“[นิยาย] เมื่ออดีตชาติ ฉันเคยขายชาติมาแล้วค่ะ” มีฉากหรือเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่ กดยืนยันเพื่อเข้าชม เว็บจะจำไว้ในเบราว์เซอร์นี้
แต่ถึงจะไม่รู้ ก็ใช่ว่าจะปล่อยให้ทำตามใจชอบได้
เซร่าเห็นภาพอนาคตแจ่มชัดเลยว่า หากปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเอน็อคต่อไป อย่าว่าแต่การประลองเลย คงได้ถูกปรับแพ้ตกรอบจากอาร์เคดแหงๆ
ดังนั้นถ้าจะมีใครสักคนต้องตั้งเกณฑ์ขึ้นมา คนคนนั้นก็ต้องเป็นเซร่า
เพราะอย่างน้อยในบรรดาพวกเขาสองคน คนที่ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยปกติมากที่สุดก็น่าจะเป็นเธอ
หลังจากครุ่นคิดอยู่นาน ในที่สุดเธอก็หาจุดประนีประนอมในแบบของตัวเองได้
“แค่…… ไม่ใช้หมัด ก็น่าจะได้ไม่ใช่เหรอ?”
“อ๋อ หมัดสินะ”
เข้าใจละ เข้าใจละ
คนพูดใช้น้ำเสียงกึ่งเชื่อกึ่งไม่แน่ใจ ทว่าเอน็อคกลับพยักหน้าหงึกหงักราวกับจับจุดได้อย่างชัดเจน
“พวกทาสก้าวออกมาข้างหน้า”
จังหวะนั้นเอง นีร์ชานก็ประกาศว่าถึงเวลาแห่งการดวลแล้ว
สิ้นเสียงเรียกของเขา ทาสสองคนที่สวมปลอกคอสีทองก็ก้าวออกมายืนประจันหน้ากัน
เฮ้! ฝูงชนพากันส่งเสียงโห่ร้องปลุกเร้าความตื่นเต้น ไม่ว่าจะยุคไหนสมัยไหน การมุงดูคนตีกันก็คงเป็นเรื่องที่สนุกที่สุดแล้วจริงๆ
“เตรียมตัว”
ทั้งสองคนปลดสายจูงออกพร้อมกันตามสัญญาณของนีร์ชาน
เสียงสายโซ่สีทองกระทบกันกริ๋งกรั๋ง ก่อนจะตกลงบนผืนทรายแห่งทะเลทรายดังตุ้บ
“……เบาๆ มือหน่อยล่ะ เบาๆ นะ”
อย่าฆ่าเขานะ อย่าไปหักกระดูกส่วนไหนเข้า แล้วก็อย่าไปบดขยี้อะไรจนแหลกเหลวด้วย
เซร่ากุมสองมือแน่นพลางพึมพำกับตัวเองเมื่อการประลองตรงหน้าใกล้จะเริ่มขึ้น
ภาพนั้นมองเผินๆ ช่างดูเหมือนเจ้านายผู้แสนอ่อนโยนที่กำลังสวดภาวนาให้แก่ทาสของตน
ตัวใหญ่เบ้อเร่อขนาดนั้น คงไม่เปราะบางถึงขั้นทนไม้ทนมือไม่ได้หรอกใช่ไหม?
ขณะที่เธอกำลังใช้สายตากังวลชำเลืองมองทาสร่างยักษ์ที่ยืนค้ำหัวเอน็อคอยู่นั้น สายตาก็พลันสบเข้ากับยูร์อาที่ชะโงกหน้าออกมาจากด้านหลังของเขา
ยูร์อามองเซร่าที่กำลังประสานมือสวดภาวนาด้วยสายตาเอ็นดูราวกับเห็นเด็กน่ารัก ก่อนจะส่งวิ้งค์ยั่วยวนมาให้
เป็นความใจเย็นที่แสดงออกมาได้ก็เพราะไม่รู้ว่าเซร่ากำลังสวดภาวนาให้ใครต่างหากล่ะ
“เริ่มได้!”
