“[นิยาย] เมื่ออดีตชาติ ฉันเคยขายชาติมาแล้วค่ะ” มีฉากหรือเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่ กดยืนยันเพื่อเข้าชม เว็บจะจำไว้ในเบราว์เซอร์นี้
ตอนที่ 62
หมอกชื้นลอยเอื่อยเข้ามาจนถึงใต้ฝ่าเท้า พื้นที่ซึ่งสร้างขึ้นจากหินอ่อนสีขาวบริสุทธิ์นั้นดูผุดผ่องราวกับสถานที่สำหรับบูชาเทพเจ้า
สิ่งที่ทำให้ที่แห่งนั้นแตกต่างจากวิหารทั่วไปคือ ตรงตำแหน่งที่ควรประดิษฐานเทวรูปกลับมีมนุษย์ที่ยังมีชีวิตนั่งอยู่
ชายผู้นั้นอยู่ตรงจุดที่จะไปถึงได้ก็ต่อเมื่อก้าวผ่านเสาแปดต้นและบันไดแปดขั้น เก้าอี้ที่เขาเอนกายพิงอยู่อย่างสบายอารมณ์สลักขึ้นจากทองคำบริสุทธิ์ไร้สิ่งเจือปน
ในวิหารที่มีรูปลักษณ์สำรวมและประณีต ความหรูหราที่ชวนให้นึกถึงบัลลังก์กษัตริย์นั้นจึงดูแปลกแยกอยู่เพียงลำพัง
ทว่าประกายแสงเจิดจ้าของทองคำนั้น หากเทียบกับชายที่นั่งอยู่เบื้องบนแล้วก็ไม่ได้งดงามเปล่งปลั่งเท่าใดนัก เปลวเพลิงสีน้ำเงินเข้มลุกโชติช่วงขึ้นจากกระถางกำยานที่ตั้งอยู่ขนาบสองข้างที่นั่งระดับสูง
แสงสว่างที่แฝงพลังอัปมงคลไล้ผ่านเสี้ยวหน้าของเขา เงามืดที่แปรเปลี่ยนไปทุกชั่วขณะสั่นไหววูบวาบอยู่บนผ้าปิดตาที่บดบังดวงตาของชายหนุ่มเอาไว้
แม้จะถูกผ้าปิดตาบดบังไว้ แต่เพียงได้เห็นสันจมูกโด่งตรง แนวกรามคมคาย และริมฝีปากที่ได้รูปสวย ก็รู้ได้ทันทีว่าใบหน้าที่ซ่อนอยู่ข้างใต้นั้นต้องงดงามอย่างแน่นอน
ผิดกับใบหน้าที่ประณีตงดงาม ชายหนุ่มกลับมีเรือนร่างที่ค่อนข้างบึกบึน บนไหล่ที่ผึ่งผายกำยำ มือใหญ่โต และท่อนแขนที่โผล่พ้นชายเสื้อ ต่างเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจากการถูกดาบแทงและกรีดฟันอย่างหนาแน่น
เส้นผมสีน้ำเงินเข้มเนื้อละเอียดทิ้งตัวยาวลงมาราวกับน้ำตกจนถึงปลายเท้า โอบล้อมเรือนร่างอันกำยำนั้นไว้ เส้นผมที่สะท้อนกับเปลวเพลิงสีดำดูราวกับทะเลราตรีที่กำลังพลิ้วไหว
ชายผู้โอบล้อมด้วยทะเลราตรีช่างดูลึกลับและเงียบสงบ เขากำลังเท้าคางเอนตัวพิงอยู่ ปล่อยวางร่างกายของตนไว้อย่างตามสบาย
ถึงกระนั้น อากาศและสายลม ฟ้าและดิน ทองคำที่คงเคยเปี่ยมด้วยเกียรติยศของใครบางคน และเปลวเพลิงอัปมงคลรอบด้าน ล้วนกลั้นหายใจด้วยความเกรงขามภายใต้แรงกดดันจากตัวตนอันเด่นชัดของเขา
การที่เขานั่งอยู่ตรงนั้นทำให้ทองคำที่เจิดจ้าจนเกินพอดีกลายเป็นบัลลังก์ และการที่เขาอยู่ที่นี่ทำให้วิหารไร้เจ้าของกลายเป็นท้องพระโรงอันสง่างามและน่าเกรงขาม
ท้องพระโรงที่เงียบสงบราวกับเวลาหยุดหมุนพลันมีเสียงฝีเท้าดังขึ้น เป็นย่างก้าวที่ดูสุขุมทว่าก็สัมผัสได้ถึงความเร่งร้อนอย่างชัดเจน หนึ่ง สอง สาม สี่... ชายหนุ่มนับเสียงฝีเท้าในใจ อีกฝ่ายที่ก้าวเข้ามาได้ยี่สิบห้าก้าวก็หยุดยืนลง
“ท่านมหาปราชญ์”
เสียงเรียกขานเขา ช่างน่าเสียดายที่ชายหนุ่มล่วงรู้คำพูดที่อีกฝ่ายจะเอ่ยตั้งแต่นานก่อนที่เขาจะมาถึงเสียแล้ว
มหาปราชญ์จึงตัดสินใจช่วยลดทอนความเหนื่อยยากในการเอ่ยคำที่ตนรู้อยู่แล้ว
“ว่าอย่างไร มาแจ้งข่าวเรื่องที่ล้มเหลวงั้นหรือ...?” “...!”
