“[นิยาย] เมื่ออดีตชาติ ฉันเคยขายชาติมาแล้วค่ะ” มีฉากหรือเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่ กดยืนยันเพื่อเข้าชม เว็บจะจำไว้ในเบราว์เซอร์นี้
ตอนที่ 67
ในเมื่อแยกย้ายกันมาแบบนั้น อารมณ์ของทั้งคู่ย่อมไม่มีทางดีได้อยู่แล้ว แต่ถ้าให้เลือกว่าระหว่างเซร่ากับเอน็อคใครอารมณ์ดิ่งกว่ากัน แน่นอนว่าต้องเป็นเอน็อค
“เอน็อค อารมณ์ไม่ดีเหรอ” “อืม” “ทำไมถึงอารมณ์ไม่ดีล่ะ” “ไม่รู้สิ”
หลังจากปลีกตัวไปครู่หนึ่งแล้วกลับมา ไม่ว่าบรรดาคู่ควงของเขาจะเอ่ยปากชวนคุยอย่างไร เขาก็ได้แต่ตอบปัดๆ ไปอย่างหมดอาลัยตายอยากเท่านั้น
“ให้หนุนตักไหม” “ไม่ล่ะ” “งั้นให้ลูบหัวให้ไหม” “ไม่ล่ะ”
ชายหนุ่มที่ทอดร่างเหี่ยวย่นราวกับสาหร่ายทะเลอยู่บนเตียงน้ำที่ตามปกติควรจะว่ายวนไปมาอย่างอิสระนั้นมีบรรยากาศมืดมนตลอดเวลา ต่อให้อารมณ์ไม่ดีแค่ไหน ขอเพียงพวกคู่ควงอาสาจะให้หนุนตักหรือลูบหัวให้ เขาก็จะยิ้มระรื่นทันทีแท้ๆ แต่วันนี้กลับเป็นข้อยกเว้น
“วันนี้รู้สึก…… ไม่อยากทำอะไรเลย”
น้ำเสียงก็พลอยหดหู่ยานคาง ช่างคล้ายกับสภาพตอนอาการซึมเศร้ากำเริบไม่มีผิด
บรรดาคู่ควงที่ได้มาออกเดตด้วยเพราะบังเอิญเจอกับเอน็อคดูจะร้อนใจเป็นอย่างยิ่งเมื่อเห็นเอน็อคเอาแต่นั่งใจลอยไปที่อื่นอยู่เรื่อย
“ถ้าอย่างนั้นก็ทำให้อารมณ์ดีขึ้นสิ”
ท่ามกลางใบหน้าแปลกตาที่มามุงล้อมกันอยู่ ใบหน้าที่คุ้นเคยก็ปรากฏตัวขึ้น เธอคือเอมิลี่ ผู้เป็นคู่ควงของเอน็อคมาค่อนข้างยาวนานที่สุดในบรรดาคนกลุ่มนี้
“ถ้าอารมณ์ไม่ดีก็ลองดื่มเหล้าหน่อยสิ นะ”
เมื่อกี้ก็ทำหกใส่เสื้อผ้าจนไม่ได้ดื่มเลยไม่ใช่เหรอ คู่ควงที่กระซิบกระซาบอย่างออดอ้อนยื่นจอกเหล้าที่มีกลิ่นหอมหวานมาจ่อตรงหน้าเอน็อค
เอน็อคที่จ้องมองสิ่งนั้นนิ่งๆ ดันจอกเหล้าออกไปอย่างนุ่มนวลพลางกล่าว
“กลับไปเถอะ วันนี้ไม่มีอารมณ์น่ะ”
เมื่อถูกออกปากไล่อย่างกะทันหัน บรรดาคู่ควงต่างก็สบสายตากันอย่างรวดเร็ว หญิงสาวที่มีสีหน้าอ่านไม่ออกพากันส่ายหน้าคล้ายจะห้ามปรามอะไรบางอย่าง
