“[นิยาย] เมื่ออดีตชาติ ฉันเคยขายชาติมาแล้วค่ะ” มีฉากหรือเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่ กดยืนยันเพื่อเข้าชม เว็บจะจำไว้ในเบราว์เซอร์นี้
สวนที่เคยเบียดเสียดไปด้วยผู้เข้าแข่งขันและฝูงอีกาบัดนี้โล่งตาลงอย่างเห็นได้ชัด
เป็นเพราะระหว่างที่เธอเสียเวลาไปกับการดวล บรรดาคนที่ตั้งหน้าตั้งตาตามล่าอีกาก็ทยอยผ่านเข้ารอบกันไปเกือบหมดแล้ว
“……นั่นสิ จะมาหาเอาป่านนี้คงไม่ง่ายแล้วล่ะ”
เอน็อคพึมพำด้วยน้ำเสียงที่ไม่รู้สึกรู้สาถึงวิกฤตตรงหน้าเลยสักนิด
เขาแหงนหน้ามองท้องฟ้าอันปลอดโปร่งไร้เงาอีกาแม้แต่ตัวเดียว ก่อนจะยื่นคางชี้ไปทางชายคนหนึ่งที่กำลังดีใจว่าจับอีกาได้
“ให้ไปแย่งไอ้นั่นมาไหมครับ นายท่าน?”
เป็นคำพูดที่ต่ำช้าเกินกว่าจะหลุดออกมาจากปากของวีรบุรุษ
“……นายเป็นพวกอันธพาลหรือไงยะ?”
ท่าทางมั่นหน้ามั่นโหนกเสียจนนึกว่าฝากเขาเลี้ยงไว้แต่แรก
เซร่าเหล่ตามองเขาอย่างเคืองๆ พลางท่องสุนทรพจน์ที่ผู้จัดงานพร่ำบอกก่อนเริ่มงานอาร์เคดออกมาด้วยน้ำเสียงเอือมระอา
“ไม่รู้หรือไงว่าทำแบบนั้นจะโดนปรับแพ้น่ะ? เขาบอกให้แข่งกันอย่างขาวสะอาดไง อย่างขาวสะอาด!”
ไอ้หมอนี่ที่เป็นถึงวีรบุรุษทำไมถึงได้เป็นคนแบบนี้ไปได้นะ?
พอเธอจ้องมองด้วยสายตาที่คิดแบบนั้นเป๊ะๆ เอน็อคก็เลิกคิ้วขึ้นด้วยสีหน้ากวนประสาท
“แล้วจะให้ทำยังไงล่ะครับ ต่อให้เป็นผมก็เสกนกที่ไม่มีขึ้นมาไม่ได้หรอกนะ”
“ถ้าไม่มีก็ต้องสร้างทางขึ้นมาสิยะ เจ้าทาส”
เจ้านายผู้เข้มงวดเพิ่งจะเอ่ยปากชมไปหยกๆ มาตอนนี้กลับพลิกลิ้นเปลี่ยนสีหน้าแล้วหันมากดขี่เขาเสียอย่างนั้น
เซร่าบ่นตำหนิให้เขาขยับตัวให้กระฉับกระเฉงกว่านี้ ก่อนจะชี้นิ้วออกคำสั่งไปยังกลุ่มคนที่รวมตัวกันอยู่ไกลๆ ซึ่งก็คือพวกที่มัวแต่ยืนดูการดวลจนพลาดโอกาสและกำลังกระวนกระวายหาทางทำอะไรสักอย่างไม่ต่างจากเธอ
“ไปขอแบ่งอาหารนกจากแถวนั้นมาทีไป”
“ขอรับ ขอรับ”
เอน็อคกระชากสายจูงในมือของเซร่าไปถือไว้อย่างหงุดหงิด แล้วก้าวเท้าอย่างไร้เรี่ยวแรงเดินห่างออกไปทางกลุ่มคนพวกนั้น
“แสดงออกชัดเกินไปแล้วนะว่าไม่สนใจงานอาร์เคดเนี่ย”
เซร่ารอจนกระทั่งเอน็อคเดินไปไกลพอ ก่อนจะเดาะลิ้นด้วยความไม่สบอารมณ์
“จริงไหมล่ะ?”
