“[นิยาย] เมื่ออดีตชาติ ฉันเคยขายชาติมาแล้วค่ะ” มีฉากหรือเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่ กดยืนยันเพื่อเข้าชม เว็บจะจำไว้ในเบราว์เซอร์นี้
ตอนที่ 65
“……!”
เมื่อสัมผัสได้ถึงไอสังหาร เซร่าจึงเหวี่ยงแขนไปทางต้นเสียงโดยไม่รู้ตัว
หมับ แขนที่ถูกคว้าไว้กลางคันถูกกระชากไปตามแรง เซร่าที่ตั้งท่าจะขัดขืนดันเหยียบพลาดเข้ากับบางอย่างจนเสียหลัก เพื่อไม่ให้ตัวเองถูกลากไป เธอจึงรีบย่อตัวทิ้งน้ำหนักลง ทว่าจู่ๆ แรงที่ดึงรั้งไว้ก็ปล่อยออกโดยไม่มีการเตือนล่วงหน้า
“เหวอ!”
เซร่าที่กำลังจะหงายหลังล้มรีบกวัดแกว่งมือคว้าอีกฝ่ายไว้อย่างร้อนรน เธอตั้งใจจะจับยึดอะไรสักอย่างเพื่อพยุงตัวลุกขึ้น แต่ร่างที่ถูกเธอคว้าไว้กลับถูกดึงตามมาแต่โดยดีแล้วล้มหงายหลังไปด้วยกัน
เคร้ง! โคมไฟร่วงกระแทกส่งเสียงดังลั่นก่อนจะกลิ้งไปตามพื้น มันกลิ้งขลุกขลักแล้วมาหยุดอยู่ใกล้ๆ หัวไหล่ของเซร่า แสงไฟที่ทอดใกล้เข้ามาส่องให้เห็นรูปร่างของอีกฝ่ายที่กำลังทาบทับอยู่บนตัวเธอ
“…….”
สายตาอันสับสนมองลอดม่านความมืดที่ค่อยๆ สลายตัวขึ้นไปยังใบหน้านั้น ไม่จำเป็นต้องเพ่งมองให้ชัดถึงใบหน้า ผมสีแดงเพลิงก็ทิ่มแทงเข้ามาในครรลองสายตาเป็นอย่างแรก
เอน็อคนั่นเอง
“อ้าว อะไรเนี่ย ถ้าอยู่ก็ส่งเสียงหน่อยสิคะ ตกใจหมดเลยนะคะ!”
เมื่อจำอีกฝ่ายได้ เซร่าก็แผดเสียงหงุดหงิดออกมาด้วยความโล่งอกที่รอดตายหวุดหวิด เธอที่คลายความตึงเครียดลงได้ทิ้งเรี่ยวแรงที่เกร็งไว้ทั่วร่างแล้วเอนกายลงนอนบนพื้นอย่างสบายอารมณ์
“แล้วเธอล่ะ”
ทว่าปฏิกิริยาที่ตอบกลับมาของเอน็อคกลับเย็นชาพิลึก นึกว่าป่านนี้จะกำลังเที่ยวเล่นสำราญใจอยู่เสียอีก นี่ไปเจอเรื่องขัดใจอะไรมาอีกหรือไงกัน เขาเอาแต่ก้มมองเซร่าด้วยใบหน้าที่ไร้รอยยิ้มอย่างสิ้นเชิง
“เธอไปทำอะไรมา ถึงเพิ่งจะคลานหัวกลับมาเอาป่านนี้”
คลานหัวกลับมางั้นเหรอ ช่างอ่อนโยนเสียจริง หูที่ได้ยินแต่คำหวานทั้งวันอย่างที่รักจ๊ะที่รักจ๋า พอมาได้ยินสำเนียงแบบนี้เข้าจึงรู้สึกระคายหูเป็นพิเศษ
ไปอารมณ์เสียมาจากไหนอีกล่ะถึงได้มาพาลใส่ฉัน เซร่าที่ต้องเผชิญหน้ากับความจริงอันเหน็ดเหนื่อยจึงตอบปัดๆ ไปด้วยท่าทีขี้เกียจจะต่อปากต่อคำ
“มีเรื่องต้องทำเยอะแยะก็เลยเพิ่งกลับมาสิคะ ว่าแต่นายไปทำอะไรในบ้านถึงได้เละเทะขนาดนี้คะเนี่ย”
เธอเปลี่ยนเรื่องพูดอย่างแนบเนียนพลางส่งสายตาไปยังพื้นห้องที่มีสิ่งของเกลื่อนกลาด เซร่าหยิบของที่สะดุดมือขึ้นมาส่องกับแสงไฟ มันคือที่จับลิ้นชักที่หักพัง
เอน็อคไม่ได้ตอบทันที เขาเงียบไปพักใหญ่ก่อนจะพึมพำอ้อมแอ้ม
“...มีขโมยเข้าบ้าน” “ว่าไงนะ?!”