ชั่วขณะที่เผลอไปแวบเดียว นีร์ชานก็ประกาศเริ่มการประลองขึ้นมาอย่างกะทันหัน
ทาสทั้งสองที่เผชิญหน้ากันไม่ได้ขยับตัวในทันที ทว่ากลับคุมเชิงดูท่าทีของอีกฝ่าย ต่างจากบรรยากาศของผู้ชมที่กำลังคึกคักถึงขีดสุด
สงครามประสาทอันตึงเครียด หรืออะไรเทือกๆ นั้นได้เข้าปกคลุมระหว่างคนทั้งสองอยู่ชั่วครู่
“ไอ้ขี้ขลาดเอ๊ย”
ฝ่ายที่เริ่มขยับก่อนคือทาสของยูร์อาที่ทนความน่าเบื่อไม่ไหว
เขายกยิ้มเยาะอย่างบิดเบี้ยวแล้วพุ่งเข้าใส่เอน็อคด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม
แม้จะมีเรือนร่างหนาเทอะทะที่ดูอุ้ยอ้าย ทว่าการเคลื่อนไหวกลับว่องไวดั่งเสือดาว
ชายคนนั้นร่นระยะห่างเข้ามาในพริบตาและแทรกผ่านช่องโหว่ของเอน็อคไปในชั่วพริบตาเดียว
มันคือการบุกทะลวงซึ่งๆ หน้าอย่างไร้ความลังเล โดยไม่เบี่ยงตัวหลบไปด้านข้างหรือคอยมองหาจังหวะใดๆ เลย
วูบ กำปั้นขนาดมหึมาที่ใหญ่พอๆ กับใบหน้าของเอน็อคถูกเหวี่ยงออกไป
ว้าก!
ผู้ชมต่างส่งเสียงเชียร์กันอย่างเกรียวกราวให้กับการโจมตีระลอกแรกที่ซัดออกไปในที่สุด
ในวินาทีนั้น ภาพของเอน็อคที่โดนหมัดยักษ์ซัดจนกระเด็นลอยไปไกลพลันแล่นผ่านเข้ามาในหัวของทุกคนที่กำลังมุงดูการต่อสู้
ตัวคนเหวี่ยงหมัดเองก็คงกำลังจินตนาการถึงภาพที่ไม่ต่างกันเท่าไหร่นัก
และแล้ว ก่อนที่การโจมตีของชายคนนั้นจะปะทะเข้ากับใบหน้าของเอน็อคเพียงเสี้ยววินาที
“……?!”
ร่างของเอน็อคที่ควรจะโดนชกแน่ๆ กลับอันตรธานหายไปราวกับเรื่องโกหก
วูบ กำปั้นที่ไร้เป้าหมายควักผ่านความว่างเปล่า
เขาหลบได้รวดเร็วเสียจนเงาร่างที่ยังเลือนหายไปไม่หมดตรงปลายหมัดที่เหวี่ยงวืดกระจายออกราวกับหมอกควัน
ปรากฏการณ์อันน่าอัศจรรย์ใจที่เกิดขึ้นในชั่วพริบตานั้น มีเพียงชายคนนั้นเท่านั้นที่ได้ประจักษ์แก่สายตา
การเคลื่อนไหวอันแปลกประหลาดที่ไม่เคยพบเคยเห็นมาตลอดชีวิตทำให้ดวงตาของชายร่างยักษ์เบิกกว้างแทบถลน
น-นี่มันอะไรกันวะ……!
ในขณะที่ตกตะลึงจนกรีดร้องออกมาไม่ได้และได้แต่ช็อกอยู่ข้างใน เขาก็สัมผัสได้ถึงความเคลื่อนไหวของคนในระยะประชิด
สายตาที่รับรู้ถึงการมีตัวตนนั้นตอบสนองไวกว่าร่างกาย
และนั่นทำให้เขาได้เห็น
ข้างแขนที่เขาเพิ่งเหวี่ยงออกไปนั่นเอง
ทาสผมดำที่ปรากฏตัวขึ้นโดยที่เส้นผมไม่กระดิกเลยแม้แต่เส้นเดียว
ทาสผู้มีสีหน้าเคร่งขรึมจริงจังยกแขนขึ้นสูงไปทางชายคนนั้น
ชั่วพริบตานั้น สำหรับชายร่างยักษ์แล้วมันกลับยาวนานราวกับชั่วนิรันดร์
“ฮี๊ ก……!”