เธอเงยหน้าขึ้นมองเหนือศีรษะของตนเองเพื่อขอความเห็น
กา!
พลันนั้น อีกาที่เกาะอยู่บนกิ่งไม้เหนือศีรษะของเซร่าก็สยายปีกกว้างพร้อมส่งเสียงร้อง บนร่างสีดำขลับที่พองตัวขึ้นใหญ่โตมีสัญลักษณ์สีน้ำเงินเปล่งประกายอยู่
มันต้องไม่ใส่ใจขนาดไหนกันถึงมองไม่เห็นของที่อยู่ใกล้ขนาดนี้แล้วเดินผ่านไปได้ ให้ตายสิ ขี้เกียจตัวเป็นขนจริงๆ
แม้ในใจจะก่นด่าเอน็อคไปยกใหญ่ แต่เธอก็ไม่ได้เรียกทาสของตนกลับมาแต่อย่างใด
ตรงกันข้าม ยิ่งเขาอยู่ห่างออกไปเท่าไร มันก็ยิ่งเป็นผลดีกับเธอเท่านั้น
เซร่าเบี่ยงตัวพลางยื่นมือไปทางอีกาด้วยสีหน้าสุขุมรอบคอบ
ระมัดระวังและเงียบเชียบ ราวกับกำลังย่องเข้าหาเด็กขี้หวาดระแวง
กา?
อีกาที่สัมผัสได้ถึงการขยับตัวเข้ามาใกล้เอียงคอสงสัย
สายตาของเธอประสานเข้ากับดวงตาของสัตว์ร้ายสีดำขลับ
“ไม่เป็นไรนะ ไม่ทำร้ายหรอกจ้า-”
เธอกระซิบคำโกหกอันแสนหวาน
เซร่ายิ้มแป้น ตอนนี้ที่การผ่านรอบแรกอยู่ตรงหน้าแล้ว เธอกำลังใคร่ครวญถึงกฎของอาร์เคด
โดยไม่ใช้อาวุธหรือเวทมนตร์ใดๆ ใช้เพียงสมองอย่างบริสุทธิ์ใจ
สิ่งที่จำเป็นสำหรับการประลองคือแขนและขาทั้งสองข้างที่แข็งแรง ไม่มีอาวุธ ไม่มีการนองเลือด ตัดสินผู้ชนะด้วยการประชันปัญญาอันบริสุทธิ์เท่านั้น
มีเพียงผู้กล้าหาญที่มีจิตใจและร่างกายแข็งแรงเท่านั้นจึงจะครอบครองสมบัติได้
นั่นคือจิตวิญญาณแห่งอาร์เคด เทศกาลแห่งทะเลทราย
ทว่า
หึ เซร่าหัวเราะเยาะในลำคอแล้วขยับริมฝีปากเอ่ยกับอีกาที่จ้องมองตนตาแป๋ว
มานี่สิ
ถ้าจับไม่ได้ไล่ไม่ทันก็จบเรื่องไม่ใช่หรือไง
ยุติธรรมและโปร่งใส
ทั้งที่ชูคำพูดพรรค์นี้ขึ้นมา แต่ผู้จัดงานอาร์เคดกลับเตรียมการไว้อย่างรัดกุมไม่ให้มีช่องโหว่แม้แต่น้อย ราวกับเป็นคนที่รู้อยู่แก่ใจดีว่ามนุษย์นั้นต่ำช้าและอยุติธรรมได้เพียงใด
ภายในสวนที่จัดงานอาร์เคดมีนกอินทรีคอยเฝ้ามองดูผู้เข้าแข่งขัน และมีอุปกรณ์ที่ขัดขวางการเคลื่อนไหวของพลังเวทติดตั้งเอาไว้
นกอินทรีที่บินวนเวียนอยู่บนท้องฟ้าพลางก้มมองทุกคนจะโฉบลงมาประกาศตัดสิทธิ์ทันทีราวกับสายฟ้าฟาดหากใครชักอาวุธขึ้นมา และหินเขตอาคมที่ปักแน่นขนัดล้อมรอบสวนก็พันธนาการพลังเวทไว้แน่นหนาจนไม่อาจขยับได้เลยจากภายใน ทำให้ไม่ว่าจะเป็นเวทมนตร์หรือเวทมนตร์ดำก็ไม่อาจแม้แต่จะพยายามใช้ได้ เว้นเสียแต่ว่าจะเป็นจอมเวทผู้ยิ่งใหญ่ระดับหาตัวจับยาก