เซร่าที่ตกใจสุดขีดรีบผุดลุกขึ้นมา แต่เพราะเอน็อคไม่ได้ขยับตัวตาม ร่างของทั้งสองจึงแนบชิดกันในพริบตา หน้าอกนุ่มหยุ่นของเซร่าบดเบียดเข้ากับเรือนร่างกำยำของเอน็อค
“……!”
สัมผัสที่ไม่คาดคิดทำให้แผ่นหลังของเอน็อคแข็งทื่อไปทันที ยังไม่ทันที่เขาจะได้สูดลมหายใจที่พลันสะดุด มือเล็กๆ ก็ผลักเขาออกไปข้างหลัง
“หลบไปหน่อยสิคะ!”
เซร่าออกแรงผลักเอน็อคอย่างสุดกำลังแล้วถือโคมไฟวิ่งพรวดพราดขึ้นชั้นสอง หลังจากได้ยินข่าวว่ามีขโมยเข้าบ้าน ในหัวของเธอก็มีแต่ความกังวลว่าอัญมณีที่ซ่อนไว้ในห้องแคบๆ จะถูกขโมยไปหรือไม่เพียงอย่างเดียว
เซร่ากระชากประตูห้องเปิดออกแล้วจุดไฟในห้องทันที เธอพุ่งตรงเข้าไปสอดมือใต้หมอนอย่างร้อนรน สัมผัสของหนังที่ติดแนบในฝ่ามือทำให้เธอรีบดึงออกมาตรวจสอบดูภายในถุง และพบว่าไม่มีชิ้นไหนเสียหาย ทุกอย่างยังอยู่ครบตามเดิม
“เฮ้อ... ค่อยยังชั่ว”
เมื่อโล่งอกแล้ว เซร่าก็รีบยัดมันลงในกระเป๋าเสื้อโค้ต พอลุกขึ้นเพื่อจะออกไปอีกรอบ เอน็อคที่วิ่งตามขึ้นมาทีหลังก็เอาตัวยืนขวางประตูไว้
เขาจ้องมองเธอที่ไม่ยอมเข้านอนแล้วจะเดินออกไปด้วยสายตาแปลกประหลาด
“ออกมาทำไมอีก ไปนอนได้แล้ว”
เซร่าตอบกลับไปทันทีด้วยสีหน้าราวกับคิดไว้แล้วว่าต้องเป็นแบบนี้
“ฉันต้องออกไปอีกค่ะ” “……?” “พอดีตกลงว่าจะไปพักที่ศูนย์บัญชาการกิลด์กับสโนว์สักพักน่ะค่ะ” “เหอะ—”
ว่าแล้วเชียว เอน็อคแสดงท่าทางเหลือเชื่อออกมาราวกับไม่มีความตั้งใจจะปล่อยเธอไปแต่โดยดี
“ใครอนุญาตกัน”
เขาพ่นลมหายใจขึ้นจมูกคล้ายกับจะบอกว่าไม่มีทาง แล้วยืนพิงกรอบประตูอย่างกวนประสาท
“ยังไงก็ไม่ใช่คนรักกันจริงๆ อยู่แล้วแท้ๆ ให้ตายสิ……”
พลางเหน็บแนมว่า แค่บอกให้แกล้งทำตัวเป็นคนรักไม่ใช่เหรอ แล้วมันมีความจำเป็นอะไรที่ต้องทำตัวเหมือนคนรักจริงๆ ถึงขนาดนั้น
