่นกายของเขาอยู่เนี่ยมันคือของใครกันล่ะ และนั่นก็ทำให้เซร่าต้องพูดไม่ออกเพราะร่างกายที่ไม่ยอมฟังคำสั่งของตัวเอง
เอน็อคเพลิดเพลินกับการเฝ้ามองสภาพอันทุกข์ทรมานของทาสสาวที่ทั้งร่างกายและจิตใจต้องแปดเปื้อนเพราะตน
พอมองใบหน้าเจ้าเล่ห์แสนกลนั่นแล้ว นอกเหนือจากความเข้ากันได้ของร่างกายที่เริ่มแนบแน่นขึ้นทุกวันๆ ก็มีความรู้สึกอยากจะชกหน้าเขาสักหมัดผุดวาบขึ้นมาอย่างจริงจัง
‘ขืนเป็นแบบนี้ต่อไป ฉันจะไม่โดนสูบพลังชีวิตจนตายหรอกเหรอ…?’
ระหว่างที่หลับๆ ตื่นๆ ไปพร้อมกับความกังวลว่าหากทำต่อไปเรื่อยๆ แบบนี้ ตัวเองอาจจะต้องตายคาเตียงเข้าสักวัน วันหนึ่ง……
‘รอดแล้ว’
เซร่าที่ลืมตาตื่นขึ้นมารับรู้ได้โดยสัญชาตญาณว่าร่างกายของตนหายเป็นปกติแล้ว
“…….”
เธอลองขยับมือดูเพื่อทดสอบ ความหนักอึ้งประหลาดที่เคยกดทับร่างกายยามตื่นนอนแม้ว่าเอน็อคจะอยู่ข้างๆ ได้อันตรธานหายไปจนหมดสิ้น
หายดีแล้วจริงๆ ด้วยเหรอเนี่ย…? เซร่าตาเป็นประกายด้วยความซาบซึ้งใจกับสภาพร่างกายอันแสนสบายตัวที่ได้กลับคืนมาในรอบหลายวัน
“อา”
จากนั้นสายตาก็พลันประสานเข้ากับเอน็อคที่นอนอยู่ข้างๆ ราวกับเป็นเรื่องปกติ เขาที่นอนตะแคงหันหน้ามาทางเซร่ากำลังใช้มือข้างหนึ่งเท้าคางไว้ เอน็อคซึ่งอวดเรือนร่างเปลือยเปล่าไร้สิ่งปกปิดอย่างไม่สะทกสะท้านกำลังก้มมองเซร่าด้วยสายตาที่จมดิ่งอยู่ในห้วงความคิด
คือว่านะ ถ้ายกตัวอย่างก็ประมาณว่า จะฆ่ายัยนี่ทิ้งดี หรือจะไว้ชีวิตดี ใบหน้าของเขาดูคิดหนักอยู่เช่นนั้น
“ไว้ชีวิตฉันเถอะค่ะ”
คำขอชีวิตที่หลุดพรวดออกไปทันทีนั้นแทบจะเป็นปฏิกิริยาตามสัญชาตญาณ เอน็อคแสยะยิ้มเยาะมุมปากราวกับจะถามว่ามาพูดอะไรเอาป่านนี้
“บอกแล้วไงว่าไม่ฆ่าน่ะ?” “……ก็เห็นทำสีหน้าเหมือนกำลังคิดแบบนั้นอยู่นี่คะ” “…….”
เธอแค่ลองพูดหยั่งเชิงดูเผื่อไว้ แต่เอน็อคกลับไม่คิดจะปฏิเสธ เซร่าที่อ่านความหมายของการยอมรับผ่านความเงียบนั้นออกจึงยอมหุบปากเงียบกริบแต่โดยดี ไม่กล้าทำซ่าอีกต่อไป
“พูดมาสิ”
ตอนนั้นเองที่เอน็อคจู่ๆ ก็บอกให้เธอพูดอะไรบางอย่างออกมา ไม่จำเป็นต้องถามเลยว่า ‘พูดอะไร?’ เพราะเรื่องที่เซร่าอยากจะพูดมาตลอดและเป็นเรื่องที่เอน็อคไม่ยอมรับฟังมาโดยตลอดนั้นมีอยู่เพียงเรื่องเดียว
ในที่สุดเจ้านายผู้เจ้าคิดเจ้าแค้นอย่างร้ายกาจก็ยอมเปิดโอกาสให้ทาสตัวแสบได้แก้ตัวเสียที เซร่าเตรียมพร้อมรับมือเผื่อว่าจะโดนขัดคอขึ้นมากลางคันอีก จึงเลือกเปิดประเด็นด้วยใจความสำคัญอย่างสั้นกระชับและตรงจุดตั้งแต่แรก
“ฉันไม่ได้ตั้งใจจะผลักนายท่านเลยจริงๆ นะคะ!”
