แม้จะเป็นคำถามที่แทงใจดำอย่างตรงจุด แต่โรดี้ก็ไม่ได้ตกใจแต่อย่างใด
แค่รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมานิดหน่อยเท่านั้น
“การสังเกตของท่านชายคงจะผิดพลาดไปเองมากกว่าค่ะ”
เธอกลืนอารมณ์ลงคอก่อนจะกล่าวเสริม
“ฉันไม่ได้เปลี่ยนไปเลยสักนิด ยังคงละโมบเหมือนเดิม เป้าหมายสูงสุดในชีวิตของฉันคือการได้นอนกินบ้านกินเมืองไปวันๆ สบายๆ ชั่วชีวิตนะคะ”
“จุดนั้นแหละที่ยิ่งแปลก สิ่งที่เธอเคยยึดติดจนแทบบ้าในอดีตมันไม่ใช่เรื่องวัตถุเงินทอง แต่เป็นความสนใจจากคนอื่นไม่ใช่หรือไง”
เขายังคงไม่ละสายตาที่เคลือบแคลงสงสัยไป
“แต่ตอนนี้ดันเปลี่ยนไปเป็นตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิงเนี่ยนะ”
“…….”
“แถมยังไม่ได้ดูโลภมากในเรื่องทรัพย์สินขนาดนั้นด้วยซ้ำ ที่ต้องการก็แค่พอมีกินมีใช้อย่างสบายไปตลอดไม่ใช่เหรอ”
หากเป็นผู้หญิงที่ไล่ตามเงินตราจริงๆ ล่ะก็ คงไม่ตั้งเงื่อนไขการแลกเปลี่ยนเป็นหินเวทมนตร์มูลค่า 10,000 โกลด์หรอก
สายตาของโรดี้ทอดมองลงต่ำจนกระทั่งเขาพูดจบ
ใบหน้าของเธอไม่อาจคาดเดาความรู้สึกข้างในได้เลยสักนิด
“ช่างเป็นความสนใจที่ไร้ประโยชน์และก้าวก่ายเกินไปจริงๆ นะคะ”
เมื่อเธอเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง ในดวงตาสีเขียวอ่อนก็เจือไปด้วยความหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัด
ไคลูสชะงักไป
โรดี้เอ่ยขึ้น
“เรื่องนั้นมันเกี่ยวอะไรกับท่านชายด้วยคะ”
“อะไรนะ”
“ฉันจะเป็นคนแบบไหน แล้วมันเกี่ยวอะไรกับท่านชายด้วยล่ะคะ”
“นั่นมัน……”
เธอตอกกลับด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ ทว่าเฉียบขาด
“ที่ผ่านมาท่านก็เมินเฉยใส่ฉันเหมือนกับคนอื่นๆ ไม่ใช่เหรอคะ การที่จู่ๆ ตอนนี้กลับมาพูดราวกับรู้จักฉันดีแบบนี้”
ริมฝีปากสีแดงสดของเธอเอ่ยเน้นทีละคำอย่างชัดเจน
“มันน่ารังเกียจจริงๆ ค่ะ”
นี่คือความรู้สึกจากใจจริง คำพูดที่เพิ่งจะมาทำเป็นรู้ดีของไคลูสมันช่างน่าขันสิ้นดี
‘ทั้งที่ตลอดเวลาที่ผ่านมาก็ดูถูกเหยียดหยามโรดี้ตัวจริงขนาดนั้นแท้ๆ……!’