เอมิลี่เมินเฉยสัญญาณเตือนนั้นแล้วยังคงคะยั้นคะยอให้เขาดื่มต่ออย่างออดอ้อน
“โธ่ อย่าทำแบบนั้นเลยน่า แค่จอกเดียวเอง นะ” “……”
บรรยากาศที่ดูเหมือนจะไม่ยอมจบลงง่ายๆ หากไม่ได้ดื่ม ทำให้เอน็อคจำต้องผุดลุกขึ้นนั่งอย่างรำคาญใจแล้วกระดกเหล้าลงคอไปจนหมดจอก
ของเหลวร้อนผ่าวไหลลัดเลาะผ่านลำคอลงไป ทันทีที่กระเพาะซึ่งเต็มไปด้วยสุราแรงสูงเริ่มร้อนระอุ ฤทธิ์สุราก็แล่นพล่านขึ้นมา สติสัมปชัญญะที่เคยยึดติดอยู่กับร่างเนื้อลอยเคว้งคว้างขึ้นมาในพริบตาแล้วปลิวหายไปไกลลิบ
เส้นประสาทที่เคยตึงเครียดคลายตัวลงในชั่วพริบตา ม่านตาเบิกกว้าง ความเสียวซ่านอันน่าขนลุกเกาะกุมไปตามแนวสันหลัง
ฮ่า… จอกเหล้าในมือของเอน็อคที่หลุดเสียงครางออกมาโดยสัญชาตญาณพลันลื่นหลุดและกลิ้งตกลงไป เคร้ง
ดื่มไปแค่จอกเดียว เขาไม่มีทางเมามายจนถึงขั้นนี้ได้แน่ หากว่าจอกเหล้าที่ยื่นให้เอน็อคไม่ได้ถูกผสมยาลงไป
ร่างของวีรบุรุษที่ระบายยิ้มอย่างเกียจคร้านค่อยๆ ทรุดฮวบลง น้ำหนักอันบอบบางทิ้งตัวลงมาทับบนร่างที่ประสาทสัมผัสเลือนรางราวกับรอคอยเวลานี้อยู่แล้ว
อ่า… เสียงอุทานที่เจือไปด้วยความอิจฉาดังระงมขึ้นรอบทิศ
เอน็อคลูบไล้แก้มของหญิงสาวที่ขึ้นมานั่งคร่อมบนเอวของเขาอย่างทะนุถนอมพลางกระซิบ
“เอมิลี่” “อื้อ เอน็อค”
เอมิลี่ที่เอาแก้มถูไถมือของเขาแย้มยิ้มอย่างเอียงอาย มือของเอน็อคเลื่อนผ่านแก้มที่ร้อนผ่าวลงไปยังลำคอ
“คอของเธอเนี่ยเรียวเล็กจังเลยนะ” “อื้อ”
ฝ่ามือลูบไล้ลำคอบอบบางที่กุมได้รอบด้วยมือเดียวอย่างเย้ายวนพร้อมกับเอ่ยคำชมระคนทึ่ง เอมิลี่เปล่งเสียงครางหวานหวิวเล็ดลอดออกมาคล้ายกำลังเคลิบเคลิ้มไปกับสัมผัสนั้น
เมื่อเธอส่งสัญญาณสายตา เหล่าคู่ควงคนอื่นที่คอยดูเชิงอยู่ก็พากันขยับขึ้นมาบนเตียงอย่างกล้าๆ กลัวๆ
บรรยากาศที่เกือบจะพังทลายลงดูเหมือนจะกลับเข้าที่เข้าทางได้ในแวบหนึ่ง
“พอดีมือจนหักทิ้งได้ง่ายๆ เลยล่ะ”
ก่อนที่มุกตลกร้ายอันเหี้ยมเกรียมจะหลุดออกมาจากปากของเอน็อค
“……!”