คิ้วของเอน็อคกระตุกไหว
“แล้วยังไง?” “เดิมทีฉันตั้งใจจะกระโจนเข้าไปเองแท้ๆ……” “……อะไรนะ เดี๋ยวสิ”
ทันทีที่เธอตั้งท่าจะร่ายยาวต่อ เอน็อคก็ส่งเสียงห้ามไว้ เขาขมวดคิ้วมุ่นจนยับยู่ยี่ราวกับได้ยินเรื่องที่ไม่น่าฟังที่สุด ก่อนจะคาดคั้นด้วยน้ำเสียงดุดัน
“ที่เธอพูดนั่นเรื่องจริงเหรอ” “จริงสิคะ”
เซร่ารีบพยักหน้ารับอย่างรวดเร็วด้วยสีหน้าบริสุทธิ์ผุดผ่อง
แน่นอนว่าโกหกทั้งเพ เซร่าเล็งเป้าไปที่เอน็อคอย่างแม่นยำและผลักเขาไปยังจุดที่ต้องการอย่างไม่ผิดเพี้ยน ตอนนั้นเธอหน้ามืดตามัวเพราะอยากปกป้องโทษทัณฑ์ของตัวเอง เป้าหมายเดียวในหัวคือการผลักหมอนี่ออกไปเพื่อคลุมระเบิดไว้ก่อน
ตลอดกระบวนการนั้นไม่มีคำว่าพลาดพลั้งเลยแม้แต่น้อย
“ร่างกายของผู้บุกรุกมันพองโตขึ้นมาจนดูออกทันทีว่าเป็นระเบิด ฉันก็เลยพุ่งเข้าไปเพราะคิดว่าจะต้องปกป้องนายท่านให้ได้ แต่ว่า-.”
ทว่าในยามนี้ เซร่ากลับแสร้งสวมบทบาทเป็นทาสผู้จงรักภักดี ทำราวกับไม่เคยมีความคิดอกุศลเช่นนั้นอยู่ในหัวเลยแม้แต่นิดเดียว
“ฉันดันก้าวขาพลาดไปหน่อยน่ะค่ะ……” “…….” “ตอนนั้น ตกใจแทบแย่แหนะค่ะ……” “…….”
แม้คำชี้แจงจะเปี่ยมล้นไปด้วยจิตวิญญาณแห่งการเสียสละยิ่งกว่าการอุทิศตนเสียอีก แต่ท่านเจ้านายกลับไม่มีทีท่าว่าจะยินดีปรีดาเลยสักนิด
ก็แหงล่ะ ทั้งเอน็อคและเซร่าต่างรู้แก่ใจดีว่าพฤติกรรมตามปกติของเธอมันไม่ได้ดีเด่นพอที่จะกล้าเอ่ยคำว่าอุทิศตนหรือเสียสละออกมาได้
นายก็ว่ามันไร้สาระใช่ไหม ฉันก็ว่ามันไร้สาระเหมือนกัน เซร่ารู้สึกละอายใจที่ตัวเองต้องมาปั้นคำพูดขัดกับสันดานเดิมที่เคยแสดงออกไปอย่างสิ้นเชิง
ไม่ใช่ว่ารู้สึกผิดต่อมโนธรรมอะไรหรอก แต่เป็นเพราะสมเพชตัวเองที่ต้องมาเค้นคำโกหกพรรค์นี้ออกมาต่างหาก เธอโกหกได้เนียนกว่านี้ตั้งเยอะ การที่ไม่อาจแสดงฝีมือที่แท้จริงออกมาได้มันช่างน่าเจ็บใจเหลือเกิน
ทว่าในขณะเดียวกัน เธอก็มั่นใจ มีเพียงวิธีนี้เท่านั้นที่จะตัดวงจรอุบาทว์ความเจ้าคิดเจ้าแค้นของเอน็อค ซอร์เซอร์ที่วนเวียนไม่รู้จบราวกับแถบเมอบิอุสลงได้ ไอ้หมอนี่มีความหลงตัวเองสูงเทียมฟ้า หากเธอยืนกรานว่ายอมเอาตัวเข้าแลกเพื่อเขาจนเกิดความผิดพลาดขึ้นมา มันก็คงเลิกคิดจะแอบฆ่าเธอทิ้งเหมือนอย่างเมื่อกี้แล้ว
“…ดีจริงๆ เลยนะคะที่นายท่านปลอดภัย”
หลังจากคำนวณทุกอย่างในหัวเสร็จสรรพ เซร่าก็เหลือบมองดูสีหน้าของเอน็อค
“…….”