แม้ดวงตาจะมองไม่เห็น แต่เขาก็สัมผัสได้ว่าแผ่นหลังของผู้ที่หมอบกราบอยู่แข็งเกร็ง กลิ่นอายแห่งความหวาดกลัวเจือปนในอากาศ อีกฝ่ายโขกหน้าผากที่แตะพื้นอยู่แล้วลงกับพื้นเสียงดังตึง
“มะ-ไม่มี... หน้าจะพบท่านแล้วขอรับ”
คำพูดพรรค์นั้นใครก็พูดได้ มหาปราชญ์จึงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่ไม่แยแสเรื่องไร้สาระแบบนั้น
“เหตุผลล่ะ”
สิ่งสำคัญคือเหตุใดเรื่องราวจึงลงเอยด้วยผลลัพธ์เช่นนั้น เมื่อมหาปราชญ์ถาม ชายคนนั้นก็รีบแก้ตัวอย่างร้อนรน
“คือว่า... ทางเราตั้งใจจะร่ายคำสาปใส่เป้าหมายตามแผนการขอรับ ทว่าคาดไม่ถึงว่าเอน็อค ซอร์เซอร์จะปรากฏตัวขึ้นมาเสียก่อน...”
เอน็อค ซอร์เซอร์ ริมฝีปากของมหาปราชญ์พลันแข็งค้างเมื่อได้ยินชื่อที่แทรกเข้ามาอย่างผิดช่วงเวลา
“...ชายคนนั้นอยู่ที่เฮตาร์ดินงั้นหรือ”
เมื่อเขาเผยความสนใจ ชายที่หมอบอยู่แทบเท้าก็รีบรายงานอย่างละเอียดด้วยน้ำเสียงร้อนรน ทว่าแม้จะพูดออกไป น้ำเสียงนั้นกลับไร้ความมั่นใจอย่างยิ่ง
“ขอรับ ได้ยินว่าเขาพาทาสคนหนึ่งมุ่งหน้าไปถึงเฮตาร์ดิน จากรายงานของผู้ที่ถูกส่งไปประจำยังหมู่บ้าน แจ้งว่าเขามีเงินที่ต้องรับ เลย... ไปเพื่อรับเงินนั้นขอรับ...”
เหอะ... เสียงถอนหายใจอย่างเหลือเชื่อเล็ดลอดออกมาจากปากของมหาปราชญ์เมื่อได้ยินเหตุผลที่ดูซอมซ่อไร้สาระจนน่าขัน
“คนที่ตลอดสองร้อยปีที่ผ่านมาไม่เคยขยับเขยื้อนไปไหนเลยเนี่ยนะ...”
นิ้วมือขาวเรียวยาวเคาะลงบนที่เท้าแขนเป็นจังหวะ ป๊อก ป๊อก ด้วยปลายนิ้ว
“เคลื่อนไหวเพียงเพราะเรื่องเงินงั้นหรือ...”
มันเป็นข่าวที่ฟังดูไร้สาระเกินกว่าจะปักใจเชื่อได้ในทันที ป๊อก ป๊อก เสียงมหาปราชญ์เคาะที่เท้าแขนยังคงดังต่อเนื่อง ชายหนุ่มที่จับเจตนาคลุมเครือนั้นได้จึงรีบแสดงความกระตือรือร้นออกมา
“จะให้ข้าไปสืบสาวราวเรื่องที่กิลด์ซิกนัสต่ออีกสักหน่อยไหมขอรับ”
มหาปราชญ์ส่ายหน้าโดยไม่เสียเวลาคิด
“...ไม่ต้อง ปล่อยไว้เช่นนั้น”
ชายผู้หยุดปลายนิ้วลงยื่นแขนออกไปในอากาศ มันเป็นท่วงท่าที่ราวกับกำลังเตรียมที่เกาะให้แก่เหยี่ยวที่ตนปล่อยบินออกไป
“……?”
