“[นิยาย] เมื่ออดีตชาติ ฉันเคยขายชาติมาแล้วค่ะ” มีฉากหรือเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่ กดยืนยันเพื่อเข้าชม เว็บจะจำไว้ในเบราว์เซอร์นี้
ตอนที่ 85
‘ถ้าได้ขี่หลังเด็กคนนั้น ความรู้สึกมันคงจะประมาณนี้สินะ’
เซร่ายิ้มเจื่อนให้กับความรู้สึกเศร้าสร้อย อาจเป็นเพราะวัยใกล้เคียงกับน้องชายผู้ล่วงลับ ภาพของอควิลาจึงซ้อนทับกับเด็กคนนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ทั้งบีเซ ทั้งเซย์เยน หรือว่าฉันจะแพ้ทางเด็กวัยนี้กันแน่นะ
เซร่าที่ค้นพบจุดอ่อนของตัวเองโดยไม่ตั้งใจขยับริมฝีปากอย่างยอมจำนน
“……อควิลา” “คะ?” “เธอจะไม่มีวันตายที่นี่เด็ดขาด”
นั่นอาจเป็นการใส่ใจเด็กที่แอบตัวสั่นด้วยความกลัวอยู่ลึกๆ และเป็นการตอบแทนคนที่ยอมแบกเธอขึ้นหลังเป็นคนแรก
หากที่ผ่านมาเธอเคลื่อนไหวเพียงเพื่อลดโทษทัณฑ์ หลังจากนี้ก็เป็นความมุ่งมั่นที่จะลงมือช่วยชีวิตอควิลาโดยไม่สนใจเรื่องนั้นอีกต่อไป
เฮ้อ เซร่าถอนหายใจติดๆ กันให้กับความคิดอ่อนไหวไม่สมกับเป็นตัวเอง เพราะแบบนี้เด็กดีถึงได้น่ารำคาญ ก็มันทำให้คิดเรื่องชั่วๆ ไม่ลงน่ะสิ
“……?”
อควิลาที่ไม่รู้ความคิดในใจของเซร่าเอียงคอสงสัยกับคำพูดอันกะทันหัน ก่อนจะหัวเราะพรืดออกมาอย่างร่าเริง
“คุณเนี่ย…… พูดจาเหมือนพี่ชายสโนว์เปี๊ยบเลยนะคะ” “ฉันเนี่ยนะ?”
ค่ะ อควิลารีบพยักหน้า ฮึบ เด็กสาวขยับตัวยกเซร่าให้กระชับขึ้นแล้วถามด้วยน้ำเสียงที่ยังเจือรอยยิ้ม
“หรือว่าคุณเองก็มองทะลุเห็นอะไรบางอย่างได้เหมือนกันเหรอคะ?” “…….”
เป็นคำถามที่ชวนให้คิดหลายตลบ เธอควรจะปากแข็งปฏิเสธเพราะถูกแทงใจดำ หรือจะลองหยั่งเชิงดูดีว่าที่บอกว่า ‘เหมือนกัน’ แสดงว่าสโนว์มองเห็นอะไรจริงๆ สินะ?
“ถึงแล้วล่ะ ปล่อยฉันลงได้แล้ว”
ระหว่างที่ยังลังเลตัดสินใจไม่ได้ ทั้งสองก็มาถึงสุดทางเดินที่เซร่าสร้างขึ้น ดูเหมือนแกนกลางจะสังเกตเห็นการมาเยือนของผู้บุกรุกแล้วเช่นกัน จากความมืดมิดเลยทางเดินนั้นไป เสียงชีพจรเต้นทึบหนักดัง ตึก ตึก แว่วเข้ามา
“อ๊ะ ถึงแล้วเหรอคะเนี่ย?”
ทั้งที่ต้องเหนื่อยมากอย่างแน่นอน แต่อควิลากลับปล่อยเซร่าลงด้วยท่าทางเสียดาย เซร่าที่กลับมายืนด้วยสองขาของตัวเองได้ในที่สุดเดินนำไปข้างหน้าแม้จะยังกะเผลกอยู่ก็ตาม
“สุดทางนี้น่าจะเป็นแกนกลางของหนาม-.”