เฮือก เอมิลี่สะอึกสำลักลมหายใจ สีหน้าพลันซีดเผือดลงในพริบตา เธอรีบถอยร่างที่เบียดชิดออกไปครึ่งหนึ่งพลางมองเอน็อคด้วยสายตาตื่นตระหนกสุดขีด
เอน็อคที่สบตากับเธอแย้มยิ้มอย่างงดงามแล้วเอ่ยถาม
“ฉันต้องแกล้งทำเป็นไม่รู้ไปจนถึงเมื่อไหร่กันเหรอ”
ทั้งที่เป็นน้ำเสียงอ่อนหวานอย่างเห็นได้ชัด แต่อุณหภูมิรอบด้านกลับดิ่งวูบลงด้วยประโยคนั้นเพียงประโยคเดียว
“ฉันว่าฉันก็ให้โอกาสมากพอแล้วนะ”
ภายใต้สายตาที่ดูเคลิ้มลอยอย่างสมบูรณ์ ความเฉียบคมที่มองทะลุถึงความจริงกลับไม่ได้เลือนหายไปเลยแม้แต่น้อย
“อะ อึก……”
เอมิลี่อึกอักตอบด้วยน้ำเสียงสับสน อันที่จริงนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอใช้ยากับเอน็อค และเพราะทุกครั้งต่างผ่านค่ำคืนอันแสนสุขสมมาได้ตลอด เอมิลี่จึงคิดว่าเขาแยกแยะระหว่างฤทธิ์สุรากับฤทธิ์ยาไม่ออก
เธอจึงใช้ยาที่แรงขึ้นเรื่อยๆ…… ใช้ยาที่แรงขึ้นเรื่อยๆ……
“งะ งั้นที่ผ่านมาก็ ระ รู้หมด……”
เอมิลี่ที่ตระหนักได้ว่าแผนการของตนถูกจับได้ไล่ทันรีบถอยกรูดลงจากเตียงแล้วละล่ำละลักด้วยความลนลาน
“ทะ ทุกครั้ง เห็นปล่อยผ่านไป ฉัน กะ ก็คิดว่ามันไม่มีผลข้างเคียง แล้วเอน็อคก็ ชะ ชอบด้วย…….” “……”
เอน็อคจ้องมองใบหน้าที่ดูเว้าวอนนั้นนิ่งๆ เอมิลี่ที่ซีดเผือดจนขาวโพลนดูไร้ชีวิตชีวาไม่ต่างจากซากศพที่ยังเดินได้
ปกติแล้วถ้าชอบกันจริงๆ ก็คงต้องมีปฏิกิริยาแบบนี้สินะ ดิ้นรนทำทุกวิถีทางเพื่อให้ดูดีในสายตาอีกฝ่าย ร้อนรนกระวนกระวายเพราะไม่อยากถูกเข้าใจผิดหรือถูกเกลียดชังแม้เพียงนิด ช่างเถอะ ถึงจะไม่รู้ว่าไอ้ความรักประเภทที่ปากบอกว่ารักแต่ลับหลังกลับแอบวางยาในจอกเหล้าให้เนี่ยมันเรียกว่าความรักได้จริงๆ หรือเปล่าก็เถอะ แต่อย่างน้อยนี่ก็คือปฏิกิริยาของคนปกติ
……แต่ยัยทาสนั่นไม่ได้ทำแบบนั้น พอมาลองเทียบกันดูแล้ว เมื่อครู่นี้ยัยทาสของเขาไม่ได้แก้ตัวเรื่องรอยจูบที่ประทับอยู่ตรงซอกคอของตัวเองเลยสักคำเดียว เธอปล่อยให้เอน็อคเข้าใจผิดไปเองหน้าตาเฉย ราวกับไม่สนใจเลยว่าเขาจะคิดยังไงก็ตาม
ยิ่งคิดก็ยิ่งหดหู่ สีหน้าของเอน็อคยิ่งทวีความเย็นเยียบจนเย็นชืดลงไปทุกที
“ก็เอน็อคดูซึมกะทืออยู่ทุกวันนี่นา ชะ ฉันแค่อยากช่วย อยากช่วยนายจริงๆ นะ……!” “พอได้แล้ว”
เอน็อคตัดบทเอมิลี่ที่เริ่มจะพูดจาเพ้อเจ้อไม่รู้เรื่องอย่างเย็นชา
“ตอนที่ยังปล่อยให้ไป ก็รีบไปซะ”
นัยน์ตาสีเขียวอ่อนที่ไร้ซึ่งความเสน่หาแม้เพียงเศษเสี้ยวจ้องมองเธออย่างเย็นชา