“แต่น่าเสียดายที่ฉันดันเป็นจอมเวทผู้ยิ่งใหญ่ระดับหาตัวจับยากคนนั้นน่ะสิ”
ฮิๆ เซร่าคลี่ยิ้มอย่างพึงพอใจ
เรียวขาทั้งสองข้างของเธอที่นั่งห้อยอยู่บนกิ่งไม้แกว่งสลับไปมาอย่างอารมณ์ดี
ในอ้อมอกของเธอมีอีกาที่เกาะอยู่ตรงนั้นจนถึงเมื่อครู่นอนอยู่อย่างว่าง่าย
ตั้งแต่ตอนที่ได้ยินว่าภายในสวนมีอุปกรณ์ต่อต้านพลังเวทติดตั้งอยู่ เซร่าก็ต้องพยายามแทบตายเพื่อกลั้นเสียงโห่ร้องยินดีเอาไว้
ถึงจะบอกว่าเป็นอุปกรณ์ที่พันธนาการพลังเวทไว้ แต่ก็ใช่ว่าจะสามารถกักขังพลังเวททั้งหมดบนโลกใบนี้ได้เสียหน่อย
อย่างไรเสียปริมาณที่มันสามารถพันธนาการไว้ได้ก็ย่อมมีขีดจำกัด และหากมีผู้ที่สามารถควบคุมพลังเวทได้เหนือกว่านั้นเข้ามา อุปกรณ์ดังกล่าวก็ไร้ผลโดยสิ้นเชิง
ตัวอย่างเช่นมหาจอมเวทผู้ยิ่งใหญ่อย่างเซร่า โรเซนบอม เป็นต้น
“เพราะงั้นก็เลยกลายเป็นว่ามีแค่ฉันคนเดียวที่ใช้พลังเวทได้น่ะสิ~”
สรุปก็คือ การที่สนามแข่งอาร์เคดมีอุปกรณ์ต่อต้านพลังเวทติดตั้งอยู่ มันก็มีความหมายเดียวกับที่ว่าเซร่าเป็นเพียงคนเดียวในที่แห่งนี้ที่สามารถใช้พลังเวทได้
ในเมื่อสิ่งที่คนอื่นทำไม่ได้มีแค่เธอคนเดียวที่ทำได้ การแข่งขันนี้จึงได้เปรียบต่อเซร่ายิ่งกว่าใคร
แน่นอนว่าเพื่อไม่ให้ดูน่าสงสัยจนเกินไป เธอจำต้องใช้เล่ห์เหลี่ยมอันน่ารำคาญหลอกตาผู้อื่นให้แนบเนียน ทั้งยังเกิดความไร้ประสิทธิภาพที่ต้องทุ่มเทพลังเวทมหาศาลเพื่อใช้เวทมนตร์เพียงง่ายๆ แต่แล้วมันจะเกี่ยวอะไรด้วยเล่า
“ขอแค่ผ่านก็พอแล้วนี่”
ล้าลา เซร่าที่ฮัมเพลงในลำคอพลางลูบตัวอีกาในอ้อมอกสูดรับสายลมที่พัดโชยมาอย่างเต็มที่ แม้จะยังคงเป็นอากาศร้อนอบอ้าวที่หอบเอาเม็ดทรายสากคอมาด้วย แต่ในยามนี้แม้แต่สิ่งนั้นก็ยังทำให้เธอรู้สึกรื่นรมย์
สายลมเอ๋ยจงพัดมาเถิด พัดกระหน่ำให้แรงๆ แล้วช่วยพัดพากลิ่นอายเวทมนตร์ดำที่อาจลอยฟุ้งจากตัวฉันให้กระจายหายไปไกลๆ ที
เธอทำท่าเลียนแบบจอมเวทในนิทานปรัมปราพลางส่งเสียงฮัมเพลง
“น่าจะได้เวลากลับมาแล้วมั้ง?”