ชายที่เงยหน้ามองมหาปราชญ์อยู่เผยสีหน้ากังขา เพราะผู้เป็นนายที่ตนรับใช้คล้ายกำลังออกคำสั่งบางอย่าง ทว่าตนกลับไม่อาจล่วงรู้ได้ว่าท่านต้องการสิ่งใด
ทันใดนั้น ควันสีดำที่ลอยละล่องมาตามสายลมก็พลิ้วไหวราวกับกำลังร่ายรำ ก่อนจะร่อนลงแตะบนแขนของมหาปราชญ์ เริ่มต้นจากสิ่งนั้น ควันปริมาณมหาศาลก็เริ่มไหลทะลักผ่านบานหน้าต่างที่เปิดทิ้งไว้เข้ามา
สิ่งที่ลอยเข้ามาจากทุกทิศทางพุ่งตัดผ่านวิหารสีขาวบริสุทธิ์ตรงเข้ามารวมตัวกันบนแขนที่มหาปราชญ์ยื่นออกไป
พวกมันที่รวมตัวกันยังจุดจุดหนึ่งจับตัวเป็นก้อนทรงกลม ก่อนที่
ชั่วพริบตาต่อมาจะเปลี่ยนรูปร่างเป็นนกแล้วกางปีกออก สิ่งที่เกาะอยู่บนแขนของมหาปราชญ์มีขนาดตัวเล็กกะทัดรัดไม่ถึงครึ่งหนึ่งของท่อนแขนเขาด้วยซ้ำ
ราวกับกำลังให้รางวัลแก่นกที่บินกลับมาหาตน มหาปราชญ์ลูบหัวเล็กๆ นั้นเบาๆ พลางพึมพำ เขาก้มหน้าเอียงคอมองไปทางนั้นราวกับเป็นคนที่มองเห็นรูปร่างของนกได้แม้จะสวมผ้าปิดตาอยู่ก็ตาม
“ขนาดนี้นี่ สิ่งที่ส่งไปกิลด์ซิกนัสคงกลับมาหมดแล้วสินะ” “...ขอรับ?”
ชายที่เข้าใจผิดคิดว่าพูดกับตนเบิกตากว้างพลันถามย้อน เขามองไปยังความว่างเปล่าด้วยสีหน้างุนงงราวกับมองไม่เห็นนกสีดำที่เกาะอยู่บนแขนของมหาปราชญ์
“ออกไปได้”
มหาปราชญ์ออกปากไล่คนที่มีตาแต่กลับมองไม่เห็นความจริง
“...เรื่องกิลด์ซิกนัส จะปล่อยไว้เช่นนั้นหรือขอรับ”
ราวกับประหลาดใจที่เรื่องจบลงง่ายๆ เช่นนี้ ชายคนนั้นจึงเอ่ยถามซ้ำเรื่องกิลด์ซิกนัสขึ้นมาอีกครั้ง มือของมหาปราชญ์ที่กำลังลูบนกในมือพลันชะงักลง
“…….”
เมื่อเขาหยุดนิ่ง บรรยากาศภายในห้องโถงก็พลันเย็นเยียบลงในพริบตา สัมผัสราวกับมีเข็มที่มองไม่เห็นทิ่มแทงเข้าสู่ผิวเนื้อทำให้ชายคนนั้นตระหนักถึงความผิดพลาดของตนเองได้ในเวลาต่อมาจนใบหน้าซีดเผือด
“…! ขะ ข้าพระองค์เสียมารยาทไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
ตึง! ตึง! ตึง! ชายผู้นั้นโขกศีรษะลงกับพื้นอย่างแรงจนเลือดไหลซิบเพื่อขอความเมตตาในที่สุด
“ทุกสิ่งล้วนอยู่ใต้หนามแห่งอันทาเรส…!”