ฮึก เอมิลี่กลืนเสียงสะอื้นลงคอแล้วรีบลุกขึ้นวิ่งหนีไป เหล่าคู่ควงคนอื่นๆ ที่เคยฝากความหวังไว้กับเธอก็พากันวิ่งหนีตามไปด้วยสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก
“ยินดีด้วยนะ มีคู่ควงอีกกลุ่มทิ้งหัวหน้าไปแล้วสิ”
จากอีกฟากของม่านที่เหล่าคู่ควงของเอน็อคเพิ่งวิ่งเตลิดออกไป มีใครบางคนกำลังปรบมือดังแปะๆ อย่างออกรสออกชาติ
“มีคู่ควงเยอะไปจะมีประโยชน์อะไร อยู่ได้ไม่นานก็พากันเทหัวหน้าทิ้งหมด จริงไหมล่ะ”
หญิงสาวที่ก้าวเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัวของเอน็อคหลุบตามองเขาด้วยแววตาเอือมระอา เธอคือเจ้าของร้านที่ได้รับรายงานว่าผนังร้านตัวเองเป็นรูโบ๋ จึงรีบปรี่มาเอาเรื่องเอน็อคทันที
“ฉันเป็นคนเทต่างหากล่ะ”
เอน็อคพึมพำอย่างรำคาญใจแล้วยกแขนขึ้นมาปิดตา ไม่รู้ว่าใช้ยาแรงขนาดไหน ภาพตรงหน้าถึงได้หมุนเคว้งไปหมด
“เอาไง จะให้เรียกแขกคนอื่นมาให้ไหมล่ะ รสนิยมเรื่องผู้หญิงยังไม่เปลี่ยนใช่ไหม”
เมื่อเห็นสภาพที่สติสตังหลุดลอยไปไกล เจ้าของร้านก็เอ่ยประชดประชันด้วยสีหน้าที่รู้ทันเป็นอย่างดี
“ผิวขาว มือสวย หน้าอกใหญ่ รูปร่างเล็ก ผมหยิก หรือไม่ก็……”
หญิงสาวกางนิ้วมือทั้งห้าออกแล้วร่ายรสนิยมที่ไม่เคยเปลี่ยนไปเลยของเอน็อคออกมาอย่างคล่องปาก
เหตุผลที่ต้องสาธยายสิ่งเหล่านี้ออกมาทีละข้อก็เพื่อข้อสุดท้ายที่จะโผล่มานั่นเอง
เมื่อนับนิ้วครบทั้งห้าจนถึงจังหวะที่ต้องการแล้ว เจ้าของร้านก็เอ่ยเสริมข้อสุดท้ายออกมาด้วยน้ำเสียงระอาเต็มทน
“ผู้หญิงที่มีไฝที่หลัง”
ผู้หญิงที่มีไฝที่หลังเนี่ยนะ ขำไม่ออกเลยจริงๆ คงเพราะขนาดตัวเองพูดเองยังรู้สึกตลก เจ้าของร้านจึงส่งเสียง เหอะ! หัวเราะเยาะออกมาอย่างเหลือเชื่อ
“โหยหาคนคนเดียวออกนอกหน้าขนาดนี้ แต่แปลกดีนะที่พวกอยากเป็นคู่ควงยังแห่กันเข้ามาไม่หยุดน่ะ”
เอน็อคตอบกลับด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้างต่อคำวิจารณ์เผ็ดร้อนที่จี้ใจดำเข้าอย่างจัง
“พวกนั้นก็รู้กันทั้งนั้นแหละถึงมาเป็น” “ใช่สิ รู้ทั้งรู้แต่ก็ยังกระโจนเข้าใส่ คิดว่าตัวเองคงไม่เหมือนคนอื่น คิดว่าครั้งนี้คงต่างออกไปล่ะสิไม่ว่า”
เจ้าของร้านรัวคำพูดเหน็บแนมออกมาไม่หยุดราวกับคาดการณ์คำตอบนั้นไว้อยู่แล้ว
เฮ้อ เอน็อคถอนหายใจพลางยกมือที่ปิดตาออกแล้วก้มมองหญิงสาวที่ยืนอยู่ตรงปลายเท้า เจ้าของร้านเดาะลิ้น จึ๊ๆ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับความหดหู่อันแสนสาหัสที่ไม่จางหายไปแม้จะมึนเมาด้วยฤทธิ์ยาก็ตาม