เมื่อลองค้นดูในความทรงจำ ไคลูส ฟรูอิน่าก็เป็นพวกหยิ่งยโสไม่ต่างอะไรจากพวกบัดซบคนอื่นๆ ในแวดวงสังคมชั้นสูงเลยสักนิด
“ตอนนี้ท่านก็แค่สืบเสาะเรื่องของฉันเพราะความอยากรู้อยากเห็นส่วนตัวไม่ใช่เหรอคะ”
ไม่ใช่ว่าเขาเป็นห่วงที่ ‘โรดี้ตัวจริง’ หายไปหรือเปลี่ยนไปสักหน่อย……
หากมีเจตนาเช่นนั้นจริง เธอก็คงไม่โกรธแบบนี้หรอก
ถ้าหากเขาออกโรงมาเพื่อตามหาโรดี้ที่หายไปละก็นะ
“ถ้าท่านรู้ว่าฉันในอดีตต้องโดดเดี่ยวและอ้างว้างเพียงใดในสังคมชั้นสูง อย่างน้อยก็น่าจะยื่นมือเข้ามาช่วยก่อนสิคะ”
‘ถ้ามีใครสักคนทำแบบนั้น โรดี้ ‘ตัวจริง’ ก็อาจจะได้รับการช่วยเหลือไปแล้วก็ได้’
เธอกอดอกพลางกล่าวเสริมด้วยน้ำเสียงประชดประชัน
“ตอนที่ต้องการความช่วยเหลือจริงๆ กลับเอาแต่จ้องมองเฉยๆ พอตอนนี้เห็นฉันแปลกตาเหมือนลิงในสวนสัตว์ ก็มารื้อค้นส่วนที่อยากซ่อนเอาไว้จนกระจุยกระจายสินะคะ”
คำพูดของไคลูสเมื่อครู่นี้ถูกต้อง เธอพังทลายไปแล้ว
‘แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ’
ไม่มีใครในโลกนี้อยากให้จุดบกพร่องของตนเองถูกเปิดเผยออกมาหรอก
‘เอาเรื่องแบบนั้นมาพล่ามต่อหน้าเจ้าตัวโดยไม่ดูตาม้าตาเรือเนี่ยนะ’
โรดี้ประเมินอารมณ์ของตนเองอย่างตรงไปตรงมา
ตอนนี้ตัวเธอกำลังโมโหเพราะถูกแทงใจดำ
‘ถึงจะเป็นความจริง แต่ก็ใช่ว่าจะพ่นอะไรออกมาส่งเดชได้ตามใจชอบเสียหน่อย’
เธอตวัดสายตามองค้อนไคลูสอย่างเฉียบคม
“อัจฉริยะอย่างท่านคงไม่มีวันเข้าใจหรอกค่ะ แต่ระหว่างผู้คนน่ะมันมีเส้นแบ่งอยู่นะคะ กฎเหล็กที่รู้กันคือต้องไม่ข้ามเส้นนั้นตามอำเภอใจ และหากเผลอก้าวข้ามไปด้วยความผิดพลาดก็ต้องเอ่ยปากขอโทษ นั่นแหละค่ะถึงจะเรียกว่า ‘ความสัมพันธ์’”
ไคลูสจับต้นชนปลายไม่ถูกว่าจะต้องตอบกลับไปอย่างไร
‘นี่เธอโกรธเพราะฉันล้ำเส้นไปอย่างนั้นเหรอ’
เขาไม่ได้มีเจตนาทำให้คู่สนทนาโมโหถึงขนาดนี้เลย
เขาเพียงแค่อยากรู้จักผู้หญิงที่ชื่อ ‘โรดี้’ ให้มากขึ้นอีกสักนิดเท่านั้น
บางที เขาอาจแค่อยากลดระยะห่างอันแสนไกลโพ้นระหว่างทั้งสองคน โดยการล่วงรู้ความลับของเธอก็เป็นได้
ปัญหาเพียงหนึ่งเดียวก็คือ ไคลูสไม่รู้วิธีเข้าหาผู้อื่นอย่างเป็นธรรมชาติและเป็นมิตรเลยสักนิด
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงเผลอต้อนเธอจนมุมด้วยน้ำเสียงคาดคั้นโดยไม่ทันได้คิด
‘……ในสถานการณ์แบบนี้ต้องทำยังไงกันนะ’
ไคลูสมองโรดี้ที่กำลังโกรธจัดด้วยความลำบากใจ
การพลั้งปากพูดสิ่งที่อยู่ในใจของอีกฝ่ายออกมาอย่างหุนหันพลันแล่นคือปัญหาหรือเปล่านะ
เขาเอ่ยออกมาอย่างเก้ๆ กังๆ
“คือ เอ่อ ก่อนอื่น ขอโทษ……?”
“ไม่ต้องขอโทษหรอกค่ะ”
คำตอบแบบนั้นยิ่งทำให้โมโหเข้าไปใหญ่ โรดี้เสยผมของตัวเองขึ้นด้วยความหงุดหงิด
“ในเมื่อท่านไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองทำอะไรผิด และไม่ได้คิดว่ามันเป็นความผิดใหญ่อะไรเลยนี่คะ”
“…….”