เขาลุกขึ้นทำความเคารพด้วยสีหน้าอึดอัดแทบขาดใจ กลิ่นคาวเลือดโสโครกที่ไหลออกมาจากหน้าผากของเขาคละคลุ้งไปทั่ว มหาปราชญ์ที่เริ่มรู้สึกรำคาญจึงโบกมือไล่ราวกับปัดแมลงที่น่ารำคาญ
ชายคนนั้นรีบวิ่งพรวดพราดออกจากห้องโถงไปด้วยความกลัวว่าท่านมหาปราชญ์จะเปลี่ยนใจ
มหาปราชญ์เงี่ยหูฟังเสียงฝีเท้าที่ค่อยๆ ห่างออกไป พลางลูบหัวนกตัวน้อยที่ถูกละเลยไว้ครู่หนึ่ง
เสียงกระพือปีกพึ่บพั่บดังขึ้นข้างหูเขา ความรู้สึกพึงพอใจต่อสัญญาณนั้นทำให้รอยยิ้มอบอุ่นผุดขึ้นบนริมฝีปากของมหาปราชญ์
นกสีดำสนิทหลายสิบตัวบินร่อนลงมารายล้อมรอบกายเขาที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่อาจทราบ ท่วงท่าของพวกมันดูดุดันและมีขนาดใหญ่โตเกินกว่าจะเทียบได้กับนกตัวเล็กๆ ที่เพิ่งบินผ่านหน้าต่างเข้ามาเมื่อครู่
เหล่านกที่ไม่เคยผละห่างจากมหาปราชญ์นั้นอยู่เคียงข้าง ณ ที่แห่งนี้มาตั้งแต่ต้น เพียงแต่มันจะไม่ปรากฏแก่สายตาของผู้ที่มีศรัทธาไม่แรงกล้าพอเท่านั้น
นกที่เกาะอยู่บนบ่าของชายหนุ่มพากันส่งเสียงร้องเซ็งแซ่ราวกับต้องการจะแสดงความคิดเห็นของตนเอง
“ไม่เป็นไรหรอก ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนขนาดนั้น”
มหาปราชญ์เอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนราวกับเข้าใจภาษาของนก
“ถึงอย่างไร ชะตากรรมนั้นก็เป็นของฉันอยู่แล้ว”
เหล่านกสีดำที่เกาะอยู่บนบัลลังก์ของมหาปราชญ์ต่างพากันสยายปีกอันเป็นลางร้ายออกกว้างราวกับเห็นพ้องกับคำพูดของเขา นกตัวเล็กๆ ขยับปีกตามพวกมันแล้วส่งเสียงร้องตาม
กิ๊ว เสียงร้องดังขึ้นเช่นนั้น
“หัวหน้า มีอะไรจะพูดกับผมไหมครับ~?”
เช้าตรู่ ทันทีที่พระอาทิตย์ขึ้น สโนว์ที่บุกเข้ามาก็เอ่ยถามคำถามนั้นทันทีที่เห็นหน้าเอน็อค
“……?”
เอน็อคที่ยังสลัดความง่วงงุนออกไปไม่หมดเอียงคอด้วยสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก
จู่ๆ ก็โผล่มาถามว่ามีอะไรจะพูดด้วยหรือเปล่า มันทำให้เขารู้สึกคล้ายกับเวลาที่คู่ควงแอบไปเล็มปลายผมมานิดเดียวแล้วถามว่า ‘เอน็อค วันนี้ฉันมีอะไรเปลี่ยนไปไหม?’ ไม่มีผิด
“นี่นายกำลังหาเรื่องฉันเหรอ”
สรุปง่ายๆ ก็คือ อารมณ์ไม่สบอารมณ์เอาเสียเลย
เอน็อคที่โยนคำถามแสนเย็นชาทว่าแฝงความเหี้ยมเกรียมออกไป แหงนมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างไร้อารมณ์ราวกับหมดความสนใจ บนกระจกหน้าต่างที่มีแผ่นไม้ปิดกั้นทัศนียภาพที่น่ามองจนหมดสิ้นและเปิดไว้เพียงส่วนท้องฟ้า มีเมฆหมอกสลัวบดบังอยู่
“เซร่า”
ในตอนนั้นเอง สโนว์ก็เอ่ยชื่อของทาสสาวออกมา ดวงตาสีเขียวอ่อนที่เหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างไร้ชีวิตชีวาพลันปรากฏประกายประหลาดขึ้นมา สโนว์ไม่ยอมปล่อยให้จังหวะนั้นหลุดลอยไปแล้วเอ่ยต่อทันที
“ได้ยินว่านายไม่ได้นอนกับยัยนั่นเหรอครับ?” “……?”