“เทน้ำใส่ถังก้นรั่วไปเรื่อยๆ มันจะได้อะไรขึ้นมาล่ะ”
สุดท้ายมันก็เป็นถังเปล่าเหมือนเดิมนั่นแหละ เจ้าของร้านที่แสยะยิ้มเยาะราวกับไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอีกต่อไปแล้วโยนบางอย่างมาทางเอน็อค
มันคือเสื้อผ้าที่พอจะใส่แทนเสื้อเชิ้ตที่เปียกโชกจนดูไม่จืดตัวนั้นได้
“ยังไงก็ไม่เคยพอใจอยู่แล้ว จะกวาดรวบรวมของแทนตัวไปเยอะแยะทำไมกัน” “……” “เลิกทรมานคนอื่นด้วยความหวังลมๆ แล้งๆ เสียที แล้วไปซ่อมก้นถังเปราะๆ นั่นให้เรียบร้อยเถอะ”
เอน็อคที่โงนเงนลุกขึ้นยืนตามเสียงบ่นจู้จี้ที่ตามมาติดๆ ค่อยๆ เปลี่ยนเสื้อผ้าพลางบ่นพึมพำ
“……หาเรื่องอะไรอีกล่ะ” “ก็มันน่าโมโหที่นายมาเจาะรูบนกำแพงร้านฉันน่ะสิ”
เจ้าของร้านที่มองดูสภาพนั้นด้วยสายตาสมเพชเวทนา ถึงเอ่ยปากบอกจุดประสงค์ที่มาหาเอน็อคในที่สุด
“คงไม่มีค่าซ่อมให้ใช่ไหมล่ะ ต่อไปนี้หัวหน้าถูกห้ามเข้าร้านฉันตลอดกาลย่ะ”
หญิงสาวผู้ออกปากไล่แขกอย่างเย็นชาหมุนตัวเดินกลับออกไปโดยไม่เหลียวหลังอาลัยอาวรณ์เมื่อพูดจบ
แผ่นหลังเพรียวระหงค่อยๆ ห่างออกไป เจ้าของร้านสาวผู้บริหารร้านที่โด่งดังที่สุดในย่านเริงรมย์สวมชุดราตรีที่เว้าหลังลึก
บนแผ่นหลังของเจ้าของร้านมีไฝเม็ดหนึ่งแต้มอยู่
“…….”
เอน็อคที่เปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จเรียบร้อยก็ลุกขึ้นแต่โดยดี พอหยัดยืนด้วยขาทั้งสองข้าง ฤทธิ์ยาก็ตีขึ้นมาจนหน้ามืดเกือบจะล้มพับลงไปอีกรอบ
ป้อนยาตัวแรงให้กันเชียวนะ เอน็อคกระตุกยิ้มมุมปากอย่างเย้ยหยันพลางก้าวเท้าเดิน
ทว่าต่างจากสติที่ซวนเซ ฝีเท้าที่ก้าวเดินออกไปท่ามกลางความมืดมิดกลับสง่างามไร้ซึ่งความสะดุดแม้แต่น้อย
เอน็อคเดินออกจากย่านนั้นราวกับคนที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขาเดินก้าวต่อไปเรื่อยๆ ประหนึ่งไม่ได้รู้สึกสะทกสะท้านอะไรเลย ทั้งกับเหล่าคู่ควงที่วางยาตน หรือคำพูดของหญิงสาวที่ตำหนิว่าตนเป็นเหมือนถังก้นรั่ว
ทั้งหมดล้วนเป็นเรื่องที่ไม่ว่าอย่างไรก็ช่างทั้งนั้น ขณะที่กำลังเดินทอดน่องไปตามถนนยามค่ำคืนที่ไอร้อนกำลังคุกรุ่น จู่ๆ ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมา
ทำอย่างไรถึงจะดึงความสนใจของยัยทาสกลับคืนมาได้นะ
เอน็อครู้สึกว่าตัวเองช่างไร้ทางเยียวยาเหลือเกินที่มัวแต่มานั่งกลุ้มใจเรื่องพรรค์นี้อยู่ได้ในสถานการณ์เช่นนี้
