“การค้นหาปีศาจจะเริ่มตั้งแต่หนึ่งทุ่มของทุกคืนนะ เพราะตอนกลางวันฉันก็ต้องทำงานเหมือนกัน”
“ตกลงค่ะ”
หลังจากการเจรจาสิ้นสุดลง โรดี้ก็ตอบรับข้อเสนอของไคลูสอย่างรวดเร็ว
อย่างไรเสีย เขาก็เป็นนักเวทผู้รับผิดชอบในการอุด ‘รอยแยก’ ของยูโทเปีย
‘คงมีเรื่องต้องจัดการเยอะแยะเลยสินะ’
ยิ่งไปกว่านั้น ปีศาจยังมีนิสัยชอบออกหากินหลังจากพระอาทิตย์ตกดิน การตามหาตอนกลางคืนจึงมีประสิทธิภาพมากกว่าตอนกลางวันเป็นไหนๆ
ทั้งสองคนจึงตกลงนัดพบกันหน้าลานน้ำพุของเมืองหลวงเวลาหนึ่งทุ่มตรงของทุกวันไปสักระยะ
ในวันแรกของการเริ่มแผนการ โรดี้ที่ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับสวมเสื้อคลุมคลุมศีรษะไว้ก็เอ่ยถาม
“แล้วเราจะเริ่มจากอะไรก่อนดีคะ”
ไคลูสเอ่ยประชดประชันด้วยสีหน้าเหลือเชื่อ
“ตอนที่มาพูดกับฉันท่าทางมั่นอกมั่นใจขนาดนั้น แต่ความจริงแล้วไม่มีแผนการอะไรเลยงั้นเหรอ”
โรดี้ยอมรับตามตรง
“ใช่ค่ะ”
เมื่อได้ยินคำตอบอันไร้ความรับผิดชอบ เขาก็กุมขมับพลางพึมพำออกมา
“ให้ตายสิ นี่ฉันเชื่อคำพูดของยัยผู้หญิงพรรค์นี้แล้วยอมตกลงร่วมมือไปได้ยังไงกัน…”
ไคลูสถามย้ำอีกครั้ง
“ไม่มีแผนการอะไรเลยจริงๆ เหรอ ดูเหมือนเธอจะพอมีความรู้เรื่องเวทมนตร์อยู่บ้างแท้ๆ”
คำพูดนั้นกลับทำให้โรดี้เป็นฝ่ายประหลาดใจ
“ฉันดูเหมือนคนที่มีความรู้เรื่องเวทมนตร์ด้วยเหรอคะ”
“พูดเรื่องอะไรของเธอน่ะ คนที่พล่ามเรื่องฟังดูเข้าท่าพวกนั้นออกมาเป็นชุดต่อหน้าฉันก็คือเธอเองไม่ใช่หรือไง”
‘ขนาดในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญอย่างไคลูส เหตุผลของฉันยังฟังดูเข้าท่าเลยเหรอเนี่ย!’
ค่อยรู้สึกคุ้มค่าที่อุตส่าห์พยายามเกลี้ยกล่อมหน่อย
“น่าเสียดายที่ฉันแค่คาดเดาสถานการณ์ของหอคอยเวทมนตร์ได้เท่านั้น ไม่ได้มีแผนการพิเศษอะไรหรอกค่ะ”
โรดี้กล่าวเสริมอย่างหน้าไม่อาย
“เรื่องเกี่ยวกับเวทมนตร์ ฉันขอยกให้ท่านชายเป็นคนจัดการทั้งหมดเลยแล้วกันนะคะ”
ใบหน้าอันเกลี้ยงเกลาของไคลูสยับยู่ยี่ราวกับกระดาษที่ถูกขยำ
“ถ้าฉันแค่แกล้งทำเป็นหาไปส่งๆ เธอจะทำยังไง?”
โรดี้หัวเราะหึ
“ท่านจะยอมเสียเวลาอย่างประณีตทุกค่ำคืนเพียงเพื่อหลอกฉันคนเดียวเนี่ยนะคะ? ทั้งที่ท่านชายผู้มีศักดิ์ศรีสูงส่งเนี่ยนะ?”
“…….”