สีหน้าของเอน็อคเรียบเฉยสนิทจนเดาไม่ออกว่ากำลังคิดอะไรอยู่ เซร่าเริ่มสังหรณ์ใจถึงความล้มเหลว แต่เธอก็ยังไม่ยอมปล่อยสายใยแห่งความหวังเส้นสุดท้ายไป และประสานสายตากับเขาอย่างอาจหาญ
หลังจากเวลาผ่านไปเนิ่นนาน-
“อ๋อ-”
เอน็อคส่งสัญญาณแห่งความเข้าใจกลับมาอย่างช้าเหลือเกิน เขาพยักหน้าช้าๆ ราวกับคนที่เพิ่งบรรลุสัจธรรมอันลึกซึ้ง
“เรื่องมันเป็นอย่างนี้นี่เองสินะ”
จากนั้นเขาก็หยีตายิ้มออกมาอย่างงดงาม
“ไม่ยักรู้มาก่อนเลยนะ” “……?” “ว่ายัยทาสของฉันจะชอบฉันขนาดนี้” “เอ่อ…… คะ?”
เซร่าที่เผลอเคลิ้มมองใบหน้าสะกดวิญญาณนั่นไปชั่วครู่เอ่ยถามย้ำช้าไปหนึ่งจังหวะ
ฉันฟังผิดไปรึเปล่านะ เซร่าสงสัยหูตัวเองพลางรอฟังคำตอบของเอน็อคด้วยสายตาที่ราวกับกำลังมองคนบ้า
“กะแล้วเชียว ที่ผ่านมาคงเขินจนเผลอทำตัวเหวี่ยงใส่ไปงั้นสินะ” “……?”
เอน็อคทำเป็นมองไม่เห็นสีหน้านั้นแล้วพูดต่อไปอย่างลื่นไหล ดวงตาทั้งสองข้างที่ยังคงรอยยิ้มงดงามไว้เป็นประกายวิบวับราวกับคนที่ซาบซึ้งใจเสียเต็มประดา
“ยอมสละแม้กระทั่งชีวิตเพื่อฉันเนี่ย ช่างโรแมนติกจังเลยนะ” “……เอ่อ” “สดใหม่จริงๆ ยัยทาส เพิ่งเคยเจอคนแบบเธอเป็นครั้งแรกเลย” “……เอ่อออ”
เอน็อคบรรจงตกแต่งเจตนาของเซร่าอย่างราบรื่นราวกับชโลมน้ำมันไว้บนลิ้น เพียงเท่านั้นบรรยากาศที่ตึงเครียดราวกับเดินอยู่บนแผ่นน้ำแข็งบางๆ ก็พลันอบอุ่นชื่นมื่นขึ้นมาทันตา
การสนทนาที่ไหลลื่นเกินคาดทำให้เซร่ากลับแสดงสีหน้ากระอักกระอ่วนใจขึ้นมาเสียแทน แม้เธอจะพูดยกยอปอปั้นเพื่อหวังจะเอาใจเอน็อคไม่ว่าจะทางใดก็ตาม แต่เรื่องราวกลับไหลไปในทิศทางที่ดีเกินกว่าที่ตั้งใจไว้มากโข
เธอรู้สึกได้ว่ามีบางอย่างกำลังผิดฝาผิดตัว ทว่าการตีความของเอน็อคมันช่างสมบูรณ์แบบและงดงามเกินไปจนเธอไม่กล้าแตะต้อง ได้แต่อึกอักอ้ำอึ้งอยู่คนเดียว
และแล้ว ในตอนที่เอน็อคผูกโบปิดท้ายชิ้นงานอย่างงดงาม
“ถ้างั้นจากนี้ไป คำสั่งของฉันเธอคงยอมทำตามแบบหัวปักหัวปำเลยสินะ?”