เมื่อดูจากที่ตนกำลังจะทำเรื่องเดิมๆ ซ้ำซาก ทั้งที่เพิ่งได้ยินคำเตือนให้ไปแก้ปัญหาที่ต้นตอมาหยกๆ
ถังก้นรั่วงั้นเหรอ ซ่อมก้นถังที่แตกงั้นเหรอ ทั้งหมดมันก็แค่เรื่องหมาๆ กับตรรกะวิบัติสิ้นดี
ไม่มีวิธีซ่อมอะไรพรรค์นั้นหรอก เพราะเขาได้ทำลายมันลงด้วยมือของตัวเองไปตั้งนานแล้ว
……มีแต่วิธีเอาของที่คล้ายๆ กันมายัดอุดไว้เท่านั้น ไม่ว่าจะอย่างไร ก็คิดวิธีอื่นไม่ออกเลยจริงๆ
ไม่ว่าจะอย่างไร นอกจากวิธีนั้นแล้วก็ไม่มีอีก
“ได้ยินว่าเมื่อกี้ไปเจอกับหัวหน้ามาเหรอครับ”
ตอนที่กลับมาถึงศูนย์บัญชาการกิลด์ สโนว์เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเหมือนพูดลอยๆ เซร่าที่กำลังหาจังหวะเหมาะๆ อยู่พอดีว่าจะเปิดประเด็นเรื่องนั้นตอนไหน จึงรัวถ้อยคำที่เตรียมไว้ออกมาเป็นชุดด้วยสีหน้าราวกับสบโอกาสพอดี
นานๆ ทีจะได้เจอกันเลยกะว่าจะแค่ทักทายแล้วเดินผ่านไปแท้ๆ แต่เอน็อคกลับเป็นฝ่ายหาเรื่องก่อน พอจะเมินแล้วเดินหนี เขาก็รั้งตัวไว้จนมีปากเสียงยื้อยุดกันนิดหน่อย คนที่เห็นเหตุการณ์เข้าก็เลยคงเข้าใจผิดกันไปเอง อะไรทำนองนั้นแหละ……
เมื่อได้ยินคำแก้ตัวที่พรั่งพรูออกมาแบบไม่หยุดหายใจ สโนว์จึงบอกให้เธอใจเย็นๆ ก่อน แล้วค่อยๆ ซักถามทีละขั้นทีละตอน
“หัวหน้าหาเรื่องไปทำไมเหรอครับ” “อา เรื่องนั้น……”
เซร่าเกาหน้าแก้เก้อ พลางดึงเสื้อคลุมตัวนอกที่สวมอยู่ออกแล้วตอบกลับ
“เหมือนว่าจะเป็นเพราะรอยที่คอนี่น่ะค่ะ” “โอ้~”
สโนว์มองรอยที่ประทับเด่นชัดอยู่บนลำคอขาวผ่องพลางอุทานชื่นชมอย่างจริงใจ ทั้งที่ไปด้วยกันมาตลอดแท้ๆ แต่ปฏิกิริยากลับเหมือนเพิ่งสังเกตเห็นว่ามีของแบบนี้อยู่บนคอของเซร่าเอาป่านนี้
“รอยติดชัดดีนี่ครับ” “ใช่ไหมล่ะคะ”
เซร่าตอบรับอย่างกระตือรือร้นพลางยิ้มแป้นให้กับสโนว์ที่ยกนิ้วโป้งให้
เธอล้วงกระเป๋าควานหาอะไรบางอย่าง ก่อนจะหยิบสิ่งของชิ้นเล็กๆ ออกมาอวดอย่างภาคภูมิใจ
“ฉันว่าไอ้นี่ประสิทธิภาพดีใช้ได้เลยนะคะ”
สิ่งของที่มีรูปทรงเหมือนลูกข่างชิ้นนั้นมีรูทะลุตรงกลาง มันคือของเล่นสำหรับผู้ใหญ่ที่เมื่อกดแนบกับผิวหนังแล้วดัน ก็จะทำให้เกิดรอยช้ำเหมือนรอยคิสมาร์กได้
แม้จะไม่รู้ว่าผลิตของพรรค์นี้มาขายทำไมก็เถอะ แต่สำหรับคนที่มีความต้องการใช้งานแล้ว แค่มีมันอยู่ก็นับว่าน่าขอบพระคุณยิ่งนัก เธอไปเจอมันเข้าโดยบังเอิญ และเพิ่งได้ของใหม่แกะกล่องชิ้นนี้มาครอบครองเมื่อวานนี้เอง
สโนว์รับของชิ้นนั้นมาจากมือเซร่าแล้วหมุนพลิกดูหน้าหลังอย่างสนอกสนใจ