“ก็เพราะแบบนั้นไงคะ ถ้าทำแค่นั้นแล้วใครจะไปเชื่อ ทำตัวให้สมจริงคนถึงจะเชื่อสิคะ” “…….” “ตามหลักแล้ว การจะหลอกศัตรูได้น่ะ มันต้องเริ่มจากการหลอกพวกเดียวกันเองให้สนิทใจก่อนนะคะ ทำไมคะ นี่ไม่รู้เรื่องเลยเหรอ”
เซร่าเลยเหน็บแนมกลับตามเอน็อคไปบ้าง และไม่ลืมที่จะยกคำพูดที่ตัวเองได้ยินจากสโนว์มาร่ายซ้ำแบบคำต่อคำ เซร่าที่เดินเข้าไปใกล้ประตูสะกิดเอน็อคเบาๆ เพื่อสื่อว่าให้เขาช่วยหลีกทางไปได้แล้ว
“เพราะงั้นก็ช่วยให้ความร่วมมือหน่อยสิคะ ไหนบอกว่าอะไรที่พอช่วยได้ก็จะช่วยไงคะ” “เธอ……”
เอน็อคที่ก้มมองใบหน้าอันมาดมั่นของเซร่าหรี่ตาลงแคบ เขาลากเสียงท้ายประโยคยาวเหยียดราวกับกำลังจะพูดอะไรที่สำคัญยิ่งยวด ทว่า
“เปลี่ยนชุดมาเหรอ”
คำพูดที่หลุดออกจากปากกลับเป็นเรื่องเสื้อผ้าเสียอย่างนั้น
“…….”
การเปลี่ยนประเด็นแบบก้าวกระโดดทำเอาเซร่าถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
“นี่คุณคะ อยู่ดีๆ ทำไมถึงพูดเรื่อง—”
เซร่าถอนหายใจเฮือกใหญ่และกำลังจะอ้าปากถามว่ามันเกี่ยวอะไรกับสถานการณ์ตอนนี้ ทว่าในตอนนั้นเอง
“……!”
ฝ่ามือใหญ่ราวกับกรงเล็บก็คว้าตัวเซร่าเอาไว้ เอน็อคตวัดแขนโอบรอบเอวและไหล่ของเธอพลางดึงเข้ามากอดแนบแน่นจนร่างกายท่อนบนของทั้งสองแนบชิดกันสนิท
เขาเลื่อนมือที่โอบไหล่ขึ้นไปกระชากเรือนผมที่หวีไว้อย่างเรียบร้อย เขาหักคอของเซร่าไปด้านหลังอย่างหยาบกระด้างแล้วซุกจมูกลึกลงบนลำคอขาวผ่องที่เปิดโล่ง
จากนั้นก็สูดดมกลิ่นกายของเธออย่างบ้าคลั่งราวกับไอ้หมาที่กำลังตรวจเช็กอาณาเขตของตัวเอง เขาไล่สูดดมอย่างละเอียดถี่ถ้วนตั้งแต่รอยต่อระหว่างลำคอกับหัวไหล่ ไปจนถึงใบหูและลึกเข้าไปในเส้นผม
ทุกครั้งที่เขาสูดเข้าและพ่นลมหายใจออก ลมหายใจร้อนผ่าวก็รินรดลงบนซอกคอราวกับประทับรอยตอก สัมผัสจากริมฝีปากที่เฉียดผ่านไปมาอย่างหมิ่นเหม่ทำให้ความรู้สึกขนลุกซู่แล่นพล่านไปตามหัวไหล่
“อึ่ก เป็นบ้าอะไรขึ้นมาอีกเนี่ย……!”
