06. นิยามความสัมพันธ์ใหม่
ปีศาจถูกกำจัดในเวลาไม่นาน
ย่อมเป็นผลลัพธ์ที่แน่นอนอยู่แล้ว เมื่อสุดยอดอัศวินและจอมเวทแห่งจักรวรรดิร่วมมือกัน
อาเอลเองก็ได้กลับสู่อ้อมอกของแม่ได้อย่างปลอดภัย
“ขอบคุณนะคะ ขอบพระคุณจริงๆ ค่ะ!”
“ขอบคุณที่ช่วยหนูนะ พี่สาว!”
หลังจากส่งหญิงสาวที่คอยแต่ก้มหัวขอบคุณไม่หยุดและเด็กน้อยที่โบกมือลาพร้อมรอยยิ้มสดใสแล้ว โรดี้ก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
‘โชคดีจริงๆ ที่ไม่มีความเสียหายร้ายแรง’
แม้จะมีคนได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยระหว่างวิ่งหนีอยู่บ้าง แต่ก็ไม่มีผู้บาดเจ็บสาหัสหรือผู้เสียชีวิตเลย
“โรดี้”
ขณะที่กำลังกลุ้มใจว่าจะกลับเข้าบ้านอย่างไรในเวลาดึกดื่นเช่นนี้ เสียงทุ้มแข็งกระด้างที่เรียกชื่อเธอก็ดังขึ้น
“ท่านเซอร์ริเคนส์”
ชายหนุ่มผู้สร้างผลงานความชอบครั้งใหญ่ที่สุดในครานี้เดินตรงเข้ามาด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์เต็มประดา
เธอเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ
“ท่านเซอร์ มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นอีกหรือคะ”
“…….”
ไม่รู้ทำไมเขาถึงกวาดสายตามองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยแววตาที่เหมือนมีเรื่องอยากจะพูดมากมายเหลือเกิน
ถึงตอนนั้นเองโรดี้จึงเพิ่งรู้สึกตัวถึงสภาพของตนเอง
เพราะมัวแต่วิ่งหนีจนคลุกดินคลุกทรายไปทั่วพื้น แถมเลือดกำเดายังไหลอีก สภาพดูไม่ได้เลยสักนิด
“เลือด……”
สีหน้าของริเคนส์พลันแข็งค้างไปเล็กน้อยเมื่อสังเกตเห็นคราบเลือดที่เปรอะเปื้อนอยู่ตรงสาบเสื้อบริเวณหน้าอกของเธอ
“บาดเจ็บตรงไหนหรือ”
“ไม่ค่ะ ไม่ใช่ แค่เลือดกำเดาไหลนิดหน่อยเท่านั้นเองค่ะ”
“ทำไมถึงมีเลือดกำเดา”
โรดี้ทำสีหน้ากระอักกระอ่วนใจ ตัวเธอเองก็ไม่รู้สาเหตุแน่ชัดเหมือนกัน
เพียงแต่คาดเดาเอาเองว่าคงเป็นเพราะฝืนใช้ความสามารถที่มีมากเกินไปกระมัง
“นั่นสินะคะ……?”
ริเคนส์กลับมาทำสีหน้าไม่พอใจอีกครั้ง โรดี้แอบเหลือบมองท่าทีของเขาอย่างกล้าๆ กลัวๆ
‘มีตรงไหนไม่พอใจก็พูดออกมาตรงๆ เถอะน่า……’
พูดตามตรงว่าการส่งสายตากดดันแบบนี้มันน่ากลัวกว่าตั้งเยอะ
“……รีบกลับคฤหาสน์จะดีกว่า”
โรดี้พยักหน้ารับอย่างว่าง่าย เพราะตั้งแต่เมื่อครู่แล้วที่เธอรู้สึกว่าเรี่ยวแรงในร่างกายเริ่มหดหายไปเรื่อยๆ
“พรุ่งนี้บ่ายว่างไหม”
“คะ?”