“ใช้ไปตอนไหนเหรอครับ” “หลังจากเข้าไปในร้านได้ไม่นานค่ะ” “โอ้โห~”
ความรอบคอบที่คำนวณจังหวะเวลาไว้อย่างไร้ที่ติตรงนี้ ทำให้คราวนี้สโนว์ถึงกับยกนิ้วโป้งขึ้นให้พร้อมกันสองข้าง
อย่างที่เขาว่ากันว่าสถานการณ์สร้างคน นับตั้งแต่ตกลงร่วมมือกันเพื่อเป้าหมายเดียวกัน เซร่าก็ทุ่มเทสุดตัวเพื่อให้ละครฉากนี้จบลงด้วยความสำเร็จอย่างงดงาม ยิ่งกว่าตัวสโนว์เองเสียอีก
นั่นทำให้เขารู้สึกอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก
“ขนาดหัวหน้ายังโดนหลอกได้ แบบนี้ใครก็ต้องหลงกลทั้งนั้นแหละครับ~”
สโนว์ส่งของคืนให้พลางมองรอยจูบที่ดูเหมือนของจริงไม่มีผิดเพี้ยนแล้วคลี่ยิ้มกว้าง พอนึกถึงภาพหัวหน้าที่คงเดือดปุดๆ ตอนเห็นรอยนี้ โหนกแก้มของเขาก็ยกสูงขึ้นมาเองอย่างห้ามไม่อยู่
“ถ้าอย่างนั้น ตั้งแต่วันนี้ก็พักได้สามวันตามที่ตกลงกันไว้ใช่ไหมคะ”
เซร่าเก็บของเข้าที่อย่างเรียบร้อยแล้วมองสโนว์ด้วยแววตาที่ซ่อนความตื่นเต้นไว้ไม่มิด ทั้งสองคนตกลงกันไว้แล้วว่า หลังจบการเดตที่ย่านเริงรมย์ในวันนี้ พวกเขาจะเก็บตัวอยู่แต่ในศูนย์บัญชาการกิลด์จนกว่ากิลด์อัลแทร์จะมาถึง
ภายนอกสร้างภาพว่าหลังจากไปย่านเริงรมย์มา ความรักก็ยิ่งลุกโชนจนร่วมหลับนอนกันอย่างเร่าร้อน แต่ความจริงแล้วก็แค่หาเรื่องอู้งานพักผ่อนให้หนำใจต่างหาก
“ครับ วันที่จะออกไปก็อย่าลืมใช้เจ้านั่นด้วยล่ะ”
สโนว์พยักหน้าตอบรับอย่างยินดีพลางชี้ไปที่ของในมือเซร่าเพื่อกำชับ ถือเป็นการอนุมัติวันหยุดอย่างหมดจด เยี่ยมไปเลย! เซร่าที่อารมณ์ดีขึ้นมาทันตาแย้มยิ้มอย่างพึงพอใจพลางโบกมือให้เขา
“ถ้าอย่างนั้นก็……” “ครับ พักผ่อนเถอะ~”
ทั้งสองคนที่โบกมือให้กันแยกย้ายกลับเข้าห้องของตัวเองโดยไม่มีความลังเล ศูนย์บัญชาการกิลด์ที่ไม่มีคนพักอาศัยอยู่ประจำแทบไม่ต่างอะไรจากบ้านของสโนว์ ต่อให้แยกห้องกันอยู่แบบนี้ก็ไม่มีทางถูกจับได้อยู่แล้ว
ห้องที่เซร่าใช้คือห้องข้างๆ สโนว์นี่เอง แม้จะไม่มีทางถูกจับได้ แต่ก็ตัดสินใจพักที่ห้องซึ่งใกล้ที่สุดเพื่อเผื่อไว้ในกรณีที่ความแตกขึ้นมา โดยใช้ข้ออ้างว่าแมวที่สโนว์เลี้ยงไว้ค่อนข้างอ่อนไหว ถ้ามีแขกมาเยือนแล้วจะทรมาน
นับจากนี้จะได้พักตั้งสามวัน! เซร่าที่เข้ามาในห้องฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดีพลางถอดเสื้อคลุมโยนทิ้งไปทั้งที่ยังไม่ได้เปิดไฟ
ขณะที่เธอกำลังก้าวไปทางตู้เสื้อผ้าเพื่อหาชุดมาเปลี่ยน สายลมก็พัดวูบมาจากด้านหลัง
“……?”