เซร่าที่สะบัดตัวด้วยความรังเกียจออกแรงผลักเขาออกไปราวกับจะสลัดให้หลุด ระหว่างนั้นเขาคงทำธุระเสร็จแล้ว เอน็อคยอมถอยห่างออกจากเธออย่างง่ายดายจนพละกำลังมหาศาลที่โถมเข้าใส่เมื่อครู่ดูไร้ความหมายไปเลย
เซร่าเข้าใจว่าทำไมเขาถึงทำเรื่องแบบนี้ก็ในชั่วพริบตาถัดมา
“……ไม่ได้อาบน้ำนี่”
เอน็อคที่พึมพำกับตัวเองกวาดสายตามองเซร่าตั้งแต่หัวจรดเท้าแล้วเอ่ยถาม
“นอนกับหมอนั่นรึยัง” “อะไรนะคะ” “จะนอนด้วยกันเหรอ” “……เป็นบ้าไปแล้วเหรอ”
คำว่า ‘นอนรึยัง’ ที่หลุดออกมาจากปากเอน็อคไม่ได้หมายถึงการนอนหลับตามตัวอักษรแน่นอน เรื่องแค่นี้แม้แต่หมาเดินผ่านยังรู้เลย พอเจอคำถามที่ยิ่งพูดยิ่งพิลึกเข้าไป คิ้วของเซร่าก็ขมวดมุ่นเข้าหากันทันที
มาหาเรื่องอะไรอีกเนี่ย สีหน้าของเธอบอกชัดเจนเลยว่ากำลังคิดแบบนั้น
เอน็อคเอ่ยต่ออย่างลื่นไหลราวกับคาดเดาปฏิกิริยาของเธอไว้แล้ว
“งั้นจะไปทำไม อย่าทำเรื่องไร้สาระแล้วอยู่ที่บ้านซะ”
ก็นึกว่าอ้อมค้อมไปมาเพราะจะพูดเรื่องอะไร ที่แท้ก็หมายความว่าจะไม่ยอมให้เธอย้ายออกไปสินะ แถมเกณฑ์ในการอนุญาตยังเป็นเรื่องเซ็กซ์ซะงั้น
อุตส่าห์อธิบายไปตั้งเยอะแท้ๆ แต่กลับบอกว่าถ้าจะไม่ทำเรื่องอย่างว่าก็ไม่ต้องไป นี่มันตรรกะวิบัติอะไรกัน คนอื่นเขาจะไปนอนกับใครหรือไม่นอนด้วย มันเกี่ยวอะไรกับตัวเขาด้วยเล่า……
ถึงจะพูดไม่ออกบอกไม่ถูก แต่ก็ยังพอมีทางเอาตัวรอด เซร่าพยักหน้าหงึกหงักแล้วถามย้อนกลับไปทำนองว่าพูดจาเข้าท่าดีนี่
“ถ้ามีแผนว่าจะนอนด้วยกัน ฉันก็ไปได้ใช่ไหมคะ” “……อะไรนะ” “ได้เลย เรื่องแค่นี้ ลองไปกลิ้งบนเตียงด้วยกันสักยกก็ได้มั้งคะ”
ทาสสาวที่ยอมรับความต้องการของเจ้านายอย่างองอาจมองเอน็อคด้วยสายตาที่สื่อว่า พอใจหรือยัง
“เอาล่ะ ทีนี้ก็ปล่อยฉันไปได้แล้วค่ะ” “…….”
เอน็อคที่เพิ่งบอกว่าถ้าไม่นอนด้วยกันก็ไม่ต้องไป พอเซร่าบอกว่าจะยอมนอนด้วยเพื่อให้ปล่อยตัวไป เขากลับกลายเป็นใบ้กินขึ้นมาดื้อๆ นัยน์ตาสีเขียวอ่อนที่หม่นแสงลงจนมืดมิดจ้องมองเซร่าเขม็งราวกับกำลังประเมินว่าคำพูดของเธอเป็นเรื่องจริงหรือไม่