ครั้นเวลาล่วงเลยไปพอสมควร เธอจึงแหวกกิ่งไม้ที่บดบังสายตาออกแล้วมองไปยังทิศทางที่เอน็อคเพิ่งหายลับไป
เป็นไปตามที่เธอคาดไว้ เอน็อคที่เดินไปหาเหยื่อล่อกำลังเดินกลับมามือเปล่า
ถึงแม้เจ้าตัวจะไม่ได้มีความกระตือรือร้นอะไรเป็นพิเศษ แต่พอต้องกลับมาโดยไม่ได้อะไรติดมือมาเลยจริงๆ ใบหน้าของเขาจึงดูบูดบึ้งไม่สบอารมณ์อยู่บ้าง
ก็แหงล่ะ สำหรับคนที่เดินตัวเปล่าเข้ามาในสนามแข่ง จะไปมีเหยื่อล่ออยู่ที่ไหนกัน เซร่าก็แค่ต้องการข้ออ้างเพื่อกันเขาออกไปให้พ้นทางชั่วคราวเท่านั้นเอง
ในบรรดาคนที่เซร่าต้องหลอกตานั้น ย่อมรวมถึงเอน็อคด้วย
ในฐานะคนที่น่าจะมีความหลังฝังใจกับเวทมนตร์ดำยิ่งกว่าใคร เขาจึงเป็นคนสุดท้ายที่เธอจะยอมให้จับได้เด็ดขาด
“ดูทำหน้าบึ้งตึงเข้าสิ”
เซร่าที่แอบมองสีหน้าของเอน็อคซึ่งเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ พลางหัวเราะคิกคักปล่อยมือจากกิ่งไม้ที่จับไว้แล้วจัดแจงท่านั่งให้เข้าที่
จากนั้นเธอก็เริ่มนับเลขในใจ
สิบ… เก้า… แปด… เจ็ด…
เมื่อตัวเลขที่ค่อยๆ ลดลงมลายหายไปจนหมด ร่างของเธอที่กอดอีกาไว้แนบอกก็ค่อยๆ เอียงวูบไปด้านข้าง
แกรก กิ่งไม้ไหวสะเทือนอย่างแรงขณะที่ร่างของเซร่าร่วงดิ่งลงสู่เบื้องล่าง
ก๊าซซซ! อีกาที่ต้องร่วงตกตามลงไปด้วยกระพือปีกดิ้นรนด้วยความตกใจ
ท้องฟ้าสีครามเริ่มห่างไกลออกไป
ในเสี้ยววินาทีที่ร่วงหล่นลงมา สายตาของเธอก็ประสานเข้ากับเอน็อคที่บังเอิญเดินผ่านใกล้ต้นไม้พอดี
“……!”
เอน็อคที่จำเธอได้เบิกตากว้างขึ้นทันที
รูม่านตาที่เคยผ่อนคลายหดเกร็งอย่างฉับพลัน ริมฝีปากอ้าค้างพะงาบๆ ไร้เสียง
สีหน้าที่แสดงความตกใจอย่างแท้จริงซึ่งหาดูได้ยากนั้นน่ามองไม่หยอก
ด้วยเหตุนี้เซร่าจึงเผลอหัวเราะร่าออกมาทั้งที่ตัวเองกำลังร่วงดิ่งอยู่แท้ๆ
ในเมื่อเธอจงใจทิ้งตัวลงมาตอนที่เขาเดินเข้ามาใกล้ มีหรือที่เอน็อคจะรับตัวเธอเอาไว้ไม่ได้
เอน็อคย่นระยะห่างในชั่วพริบตาแล้วรีบโฉบเข้าไปรับตัวเซร่าเข้ามาไว้ในอ้อมแขน
สำหรับเขาแล้วมันคงไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรเลยแท้ๆ แต่วงแขนที่คว้าตัวเธอไว้กลับดูลนลานชอบกล
ตึก ตึก ตึก ตึก เสียงหัวใจที่เต้นระรัวอย่างบ้าคลั่งส่งผ่านแผงอกเปลือยเปล่าที่แนบชิดกับแขนของเธอจนสัมผัสได้
ทว่าลมหายใจที่แข็งค้างกลับหยุดนิ่งสนิทโดยไม่มีการระบายออก
ตกใจขนาดนั้นเลยเหรอ?