ฉันเปิดหน้าต่างทิ้งไว้เหรอ เธอทำหน้าสงสัยพลางหันกลับไปมองตามสัญชาตญาณ ผ้าม่านพลิ้วไหวตามสายลมฤดูใบไม้ร่วงที่พัดเข้ามาพอดิบพอดี
ริมหน้าต่างที่มีแสงไฟจากถนนอันวิจิตรตระการตาส่องลอดเข้ามา มีเงาร่างสูงใหญ่เงาหนึ่งกำลังนั่งพาดขาอยู่ เซร่าที่กวาดสายตามองตามกรอบแสง สบเข้ากับเรือนผมสีแดงเพลิงดั่งไฟเผาเข้าอย่างจังจนเผลอเอ่ยชื่ออีกฝ่ายออกมาโดยไม่รู้ตัว
“เอน็อค……?”
ราวกับจะตอบสนองต่อเสียงนั้น ร่างสูงใหญ่พลันสูดลมหายใจเข้าอย่างไร้สุ้มเสียง
ไม่รู้ว่ารู้แล้วตามมาถูกได้อย่างไร เอน็อคกลับมาอยู่ตรงหน้าเธอราวกับเป็นเรื่องปกติ แม้ภายในห้องจะมืดมิดและมองไม่เห็นใบหน้าเพราะแสงย้อน แต่เซร่าก็สัมผัสได้อย่างชัดเจนถึงสายตาที่เอน็อคกำลังจับจ้องมองมายังตน
ความรู้สึกวิกฤตอันน่าขนลุกถาโถมเข้าใส่ราวกับมีสัตว์ร้ายซุ่มซ่อนอยู่ในพุ่มไม้คอยจ้องจะตะครุบเหยื่อ
ถ้าเป็นคนอื่นคงจะล่าถอยและระวังตัวไปแล้ว แต่เซร่ากลับมองข้ามสายตานั้นไปอย่างไม่ใส่ใจ เธอตีหน้าบึ้งตึงพลางก้าวเข้าไปหาอย่างไม่เกรงกลัว
“มาหาเรื่องอะไรอีกคะ?”
สรุปก็คือ เรื่องราวที่จะเกิดขึ้นนับจากนี้ถือเป็นเหตุการณ์ที่บังเกิดขึ้นจากความไม่รู้อิโหน่อิเหน่ของเธอนั่นเอง
เซร่าผู้ไม่เคยใส่ใจคนอื่นไม่รู้เลยว่าเขากำลังเข้าใจผิดอะไรในตัวเธอ ไม่รู้ว่าเขารู้สึกอย่างไรตอนที่เธอตกลงรับข้อสัญญานี้ ไม่รู้ว่าตลอดสองสามวันที่ผ่านมาในบ้านที่ไม่มีเธอกลับไปนั้นลึกๆ แล้วเขากำลังเฝ้ารอเธออยู่ และไม่รู้เลยสักนิดว่าตอนที่เขาเห็นรอยจูบบนคอของเธอที่ย่านเริงรมย์เมื่อครู่นี้ เขาได้จินตนาการเตลิดเปิดเปิงไปถึงขั้นไหนแล้ว
ว่าสิ่งเหล่านั้นมันสั่นคลอนความรู้สึกของเขาจนสับสนวุ่นวายเพียงใด และมันทำให้เขาแทบจะเป็นบ้าคลั่งได้มากขนาดไหน
“ทำไมเงียบแบบนี้ล่ะ อุตส่าห์บุกมาถึงนี่แล้วก็พูด-.”
เธอไม่เคยรู้อะไรเลย
“……!”
จนกระทั่งเอน็อคที่โถมตัวเข้าใส่ราวกับหมดความอดทน ได้บดขยี้กลืนกินริมฝีปากของเธอเข้าไปนั่นแหละ
กำลังโหลดความเห็น...