“อ๊ะ”
เมื่อเห็นใบหน้าของชายตรงหน้าที่ซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด เอน็อคก็ตระหนักได้ว่าตนเองคำนวณพลาดไป ทว่ามันก็สายเกินไปเสียแล้ว ฟึ่บ เสียงแหวกอากาศดังขึ้นพร้อมกับมือของเอน็อคที่เหวี่ยงเข้าใส่แก้มของอีกฝ่าย
และแล้ว
เพียะ―!
เสียงฟาดฟันอย่างจะแจ้งก็ดังก้องขึ้น
ดังสนั่นเสียจนทุกคนที่ยืนดูการต่อสู้อยู่ได้ยินกันอย่างทั่วถึง
“อุแว้ก!”
ใบหน้าของชายร่างยักษ์สะบัดไปด้านข้างพร้อมกับส่งเสียงประหลาดออกมา
ร่างอันมหึมานั้นลอยเคว้งขึ้นฟ้าตามแรงเหวี่ยงที่สะบัดไป
ทาสร่างยักษ์ที่ลอยสูงขึ้นไปในอากาศหมุนคว้างอยู่กับที่ราวกับลูกข่าง ก่อนจะ
ร่วงดิ่งลงมากระแทกพื้นดังตึง!
“…….”
เพียงเท่านั้นก็เป็นอันจบสิ้น
ชายคนนั้นไม่อาจลุกขึ้นมาได้อีกต่อไป
“…….”
“…….”
บรรยากาศที่เคยอึกทึกครึกโครมไม่ต่างจากบ่อนการพนันพลันเงียบสงัดลงราวกับถูกราดด้วยน้ำเย็นจัด
“เอ๋……?”
ใครบางคนส่งเสียงอย่างเหม่อลอยออกมาให้กับการประลองที่จบลงในชั่วพริบตา
ฝูงชนที่ได้ยินเสียงเดียวกันต่างก็ส่งเสียงอุทานคล้ายๆ กันพลางพึมพำ เอ๋ อะ อ้าว กันระงม
บรรยากาศอันดุเดือดพลันชะงักงัน
ทุกคนต่างมองสลับไปมาระหว่างทาสที่นอนนิ่งไม่ไหวติงอยู่บนพื้นกับเอน็อคที่ยืนอยู่อย่างสบายไร้รอยขีดข่วนด้วยสายตาไม่อยากจะเชื่อ
สิ่งที่แหวกผ่านความเงียบงันอันกระเจิดกระเจิงขึ้นมาคือน้ำเสียงที่เหวอรับประทานไม่แพ้กันของนีร์ชาน
“ตายไปแล้วไม่ใช่เหรอเนี่ย……?”
เขาปรี่เข้ามาอย่างร้อนรนก่อนจะพลิกตัวทาสที่ล้มนอนอยู่เพื่อดูอาการ
ทาสร่างยักษ์ที่หมดสติไปทั้งที่ตาเหลือกขึ้นฟ้ามีฟองสีขาวปุดขึ้นมาจากปาก
แก้มข้างที่โดนเอน็อคซัดเข้าไปบวมเป่งขึ้นมาเรียบร้อยจนหน้าตาบิดเบี้ยวผิดรูปไปคนละข้าง
สภาพที่มองดูก็รู้ว่าเจ็บปวดทำเอานีร์ชานสะดุ้งตามสัญชาตญาณ พลางรีบจับชีพจรของทาสคนนั้นดูอย่างขะมักเขม้น
เขาลองแนบหูกับหน้าอกเพื่อฟังว่าหัวใจยังเต้นอยู่หรือไม่ ใช้นิ้วมือกดกระโหลกศีรษะเพื่อตรวจดูว่ามีกระดูกหักตรงไหนหรือเปล่า อีกทั้งยังตรวจดูที่แก้มและลึกเข้าไปในช่องปากว่ามีเลือดออกด้วยหรือไม่
พอนีร์ชานตรวจสอบทุกอย่างเสร็จสิ้น เขาก็ยันตัวลุกขึ้นยืนด้วยสีหน้าเหวอรับประทาน
“……น่าเหลือเชื่อจริงๆ ถึงสภาพจะดูไม่จืดแต่ก็แค่สลบไปเฉยๆ ว่ะ”
เขาพึมพำออกมาราวกับไม่อยากจะเชื่อสายตา ก่อนจะยกมือของเอน็อคขึ้นประกาศจุดสิ้นสุดของการประลอง
“ผู้ชนะคือทางนี้”
ผลลัพธ์ที่พลิกล็อกถล่มทลายเหนือความคาดหมายทำเอาผู้ชมที่กลั้นหายใจดูสถานการณ์อยู่ต่างพากันส่งเสียงกรีดร้องด้วยความตกตะลึง
“อะไรกันเนี่ย กะพริบตาแค่ทีเดียวการประลองก็จบแล้วเหรอ”
“เห็นหน้าตาขาวซีดแบบนั้นแต่ฝีมือเอาเรื่องแฮะ?”