ดังนั้น เมื่อเซร่าหลุดพ้นจากเขาวงกตอันคดเคี้ยวได้อย่างสมบูรณ์และเงยหน้าขึ้นมองไปยังไอพลังอันแข็งแกร่งที่เธอจับสัมผัสได้
“……!”
เธอก็ต้องชะงักหยุดอยู่กับที่เมื่อพบกับบุคคลที่ไม่คาดคิด
“คุณคือ……?”
ความระแวดระวังผุดขึ้นมาในตัวเซร่าทันทีที่จำอีกฝ่ายได้ ร่างเงาที่ทอดตัวอ่อนปวกเปียกอยู่ในความมืดจึงค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมาช้าๆ
“ซีเรียน-.”
อควิลาที่สังเกตเห็นตัวตนในความมืดตามมาติดๆ พึมพำชื่อของอีกฝ่ายออกมา
สายตาเบิกโพลงกวาดมองเซร่าและอควิลา ก่อนจะแสยะยิ้มชวนขนลุกจนเห็นฟันขาว
“ยัง นึกไม่ถึงเลยว่า จะยังมีชีวิตอยู่…….”
นั่นคือซีเรียนที่คิดว่าตายไปแล้ว
“ดวงแข็ง สมเป็น ไอ้หนู จริงๆ”
เขายิ้มเมื่อเห็นอควิลาไร้บาดแผลและปลอดภัยดี คร่อก เสียงเสมหะปนเลือดเดือดพล่านดังขึ้นในลำคอของซีเรียนสอดรับกับรอยยิ้มนั้น
ตึก ตึก เสียงชีพจรทึบหนักที่เคยได้ยินจากทางเดินยังคงดังก้องอย่างเชื่องช้าจนถึงตอนนี้
สายตาของเซร่าที่ชะงักไปเริ่มกวาดมองอย่างเร่งรีบ
ร่างของเขาที่หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับกำแพงและลอยค้างอยู่กลางอากาศ กลายสภาพผอมแห้งเหี่ยวเฉาราวกับมัมมี่ในช่วงเวลาที่ไม่เจอกัน
เถาวัลย์ที่ยื่นออกมาจากกำแพงพันธนาการร่างของซีเรียนไว้อย่างแน่นหนา โดยเฉพาะตรงลำคอที่เขาเคยกรีดแผลไว้ด้วยตัวเองนั้นมีมากเป็นพิเศษ
กิ่งก้านสีดำที่เกาะติดอยู่ตรงนั้นกำลังกลืนกินเลือดของเขาดังอึกๆ เป็นระยะ อึก อึก…… เป็นเสียงทึบหนักที่คุ้นหูเหลือเกิน
ถึงตอนนั้นเซร่าจึงตระหนักได้ถึงตัวจริงของเสียงชีพจรที่ตนเองได้ยิน
“……กลายเป็นหนึ่งเดียวกับหนามไปแล้วเหรอ?”
