โรดี้ที่ถูกแรงผลักของไคลูสจนล้มลงไปนั่งกับพื้นรีบหันขวับไปมองทันที
พื้นดินตรงจุดที่ทั้งสองคนเคยยืนอยู่เมื่อครู่ ถูกการโจมตีของปีศาจซัดจนยุบเป็นหลุมลึก
‘ถ้าเขาไม่ผลักออกไป ตรงนั้นคงกลายเป็นศพของฉันไปแล้วแน่ๆ’
จะมัวเหม่อลอยอยู่ไม่ได้
โรดี้รวบรวมแรงที่ขาพยุงตัวลุกขึ้นพลางมองไปยังทิศทางที่ปีศาจอยู่
‘อึก……!’
จากการจู่โจมกะทันหันของไคลูส ทำให้ร่างของพ่อค้าแหลกสลายหายไปถึงหนึ่งในสาม
‘สยดสยองชะมัด……’
แม้จะตกอยู่ในสภาพรุ่งริ่ง แต่พ่อค้า ไม่สิ ปีศาจตนนั้นยังไม่ตาย ดูเหมือนว่ามันจะเฉียดหลบการโจมตีร้ายแรงถึงชีวิตไปได้อย่างหวุดหวิดในเสี้ยววินาทีนั้น
ปีศาจใช้ดวงตาข้างเดียวที่เหลืออยู่จ้องเขม็งไปยังไคลูสราวกับจะฆ่าให้ตาย
“กรี๊ด กรี๊ดดด!”
“อะไรวะนั่น หนีเร็ว!”
ผู้คนที่ยืนนิ่งอึ้งในตอนแรกเมื่อเริ่มรับรู้สถานการณ์ตรงหน้าต่างพากันกรีดร้องแล้ววิ่งหนีเอาชีวิตรอด
‘ใช่แล้ว ทุกคนรีบหนีไปน่ะดีที่สุด’
โรดี้เบียดตัวชิดเข้ามุมเพื่อไม่ให้ถูกฝูงชนชนกระแทก
‘เอะอะโวยวายขนาดนี้ อีกเดี๋ยวพวกกองอัศวินก็คงมาถึง’
เพราะข้อความที่ไคลูสส่งไปแจ้งเมื่อครู่คงทำให้ฝั่งนั้นเตรียมพร้อมรับมือเสร็จเรียบร้อยแล้ว
“…….”
“…….”
ท่ามกลางสถานการณ์อันโกลาหล ปีศาจกับไคลูสยังคงจ้องตากันเขม็ง
ราวกับว่าหากละสายตาไปแม้แต่เพียงเสี้ยววินาที ก็พร้อมจะปลิดชีพอีกฝ่ายในทันที
‘สถานการณ์ยังไม่เลวร้ายเท่าไร’
ปีศาจที่ไม่สามารถหลบการจู่โจมได้อย่างสมบูรณ์ได้รับบาดเจ็บสาหัส
หากยื้อไว้แบบนี้จนกว่ากองอัศวินจะมาถึง…… ก็จะสามารถกำจัดปีศาจได้โดยไม่มีความเสียหายร้ายแรง
โรดี้กวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างรวดเร็ว
ตัวเธอไม่มีประโยชน์อะไรในการต่อสู้อยู่แล้ว สู้ช่วยอพยพคนที่ยังเหลืออยู่หนีไปให้เร็วที่สุดแม้แต่คนเดียวก็ยังดีกว่า
ตูมมม! บึ้ม!
ตอนนั้นเอง การโจมตีของปีศาจและนักเวทก็ปะทะกันอีกระลอกหนึ่ง
ฝุ่นดินสีมัวฟุ้งกระจายไปทั่วทิศจากแรงปะทะ
“มะ มองไม่เห็นข้างหน้าเลย!”
“คุณแม่ขา……!”
เมื่อทัศนวิสัยถูกบดบัง ผู้คนที่กำลังวิ่งหนีก็พากันขวัญหนีดีฝ่อ
โรดี้ช่วยอพยพผู้คนอย่างใจเย็น
“ก้มตัวลงให้ต่ำที่สุด แล้วเดินมาทางทิศที่ได้ยินเสียงฉันนะคะ!”
ผู้คนเริ่มเคลื่อนไหวราวกับเสียงตะโกนอันแจ่มชัดของเธอคือเชือกกู้ชีวิต
โรดี้คอยช่วยพยุงคนที่บาดเจ็บหรือเคลื่อนไหวไม่สะดวกเป็นระยะๆ
โครม! บึ้ม! ตูม!