“ถึงฉันจะไม่ค่อยชอบท่านชายเท่าไหร่ แต่ก็รู้ดีว่าคนอย่างท่านเป็นพวกที่รักษาคำพูดของตัวเองค่ะ”
‘ตั้งแต่แรกแล้ว นิสัยของไคลูสไม่ใช่พวกที่จะมาโกหกพรรค์นี้เสียหน่อย’
เมื่อได้ฟังคำพูดของโรดี้ เขาก็มีสีหน้าไม่พอใจอะไรบางอย่าง แต่แล้วก็พยักหน้าส่งๆ อย่างหงุดหงิด
“บัดซบ เอองั้นก็ได้ ในเมื่อฉันตกลงตามข้อเสนอของเธอแล้ว จะลองดูสักตั้งก็แล้วกัน”
นี่แทบไม่ต่างอะไรกับการที่ไคลูสบอกว่า ‘ฉันจะให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่’ เลยสักนิด
‘แม้คำพูดจะหยาบคายแถมยังมีนิสัยน่ารังเกียจ แต่การไม่โกหกนี่ก็ถือเป็นข้อดีอยู่นะ’
โรดี้ที่ได้รับคำตอบอันน่าพึงพอใจแย้มยิ้มออกมาเงียบๆ
ไคลูสสาวเท้าก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว สถานที่ที่เขามุ่งหน้าไปคือตรอกอันมืดสลัว
“ปีศาจมีสัญชาตญาณชอบสถานที่มืดมิดและอบอวลไปด้วยอารมณ์ด้านลบของมนุษย์”
โรดี้เข้าใจได้ในทันที
“เริ่มค้นหาจากสลัมก่อนคงจะดีกว่าสินะคะ”
เขาหรี่ตาลงพลางเอ่ยประชดประชัน
“ถูกต้อง แต่ฉันไม่รู้หรอกนะว่าเลดี้ชนชั้นสูงอย่างเธอจะทนดูสภาพของสลัมไหวหรือเปล่า แค่ได้กลิ่นก็คงจะเป็นลมล้มพับไปแล้วมั้ง?”
ช่างเป็นความกังวลที่ไร้สาระเสียจริง
“พูดราวกับว่าท่านชายไม่ใช่ขุนนางอย่างนั้นแหละค่ะ”
“อย่าเอาฉันไปเหมารวมกับเธอ ปกติฉันก็เดินเตร็ดเตร่ในสลัมบ่อยๆ อยู่แล้ว”
โรดี้หัวเราะหึ
“แหม เหตุผลที่ผู้ชายชนชั้นสูงไปเดินเตร็ดเตร่ในสลัม ปกติก็เห็นกันชัดๆ อยู่แล้วนี่คะ…”
เธอจงใจกวาดสายตามองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้าก่อนจะกล่าวเสริม
“ดูท่าประสบการณ์ในสลัมจะน่ารื่นรมย์มากเลยสินะคะ ถึงได้พูดจาผึ่งผายขนาดนี้”
“……!”
เมื่อรับรู้ถึงความหมายแฝงในคำพูดของเธอ ใบหน้าของไคลูสก็พลันแดงก่ำขึ้นมาในพริบตา
“ค คิดอะไรของเธอเนี่ย!”
โรดี้ยิ้มกริ่ม
“แหม ดูท่าจะลืมไปแล้วสินะคะว่าฉันมาจากไหน”
คำพูดนั้นทำเอาไคลูสถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
‘เหตุผลที่ชนชั้นสูงเพศชายทั่วไปมาเยือนสลัม’ ซึ่งโรดี้หมายถึงนั้นเห็นได้ชัดเจนอยู่แล้ว
‘ซ่องโสเภณี’
และในเวลาเดียวกัน มันยังเป็นสถานที่ถือกำเนิดของเหล่าลูกนอกสมรสของขุนนางผู้สำมะเลเทเมาอีกด้วย
แน่นอนว่าไคลูสไม่เคยเหยียบย่างมายังสลัมด้วยเหตุผลพรรค์นั้นเลยแม้แต่ครั้งเดียว ที่เขาเข้าๆ ออกๆ ที่นี่เป็นเพราะวัตถุดิบเวทมนตร์หายากซึ่งหาได้เฉพาะในโลกเบื้องหลังเท่านั้น
โรดี้เดาะลิ้นจึ๊กจั๊กคล้ายจงใจให้อีกฝ่ายได้ยิน
“ให้ตายสิ”
ไคลูสที่ถูกตราหน้าว่าเป็นพวกขยะมักมากในกามในชั่วพริบตาเอ่ยแก้ตัวจนลำคอแดงก่ำ
“ม ไม่ใช่เฟ้ย! ฉันแค่หมายความว่ามาที่นี่บ่อยๆ เพื่อหาวัตถุดิบเวทมนตร์หายากต่างหากเล่า!”