อักขระเวทอันน่าสะพรึงกลัวหมุนวนอยู่รอบตัวซีเรียนที่ถูกสตัฟฟ์ติดกำแพงราวกับผีเสื้อถูกเข็มหมุดตรึงไว้ เซร่าที่จับตาดูสิ่งนั้นอย่างพินิจพิเคราะห์สามารถอ่านเวทมนตร์ที่โอบล้อมซีเรียนออกได้ในพริบตา
หนามที่เคลื่อนไหวด้วยการดูดกลืนพลังชีวิตกำลังใช้ซีเรียนเป็นร่างอาศัย การถูกแย่งชิงพลังชีวิตเป็นเรื่องทรมาน ทว่าหนวดระโยงระยางนับไม่ถ้วนที่หนามปักเข้าไปในร่างของเขาก็กำลังยื้อชีวิตของซีเรียนเอาไว้ไม่ให้ตายได้ง่ายๆ
หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ซีเรียนคงจะถูกคั้นเอาทุกสิ่งไปจนกว่าร่างจะแห้งเหี่ยวตาย
นี่เป็นวิธีการประยุกต์ใช้ที่เซร่าเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรกในชีวิต พอมองดูก็รู้สึกสะอิดสะเอียนจนแทบพะอืดพะอม ไม่รู้ว่าใครกันแน่ที่สร้างเรื่องบัดซบพรรค์นี้ขึ้นมา แต่มันต้องเป็นไอ้สารเลวที่มองมนุษย์ตัวเป็นๆ เป็นแค่เชื้อเพลิงคุณภาพดีแน่ๆ
“สมกับเป็นผู้มีภูมิคุ้มกันชั้นต่ำ ปราดเดียวก็ดูออกเลยนะ”
ซีเรียนแว้งเหน็บแนมเข้าใส่ทันควัน โดยไม่รู้เลยว่าการถอดรหัสเวทมนตร์อันซับซ้อนนี้ได้ในคราวเดียวมันยอดเยี่ยมขนาดไหน
“ส่องกระจกดูสารรูปตัวเองก่อนจะมาด่าคนอื่นว่าต่ำเถอะย่ะ”
เสียงหัวเราะเยาะในลำคอดังขึ้นมาเองโดยไม่ได้ตั้งใจ เซร่ายื่นคางไปทางซีเรียน พลางบอกให้อีกฝ่ายรู้ด้วยความหวังดีว่าเขากำลังทำตัวเป็นพวกกินบนเรือนขี้รดบนหลังคาอยู่
“ทำเป็นวางมาดสูงส่งอยู่คนเดียวแท้ๆ แต่ดันไปจับมือกับอันทาเรสเนี่ยนะ?”
คนที่ตอบสนองต่อคำว่า ‘อันทาเรส’ ที่หลุดออกจากปากของเซร่าคืออควิลา เธอที่สะกดกลั้นอารมณ์ตื่นตระหนกแล้วก้าวออกไปข้างหน้า ได้มองซีเรียนที่ตกอยู่ในสภาพน่าสังเวชด้วยสายตาสงสาร
“ซีเรียน ทำไมถึงได้ทำเรื่องไร้เกียรติแบบนี้…….” “หากเป็นกระผม ทำ มันคือความไร้เกียรติ รึขอรับ”
ซีเรียนเย้ยหยันอควิลาโดยไม่ลังเล ไหล่ของเขาสั่นไหวไม่หยุดขณะที่ทิ้งศีรษะลงราวกับกำลังกล้ำกลืนอารมณ์
เสียงหัวเราะคิกคักของเขาขาดห้วงไปทุกครั้งที่หนามซึ่งปักอยู่ตรงลำคอดูดกลืนเลือดเข้าไป ยิ่งทำให้ดูวิปริตพิสดารขึ้นไปอีก
แล้วเขาก็หยุดหัวเราะกะทันหัน ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นมาว่า
“พวกคุณ ทำ แล้วมันมีเกียรตินักหรือ?” “ตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว พูดเรื่องอะไรกันแน่ ไม่เข้าใจเลยสักนิด…….” “ไม่รู้ เรื่องอะไร เลย จริงๆ งั้นหรือ?”
เขาพูดแทรกขึ้นมาโดยไม่เปิดโอกาสให้อควิลาได้ตอบ สายตาคู่นั้นเปี่ยมไปด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์เด็กสาวผู้ไร้เดียงสาที่อ้างว่าไม่รู้อะไรเลยอย่างแท้จริง
“เดนิดาส ฟอน เบเดลเกีย”
เขาเอ่ยพระนามของกษัตริย์ที่ตนมิอาจหาญเอ่ยถึงมาตลอดชีวิตด้วยความเคียดแค้นชิงชัง
กิ๊ววว…… ก้อนเมฆทมิฬที่เกาะติดอยู่กับอควิลาร้องครางแผ่วเบาราวกับตอบสนองต่ออารมณ์นั้น
ทำไมถึงเป็นแบบนี้กัน? ในชั่วพริบตาที่สายตาของเซร่าถูกดึงดูดไปทางนั้น เสียงตะโกนก้องก็ระเบิดออกมาจากปากของซีเรียน
“เด็กที่ถือกำเนิดขึ้นมา จากการที่ตาแก่โลภมากคนนั้น ยืมพลังของอันทาเรส ก็คือแกยังไงล่ะ! อควิลา ฟอน เบเดลเกีย!” “……!”