ริเคนส์เหลือบมองไปยังซากศพของปีศาจพลางเอ่ยขึ้น
“ฉันอยากฟังที่มาที่ไปของสถานการณ์ครั้งนี้สักหน่อย”
จู่ๆ ก็มาวิ่งไล่ล่าปีศาจร่วมกับไคลูสแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ในมุมมองของเขาคงมีเรื่องที่ข้องใจอยู่ไม่น้อย
“ว่างค่ะ”
“พรุ่งนี้บ่ายสอง มาที่ห้องทำงานหัวหน้ากองอัศวิน”
ริเคนส์ที่มีสีหน้าเคร่งขรึมและอารมณ์ดิ่งลงกว่าปกติมากเอ่ยธุระสั้นๆ จบแล้วก็หันหลังกลับไป
“…….”
ขณะที่เธอกำลังกะพริบตาปริบๆ มองแผ่นหลังกว้างของเขาอยู่นั้น อัศวินคนหนึ่งก็เดินเข้ามาหา
“คุณโรดี้ ผมจะคุ้มกันไปส่งจนถึงคฤหาสน์ครับ”
“คะ?”
“เป็นคำสั่งของท่านหัวหน้าครับ”
“อา ขอบคุณนะคะ”
การเอาใจใส่ที่คาดไม่ถึงทำให้โรดี้หันไปมองริเคนส์อีกครั้ง
‘ไม่ได้กำลังโกรธฉันอยู่หรอกเหรอ’
ชายหนุ่มคนที่จะเฉลยคำตอบให้ได้กำลังดูวุ่นวายอยู่กับการออกคำสั่งบางอย่างแก่เหล่าผู้ใต้บังคับบัญชา
‘คำขอบคุณเรื่องการคุ้มกัน ไว้ค่อยพูดพรุ่งนี้ก็ได้มั้ง’
ตอนนี้รู้สึกว่าการที่เธอรีบออกไปจากตรงนี้น่าจะเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระอันน่ารำคาญใจให้ริเคนส์เสียมากกว่า
“ไปกันเถอะค่ะ”
โรดี้หันหลังมุ่งหน้ากลับไปยังบ้านของตนเอง
วันรุ่งขึ้น โรดี้เคาะประตูห้องทำงานของหัวหน้าอัศวินตรงตามเวลานัดหมาย
“เข้ามา”
สุ้มเสียงทุ้มต่ำดังก้องมาจากหลังบานประตู
‘เหมือนโดนเรียกเข้าห้องพักครูมาดุยังไงยังงั้นเลยแฮะ’
ทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรผิด แต่โรดี้กลับรู้สึกเหมือนตัวเองก่อความผิดขึ้นมาเสียอย่างนั้น เธอจึงผลักประตูเปิดออก
“ท่านเซอร์มักเซตา สวัสดียะ—”
โรดี้ที่ตั้งใจจะเอ่ยทักทายอย่างเป็นกันเองถึงกับชะงักไป
ภายในห้องทำงานไม่ได้มีเพียงริเคนส์อยู่แค่คนเดียว
“ท่านชาย ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะคะ”
ไคลูสที่มีสีหน้าราวกับอยากจะหนีออกไปจากตรงนี้เสียเดี๋ยวนี้ตอบกลับมา
“……ก็โดนท่านเซอร์มักเซตาเรียกตัวมาเหมือนเธอนั่นแหละ”
โรดี้ที่สะดุ้งกับคำพูดนั้นจึงหันไปมองริเคนส์
สายตาพลันสบเข้ากับดวงตาสีเทาหม่นที่ดูนิ่งสงบอย่างจัง
ดูเหมือนว่าอารมณ์ของเขาจะยังคงไม่ดีขึ้นเลยสักนิด
‘เรียกมาดุจริงๆ เหรอเนี่ย’
โรดี้กลอกตาไปมาพลางทิ้งตัวลงนั่งข้างไคลูส เธอไม่ได้ใจกล้าบ้าบิ่นพอที่จะไปนั่งข้างหัวหน้าอัศวินที่กำลังหงุดหงิดอยู่ตอนนี้หรอก
“…….”