……หญิงสาวสวนกลับด้วยสีหน้าราวกับจะบอกว่า ‘ช่างพยายามแก้ตัวเสียจริงนะ’
“ก็คงงั้นนนมั้งคะ”
“เรื่องจริงนะเฟ้ย!”
“ค่าๆๆ”
“…….”
ไคลูสที่หาเรื่องใส่ตัวจนขาดทุนย่อยยับหุบปากฉับเหมือนหอยกาบ เพราะตระหนักได้แล้วว่าตนไม่มีทางเอาชนะเธอด้วยฝีปากได้เลย
‘ง่ายชะมัด’
เมื่อสบช่องโจมตีได้เหมาะเจาะ เธอจึงเอ่ยเหน็บแนมต่อ
“ไม่ต้องกังวลไปหรอกค่ะ ต่อให้ท่านชายจะนอนกับผู้หญิงสิบคนหรือร้อยคน ฉันก็จะไม่เอาไปปล่อยข่าวลือแน่นอน”
“โอ๊ย จริงๆ เลย ไม่ใช่แบบนั้นเฟ้ย!”
ปกติแล้วเขาเป็นพวกประเมินสถานการณ์และยอมแพ้ได้เร็วอยู่เสมอ
‘ฉันจะไม่หาเรื่องยัยผู้หญิงคนนี้เป็นครั้งที่สองเด็ดขาด’
หลังจากย้ำเตือนความตั้งใจอันแน่วแน่นั้นซ้ำๆ เขาก็เริ่มลงมือทำงานที่ควรทำแต่แรกเสียที
“…….”
วงเวททอประกายแสงสีฟ้าลอยเด่นขึ้นมาเหนือฝ่ามือของเขา
เสียงอุทานแผ่วเบาดังหลุดออกมาจากปากของหญิงสาวผู้วนเวียนกวนประสาทอยู่ข้างๆ
“ว้าว…”
มีอักษรโบราณจารึกไว้ตามแนวขอบวงกลมอย่างมีระยะห่างสม่ำเสมอ หากไม่นับสิ่งนั้นแล้ว รูปร่างของมันก็ดูคล้ายกับเข็มทิศไม่ผิดเพี้ยน
โรดี้ที่ไม่อาจข่มความอยากรู้อยากเห็นได้เอ่ยถาม
“นั่นคืออะไรหรือคะ”
ทว่าคำตอบที่ได้รับกลับมานั้นจริงจังเกินคาด
“เวทมนตร์เมื่อยี่สิบปีก่อนที่เธอพูดถึงนั่นแหละ ฉันเอามาดัดแปลงนิดหน่อย ถึงจะปรับแก้แบบรีบๆ ไปบ้าง แต่น่าจะมีประสิทธิภาพมากกว่าเวทมนตร์เดิมแน่”
โรดี้ประหลาดใจอยู่ลึกๆ
‘ทั้งที่บ่นกระปอดกระแปดแต่ก็เตรียมการมาครบหมดเลยนี่นา’
“ไหนบอกว่าไม่มีเวลาเพราะมัวแต่เตรียมมหาเค้าโครงวงเวทไงคะ”
ไคลูสตอบกลับอย่างหยิ่งยโส
“ก็ทำหลังจากเสร็จเรื่องหมดแล้วน่ะสิ เพราะฉันมันอัจฉริยะยังไงล่ะ”
สำหรับครั้งนี้ โรดี้พยักหน้ารับโดยไม่คิดจะโต้แย้งแต่อย่างใด
“แล้วจะรู้ได้ยังไงคะว่ามีปีศาจอยู่”
“ถ้ามีปีศาจเข้ามาในรัศมีห้าร้อยเมตร เข็มทิศนี้จะขยับ”
โรดี้บ่นอุบ
“ขอบเขตแคบเกินไปแล้วค่ะ…”
สลัมนั้นกว้างใหญ่ หากมีเงื่อนไขแค่รัศมีห้าร้อยเมตร คงต้องตระเวนค้นหากันนานพอดู
ไคลูสหัวเสียขึ้นมาทันที
“วันนี้ไม่มีเวลาก็เลยช่วยไม่ได้ต่างหากล่ะ ถ้ามีเวลาสักหนึ่งสัปดาห์ ฉันดัดแปลงวงเวทได้อย่างสมบูรณ์แบบจนขยายขอบเขตให้กว้างขึ้นได้เยอะแน่!”
“จริงหรือคะ”
“ก็แน่สิ!”