และเมื่อเบื้องลึกเบื้องหลังอีกเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับชาติกำเนิดของอควิลาถูกเปิดเผยออกมา
เปรี๊ยะ รอยร้าวก็พลันปรากฏขึ้นบนเศษเสี้ยวแห่งดวงดาว
“ฉะ ฉันเนี่ย นะ―?”
สุรเสียงอันตื่นตระหนกของอควิลาค่อยๆ ห่างไกลออกไป ความมืดมิดที่ส่องให้เห็นอดีตของเธอประปรายเลือนหายไป และเซร่าก็ถูกดูดกลืนมุ่งสู่ความจริงอย่างรวดเร็ว
“ตอนที่แก ยังอยู่ในท้อง ‘ชายคนนั้น’ ได้มาเยือนที่อัลแทร์”
ในห้วงเวลาที่หมุนย้อนกลับไป เดนิดาสที่มีใบหน้าอ่อนเยาว์กว่าในปัจจุบันมากได้ปรากฏตัวขึ้น ด้านข้างของเขามีสตรีผู้งดงามกำลังโอบอุ้มครรภ์ที่นูนโตอยู่
เขาแสร้งทำเป็นมองไม่เห็นภรรยาที่กำลังหวาดกลัว และเอาแต่ค้อมเอวคำนับชายผู้คลุมกายด้วยเสื้อคลุมสีดำสนิทไม่หยุดหย่อน
‘ข้าไม่ต้องการเด็กผู้ชาย สิ่งที่ข้าต้องการคือลูกสาว’
เป็นท่าทีอันต่ำต้อยน่าสมเพช ช่างแตกต่างจากในปัจจุบันที่เขาให้ความสำคัญกับศักดิ์ศรีและความน่าเกรงขามดั่งชีวิตลิบลับ
‘ลูกสาวที่จะมากอบกู้ อาณาจักรของพวกเรา……!’
ในดวงตาทั้งสองข้างที่แหงนมองชายผู้นั้น สะท้อนความละโมบโลภมากที่กระวนกระวายเพราะกลัวจะพลาดผลประโยชน์ตรงหน้าอย่างชัดเจน
ฝ่ายตรงข้ามที่ก้มมองลงมาตอบกลับด้วยน้ำเสียงเจือแววหัวเราะราวกับพึงพอใจสิ่งนั้น
‘ถ้าเช่นนั้น คงต้องใช้เวทมนตร์ที่ช่วยเปลี่ยนเพศของเด็กแล้วสินะ’ ‘ระ เรื่องจริงหรือท่าน?!’
เดนิดาสดีใจจนแทบจะกระโดด ชายผู้นั้นพยักหน้าอย่างยินดีก่อนจะขยับริมฝีปากเอ่ยต่อ
“‘ชายคนนั้น’…… บอกว่า จะเปลี่ยนชะตากรรม ของแก และอัลแทร์ อ่อก ให้ยังไงล่ะ”
ว่าจะเปลี่ยนชะตากรรมของเจ้า ของลูกของเจ้า และของกิลด์ที่เจ้าสังกัดอยู่ทั้งหมด
‘เพียงแต่ ค่าตอบแทนคงจะสูงสักหน่อยนะ’
แต่ว่า มันต้องมีค่าตอบแทนน่ะสิ
‘ขอแค่ให้กำเนิดลูกสาวได้ ไม่ว่าค่าตอบแทนอะไรข้าก็ยอมจ่ายทั้งนั้น!’