เสียงดังกึกก้องยังคงสะท้อนต่อเนื่องท่ามกลางความวุ่นวายนั้น เธอเหลือบมองไปด้านหลัง
ไคลูสหันหลังให้ฝูงชนที่กำลังหลบหนีและทุ่มสมาธิทั้งหมดไปกับการป้องกัน
“ดะ เดี๋ยวก่อนค่ะ! หลบไปที!”
ทันใดนั้น เสียงกรีดร้องแหลมสูงราวกับขาดใจก็ดังขึ้น
หญิงคนหนึ่งกำลังหลั่งน้ำตาพลางวิ่งสวนกระแสฝูงชนไป นั่นคือทิศทางที่ปีศาจกับไคลูสอยู่
โรดี้รีบคว้าตัวเธอเอาไว้ทันที
“ไม่ได้นะคะ!”
“ปละ ปล่อยสิ ปล่อยเร็วเข้า!”
หญิงที่สติแตกดิ้นรนไปมา
เธอจับแก้มทั้งสองข้างของอีกฝ่ายไว้แล้วประสานสายตา
“ถ้าไปตรงนั้นตอนนี้มีแต่จะตายนะคะ เกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่คะ?”
ดวงตาสีฟ้าที่ไร้สติหลั่งน้ำตาไหลพรากไม่หยุด
“แตะ แต่ลูกสาวฉันอยู่ตรงนั้น! อยู่ทางนั้นแน่ๆ…….”
โรดี้บีบไหล่ทั้งสองข้างของเธอแน่นเพื่อบอกให้สงบสติอารมณ์
“เป็นแม่คนไม่ใช่เหรอคะ ใจเย็นๆ ค่ะ เด็กหน้าตาเป็นยังไงคะ?”
หญิงสาวที่ได้สติกลับคืนมาเพราะคำว่า ‘แม่’ เอ่ยตอบตะกุกตะกัก
“อายุห้าขวบ ผมสีน้ำตาล ผะ-ผูกแกละสองข้าง ใส่กระโปรงสีเหลืองค่ะ……!”
“ชื่ออะไรคะ?”
“อาเอล…….”
ริมฝีปากของหญิงสาวสั่นระริกยามเอ่ยชื่อลูกสาวออกมา
โรดี้มองภาพนั้นนิ่งๆ พลางครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่
“รออยู่ที่นี่นะคะ ฉันจะไปพาเด็กมาให้เอง”
ความลังเลนั้นแสนสั้น เธอหันหลังกลับทันที
มันเป็นการตัดสินใจอย่างมีเหตุผล มากกว่าจะคิดเสียสละตัวเอง
‘เทียบกับคนที่สติหลุดไปแล้วตอนนี้ ฉันน่าจะทำได้ดีกว่า’
แม้จะไม่มีความสามารถในการต่อสู้แต่เธอก็ยังรักษาความเยือกเย็นไว้ได้ อีกทั้งความรู้เรื่องปีศาจและเวทมนตร์ก็เหนือกว่าคนทั่วไปมาก โอกาสที่จะพาเด็กกลับมาได้จึงสูงกว่า
โรดี้ก้มตัวต่ำเพื่อไม่ให้สะดุดตาปีศาจพลางกวาดสายตาค้นหาไปรอบๆ
‘เด็กเล็กเวลาตกใจกลัวมักจะมีสัญชาตญาณชอบแอบตามซอกหลืบ……’
ดูเหมือนไคลูสจะประเมินว่าผู้คนอพยพออกไปหมดแล้ว เขาจึงเริ่มใช้เวทมนตร์ที่มีขอบเขตกว้างพอสมควร หากพลาดพลั้งไปนิดเดียวก็เสี่ยงที่จะโดนลูกหลงไปด้วย
โรดี้เหลือบมองไปทางปีศาจ
ปีศาจที่ละทิ้งรูปลักษณ์มนุษย์ไปแล้วนั้นพองขยายร่างจนมหึมาตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้
ผิวหนังสีดำสนิทเต็มไปด้วยเกล็ดขรุขระผุดขึ้นมา บนศีรษะมีเขาขนาดใหญ่ยื่นยาวออกไป
บาดแผลที่ได้รับจากไคลูสยังคงอยู่ แม้จะคืนสู่ร่างที่แท้จริงแล้วแต่แขนซ้ายก็ยังขาดสะบั้น บริเวณรอยตัดของท่อนแขนมีควันสีดำลอยเอื่อยออกมาแทนที่เลือด
“ฮะ ฮือๆ มะ แม่จ๋า…….”