เมื่อเธอเงยหน้าขึ้นมองด้วยความกังขา เอน็อคที่ขมวดคิ้วย่นใบหน้าถมึงทึงก็ตวาดแหวออกมาลั่น
“เธอเป็นบ้าไปแล้วเหรอ?! ขึ้นไปบนต้นไม้ทำไม-!”
“แท่นแท้น ดูนี่สิ~?”
ทว่าเพลิงโทสะของเขากลับถูกขัดจังหวะด้วยน้ำเสียงสดใสจนไม่อาจเอ่ยต่อไปได้
เซร่าที่เปิดสาบเสื้อออกอย่างภาคภูมิใจได้ยื่นสัตว์เดรัจฉานตัวหนึ่งที่เธอทะนุถนอมไว้ในอ้อมอกมาตลอดส่งไปตรงหน้าเขา
“ฉันจับได้แล้วนะ เจ้าอีกา”
ก๊า-! อีกาที่เพิ่งผ่านประสบการณ์เฉียดตายมาราวกับจะบอกให้ช่วยทำอะไรสักอย่างสะบัดปีกพะพือ
“เก่งใช่ไหมล่ะ?”
“เฮ้อ-”
เอน็อคมองสลับระหว่างเซร่ากับอีกาด้วยสีหน้าเหลือเชื่อ
สายตาที่เย็นชาและนิ่งสนิทคู่นั้นดูเหมือนจะตำหนิเธอว่า ‘ปีนขึ้นไปสูงขนาดนั้นเพียงเพราะเรื่องแค่นี้เนี่ยนะ?’
“เออ เก่งมาก เก่งจริงๆ”
เอน็อคที่ประชดประชันอย่างเต็มที่เอ่ยชมเธอเหมือนปัดๆ ให้จบไป
เอน็อควางเซร่าลงบนพื้นแล้วกระชากอีกาออกจากอ้อมอกของเธออย่างไม่เบามือ ก๊าซซซ! อีการ้องอย่างน่าเวทนาด้วยเรี่ยวแรงอันป่าเถื่อน
“รีบๆ ไปได้แล้ว”
เอน็อคตอบกลับอย่างเย็นชาพลางสาวเท้าก้าวฉับๆ นำหน้าไปคนเดียว
เธอคิดว่าเขาจะดีใจเสียอีกที่ไม่ต้องเหนื่อยออกแรงเพราะเธอแก้ปัญหาได้ระหว่างที่เขาไม่อยู่ แต่นี่กลับเป็นปฏิกิริยาที่ผิดคาดไปเสียฉิบ
เซร่าซอยเท้าตามหลังเอน็อคไปติดๆ พลางชะโงกหน้าเข้าไปมองด้วยสีหน้าไม่เข้าใจ
“ทำไมต้องหงุดหงิดด้วยล่ะ ไม่ตื่นเต้นเหรอ เดี๋ยวก็ได้รางวัลแล้วนะ เจ้าทาส”
แม้เธอจะยกเรื่องรางวัลมาล่อด้วยน้ำเสียงมีเลศนัย แต่ดูเหมือนอารมณ์จะบูดสนิท เขาถึงได้พ่นลมหายใจออกทางจมูกดัง ฮึ
“จะให้รางวัลวิเศษวิโสสักแค่ไหนกันเชียว”
เขาทำท่าราวกับไม่ได้อยากรู้จินตนาการของเซร่าเลยสักนิด
“สิ่งที่เจ้าทาสของเราชอบที่สุดไงล่ะ”
ทว่าท่าทีไม่แยแสนั้นกลับพังทลายลงในพริบตาต่อหน้าคำพูดถัดมาของเซร่า
เอน็อคชะงักฝีเท้าลงทันควันแล้วถามกลับด้วยน้ำเสียงที่แฝงความคาดหวังเอาไว้บ้าง
“……สิ่งที่ฉันชอบที่สุดมันคืออะไรล่ะ”
เซร่าลดเสียงลงแล้วกระซิบกระซาบให้ได้ยินกันแค่สองคน
“ก็เรื่องนั้นไง เรื่องนั้นน่ะ”
“…….”