เดนิดาสตะโกนลั่นโดยไม่ลังเลเลยว่าจะยอมทำทุกอย่าง ชายคนนั้นยกมือขึ้นชี้ไปยังหว่างคิ้วของเดนิดาสพลางกำหนดค่าตอบแทน
‘งั้นขอเป็นอายุขัยของเจ้าก็แล้วกัน’ ‘ดะ เดี๋ยวนี้จะเอาชีวิตข้าไปเลยอย่างนั้นรึ?!’
คงเพราะไม่อยากให้เป็นแบบนั้น เดนิดาสจึงกระโดดผลุงลุกขึ้นจากที่ ทว่าพอชายคนนั้นขยับริมฝีปากอีกครั้ง การเคลื่อนไหวที่ทำท่าเหมือนจะพุ่งเข้าใส่รอมร่อก็ชะงักค้างลงกลางคัน ดูเหมือนเขาจะใช้ ‘เสียง’
ชายผู้สยบเดนิดาสเอ่ยปลอบเขาด้วยน้ำเสียงสบายๆ
‘เปล่า สิ่งที่ข้าต้องการมันตรงกันข้ามต่างหาก’ ‘ตรงข้าม งั้นรึ?’ ‘จงมีชีวิตอยู่ไปนานๆ เถอะ นานจนน่ารำคาญใจไปเลย’
นาน นานมากๆ ชายคนนั้นพูดคำเดิมซ้ำๆ ราวกับถูกใจสัมผัสของคำนั้น
ชายคนนั้นยื่นมือออกไปวางทาบบนท้องของราชินี แล้วร่ายถ้อยคำอัปมงคลใส่ทารกในครรภ์
“จากนั้นก็ใช้เวทมนตร์ดำ เปลี่ยนเด็กในท้อง ให้กลายเป็นลูกสาว”
‘กรี๊ดดด!’
ราชินีที่กุมท้องร้องโอดครวญด้วยความเจ็บปวดถูกหามออกไป เดนิดาสที่ตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อรีบตามราชินีที่พวกข้ารับใช้กำลังหามไปออกไปด้วย
ริมฝีปากของชายคนนั้นยกยิ้มขึ้นอย่างพึงพอใจขณะเฝ้ามองภาพนั้น
ลมที่พัดมาประจวบเหมาะทำให้เสื้อคลุมหลุดออกจนเผยให้เห็นใบหน้า เส้นผมสีน้ำเงินเข้มเป็นลอนพลิ้วสยายออกมา ทัศนวิสัยที่เคยหยุดอยู่ที่ปลายเท้าของชายคนนั้นค่อยๆ เลื่อนขึ้นไปด้านบน
“อึ่ก……!”