จังหวะนั้นเอง เสียงสะอื้นแผ่วเบาก็ดังขึ้น
เป็นเสียงร้องไห้ที่ต้องเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจท่ามกลางเสียงกึกก้องจากการต่อสู้ถึงจะได้ยิน
เสียงนั้นดังมาจากแผงลอยที่อยู่ห่างจากตัวปีศาจไปราวๆ สามช่องแผง
โรดี้ซ่อนกายไปตามแผงลอยพลางค่อยๆ ย่องเข้าไปใกล้อย่างระมัดระวัง
“ฮึก ฮือ……!”
ในที่สุดเธอก็พบเด็กหญิงตัวน้อยที่ซ่อนตัวอยู่ในช่องว่างแคบๆ ใต้แผงลอย แม้ชายกระโปรงจะเปรอะเปื้อนไปด้วยโคลน แต่ก็เป็นสีเหลืองไม่ผิดแน่
“อาเอล……?”
เมื่อเธอเอ่ยเรียกชื่อแผ่วเบา เด็กน้อยก็หยุดร้องไห้แล้วเงยหน้าขึ้นมา
“คะ ใครเหรอคะ?”
โรดี้พยายามปั้นสีหน้าให้อ่อนโยนที่สุดเท่าที่จะทำได้
“น้าเป็นเพื่อนของแม่หนูจ้ะ มารับกลับบ้านนะ”
เธอพูดพลางเหลือบมองไปทางด้านข้าง
ร่างอันมหึมาของปีศาจปรากฏอยู่ใกล้มาก เป็นระยะที่หากมันแค่เบนสายตามาด้านข้างนิดเดียวก็คงจะสังเกตเห็นได้ทันที
โรดี้ยื่นมือออกไปหาอาเอล
“คุณแม่กำลังรอนู่อยู่นะ ไปด้วยกันเถอะ”
เด็กน้อยที่น้ำตายังคงหยดแหมะๆ มองดูเธอ ก่อนจะค่อยๆ ยื่นมือน้อยๆ ออกมาอย่างช้าๆ
โรดี้รีบคว้าตัวเด็กเข้ามาไว้ในอ้อมกอดทันที
“ถ้ากลัวก็หลับตานะจ๊ะ”
อาเอลหลับตาปี๋พลางเกาะแน่นอยู่ในอ้อมแขนของเธอ
“หะ หนู หนู หนูน้อย”
ในตอนนั้นเอง โรดี้ก็สะดุ้งสุดตัวเมื่อมีเสียงอันพิกลพิการและชวนสะอิดสะเอียนดังก้องขึ้นในอากาศ
รูม่านตาที่หดรีบของปีศาจกำลังจ้องเขม็งมาที่เธอตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้
‘……ถูกจับได้แล้ว!’
ไม่มีเวลาให้คิดทบทวนอีกต่อไป
รู้ตัวอีกที สองขาของเธอก็กำลังออกวิ่งไปแล้ว
“ตัว ตัว ตัว ตัวประกัน”
ตึง ตึง
ปีศาจร่างยักษ์ก้าวเท้าเพียงสองก้าวก็ไล่ตามมาประชิดข้างหลังเธอได้ทัน
“เวรเอ๊ย!”
ไคลูสที่หันมาเห็นภาพนั้นเข้าสบถลั่นออกมา
‘ทำไมถึงยังไม่หนีไปอีกวะ!’
หากใช้เวทโจมตี ผู้หญิงคนนั้นอาจจะโดนลูกหลงไปด้วย
เขาจึงรีบกางเวทป้องกันขึ้นทางด้านหลังของโรดี้ที่กำลังวิ่งหนีอย่างเร่งรีบ
เพล้ง!
ทว่าเมื่อปีศาจเหวี่ยงแขนขวาอันหนาเตอะ เวทป้องกันก็แตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ
นั่นเพราะความทนทานของเวทมนตร์ที่ร่ายขึ้นอย่างกะทันหัน ไม่อาจต้านทานพละกำลังของปีศาจได้
ในจังหวะเดียวกับที่ไคลูสกำลังจะคำนวณเวทมนตร์เสริม ปีศาจก็ยื่นมืออันมหึมาพุ่งเข้าใส่คนทั้งสอง
‘……ไม่ทันแล้ว!’
เมื่อตระหนักได้ว่าไม่อาจหนีพ้น โรดี้จึงกอดเด็กในอ้อมแขนเอาไว้แน่นเพื่อปกป้องตามสัญชาตญาณ
ฉับ!