ถึงตอนนั้นเอน็อคจึงค่อยหันกลับมามองสโนว์ สีหน้าของเขาบ่งบอกชัดเจนว่าเรื่องพรรค์นั้นมันเกี่ยวอะไรกับแกไม่ทราบ สโนว์ปั้นสีหน้าไร้เดียงสาอย่างสุดความสามารถเพื่อเน้นย้ำความอยากรู้อยากเห็นอันบริสุทธิ์ของตน
“ไม่ได้กำลังจีบอยู่หรอกเหรอครับ? เมื่อวานดูแล้วออดอ้อนน่าดูเลยนี่นา” “ออดอ้อนบ้าบออะไรกัน—”
เอน็อคขมวดคิ้วมุ่นทันทีกับคำศัพท์ที่ไม่เข้ากับตัวเองเลยสักนิด ดูเหมือนแค่คิดก็พะอืดพะอมแล้ว
“ถ้าจะมาพูดจาเพ้อเจ้อก็ไสหัวออกไปซะ”
ตั้งแต่เช้าฉันไม่มีอารมณ์มามองหน้าผู้ชายหรอกนะ เอน็อคที่หันสายตากลับไปมองนอกหน้าต่างอีกครั้งโบกมือไล่อย่างหงุดหงิด
สโนว์ทำเป็นหูทวนลมกับคำไล่ของเจ้าของบ้านแล้วเกาะติดประเด็นไม่ยอมปล่อย
“ทำไมถึงไม่มีอารมณ์ล่ะครับ? ตอนนี้น่าจะกระปรี้กระเปร่าจนตัวลอยไม่ใช่เหรอ? เมื่อวานก็เพิ่งคลุกคลีตีโมงกับเหล่าคู่ควงมาอย่างถึงพริกถึงขิงแท้ๆ~”
เป็นจริงอย่างที่เขาว่า ในขณะที่สมาชิกกิลด์ส่วนใหญ่รวมตัวกันที่สโมสรและใช้เวลาช่วงค่ำอย่างเรียบง่ายสงบเสงี่ยม เอน็อคกลับเรียกเหล่าคู่ควงมาที่บ้านของตนและใช้ค่ำคืนอันมั่วสุมเร่าร้อน
ท่ามกลางคนที่เข้าออกงานพรรค์นั้นเป็นประจำ มีเพียงสโนว์คนเดียวเท่านั้นที่ไม่ได้รับคำเชิญ ทั้งที่พวกคู่ควงของเอน็อคก็ชอบนอนกับสโนว์เหมือนกันแท้ๆ
“จะเล่นกันหลายคนแท้ๆ แต่กลับไม่เรียกผมซะงั้น”
เขาที่ต้องผ่านค่ำคืนอันโดดเดี่ยวมาเพราะเหตุนั้นจึงแกล้งทำเสียงกระเง้ากระงอดตัดพ้อ
ชายหนุ่มร่างโตที่ส่งเสียงหงิงๆ ช่างน่ารำคาญสิ้นดี เอน็อคจึงถลึงตาโตจ้องสโนว์อย่างขยะแขยงพลางส่ายหัวดิก
“เพราะเรื่องแค่นั้นแกถึงได้โร่มาตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นเลยเรอะ? เพราะเมื่อวานฉันไม่เรียกเนี่ยนะ? ทำไม? เสียใจที่ไม่ได้มากลิ้งเกลือกด้วยกันหรือไง? อย่าบอกนะว่าแกชอบฉันน่ะ?!”
ได้ยินมาว่าเมื่อวานก็สนุกสุดเหวี่ยงดีแท้ๆ แต่ไฉนน้ำเสียงที่สวนกลับมาถึงได้เต็มไปด้วยหนามแหลมคมที่หงุดหงิดจัดขนาดนี้ สภาพของเขาดูเหมือนสัตว์ร้ายที่กินอาหารจนอิ่มแปล้แล้วยังอารมณ์เสียไม่มีผิด
ทั้งที่ปลดปล่อยความใคร่จนไม่มีเวลาให้สะสมแท้ๆ แต่เหตุผลที่ทำให้นิสัยแปรปรวนวิปริตได้ถึงเพียงนี้ย่อมเดาได้ไม่ยากเลย
เหตุผลนั้นขัดแย้งกันเองอย่างน่าประหลาด นั่นคือความไม่พอใจในกามารมณ์ คนที่อยากนอนด้วยเป็นอีกคน แต่กลับไปเกลือกกลั้วกับคนอื่น ความต้องการที่เอาแต่พอกพูนมันจะไปคลี่คลายได้อย่างไรกันเล่า
“…….”