“เซร่าครับ~ มีของต้องเก็บเยอะเหรอ เวลาผ่านไปนานแล้วน้า~”
ตอนนั้นเอง ประตูคฤหาสน์ก็เปิดออกพร้อมกับมีเสียงที่คุ้นหูแทรกเข้ามา สโนว์ที่เห็นว่าเซร่าไม่ออกไปเสียทีจึงเข้ามารับด้วยตัวเอง
“อ๊ะ สโนว์! เดี๋ยวฉันรีบลงไปค่ะ”
เซร่าทำหน้าดีใจจนออกนอกหน้าแล้วตะโกนข้ามไหล่ของเอน็อคไป เอน็อคจ้องมองใบหน้าที่พลันเบิกบานขึ้นมาในพริบตานั้นด้วยสายตาเย็นชา
เซร่าที่สังเกตเห็นว่าเขาพูดอะไรไม่ออกยกแขนขึ้นมากอดอกอย่างสบายอารมณ์พลางเหน็บแนม
“ไหนบอกว่าจะช่วยไงคะ นายท่าน ถึงจะช่วยอะไรไม่ได้มาก แต่อย่างน้อยก็ไม่ควรมาขัดขวางสิคะ ไม่มีเหตุผลที่จะต้องห้ามฉันอีกแล้วไม่ใช่เหรอ ไม่สิ แต่แรกแล้วจะมาห้ามทำไมกัน” “เธอ—” “ขืนใครมาเห็นเข้าคงเข้าใจผิดกันพอดี”
เข้าใจผิดว่านายท่านชอบฉันน่ะสิ ประโยคสุดท้ายนี้เธอจงใจพูดเสริมขึ้นมาเพื่อให้อารมณ์ของเขาบูดสนิท เซร่าที่ประชดประชันจนสาแก่ใจแย้มยิ้มในเชิงท้าทายว่าถ้ายังมีปากอยู่ก็ลองพ่นอะไรออกมาอีกสิ
“อ๋อเหรอ—”
ในวินาทีนั้น ประกายตาอันคมกริบก็พาดผ่านดวงตาทั้งสองข้างที่เคยขุ่นมัวของเอน็อค เขาพยักหน้าหงึกหงักราวกับล่วงรู้เจตนาที่ซ่อนไว้อย่างมิดชิดแล้วแค่นยิ้มออกมา
“คิดจะตะล่อมหลอกล่อด้วยวิธีนี้สินะ”
รอยยิ้มแบบนั้นมันดูน่าหมั่นไส้ไปหน่อยไหม ในจังหวะที่กำลังคิดอยู่นั้น เอน็อคก็พล่ามเรื่องไม่รู้เรื่องออกมา
“……?”
เซร่าเอียงคอสงสัย
“กะแล้วเชียว”
เอน็อคที่คิดเข้าใจอะไรไปเองคนเดียวกลับมาสงบเยือกเย็นได้อย่างรวดเร็ว เขาเอาแต่พึมพำหัวเราะหึๆ ว่า ‘พยายามได้ไม่เลว’ บ้างละ ‘เกือบหลงกลเข้าให้แล้ว’ บ้างละ
“ถ้าอยากไปขนาดนั้นก็ไปสิ ขอให้สนุกนะ”
จากนั้นเขาก็เอ่ยปากสนับสนุนค่ำคืนอันเร่าร้อนของเซร่าอย่างเต็มอกเต็มใจ เอน็อคขยับตัวหลีกทางไปด้านข้างแล้วก้มมองเธออย่างทะนงตน ราวกับจะบอกว่าถ้าไปได้ก็ลองดูสิ
ดังนั้น เซร่าจึง
“ค่ะ ถ้าอย่างนั้น ลาก่อนนะคะ?”
รีบคว้าโอกาสนั้นไว้แล้วเผ่นออกมาทันที
“สโนว์ ไปกันเถอะค่ะ!”