“หนึ่งสัปดาห์นานเกินไปนะคะ”
โรดี้แย้มยิ้มหวาน
“แต่มหาจอมเวทอัจฉริยะอย่างท่านไคลูส ฟรูอิน่า ก็น่าจะย่นระยะเวลาให้สั้นกว่านั้นได้ไม่ใช่หรือคะ”
คำเยินยอนั้นทำให้เขาเผลอยืดอกอย่างลำพองใจ
“หึ แน่นอนอยู่แล้ว ถ้าฉันฝืนอีกหน่อยก็ย่นเวลาให้สั้นกว่านั้นได้…….”
ขณะพูดอยู่ ไคลูสที่เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าพลาดท่าก็ก้มลงมองโรดี้
“…….”
สายตาสบประสานกัน
ความเงียบเข้าปกคลุมระหว่างคนทั้งสองชั่วครู่
ไม่นานนัก โรดี้ก็แตะไหล่เขาเบาๆ
“ท่านมหาจอมเวทอัจฉริยะ ไคลูส ฟรูอิน่า”
เธอชูกำปั้นเล็กๆ ขึ้นพลางเอ่ยออกมาอย่างน่าหมั่นไส้
“สู้ๆ นะคะ!”
……เป็นคำศัพท์ที่ไม่รู้ความหมายเลยสักนิด
“เมื่อกี้พูดชัดเจนแล้วนะคะว่าทำได้?”
“เดี๋ยวก่อนสิ…….”
“อย่าบอกนะคะ”
เธอแย้มยิ้มอย่างอ่อนหวาน
“ว่าท่านมหาจอมเวทอัจฉริยะผู้ยิ่งใหญ่จะกลืนน้ำลายตัวเองน่ะค่ะ?”
“…….”
แม้ไคลูสจะคิดในใจว่า ‘ติดกับเข้าแล้ว!’ แต่ก็ไม่อาจเอ่ยปากโต้แย้งได้เลย นั่นก็เพราะศักดิ์ศรีค้ำคอ
“จะตั้งตารอคอยนะคะ”
โรดี้ที่อารมณ์ดีขึ้นมาฮัมเพลงในลำคอเบาๆ พลางก้าวเดินนำไปข้างหน้า
‘พังไม่เป็นท่าแล้ว’
……ไม่รู้ทำไมไคลูสถึงรู้สึกอยากจะร้องไห้ออกมาตงิดๆ
การค้นหายังคงดำเนินต่อไปในวันรุ่งขึ้น
ในวันที่สอง ขอบเขตที่เขาสามารถแกะรอยได้ขยายเพิ่มขึ้นอีก 50 เมตร และโรดี้ก็ตอบรับความเปลี่ยนแปลงนี้สั้นๆ
“สมกับเป็นท่านมหาจอมเวทอัจฉริยะเลยนะคะ”
……ว่าคำพูดนี้ไม่ใช่คำชม แต่เป็นการประชดประชันนั้น คนที่รู้ดีที่สุดก็คือไคลูส ฟรูอิน่านี่เอง
‘นังผู้หญิงเจ้าเล่ห์เอ๊ย!’
ศักดิ์ศรีที่เคยได้รับการยกย่องว่าเป็นอัจฉริยะมาโดยตลอดพลันแตกร้าวลงอย่างไม่เหลือชิ้นดี
ไคลูสตั้งใจแน่วแน่ว่าจะต้องสร้างผลลัพธ์ที่ทำให้นังผู้หญิงคนนั้นตกใจจนแทบหงายหลังให้ได้ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม
ถึงแม้จะตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ แต่การเตรียมมหาเค้าโครงวงเวทเพื่ออุดรอยแยกก็ไม่อาจทำแบบลวกๆ ได้เลย
ช่วยไม่ได้ที่ไคลูสจำต้องทำทั้งการเตรียมมหาเค้าโครงวงเวท การปรับปรุงเวทมนตร์แกะรอยปีศาจ และการตามหาปีศาจในเมืองหลวงไปพร้อมๆ กัน
“ท่านฟรูอิน่า ขอบตาดำคล้ำขนาดนั้น…… ร่างกายไม่เป็นไรแน่นะครับ”
“ฉันสบายดี”
ผลลัพธ์ก็คือ ไคลูสไม่ได้นอนเลยตลอดสามวัน และประสบความสำเร็จในการสร้างเวทมนตร์แกะรอยอันทรงประสิทธิภาพอย่างยิ่งขึ้นมาได้
กำลังโหลดความเห็น...