เมื่อเธอทิ้งตัวลงนั่งข้างไคลูส บรรยากาศภายในห้องก็ยิ่งทวีความอึดอัดหนักอึ้งขึ้นไปอีก
“สรุปแล้ว”
ริเคนส์เอ่ยปากขึ้น
“เมื่อคืนนี้ทำไมถึงได้อยู่ด้วยกันสองคน แล้วปีศาจนั่นโผล่มาได้ยังไง”
โรดี้กับไคลูสหันมาสบตากันครู่หนึ่ง
ทั้งสองคนต่างทำหน้าที่อย่างสุดความสามารถเพื่อความปลอดภัยของเมืองหลวง ไม่ได้มีเรื่องอะไรที่ผิดร้ายแรงสักนิด
“ท่านเซอร์ เดี๋ยวฉันอธิบายเอง”
ไคลูสเริ่มเปิดปากเล่าเรื่องราว ตั้งแต่ข้อเสนอที่โรดี้มาหาเขาถึงหอคอยเวทมนตร์ ไปจนถึงเรื่องที่พวกเขาทั้งสองคนออกตามล่าหาปีศาจกันทุกคืน
“……ด้วยเหตุนี้ พวกเราถึงได้พบตัวปีศาจครับ”
เมื่อเล่าจบ เขาก็มองไปยังริเคนส์ด้วยสายตาภาคภูมิใจ
มันสื่อความหมายว่าอย่างน้อยในคดีนี้ ตัวเขาเองไม่ได้ทำอะไรผิดเลยแม้แต่น้อย
“เอาตามตรง ฉันไม่เข้าใจเลยว่าทำไมท่านเซอร์ถึงต้องอารมณ์บูดบึ้งขนาดนั้น การค้นพบและกำจัดปีศาจได้ล่วงหน้าถือเป็นความชอบครั้งใหญ่แท้ๆ”
“แต่ท่านก็ดึงเอาพลเรือนที่ไร้ความสามารถในการต่อสู้เข้ามาพัวพันไม่ใช่หรือ”
“พลเรือน?”
ไคลูสเพิ่งจะตระหนักได้ช้าไปหนึ่งจังหวะว่าคำนั้นหมายถึงโรดี้
“การที่เอวอง ไม่สิ การที่โรดี้อยู่ด้วยมันเป็นเรื่องธรรมดานี่ ในเมื่อตั้งแต่แรกมันเป็นข้อเสนอที่เธอยื่นมาเอง”
ริเคนส์จ้องมองไคลูสนิ่ง
“…….”
ไคลูสทนรับบรรยากาศกดดันไม่ไหวจึงเอ่ยขึ้น
“ท่านเซอร์ มีอะไรไม่สบอารมณ์นักหนาตั้งแต่เมื่อวานแล้ว ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บสาหัสสักคน แถมปัญหาก็คลี่คลายหมดแล้วนี่”
“ทำไมถึงไม่ปรึกษาฉันตั้งแต่แรกล่ะครับ”
“หา?”
ไคลูสทำสีหน้าราวกับได้ยินเรื่องพิลึกพิลั่น
“ก็ถ้าไม่มีเหตุผลกับขั้นตอนที่สมเหตุสมผล ท่านเซอร์เคยยอมเคลื่อนไหวเสียที่ไหนกันล่ะ”
โรดี้ที่อยู่ข้างๆ พยักหน้าหงึกหงักเป็นการเห็นด้วย
ปฏิกิริยานั้นทำให้ไคลูสได้ใจและพูดต่อ
“ตอนแรก ‘ความเป็นไปได้ที่ปีศาจจะเล็ดลอดออกมา’ ซึ่งโรดี้กังวลน่ะ มันแทบจะเหมือนการเดิมพันที่โอกาสเกิดต่ำมาก ไม่มีทั้งเรื่องหรือข้ออ้างที่มีน้ำหนักพอให้หัวหน้ากองอัศวินลงมือด้วยตัวเองสักนิด”
“…….”