เซร่าก็แทบจะกลายร่างเป็นสุนัขผู้ซื่อสัตย์ที่ยอมนอนหงายท้องให้เอน็อคไปเสียแล้ว
“……เอ้ออ”
สัญชาตญาณสัตว์ป่ารั้งไม่ให้เซร่าพยักหน้า เธอทำได้เพียงพึมพำอ้อมแอ้มโดยไม่ยอมตอบรับทันควัน พลันรอยยิ้มของเอน็อคก็อันตรธานหายไปราวกับเรื่องโกหก
“ทำไม ไม่ใช่เหรอ”
แปลว่าโกหกงั้นสิ? สายตาเย็นเยียบดิ่งลงกระทบใบหน้าของเธอ เซร่าเพิ่งตระหนักได้เดี๋ยวนั้นเองว่าตนเองกำลังจนมุมเข้าให้แล้ว
“……ใช่ค่ะ ถ้าเป็นคำสั่งของนายท่านล่ะก็ ฉันยอมหัวปัก…… หัวปำอยู่แล้วค่ะ……” “รู้สึกได้เลยแฮะ”
เมื่อได้ยินคำตอบของเธอ เอน็อคก็ฮัมเพลงออกมาอย่างอารมณ์ดี แม้เธอจะไม่ได้ถามเพราะไม่อยากรู้ว่ารู้สึกอะไร แต่เขาก็ยังอุตส่าห์เปิดเผยความรู้สึกในใจออกมาเอง
“ฉันว่าฉันยกโทษให้เธอได้แล้วล่ะ”
คนที่เคยบอกว่าไม่มีการให้อภัยบนโลกนี้กลับเอ่ยคำนั้นออกมาอย่างไม่ลังเล อ่า พอต้องเผชิญหน้ากับรอยยิ้มอันอบอุ่นนั่น เสียงอุทานแผ่วเบาก็เล็ดลอดออกมาจากปากของเซร่า
“มาจับมือกันเถอะ ยัยทาส”
เอน็อคกดเสียงลงต่ำอย่างอ่อนโยนก่อนจะเป็นฝ่ายยื่นมือไปหาเซร่าก่อน
“…….”
ทั้งที่เป็นการประกาศสงบศึกที่เฝ้ารอคอยมาตลอด ทว่าเซร่ากลับไม่รู้สึกดีใจเลยสักนิด สติสัมปชัญญะที่กลับมาแจ่มชัดหลังหายป่วยสนิทกำลังกรีดร้องลั่นว่าห้ามจับมือนั่นเด็ดขาด
“จับสิ เร็วเข้า”
แต่ก็ต้องทำ
“ฮะๆ……”
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับรอยยิ้มเจิดจ้าดั่งแสงตะวันแผดเผาที่แทบจะทะลุทะลวงร่าง เซร่าจึงจำต้องฝืนดึงมุมปากขึ้นหัวเราะแห้ง
เธอเอื้อมมือไปกุมมือเอน็อคเอาไว้อย่างเก้ๆ กังๆ และตัดสินใจยอมรับความพ่ายแพ้แต่โดยดี ณ จุดนี้ ในวินาทีนี้ ในสถานการณ์นี้ ในช่วงเวลานี้…….
ว่าแท้จริงแล้วเอน็อค ซอร์เซอร์ตลบตะแลงเก่งกาจกว่าตนเองเสียอีก
กำลังโหลดความเห็น...