และแล้ว ในวินาทีที่สบตากับชายคนนั้น วิสัยทัศน์ของเซร่าก็แตกสลายดังเพล้ง! ภาพตรงหน้าหมุนคว้างไปหมด แกร๊ก! กรอบ! เศษเสี้ยวแห่งดวงดาวที่แตกละเอียดจนแทบกลายเป็นผงเพิ่งจะเริ่มสารภาพออกมาว่าชะตากรรมใดบ้างที่บิดเบี้ยวไปเพราะเหตุนั้น
อควิลาที่เกิดมาเป็นบุตรชายคนที่สองของกิลด์อัลแทร์ถูกเดนิดาสผู้เป็นพ่อปฏิบัติราวกับเบี้ยไร้ค่าเพียงเพราะเป็นลูกชาย อีกทั้งยังถูกพี่ชายคอยขัดแข้งขัดขาในฐานะคู่แข่งที่เป็นภัยต่อราชบัลลังก์จนเติบโตมาโดยไม่ได้รับการศึกษาที่เหมาะสม แม้จะไม่มีคู่แข่งที่สมน้ำสมเนื้อ แต่เดนิดาสที่ไม่ไว้ใจโคแรกซ์ก็ไม่ยอมรับเขาเป็นผู้สืบทอดโดยง่าย บุตรชายคนโตที่เคียดแค้นจึงก่อกบฏขึ้นในปีที่อควิลาอายุได้สิบสามปี อัลแทร์ที่แตกออกเป็นสองฝ่ายไม่อาจทนรับผลกระทบจากความขัดแย้งภายในจนล่มสลายลงในที่สุด ส่วนอควิลาที่เป็นผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียวของราชวงศ์ก็ได้เดินทางออกจากดินแดนโรวด์ไปร่อนเร่พเนจรในโลกกว้างและเสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยวอ้างว้าง
การที่กิลด์อัลแทร์แตกกระเซ็นไปในอากาศทำให้ดินแดนในความดูแลของพวกเขาตกเป็นของกิลด์ซิกนัสทั้งหมด และซิกนัสที่มีขนาดเทียบเท่ากับการรวมตัวของสองกิลด์ใหญ่ก็ครอบครองพลังและอำนาจอันแข็งแกร่งยิ่งขึ้นในฐานะผู้กุมอำนาจแห่งทวีปอย่างแท้จริง……
สติของเซร่าที่วนเวียนดูชะตากรรมที่ถูกช่วงชิงไปรอบหนึ่งถูกขับไล่ให้กลับคืนสู่โลกความเป็นจริง
“…….”
ริมฝีปากของเธออ้าค้างอย่างเหม่อลอย ความจริงที่ผิดไปจากที่คิดไว้ลิบลับทำให้สมองมึนชาไปหมด ในเมื่อก้อนควันสีดำขยายใหญ่ขึ้นจนเหมือนเมฆฝนสีดำ เธอจึงนึกว่าอัลแทร์ต้องสูญเสียมหาศาลเพราะอควิลาเกิดมาเป็นผู้หญิงเสียอีก แต่กลับตาลปัตรกันอย่างสิ้นเชิงเลยนี่……
“คิดว่าคนที่แปดเปื้อนมือของอันทาเรสอย่างแก มีคุณสมบัติจะขึ้นสู่ตำแหน่งผู้สืบทอดของอัลแทร์งั้นเหรอ?”
ซีเรียนจ้องเขม็งไปยังเด็กสาวตัวน้อยด้วยสีหน้าที่เชื่อมั่นว่าตนเองมีสิทธิ์ในการตัดสิน โดยไม่รู้เลยแม้แต่น้อยว่าที่ชีวิตของตนยังรอดมาได้ก็เพราะเด็กสาวที่เขามองเป็นเสี้ยนหนามคนนี้นี่แหละ
“…….”
อควิลาคงจะช็อกมากจนไม่สามารถตอบอะไรได้เลย บรรยากาศกลายเป็นเหมือนซีเรียนเป็นฝ่ายคุณธรรม ส่วนอควิลาเป็นตัวร้ายไปเสียอย่างนั้น
ช่างเป็นฝ่ายคุณธรรมที่ยิ่งใหญ่เสียจริง ผู้ใหญ่กำลังทุ่มเทสุดกำลังใส่เด็ก ช่างเป็นภาพที่น่าชื่นชมเสียนี่กระไร
คนที่ทำผิดมันอีกคนแท้ๆ…… ทำไมถึงต้องมาลงกับอควิลาที่แค่ถูกหลอกใช้ด้วยล่ะ……
ภาพที่ดูคุ้นตาราวกับเคยเห็นที่ไหนมาก่อน ทำให้ความรู้สึกเดือดพล่านตีตื้นขึ้นมาในอก