โรดี้ส่งเสียงหัวเราะเยาะในลำคอ
“ตอนนี้ท่านชายคงแค่เอาไม้ทิ่มกบที่กระโดดผ่านไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น พอเห็นมันโกรธขึ้นมาก็คงแปลกใจสินะคะ พลางคิดว่า ไม่ยักรู้แฮะว่ากบก็โกรธเป็นด้วย”
ช่างเป็นการเปรียบเปรยที่เจ็บแสบอย่างยิ่ง
ไคลูสที่ไม่ค่อยจะยอมจำนนต่อแรงกดดันของใครทำหน้าตื่นตระหนกออกมาอย่างหาได้ยาก
โรดี้เปิดประตูห้องพยาบาลออกด้วยความฉุนเฉียว
“อา พอทีเถอะค่ะ”
เธอที่หันหลังให้เหลือบมองเขาพลางเอ่ยขึ้น
“ฉันจะมีอะไรต้องคุยกับท่านอีกล่ะคะ เราอย่ามาพบกันอีกเป็นครั้งที่สองเลยดีกว่าค่ะ”
ปัง!
ประตูปิดลง
ริเคนส์มองเห็นโรดี้ที่กำลังเดินสวนมา
‘เกิดเรื่องอะไรขึ้นงั้นเหรอ’
สีหน้าของเธอดูหม่นหมองกว่าปกติ ดูเหมือนเธอกำลังจมอยู่ในห้วงความคิดจนไม่ทันสังเกตว่ากำลังจะเดินผ่านเขาไปด้วยซ้ำ
“โรดี้”
ทันทีที่เขาเอ่ยเรียกชื่อ เธอจึงเงยหน้าขึ้นมาช้าไปครึ่งจังหวะ
“……ท่านเซอร์มักเซตา?”
เขามองดวงตาสีเขียวอ่อนที่สั่นไหวเล็กน้อยคล้ายกำลังไม่สบายใจ โรดี้ในตอนนี้ดูเหมือนกำลังหวั่นไหวอยู่บ้าง
“มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นงั้นหรือ”
เธอส่ายหน้าอย่างหมดแรง
“……ไม่มีเรื่องอะไรหรอกค่ะ”
เป็นคำตอบที่มองปราดเดียวก็รู้ว่าแค่แก้ตัวส่งๆ ไปอย่างนั้น
‘ใครกันแน่ที่ทำให้เธออารมณ์เสีย’
การสันนิษฐานไม่ใช่เรื่องยากเลย
โรดี้เพิ่งเดินออกมาจากห้องพยาบาล และคนที่สามารถทำให้เธออารมณ์ขุ่นมัวในที่แห่งนั้นได้ก็มีแค่……
‘ไคลูส ฟรูอิน่า’
ไอ้จอมเวทเสเพลคนนี้ไปก่อเรื่องอะไรไว้อีกกันแน่
“ท่านชายพูดอะไรกับเธอ”
“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ”
เป็นปฏิกิริยาที่ตั้งการ์ดป้องกันอย่างเห็นได้ชัด ริเคนส์มั่นใจแล้วว่าคนร้ายที่ทำให้เธอเป็นแบบนี้คือไคลูสแน่นอน
“คงไม่ใช่ว่าเขาพ่นคำพูดร้ายกาจใส่หรอกนะ”
โรดี้ยิ้มเจื่อน
“ไม่หรอกค่ะ ถึงยังไงท่านชายก็ไม่ได้เป็นพวกสวะขนาดนั้นเสียหน่อย”
“แล้วมันเรื่องอะไร”
“ไม่มีเรื่องอะไรจริงๆ ค่ะ”
ไม่ใช่คำโกหก เธอแค่โมโหเพราะถูกแทงใจดำเข้าจังๆ ก็เท่านั้น
เธอจึงเปลี่ยนหัวข้อสนทนา
“ท่านเซอร์ต่างหากล่ะคะ เมื่อกี้ดูอารมณ์ไม่ดีเอามากๆ มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นงั้นหรือคะ”
ริเคนส์ถามย้อนกลับไปด้วยความแปลกใจ
“……ฉันเนี่ยนะ”
“ค่ะ ตอนที่ฟังเรื่องของท่านชายเมื่อครู่ หัวคิ้วของท่านขมวดแน่นจนเกร็งไปหมดเลยนี่คะ”
‘ฉันทำหน้าแบบนั้นอยู่หรอกหรือ’
เขาไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่าความรู้สึกนั้นแสดงออกทางสีหน้า
ริเคนส์นึกย้อนไปถึงฉากที่ทั้งสามคนอยู่ด้วยกันเมื่อครู่อย่างจริงจังอีกครั้ง