สโนว์ส่งยิ้มละมุนละไมชวนฝันไปให้เอน็อคที่ไม่รู้ตัวถึงความจริงอันแสนเรียบง่ายนั้น
“อย่ามาทำหน้าแบบนั้นนะ น่าสะอิดสะเอียน”
เอน็อคทำหน้าขยะแขยงจากใจจริง ดูเหมือนเขาจะตีความรอยยิ้มนั้นไปคนละทิศละทางกับเจตนาของสโนว์อย่างสิ้นเชิง
สโนว์ที่เพิ่งนึกขึ้นได้ว่ากำลังคุยเรื่องอะไรกันอยู่พลันทำหน้าพะอืดพะอมตามไปด้วย แล้วรีบเปลี่ยนเรื่องทันควัน
“มาถึงป่านนี้คงไม่ได้กำลังเลียนแบบพวกรักแรกวัยใสอยู่หรอกใช่ไหมครับ? ทำไมถึงไม่สมกับเป็นนายจนแตะต้องเธอไม่ได้กันล่ะ?”
หัวข้อที่วนกลับมาแบบนั้นสุดท้ายก็เป็นเรื่องบนเตียงระหว่างเอน็อคกับเซร่าอยู่ดี
เอน็อคหัวเราะเยาะใส่สโนว์อย่างเปิดเผยที่เอาคำพูดไม่เข้าท่ามาแปะใส่หน้าเขา
“……รักแรกวัยใสบ้าบออะไรกัน” “แล้วมันคืออะไรล่ะครับ?” “…….”
เมื่อถูกย้อนถามราวกับรอคอยจังหวะนี้อยู่แล้ว เอน็อคก็พลันทำสีหน้าเคร่งเครียดและจริงจัง ราวกับว่าเฉพาะเรื่องนี้เท่านั้นที่เขากลัดกลุ้มครุ่นคิดมานานแสนนานแล้ว
เอน็อคที่แหงนหน้ามองท้องฟ้าด้วยสีหน้าราวกับพูดไม่ออกอยู่นาน กว่าจะยอมเปิดปากพูดออกมาอย่างยากลำบากก็หลังจากนั้นครู่หนึ่ง
“ถ้าเกิดดันไปมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งทางกายกับยัยนั่นเข้าอีกล่ะก็…” “ถ้ามีความสัมพันธ์ลึกซึ้งแล้ว?”
‘ถ้าเกิดฉันชอบยัยนั่นขึ้นมาจริงๆ จะทำยังไง?’ สิ่งที่สโนว์คาดเดาไว้คงประมาณนี้ เพราะในสถานการณ์แบบนี้ จังหวะแบบนี้ บทพูดที่เริ่มต้นด้วยคำเกริ่นแบบนั้นมันก็เดาได้ไม่ยากเลย
“ถ้าเกิดยัยนั่นยิ่งชอบฉันมากขึ้นไปอีกจะทำยังไงล่ะ”
ทว่าเอน็อคกลับทำให้เขารู้ซึ้งว่าความคิดของตนนั้นไร้เดียงสาเพียงใด
“……?” “ถ้าเกิดยัยนั่นเข้าใจผิดว่าความผูกพันทางกายคือความรัก แล้วมาเกาะแกะขอให้ฉันมองแค่ตัวเองคนเดียวล่ะก็” “……??” “ถ้าเกิดมานอนดิ้นเรียกร้องให้ไล่คู่ควงคนอื่นไปให้หมด แล้วอยู่กินกับตัวเองแค่คนเดียว เรื่องมันจะไม่น่ารำคาญแย่เหรอ……”
ถ้อยคำที่พรั่งพรูตามมาฟังดูเหมือนภาษาโบราณประหลาดๆ ไปหมด ‘ยัยนั่น’ ที่พูดถึงอยู่นี่คงไม่ใช่ ‘ยัยนั่น’ ที่ฉันรู้จักหรอกใช่ไหม?
เพราะ ‘ยัยนั่น’ ที่เพิ่งเจอเมื่อคืนวานนี้ แผ่รังสีออกมาทั้งตัวว่าความรู้สึกที่มีต่อเอน็อคนั้นชอบพอบ้าบออะไรกัน มีแต่ความรำคาญกับความหงุดหงิดล้วนๆ
คนที่ผ่านผู้หญิงมาไม่น้อยอย่างสโนว์มั่นใจได้เลย นั่นไม่ใช่การเสแสร้งหรือการแสดง แต่เป็นความหงุดหงิดที่กลั่นออกมาจากก้นบึ้งของกระเพาะจริงๆ
สรุปก็คือ เอน็อคไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะมานั่งเพ้อเจ้อเรื่องพรรค์นี้ได้เลยสักนิด
“…….”
สโนว์ที่พลอยปั้นหน้าเครียดตามไปด้วยแหงนมองท้องฟ้าด้วยแววตาสับสนปนหม่นหมอง ก่อนจะ
“……หืม ไหงถึงได้มีความคิดแบบนั้นขึ้นมาได้ล่ะครับ~?”