“ถ้ามีความไม่พอใจ ก็ไปลงกับหัวหน้ากิลด์ของพวกแกสิ ทำไมต้องมาระยำใส่เด็กที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวด้วยวะ”
เซร่ากดเสียงต่ำอย่างเหี้ยมเกรียมแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน พลางแยกเขี้ยวขู่ฟ่อใส่ซีเรียนแทนอควิลา
“มาจาก อันทาเรส เหมือนกันล่ะสิ ถึงได้ กางปีกปกป้องกัน แบบนี้”
ซีเรียนที่มองเหยียดเธอด้วยปลายจมูกเย้ยหยันราวกับรอจังหวะนี้อยู่แล้ว พอติดอยู่กับผนังเข้าหน่อยก็ทำเป็นไม่เห็นหัวใครเลยทีเดียว
“แน่นอนว่า เดนิดาส ที่ทำให้ อัลแทร์อันสูงส่ง ต้องแปดเปื้อน ก็ต้อง ชดใช้ด้วย เช่นกัน”
ราวกับไม่อยากแม้แต่จะเรียกอีกฝ่ายว่าฝ่าบาทอีกต่อไป เขาเอ่ยชื่อเดนิดาสออกมาอย่างไม่เกรงกลัวและประกาศกร้าวอย่างเคร่งขรึมประหนึ่งยมทูตจากนรก
“ในวันนี้ อัลแทร์ จะล้าง มลทินอันโสโครกออกไป และกลับคืนสู่ ที่ที่ควร-.” “เอ่อ คือว่า ตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว ฉันไม่ค่อยเข้าใจเลยค่ะว่าซีเรียนต้องการจะพูดอะไรกันแน่”
ทว่าคำพูดนั้นกลับถูกอควิลาที่แทรกขึ้นมาขัดจังหวะจนกร่อยไปอย่างน่าเสียดาย ซีเรียนที่ถูกขัดตอนกำลังพูดเรื่องสำคัญจ้องเขม็งไปยังอควิลาด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์
ดวงตาสีฟ้าครามคู่นั้นที่มองเขายังคงกระจ่างใสราวกับลูกแก้วโปร่งแสง ทว่ากลับแข็งแกร่งโดยไร้รอยขีดข่วนใดๆ
แม้จะถูกประณามอย่างรุนแรงอยู่ฝ่ายเดียว แต่อควิลาก็ไม่เคยคิดจะเคียดแค้นอีกฝ่ายเลยสักนิด
“ว่าไงนะ?” “เหตุผลที่คุณก่อเรื่องใหญ่โตขนาดนี้ มีแค่นั้นจริงๆ หรือคะ? แค่เรื่องที่ฉัน…… กลายมาเป็นลูกสาวเพราะเวทมนตร์ดำน่ะเหรอ……?”
เธอแค่สงสัยในสิ่งที่เป็นแก่นแท้ก็เท่านั้น
เธอที่ยกมือขึ้นแสดงความคิดเห็นราวกับนักเรียนตัวอย่าง กำลังรอคอยคำตอบจากเขาด้วยสีหน้าที่บอกชัดว่าต่อให้คิดจนหัวแทบแตกยังไงก็ไม่เข้าใจอยู่ดี
“…….”
ซีเรียนนิ่งเงียบไป และความเงียบนั้นก็คือการยอมรับ
“การที่ฉันนั่งอยู่ในตำแหน่งผู้สืบทอด มันไม่ได้มีแค่เหตุผลนั้นไม่ใช่หรือคะ”
อควิลาเอียงคอพลางส่งสายตาราวกับจะบอกให้เขาลองทบทวนความทรงจำดูให้ดี
“ก็เพราะพี่ชายน่ะโง่ต่างหากล่ะคะ” “……!”
การประเมินอย่างตรงไปตรงมาที่โพล่งออกมาโดยไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย ทำเอาหางตาของซีเรียนกระตุกไหว อควิลาเบิกตากลมกว้างพลางเอียงคออย่างไม่เข้าใจจริงๆ
“ถ้าฉันหายไปแล้ว พี่ชายจะฉลาดขึ้นมาทันทีเลยหรือยังไงคะ?”
มันเป็นคำถามอันบริสุทธิ์ใจที่ไม่มีเจตนาจะเหน็บแนมแม้แต่นิดเดียว
กำลังโหลดความเห็น...