“ตบหน้าอะไรมันจะขนาดนั้น……”
ผู้คนที่มองไม่ทันด้วยซ้ำว่ารู้ผลแพ้ชนะได้อย่างไรต่างพากันพูดจ้อคนละคำสองคำจนเกิดเสียงฮือฮาไปทั่ว
“……เป็นไปไม่ได้ ไปเอาไอ้บ้านั่นมาจากไหนกัน”
คนที่รู้สึกอึ้งกิมกี่ที่สุดในบรรดาคนเหล่านั้นก็คือยูร์อาที่เคยมั่นอกมั่นใจในชัยชนะ
เธอทรุดตัวลงนั่งด้วยสีหน้าหมดอาลัยตายอยาก ได้แต่จ้องมองทาสของตนที่กระเด็นสลบไปในหมัดเดียวตาละห้อย
“นั่นสิ ไม่เจียมตัวสะเออะมารนหาที่เองทำไมล่ะ”
ด้านเซร่าก็ได้แต่หัวเราะคิกคักพลางเยาะเย้ยสภาพนั้น
“ฉันทำได้แล้ว……”
ส่วนเอน็อคกำลังก้มมองฝ่ามือตัวเองด้วยสายตาเหม่อลอย
เขากำมือแล้วคลายออกซ้ำไปซ้ำมาราวกับกำลังหวนนึกถึงสัมผัสที่ยังหลงเหลืออยู่บนปลายนิ้ว
พอโดนทักว่าใช้หมัดคงไม่ได้เรื่อง เลยลองใช้ฝ่ามือดูเผื่อจะดีกว่า และดูเหมือนว่ามันจะเป็นคำตอบที่ถูกต้องเสียด้วย
นี่เป็นครั้งแรกเลยที่เขาใช้มือข้างที่คอยกุมดาบมาตลอดไปตบหน้าคนอื่นเข้าแบบนี้
สัมผัสเข้ามือที่ฟินเกินคาดยังคงซาบซ่านจั๊กจี้อยู่ที่ฝ่ามือ จะว่ายังไงดีล่ะ มันชวนให้เสพติดชะมัด เหมือนที่เขาว่ากันว่าตบมือบ่อยๆ แล้วจะดีต่อสุขภาพ อารมณ์มันใช่แบบนั้นเลย
……บางทีฉันอาจจะเหมาะกับการต่อสู้ในระดับสามัญสำนึกทั่วๆ ไปก็ได้นะเนี่ย
ในจังหวะที่เขากำลังคิดอะไรที่ถ้าทาสคนนั้นฟื้นมาได้ยินคงได้กระอักเลือดออกมาเป็นฟองฟอด เซร่าก็เดินเข้ามาใกล้พร้อมเอ่ยปากชมเขาอย่างสนิทสนม
“เก่งมาก เจ้าดำ”
ฉันคิดไว้อยู่แล้วเชียวว่านายต้องทำได้
หญิงสาวที่พ่นคำหวานพล่อยๆ ว่าไม่เคยสงสัยในชัยชนะของเอน็อคเลยสักนิด มีแววตาวาววับเปี่ยมไปด้วยความซุกซนเหมือนเด็กน้อยที่กำลังวางแผนร้าย
“ต้องใส่ปลอกคอกลับเข้าไปแล้วสินะ?”