แน่นอนว่าเขาเริ่มอารมณ์ไม่ดีตั้งแต่ตอนที่ไคลูสกับโรดี้นั่งเคียงข้างกันแล้ว
‘เรื่องที่ติดค้างอยู่ในใจไม่ได้มีแค่นั้นเสียด้วยสิ’
ทั้งเรื่องที่ไคลูสกับโรดี้มีความลับต่อกัน เรื่องที่ทั้งสองคนอยู่ด้วยกันทุกคืน หรือแม้กระทั่งเรื่องที่โรดี้เกือบตกอยู่ในอันตราย…… เมื่อเริ่มนึกถึงมันก็ผุดขึ้นมาไม่หยุดหย่อน เขาจึงพยายามไม่เก็บมาคิด
เหนือสิ่งอื่นใด หากโรดี้รู้ว่าเขารู้สึกไม่พอใจด้วยเหตุผลพรรค์นี้ เธอจะต้องตกใจจนขวัญผวาเป็นแน่
‘ขนาดฉันเองยังเอือมระอาตัวเองเลย’
เขาเคยคิดว่าตัวเองเป็นคนไม่แยแสใคร ทว่าบางทีอาจจะไม่ใช่แบบนั้นก็ได้
ริเคนส์ตกอยู่ในภวังค์การสำรวจตัวเองที่มาสายไปเสียแล้ว
“คงเพราะมีเรื่องต้องรายงานตลอดทั้งคืนเลยเหนื่อยไปหน่อยน่ะ”
โรดี้แสดงสีหน้าเป็นห่วง
“หักโหมเกินไปแล้วไม่ใช่หรือคะ”
เขาตอบกลับไปอย่างไม่ใส่ใจ
“เพราะมันเป็นหน้าที่ที่ฉันต้องทำ”
“ทำแบบนั้นเดี๋ยวก็ล้มพับไปเหมือนท่านชายไคลูสหรอกค่ะ”
น่าแปลกที่ความรู้สึกของการถูกเป็นห่วงไม่ได้แย่เลยสักนิด
‘ลองแกล้งทำเป็นสำออยดูหน่อยดีไหมนะ’
ริเคนส์ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะคิดขึ้นมาได้ว่าการทำแบบนั้นดูไม่เป็นผู้ใหญ่เอาเสียเลย
“โดยพื้นฐานแล้วฉันมีแรงพอที่จะไม่นอนติดต่อกันหลายวันได้โดยไม่เป็นอะไร เพราะงั้นคงไม่เป็นไรหรอก”
เขามองโรดี้ที่ดูเหนื่อยล้าไปบ้างตาไม่กะพริบ
“เธอนั่นแหละ กลับบ้านไปพักผ่อนเสียทีจะดีกว่า”
แม้จะอยากพูดคุยกันต่ออีกสักนิด แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้เธอต้องการการพักผ่อน
ในจังหวะที่ริเคนส์ตัดใจจากความเสียดายแล้วกำลังจะหันหลังกลับ โรดี้ก็เอ่ยปากขึ้นมา
“ท่านเซอร์”
เมื่อสบสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยของเขา โรดี้จึงพูดเสริมต่อ
“ทักทายช้าไปหน่อยนะคะ ขอบคุณที่ช่วยฉันไว้ค่ะ”
……อยู่ๆ หัวใจก็พลันคันยุบยิบขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ ริเคนส์พยายามซ่อนความหวั่นไหวเอาไว้แล้วตอบกลับด้วยน้ำเสียงบึ้งตึง
“ฉันแค่ทำสิ่งที่ต้องทำเท่านั้น”
“ถึงอย่างนั้นก็เถอะค่ะ”
โรดี้ยิ้มกว้าง
“เมื่อวานนี้ ท่านเท่มากเลยค่ะ”
พอพูดจบ อีกฝ่ายก็ค้อมศีรษะให้แล้วหันหลังกลับไปอย่างไม่นึกอาลัยอาวรณ์
“…….”
เขาเหม่อมองแผ่นหลังที่ค่อยๆ ไกลออกไปอยู่ชั่วครู่ เรือนผมสีม่วงยาวสยายพลิ้วไหวดั่งไอแดดยามต้องลม
‘เท่มาก เท่มาก เท่มาก’
ถ้อยคำนั้นวนเวียนอยู่ในหัวไม่ยอมหยุด
……หลังจากนั้น ตอนที่เลี้ยวตรงหัวมุมระเบียงทางเดิน ริเคนส์ก็เกือบจะเอาหัวโขกเข้ากับกำแพง
‘วิชาดาบ’
เขาคิดในใจพลางรู้สึกว่าปลายหูร้อนผ่าวจนขึ้นสีระเรื่อ
‘ตัดสินใจเรียนไว้ นับว่าคิดถูกจริงๆ’
กำลังโหลดความเห็น...