พยายามขัดเกลาคำพูดให้สุภาพที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อเลียบเคียงถามเจตนาของเอน็อค
ทันใดนั้น เอน็อคที่มีสีหน้ากระหยิ่มยิ้มย่องก็อวดเบ่งราวกับกำลังภาคภูมิใจ
“ก็ยัยนั่น พยายามจะฆ่าฉันน่ะสิ” “หา……?!”
คราวนี้สโนว์ตกใจของจริง แม้จะรู้ดีอยู่แล้วว่าเซร่าไม่ค่อยชอบขี้หน้าเอน็อค แต่ก็ไม่คิดเลยว่าจะถึงขั้นอยากฆ่าให้ตายจริงๆ
“นั่นมันเป็นการกระทำของคนที่กำลังหึงหวงไม่ใช่เหรอ”
ในทางกลับกัน ตัวการอย่างเอน็อคกลับพูดจาไร้สาระออกมาได้อย่างหน้าตาเฉย ราวกับไปโดนใครล้างสมองพิลึกๆ มาอย่างไรอย่างนั้น
“……ใครบอกกันครับ?” “นายนั่นแหละ” “……???”
พอถามออกไปด้วยความเป็นห่วง ตัวการที่เอาคำพูดเพี้ยนๆ มาปนเปื้อนสติสัมปชัญญะของเอน็อคก็ถูกเปิดเผยว่าไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นตัวเขาเอง
‘ฉันเคยพูดเรื่องไร้สาระพรรค์นั้นด้วยเหรอ’ พอลองรื้อฟื้นความจำดูก็เหมือนจะเคยพูดอะไรทำนองนั้นตอนที่ควงมีดไล่ฟันกันกับคนรักเมื่อหลายปีก่อนอยู่เหมือนกัน
“อืม หัวหน้าดันตีความไปแบบนั้นสินะครับ”
ชิบหายแล้ว สโนว์ที่นึกขึ้นได้พ่นคำพูดอันสิ้นหวังออกมาด้วยสีหน้าที่ขำจะตายชัก
ตอนนั้นฝ่ายที่ควงมีดไล่ฟันอย่างน้อยก็เป็นคนรักกันจริงๆ ถึงได้พูดเรื่องหึงหวงอะไรเทือกนั้นได้ แต่ไม่ได้มีความสัมพันธ์แบบนั้นแล้วยังจ้องจะฆ่ากัน มันก็แค่เกิดแรงกระตุ้นอยากฆ่าคนเฉยๆ ไม่ใช่รึไง……
อุตส่าห์พูดอุปมาไปอย่างดี ไหงถึงได้เข้าใจเพี้ยนไปไกลคนละโยชน์ขนาดนี้ได้นะ นัยน์ตาสีฟ้าที่เต็มไปด้วยความอ้อนวอนอย่างแรงกล้าของสโนว์จ้องมองเอน็อคเขม็ง
“เพราะงั้นก็เลยอยู่แบบรักษาระยะห่างพอประมาณไงล่ะ” “……อืม อย่างนี้นี่เอง” “ยังไงคนที่ชอบฉันก็คือยัยนั่นอยู่แล้ว คนที่กระวนกระวายใจคือทางนั้นต่างหาก”
ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม เอน็อคได้ดำดิ่งลงสู่วังวนแห่งความเข้าใจผิดอย่างลึกซึ้งจนมิอาจแก้ไขได้เสียแล้ว
“ถ้ากระวนกระวายใจจนคลานขึ้นมาบนเตียงจริงๆ ฉันก็ยินดีจะเกลือกกลิ้งไปด้วยอยู่หรอก”
คำพูดที่เอ่ยเสริมในตอนท้ายยังคงเปี่ยมไปด้วยความหยิ่งยโส สรุปสั้นๆ ก็คือเอน็อคแค่อยากมีความสัมพันธ์ทางกายกับเซร่าเท่านั้น
“……อืม”
สโนว์มองเอน็อคผู้คงเส้นคงวาด้วยสายตาเวทนา แม้ตัวเองที่ใช้คนรักร่วมกับเขาจะไม่มีสิทธิ์พูด แต่ก็ตระหนักได้อีกครั้งว่าหัวหน้าเป็นขยะเปียกแค่ไหนในเรื่องการปฏิบัติต่อผู้หญิง