เซร่าผู้มีรอยยิ้มประดุจจิ้งจอกยื่นปลอกคอที่ปลดออกไปชั่วคราวเพื่อการประลองกลับมาให้
“ทาสทำตัวน่ารักขนาดนี้ ไม่มีรางวัลให้หน่อยเหรอครับ เจ้านาย?”
เอน็อคที่ตาเป็นประกายซุกซนตามไปด้วยโน้มเอวลงมาอย่างเกียจคร้านเพื่อทวงถามรางวัล
แกร๊ก ทันทีที่คล้องสายจูงเข้ากับคอของเขา เจ้านายก็ขยับเข้ามาแนบชิดข้างกายทาสหนุ่มก่อนจะกระซิบ
“เดี๋ยวให้คืนนี้”
เป็นคำพูดที่ทำเอาควยเต้นตุบๆ ด้วยความตื่นเต้นตั้งแต่ยังไม่ทันรู้เลยว่าจะได้อะไรด้วยซ้ำ
แค่คำพูดประโยคเดียวก็ทำเอาเอน็อคกลั้นไม่อยู่จนต้องหลุดขำ หึ ออกมา
จู่ๆ เขาก็รู้สึกขึ้นมาว่าการเป็นทาสแบบนี้มันก็ไม่ได้แย่เท่าไหร่เลย
ชายหนุ่มอยากจะรีบจัดการไอ้งานอาร์เคดบ้านี่ให้จบๆ แล้วกลับไปอยู่กันตามลำพังสองคนกับเจ้านายจะแย่อยู่แล้ว
“ด้วยเหตุนี้ ผู้เข้าร่วมงานอาร์เคด ยูร์อา เดลลาริโอ ฮาชิม จึงถูกตัดสิทธิ์ และขอประกาศว่าทุกสิ่งของยูร์อาจะตกเป็นของผู้ชนะจนกว่างานอาร์เคดจะสิ้นสุดลง”
แม้การคิดบัญชีระหว่างเจ้านายกับทาสจะเสร็จสิ้นไปแล้ว แต่การคิดบัญชีระหว่างผู้ชนะกับผู้แพ้ยังคงค้างคาอยู่
นีร์ชานที่ประกาศผลการดวลพร้อมกับการจัดการผู้พ่ายแพ้ยกมือขึ้นสูง
จากนั้นนกอินทรีหัวขาวที่ไม่รู้ว่าบินมาจากไหนก็ร่อนลงมาเกาะที่แขนของเขา
ที่ขาของนกล่าเหยื่อสีเหลืองสดมีกระดาษเนื้อดีที่พันผูกไว้ด้วยริบบิ้นสีน้ำเงิน
นีร์ชานดึงกระดาษแผ่นนั้นออกมาแล้วกัดปลายนิ้วตัวเองจนเลือดซึม
เขาประทับลายนิ้วมือลงที่ด้านล่างของเอกสารอย่างชำนาญ ก่อนจะผูกมันกลับเข้าที่ข้อเท้าของนกอินทรีตามเดิม
แม้จะไม่รู้ว่าทำได้อย่างไร แต่เอกสารฉบับนั้นคงเกี่ยวข้องกับการดวลที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่นี้เป็นแน่
ชายหนุ่มที่ตั้งท่าจะปล่อยนกอินทรีให้บินไปพลันชะงักลงเมื่อสังเกตเห็นฝูงชนที่ยังคงมุงดูกันอยู่
จากนั้นเขาก็เอ่ยถามกลุ่มคนที่ยืนต่อแถวอยู่ด้านหลังของยูร์อาด้วยน้ำเสียงที่เหมือนจะถามว่า ‘คงไม่มีเรื่องแบบนั้นหรอกใช่ไหม’
“คงไม่ใช่ว่า… มีใครอยากจะขอท้าดวลอีกหรอกใช่ไหม”
“…….”
“…….”