เซร่าที่วิ่งลงบันไดมาตรงเข้าไปยืนข้างสโนว์ทันที สโนว์ควงแขนเธออย่างเป็นธรรมชาติพลางเหลือบมองเอน็อคที่ยืนอยู่ตรงราวระเบียงชั้นสอง แวบหนึ่งก่อนจะ
“ขอบคุณที่ให้ความร่วมมือครับหัวหน้า ผมจะใช้เวลาดีๆ กับที่รักของผมนะคร้าบ~”
ฉีกยิ้มกวนประสาทอย่างน่าหมั่นไส้ ดูท่าคำพูดที่คุยกันระหว่างเอน็อคกับเซร่าคงจะแว่วไปถึงตรงนั้น
“อย่าพูดจาไร้สาระแล้วรีบออกมาเถอะค่ะ”
เซร่าตีไหล่เขาเบาๆ ราวกับจะดุการเล่นพิเรนทร์นั้น ก่อนจะพาสโนว์เดินออกจากบ้านไปโดยไม่มีความอาลัยอาวรณ์แม้แต่น้อย
ปัง ประตูปิดลง ได้ยินเสียงคนทั้งสองที่ก้าวออกจากบ้านกำลังคุยกระหนุงกระหนิงกัน
เมื่อแม้แต่เสียงแผ่วเบานั้นเงียบหายไป ในบ้านที่กลับคืนสู่ความเงียบสงัดอีกครั้งก็เหลือเพียงเอน็อคอยู่ตามลำพัง
“มีเล่นลูกไม้ตื้นๆ แบบนี้ด้วย น่ารักจริงนะ”
เขาแค่นหัวเราะแล้วขยับตัวอย่างเชื่องช้าไปปิดไฟในห้องซอมซ่อที่ไร้เจ้าของ แม้อยู่ท่ามกลางความมืดมิดสนิทที่โรยตัวลงมาราวกับตัดขาดจากโลกภายนอก เขาก็ยังปิดประตูได้อย่างคล่องแคล่วราวกับคนที่มองเห็นเบื้องหน้าได้อย่างชัดเจน
กร๊อบ ในจังหวะนั้นเอง ลูกบิดประตูที่อยู่ในมือของเอน็อคก็ส่งเสียงฉีกขาดอย่างดุดันแล้วหลุดกระเด็นออกมา มันไม่อาจทนต่อแรงดึงมหาศาลได้
“……เปราะบางชะมัด”
เอน็อคพึมพำด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดพลางเหวี่ยงลูกบิดประตูที่กลายเป็นเศษเหล็กไร้ประโยชน์ข้ามไหล่ไป ก้อนโลหะที่ร่วงหล่นเป็นแนวโค้งกลิ้งไปบนพื้นเสียงดังสนั่น ก่อนจะไปหยุดนิ่งอยู่เคียงข้างพวกพ้องของมัน
ตอนนี้บนพื้นห้องรับแขกจึงมีเหยื่อเคราะห์ร้ายเพิ่มขึ้นมาอีกชิ้นหนึ่งและกลิ้งระเกะระกะอยู่
“ออกไปก็มีแต่ตัวเองนั่นแหละที่จะลำบาก”
เขาบ่นพึมพำเสียงเบาแล้วก้าวเดินไปยังห้องของตัวเอง ทุกย่างก้าวที่เดินไป เอน็อคเฝ้าแต่ย้ำเตือนกับตัวเองว่าเขาไม่ได้เป็นอะไรสักนิด
อารมณ์ไม่ได้ปลอดโปร่งแจ่มใสเท่าไรนัก ทว่านั่นก็เป็นเพราะความเคืองแค้นต่อยัยทาสที่ทอดทิ้งเจ้านายไปเพราะคิดแต่จะหาเงิน ไม่ใช่เพราะเหตุผลอื่นใดเลยสักนิด
หลังจากนิยามสภาพของตัวเองได้อย่างง่ายดาย เอน็อคก็ขบคิดว่าจะกลั่นแกล้งยัยทาสที่จะกลับมาในภายหลังอย่างไรดี
พอคิดได้เช่นนั้นเอน็อคก็อารมณ์ดีขึ้นจนยกยิ้มมุมปากอย่างพึงพอใจ
ยังไงยัยนั่นก็ชอบฉันจนแทบอยากจะฆ่าให้ตายอยู่แล้วนี่ ข้อสันนิษฐานอันหนักแน่นนั้นละลายความขุ่นเคืองในใจที่ค้างคามาตลอดให้มลายหายไปในพริบตา
เมื่อความสงบสุขกลับคืนมา เอน็อคก็ล้มตัวลงนอนด้วยจิตใจที่เบาสบายเป็นที่สุด