“ต่อให้แจ้งไป ก็คิดว่าท่านเซอร์คงไม่ยอมเคลื่อนไหวให้อยู่ดี”
“ไม่เข้าใจเลยว่าทำไม ถึงได้คิดเช่นนั้น”
ไคลูสสวนกลับด้วยใบหน้าเหลือเชื่อ
“กรุณาเอามือทาบอกแล้วลองคิดดูให้ดีเถอะ ปกติแล้วท่านเซอร์เป็นพวกมีเหตุผลและยึดมั่นในหลักการอย่างยิ่งยวดไม่ใช่หรือไงกัน……!”
พอพูดไปเรื่อยๆ อารมณ์ก็ชักเริ่มคุกรุ่น ไคลูสจึงกดหัวตาตัวเองอย่างหงุดหงิด
‘บ้าเอ๊ย’
เผลอตอบโต้ออกไปอย่างฉุนเฉียวโดยไม่รู้ตัวเสียได้
‘เหนื่อยจะตายชัก’
เมื่อวานก็ต้องอดนอนทั้งคืนเพื่อจัดการเรื่องวุ่นวายหลังสังหารปีศาจ สภาพของเขาในตอนนี้คือแทบไม่ได้นอนมาสี่ห้าวันแล้ว
‘แล้วไอ้บ้าคลั่งกฎระเบียบนี่จะมาหาเรื่องอะไรอีกฟะ!’
เขาไม่เข้าใจสถานการณ์ตอนนี้ที่ตัวเองต้องมาถูกซักไซ้ไร้สาระเลยแม้แต่น้อย
เรื่องในครั้งนี้ไคลูสไม่ได้ทำอะไรผิดเลยจริงๆ
‘มีแต่ต้องยอมรับความดีความชอบของฉันสิไม่ว่า’
มันอาจมีส่วนที่เขารายงานหละหลวมไปบ้าง ทว่านั่นก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้บ่อยๆ ในสถานการณ์ฉุกเฉิน
‘ริเคนส์ มักเซตาไม่ได้โง่เง่าถึงขนาดจะไม่เข้าใจเรื่องแค่นั้นเสียหน่อย’
หัวของเขาปวดตุบๆ เพราะไม่ได้นอนหลับพักผ่อนมาเป็นเวลานาน
กระบวนการคิดที่ปกติจะหาคำตอบได้อย่างรวดเร็วกลับทื่อด้านจนตื้อไปหมด
‘เหมือนจะนึกอะไรออกแต่ก็นึกไม่ออกแฮะ…’
ขณะที่กำลังหลับตาแน่นอยู่นั้น สัมผัสเย็นๆ ก็แตะลงบนหน้าผาก
“ท่านชาย”
เมื่อกี้เผลอสัปหงกไปงั้นเหรอ ไคลูสที่สะดุ้งตกใจลืมตาขึ้น
“ตัวร้อนนะคะ”
สัมผัสอันเย็นเฉียบนั้นแท้จริงแล้วคือมือของโรดี้ ในนัยน์ตาสีเขียวอ่อนคู่นั้นเจือแววความเป็นห่วงอยู่
ไคลูสที่มองสบตาคู่นั้นถามย้อนกลับไปอย่างเซ่อซ่า
“…อะไรนะ”
เธอเอ่ยอย่างชัดถ้อยชัดคำราวกับจะเตือนสติเขา
“บอกว่า ตอนนี้ตัวร้อนอยู่น่ะค่ะ”
“อ๋อ ถึงว่าทำไมถึงได้ปวดหัวขนาดนี้…”
เมื่อเห็นปฏิกิริยาเหม่อลอยที่ปกติไม่มีทางได้เห็น โรดี้จึงหันไปมองริเคนส์
“คงต้องพาไปห้องพยาบาลแล้วค่ะ”
นั่นไม่ใช่คำพูดที่ต้องการฟังคำตอบ การจะรักษาคนป่วยแล้วต้องมาคอยขออนุญาตมันก็เป็นเรื่องตลกสิ้นดี
โรดี้รีบคว้าแขนของไคลูสไว้ทันที
“ท่านชาย ลุกไหวไหมคะ”
เขาที่ยังจับต้นชนปลายกับสถานการณ์นี้ไม่ถูกตอบกลับไปอย่างงงงวย
“น่าจะ…… มั้ง?”