ทั่วทั้งบริเวณตกอยู่ในความเงียบงัน
ทั้งพวกผู้ท้าชิงที่เคยแสยะยิ้มเยาะเย้ยอยู่ด้านหลังยูร์อา และเหล่าทาสที่เคยขยับกล้ามเนื้อข่มขวัญอย่างคุกคาม ต่างพากันหลบสายตาของนีร์ชานราวกับนัดกันไว้
“ไม่มีสินะ”
เมื่อคลี่คลายสถานการณ์ได้อย่างหมดจด นีร์ชานก็ปล่อยนกอินทรีให้โผบินไปอย่างสบายใจ
นกล่าเหยื่อที่ทะยานขึ้นสู่ที่สูงแหวกผ่านท้องฟ้าสีคราม มุ่งหน้าไปยังพระราชวังสีทองที่อยู่ไกลลิบตา
“ฮะๆ พิลึกพิลั่นจริงเชียว อะไรก็เกิดขึ้นได้สินะเนี่ย”
“ไปกันเถอะ ไป ไปจับอีกากันดีกว่า!”
ผู้คนที่หมดเรื่องสนุกให้ดูต่างเริ่มทยอยแยกย้ายกันไป
ไม่รู้ว่าการประลองเมื่อครู่ให้บทเรียนอะไรแก่พวกเขาหรือไม่ เพราะแม้แต่พวกที่เคยเดินเตร็ดเตร่หาคู่ต่อสู้ก็หันมาตามหาอีกากันอย่างเอาเป็นเอาตายในทันที
ไม่รู้ว่าแฝงตัวหนีไปกับฝูงชนที่กำลังแตกฮือหรืออย่างไร
ยูร์อาและทาสของเธอถึงได้หายวับไปอย่างไร้ร่องรอย
“ข้าก็นึกสงสัยอยู่ว่าทำไมถึงพาคนเยี่ยงนั้นร่วมทางมาด้วย ที่แท้ก็มีประโยชน์แบบนี้นี่เอง”
คนสุดท้ายที่ยังคงยืนอยู่ข้างกายเซร่าคือนีร์ชาน
ดูเหมือนเขาจะเริ่มนึกอยากได้เอน็อคขึ้นมาบ้างแล้ว ถึงได้กวาดสายตามองเรือนร่างบุรุษอันเพรียวระหงที่ยืนอยู่อย่างสงบเสงี่ยมข้างกายเซร่าอย่างพินิจพิเคราะห์
ต่อสายตานั้น เซร่าจึงตอบรับด้วยรอยยิ้มที่เปี่ยมล้นไปด้วยความผ่อนคลายของผู้ถือไพ่เหนือกว่า
“ทำไมเหรอคะ คุณเองก็อยากจะขอท้าดวลด้วยเหมือนกันงั้นสิ?”
“ไม่มีทาง ข้าน่ะเป็นพวกรักสงบนะ”
นีร์ชานยกมือทั้งสองข้างขึ้นพร้อมกับส่ายหน้าให้กับข้อเสนออันน่าขนลุก
ถึงกระนั้น ท้ายที่สุดเขากลับเดาะลิ้นจึ๊กจั๊กอย่างเสียดาย ราวกับว่าไม่ได้ปฏิเสธความคิดนี้ไปเสียทีเดียว
“เพราะเจ้าแท้ๆ ข้าเลยได้ดูอะไรสนุกๆ ถ้ามีโอกาสไว้เจอกันใหม่นะ”
นีร์ชานที่เอ่ยคำทักทายอย่างสุภาพยื่นมือออกไปหาเซร่า
“ค่ะ ถึงจะไม่รู้ว่าจะมีธุระให้เจอกันอีกหรือเปล่าก็เถอะ”
เซร่าจับมือนั้นตอบพลางเขย่าขึ้นลงส่งๆ ไปสองสามที
ในตอนนั้นเอง นีร์ชานก็กระชากตัวเซร่าเข้าหาตัวเองอย่างแรง
นีร์ชานกระซิบอะไรบางอย่างข้างหูเซร่าอย่างรวดเร็วในจังหวะที่ร่างของเธอแทบจะถลำเข้าไปอยู่ในอ้อมอกของเขา
“……!”