โครม ประตูห้องนอนที่ปิดลงด้านหลังของเขากะร่องกะแร่งราวกับเศษผ้าขี้ริ้ว ตรงส่วนลูกบิดประตูที่หลุดกระเด็นไปนานแล้วมีรูกลมกลวงโบ๋อยู่
ถึงบานประตูจะพังยับเยินแต่เอน็อคก็ไม่ได้ใส่ใจเลยสักนิด เขาจดจ่ออยู่กับความจริงที่ว่าตัวเองไม่ได้เป็นอะไรพลางหลับตาลงอย่างสงบ แม้จะนอนไม่หลับ แต่เอน็อคก็ยังปักใจเชื่อไปจนถึงที่สุดว่าตัวเองสบายดี
อันที่จริงเขาก็รักษาความเยือกเย็นของค่ำคืนนั้นไว้ได้ยาวนานพอดู แม้ในตอนที่ยัยทาสตัวดีไม่ยอมกลับบ้านมาเลยสักครั้งเดียว หรือตอนที่ไม่รู้ว่าใช้เล่ห์กลอะไรถึงไม่เคยโผล่หน้ามาให้เจอกันอีกเลยสักหน หรือตอนที่มีข่าวลือแพร่สะพัดว่าทั้งสองคนย้ายไปอยู่กินด้วยกันที่ศูนย์บัญชาการกิลด์ หรือตอนที่มีเรื่องเล่ากันปากต่อปากว่าสโนว์ไม่เหลียวแลหญิงอื่นอีกต่อไป จนกระทั่งเสียงยอมรับว่าทั้งคู่ดูจะมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกันจริงๆ เริ่มดังหนาหูขึ้น เขาก็ยังคงสบายดีอยู่จริงๆ
จนกระทั่งวันหนึ่ง จู่ๆ เขาก็เกิดนึกอยากออกไปข้างนอกขึ้นมาโดยบังเอิญ เดินเตร็ดเตร่แถวย่านการค้าโดยบังเอิญ แล้วก็ได้ยินโดยบังเอิญว่าทั้งสองคนอยู่ที่ย่านเริงรมย์
อะไรนะ? ไปย่านเริงรมย์เนี่ยนะ? การที่ออกจากบ้านไปทำเรื่องเหลวไหลแก่แดดแก่ลมแบบนั้นทำให้เขาถึงกับพูดไม่ออก แต่พอนึกดูอีกที ความคิดที่ว่าวันนี้ลองไปเที่ยวเล่นแถวนั้นบ้างก็คงไม่เลวก็แวบเข้ามาในหัว
นี่ยังไงซะก็เป็นความต้องการของฉันเองที่จะไป เพราะฉันเองก็อยากเที่ยวเล่นเหมือนกัน เอน็อคย้ำเตือนกับตัวเองเช่นนั้นแล้วมุ่งหน้าไปยังย่านเริงรมย์โดยควงคู่ควงไว้ทั้งสองข้างแขนราวกับจะอวดใครบางคน
ทันทีที่เขาปรากฏตัว บรรดาสมาชิกกิลด์ที่ออกมาท่องราตรีต่างพากันบอกที่อยู่ของสโนว์ให้รู้กันยกใหญ่ พลางถามว่าได้ยินข่าวเรื่องนั้นหรือยัง เอน็อครู้อยู่แก่ใจแต่กลับแสร้งทำเป็นไม่รู้แล้วเอ่ยอย่างหน้าตายว่าถ้าอย่างนั้นฉันไปเที่ยวที่นั่นด้วยก็แล้วกัน ก่อนจะก้าวเข้าไปในร้านที่ทั้งสองคนอยู่
จนถึงตอนนั้นก็ เอาเถอะ อารมณ์ยังคงดีอยู่ ดีไม่ดีลึกๆ แล้วอาจจะรู้สึกสนุกขึ้นมาด้วยซ้ำ เพราะเขาสงสัยเหลือเกินว่ายัยทาสจะทำสีหน้าแบบไหนเมื่อเห็นเขากำลังสำราญใจอยู่กับเหล่าคู่ควงอย่างสบายอารมณ์
ใช่แล้ว มันเคยเป็นเช่นนั้นแน่ๆ
“อะไรกัน เจ้านายก็อยู่ที่นี่ด้วยเหรอคะ?” “…….”
กระทั่งเขาได้เห็นรอยจูบที่ประทับอยู่บนลำคอของยัยทาสของตนที่อุตส่าห์ได้พบหน้า ร่องรอยแห่งความหฤหรรษ์อันโจ่งแจ้งนั้นทำให้เอน็อคไม่อาจทนได้อีกต่อไปและสบถคำหยาบออกมาอย่างเกรี้ยวกราด
“แม่งเอ๊ย”
กำลังโหลดความเห็น...