โรดี้ลุกขึ้นยืนก่อนแล้วดึงแขนของเขา
“ค่อยๆ ลุกขึ้นมานะคะ เดี๋ยวฉันช่วยพยุงไม่ให้ล้มเองค่ะ”
ไคลูสกะพริบตาปริบๆ ก่อนจะค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นอย่างเชื่องช้า โชคดีที่ไม่ได้เวียนหัวมากเท่าไรนัก
‘โรดี้ เอวองต์เนี่ยนะ ทำดีกับฉัน……?’
เพียงแต่สถานการณ์ที่ไม่อาจจินตนาการถึงได้นี้ ยิ่งทำให้ในหัวของเขายุ่งเหยิงหนักกว่าเดิม
สมองที่ร้อนรุ่มด้วยพิษไข้เอาแต่คายความคิดไร้เหตุผลออกมาไม่หยุดหย่อน
‘ให้ฟ้าถล่มดินทลาย หรือดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตกยังจะดูเป็นไปได้มากกว่าเสียอีก……’
ท่ามกลางความคิดเหล่านั้น โรดี้ก็พาเขาเดินมาจนถึงประตูห้องทำงานได้อย่างราบรื่น
ไคลูสพยายามฝืนร่างที่อ่อนยวบยาบของตนไว้สุดฤทธิ์ เพื่อไม่ให้ทับผู้หญิงร่างเล็กคนนี้จนล้มลงไป
‘โรดี้เป็นห่วงฉัน ส่วนริเคนส์ มักเซตาก็กำลังอารมณ์ดิ่งลงเหว……’
บ้าเอ๊ย สองเรื่องนี้มันต้องเกี่ยวข้องกันอย่างแน่นอน!
ทว่าสมองที่ทำงานหนักเกินขีดจำกัดกลับไม่ยอมให้ความร่วมมือเลยสักนิด
ในที่สุดไคลูสจึงเหลือบสายตากลับไปมองด้านหลัง
ภาพของริเคนส์ มักเซตาที่ดูเฉียบคมและดุดันกว่าปกติเป็นพิเศษปรากฏสู่สายตา
อีกฝ่ายเองก็ดูเหมือนจะสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเท่าไรนัก เพราะนัยน์ตาสีเทาคู่นั้นกำลังเหม่อมองมายังโรดี้และตนอย่างผิดวิสัย
“……ฉันพยุงเอง”
ริเคนส์ที่ได้สติกลับมาในทันใดสาวเท้าก้าวใหญ่เข้ามาหา
มืออันหยาบกร้านคว้าจับเขาไว้อย่างมั่นคง ก่อนจะดึงเขาแยกออกมาจากหญิงสาว
นั่นทำให้ไคลูสรู้สึกโล่งอกขึ้นมาเล็กน้อย
‘ค่อยยังชั่วหน่อย’
เพราะตอนนี้คงไม่ต้องกังวลว่าจะเผลอทับผู้หญิงคนนี้แล้ว……
ด้วยความคิดโง่ๆ นั้นเป็นสิ่งสุดท้าย ไคลูส ฟรูอิน่าก็หมดสติไปในที่สุด
กำลังโหลดความเห็น...