เห็นตัวติดกันสองคนทั้งวัน นึกว่าถึงภายนอกจะไม่แสดงออกแต่ในที่สุดก็เจอคนที่มอบหัวใจให้ได้แล้วเสียอีก แต่ความจริงกลับเละเทะไม่มีชิ้นดี
แบบนี้มันก็เหมือนเดิมทุกอย่างเลยไม่ใช่รึไง สโนว์ที่ทำสีหน้าผิดหวังเอ่ยถามย้ำอีกรอบราวกับเด็กที่ไม่อยากถูกแย่งของเล่น
“สรุปก็คือ หัวหน้าแค่อยากนอนกับยัยนั่นเฉยๆ สินะครับ?” “แน่อยู่แล้ว” “แต่เพราะกลัวว่าเซร่าจะชอบหัวหน้าไปมากกว่านี้ ก็เลยรอจังหวะอยู่” “ใช่แล้ว” “ฮืม……”
สโนว์ส่งเสียงครางต่ำในลำคอเมื่อเผชิญหน้ากับหายนะที่ถูกสรุปไว้อย่างหมดจด
อา อะไรกันเนี่ย อุตส่าห์มาเพื่อจะฟังเรื่องสนุกๆ แท้ๆ กลับหมดสนุกไปดื้อๆ เสียได้ ในขณะเดียวกัน ความคิดที่จะช่วยเป็นพ่อสื่อดันหลังความสัมพันธ์ระหว่างเอน็อคกับเซร่าก็พลันมลายหายวับไปจนหมด
ทว่าจู่ๆ เขากลับฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า ตนควรจะช่วยคลายปมความเข้าใจผิดที่มีจุดเริ่มต้นมาจากตัวเองไม่ใช่หรือ แต่พอคิดจะลงมือทำเข้าจริงๆ มันกลับน่ารำคาญเหลือเกิน
ในเมื่อเป็นความสัมพันธ์ที่เจ้าตัวบอกเองว่าไม่จำเป็นต้องมีความรู้สึกเข้ามาเกี่ยว เรื่องพรรค์นั้นมันจะสำคัญอะไรล่ะ? ข้อสงสัยอันสมเหตุสมผลอย่างยิ่งผุดขึ้นมาในหัวทันควัน
“งั้น……”
เพราะฉะนั้น สโนว์จึง...
“ถ้าฉันจะแทรกเข้าไปตรงกลางก็คงไม่เป็นไรสินะครับ?”
ตัดสินใจทำเป็นมองไม่เห็นปัญหาตรงหน้าอย่างเต็มใจ ใครเป็นคนก่อเรื่องแล้วจะทำไมล่ะ ในเมื่อตนได้สนองความอยากรู้อยากเห็นไปเรียบร้อยแล้วก็ถือว่าจบกัน
เป็นตอนนั้นเองที่สโนว์ผู้สลัดความรู้สึกผิดทิ้งไปอย่างหมดจด ได้ตัดสินใจเลือกผลประโยชน์แทนมโนธรรม
“อา อะไรเนี่ย ทำไมแต่เช้าถึงได้เอะอะโวยวายกันขนาดนี้นะคะ”
พอดีกับที่เซร่าซึ่งตื่นขึ้นมาเพราะเสียงพูดคุยกำลังขยี้ตาพลางเดินลงมาจากชั้นสอง สโนว์เอ่ยทักทายเธออย่างยินดี
“เซร่า~ มาได้จังหวะพอดีเลย” “……?” “ฉันมีเรื่องอยากจะวานให้ช่วยหน่อยน่ะ”
คำว่ามีเรื่องจะไหว้วานทำให้เอน็อคเหลือบมองสโนว์ด้วยสายตาสงสัยใคร่รู้
“ไม่ฟังหรอกค่ะ”
เซร่าหมุนตัวเดินกลับไปตามทางเดิมทันทีด้วยสีหน้ารำคาญ สโนว์ที่รู้อยู่แล้วว่าจะต้องเป็นแบบนี้จึงเสนอค่าตอบแทนออกมาอย่างสบายอารมณ์
“ฉันจะให้ 100 โกลด์” “ไหนลองว่ามาสิคะ?”
ค่าตอบแทนสุดงามทำให้เซร่าหมุนตัวกลับมาอย่างเป็นธรรมชาติ พลางมองสโนว์ด้วยสายตาที่เปี่ยมล้นไปด้วยความเป็นมิตร
“เซร่า เธอ―”
เขาแสยะยิ้มยกมุมปากขึ้น ก่อนจะเอ่ยต่อจนจบโดยไม่แยแสสายตาอันแรงกล้าที่จับจ้องข้างแก้มมาตั้งแต่เมื่อครู่
“มาเป็นแฟนฉันได้ไหม”
กำลังโหลดความเห็น...