แววตาคมกริบวาบขึ้นในดวงตาของเซร่าทันทีที่ได้ยินคำพูดนั้น
เธอสูดหายใจเข้าลึกก่อนจะผงะเงยหน้าขึ้นมองนีร์ชาน
“คุณ―”
“เอามือสกปรกของแกออกไป”
พริบตาที่เซร่าเพิ่งจะอ้าปากพูด เอน็อคก็พุ่งปราดเข้ามาผลักนีร์ชานออกไปอย่างรุนแรง
ทาสที่เพิ่งแย่งเจ้านายของตนคืนมาได้จ้องมองชายผู้บังอาจโอบกอดเซร่าต่อหน้าต่อตาตนด้วยสายตาที่พร้อมจะฉีกร่างอีกฝ่ายเป็นชิ้นๆ
ว้าว
นีร์ชานถึงกับอดทึ่งกับจิตสังหารที่ระเบิดออกมาในชั่วพริบตาไม่ได้
เขาถอยหลังไปอีกก้าวราวกับจะบอกให้ใจเย็นลงพลางเอ่ยเย้าแหย่อย่างโอเวอร์
“ดูท่าทาสคนนี้จะขี้หึงน่าดูเลยนะเนี่ย?”
“…….”
เซร่ายังคงมองเขาตาค้างด้วยความเหม่อลอยจนไม่ได้ตอบอะไรออกไป
“งั้นไว้เจอกันใหม่นะ―”
ดูเหมือนคำตอบจะไม่ใช่เรื่องสำคัญตั้งแต่แรกอยู่แล้ว นีร์ชานจึงเอ่ยลาอย่างอารมณ์ดีก่อนจะแทรกตัวหายลับเข้าไปในฝูงชน เมื่อร่างของอีกฝ่ายลับสายตาไปอย่างสมบูรณ์ เอน็อคที่ยืนกอดอกก็เข้ามาแทนที่ตรงจุดที่นีร์ชานเคยยืนอยู่พลางเค้นถามเซร่าทันที
“คุยอะไรกับไอ้หมอนั่น?”
เซร่าขยับริมฝีปากด้วยสีหน้าเลื่อนลอยเล็กน้อย
“……เปล่าค่ะ ไม่มีอะไรสำคัญหรอก”
กา
อีกาที่บินผ่านเหนือศีรษะไปส่งเสียงร้องดังลั่นขึ้นมาถูกจังหวะพอดี ช่วยปลุกสติที่กำลังเตลิดเปิดเปิงให้กลับคืนมา
“ในเมื่อกำจัดพวกแมลงหวี่แมลงวันไปหมดแล้ว พวกเราก็รีบไปหาอีกากันเถอะ―”
ในตอนที่เธอนึกถึงสิ่งที่ต้องทำขึ้นมาได้และก้าวขาตรงไปยังสวนอย่างกระตือรือร้นเพื่อหันกลับมาสนใจงานตรงหน้านั้นเอง
“จับได้แล้ว!”
เสียงตะโกนโหวกเหวกดึงสายตาของคนทั้งคู่ให้หันไปมองยังจุดเดียวกันอย่างพร้อมเพรียง
หนึ่งในกลุ่มคนที่วิ่งไล่จับอีกาอย่างเอาเป็นเอาตายมาตั้งแต่เมื่อครู่กำลังกระโดดโลดเต้นพลางชูอีกาขึ้นฟ้าด้วยสีหน้าซาบซึ้งตื้นตันใจ
“จับได้แล้ว! จับได้แล้วโว้ย! ฉะ ฉันก็ผ่านแล้ว!”
ถัดจากนั้นไม่ไกลนัก เสียงโห่ร้องยินดีที่ประกาศถึงความสำเร็จอีกรายก็ดังแว่วมา
เซร่าที่เบือนสายตาไปทางนั้นอย่างไร้ความคิดพลันเบิกตากว้าง เมื่อพบว่าสวนแห่งนี้เริ่มดูโล่งตาขึ้นมาอย่างประหลาด
“อะไรเนี่ย หายไปไหนกันหมดแล้ว?!”
กำลังโหลดความเห็น...