……เสียงของมีคมเฉือนผ่านก้อนเนื้อหนาดังก้องขึ้นจากด้านหลัง
‘เอ๊ะ?’
เมื่อรู้สึกได้ว่าไม่มีความเจ็บปวดใดๆ เกิดขึ้น เธอจึงค่อยๆ หันหลังกลับไปมอง
“ทำไมกัน…….”
เสียงอันคุ้นเคยดังขึ้น
“ทำไมเธอถึงมาอยู่ที่นี่ได้”
น้ำเสียงทุ้มต่ำที่น่าฟังอยู่เสมอนั้น แฝงไปด้วยเพลิงโทสะที่ถูกสะกดกลั้นเอาไว้
“อา…….”
ทว่าในยามนี้ แม้กระทั่งน้ำเสียงเช่นนั้นก็ยังทำให้เธอรู้สึกโล่งอก
“ท่านเซอร์มักเซตา”
เมื่อเธอเรียกชื่อเขาแผ่วเบา ริเคนส์ก็จ้องมองโรดี้ที่กำลังกอดเด็กเอาไว้ด้วยสายตาอันสับสน
สายตาของทั้งสองสบประสานกันเพียงชั่วพริบตาเดียว
“…….”
ก่อนที่ริเคนส์จะหันหลังกลับไปทันที
ราวกับตั้งใจจะปกป้องเธอให้พ้นจากเงื้อมมือของปีศาจอย่างสมบูรณ์แบบ
ไคลูสตะโกนขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ปนเปกันระหว่างความโล่งใจกับความหงุดหงิด
“ท่านเซอร์ มาช้าเกินไปแล้วนะครับ!”
ริเคนส์กำด้ามดาบแน่นพลางเอ่ยตอบด้วยเสียงทุ้มต่ำ
“ก็ท่านชายไม่ได้บอกตำแหน่งไว้นี่ครับ”
คำตอบนั้นแฝงไปด้วยจิตสังหารอันแปลกประหลาด
ไคลูสสะดุ้งโหยง
‘……ทะ ทำไมถึงโมโหกันล่ะ’
ปกติแล้วเขาเป็นคนที่ไม่ใส่ใจคำตำหนิอะไรทำนองนี้แท้ๆ
ทว่าไม่มีเวลาให้คิดสงสัยนานนัก
เหล่าอัศวินที่วิ่งตามหลังท่านหัวหน้าอัศวินซึ่งรุดหน้ามาก่อนอย่างเร่งรีบได้เข้าปิดล้อมพื้นที่โดยรอบเอาไว้
ปีศาจที่รู้ตัวว่าสถานการณ์เริ่มเสียเปรียบเริ่มบิดร่างมหึมาของมันไปมา
“มะ มะ ไม่นะ!”
ริเคนส์มองไปยังลูกน้องคนหนึ่งแล้วสั่งการสั้นกระชับ
“พาพลเรือนตรงนี้อพยพไปที่ปลอดภัยอย่างราบรื่น”
“รับทราบครับ!”
อัศวินคนหนึ่งเดินเข้ามาพลางยื่นมือให้โรดี้ที่นั่งทรุดอยู่กับพื้น
เธอส่ายหน้าปฏิเสธพลางก้มลงตรวจดูเด็กในอ้อมแขนอีกครั้ง
เคราะห์ดีที่เด็กหญิงคนนั้นไม่ได้รับอันตรายใดๆ เลย
“ไม่เป็นไรแล้วนะ อาเอล”
เมื่อได้ยินเสียงกระซิบอันอ่อนโยน เด็กหญิงจึงค่อยๆ ลืมตาที่หลับแน่นขึ้นอย่างระมัดระวัง
พี่สาวคนสวยผู้มีนัยน์ตาสีเขียวอ่อนกำลังส่งยิ้มบางๆ ให้อยู่
“กลับบ้านกันเถอะ”
เด็กน้อยที่มองโรดี้ราวกับต้องมนตร์พยักหน้าเบาๆ รู้สึกราวกับหัวใจดวงน้อยที่เต้นระรัวเป็นกลองศึกเริ่มสงบลงแล้ว
โรดี้กระชับอ้อมกอดที่อุ้มอาเอลไว้แน่นขึ้นแล้วยันตัวลุกขึ้นยืน
“อึ้ อ๊าาาาาาก!”
เสียงกรีดร้องอันน่าขนลุกของปีศาจดังกึกก้องมาจากทางด้านหลัง
กำลังโหลดความเห็น...