“…….”
สายตาหวานเยิ้มสื่อความหมายถูกส่งผ่านไปมาระหว่างคนทั้งสอง
ในระหว่างนั้น เซร่าสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าบรรยากาศเย็นชาที่แผ่ออกมารอบตัวเอน็อคกำลังละลายลงแบบสดๆ ร้อนๆ นั่นเป็นหลักฐานว่ารางวัลที่เธอเตรียมไว้กระตุ้นความสนใจของเขาได้ผล
เซร่าไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดมือจึงกระซิบบอกอีกครั้ง
รับรองว่านายต้องตกใจแน่
ใต้ตาของเอน็อคกระตุกไหววูบหนึ่งเป็นการตอบสนองทันที
“……ขนาด นั้นเลยเหรอ”
ดวงตาสีเพริโดต์ที่พลันร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างรวดเร็วกวาดมองเซร่า เป็นสายตาที่ดื้อดึงเหนียวแน่นราวกับจะค้นหาสิ่งที่ทำให้ตกใจเสียให้ได้เดี๋ยวนี้
ลูกกระเดือกของเอน็อคที่จับจ้องสังเกตเธออยู่ครู่ใหญ่ขยับขึ้นลง อึกหนึ่ง
จากนั้นเขาก็อุ้มเซร่าที่เพิ่งวางลงเมื่อครู่ขึ้นมาแนบกาย แล้วสาวเท้าก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าเดิม
“นี่ อีกาที่นายท่านของฉันจับได้”
เขาที่มาถึงโต๊ะกรรมการตัดสินในพริบตาเดียวรีบวางอีกาลงด้วยมืออันร้อนรน
ผู้คุมสอบที่สะดุ้งผวาต่อแรงกดดันอันเกรี้ยวกราดก้มลงตรวจดูอีกาที่ถูกยื่นมาตรงหน้า
“อืม ผ่าน”
และแล้ว สร้อยคอผ่านการคัดเลือกก็ตกมาอยู่ในมือของเซร่า
ยังไม่ทันที่เธอจะได้ดีใจกับการผ่านรอบแรก เอน็อคก็อุ้มเซร่าลอยขึ้นมาอีกครั้งแล้วกระซิบบอกพลางก้าวออกจากสวนอย่างรวดเร็ว
“ไป เดี๋ยวนี้เลย ไปเดี๋ยวนี้ รางวัลน่ะ มอบให้ตอนนี้เลยนะ”
เมื่อเห็นสีหน้าที่ใครมองก็รู้ว่าร้อนรนขนาดนั้น เซร่าจึงหลุดหัวเราะหึออกมาอย่างเอือมระอา
“หื่นจริงนะนายเนี่ย”
และเอน็อคก็ตกใจมากจริงๆ ตามที่เซร่าเคยฟันธงเอาไว้
ผิดไปจากที่คาดการณ์ว่าจะมุ่งหน้ากลับที่พักในทันที เซร่ากลับพาเอน็อคมายังสถานที่ที่เขาคาดไม่ถึงแม้แต่น้อย
“……นายท่าน”
เอน็อคที่มองดูถนนอันคึกคักพลันขยับริมฝีปากเอ่ยอย่างสับสนงุนงง
“ติดใจย่านเริงรมย์เข้าแล้วเหรอ”
แสงจากโคมสีแดงและโคมสีน้ำเงินที่แขวนอยู่สูงเหนือศีรษะที่ย้อมเป็นสีดำสนิทของเขากำลังสาดส่องลงมา
แม้ตะวันจะยังไม่ลับขอบฟ้าดี แต่ถนนย่านเริงรมย์ของเอสเตลลาก็คลาคล่ำไปด้วยแขกเหรื่อที่เดินทางมาเยือนจนแทบเหยียบกันตาย
เซร่าค่อยๆ หลับตาทั้งสองข้างลงต่อหน้าภาพเนื้อหนังมังสาที่ดาหน้าเข้ามากระแทกสายตา
เดิมทีที่นี่ก็แทบไม่มีอะไรจะให้สวมใส่อยู่แล้ว แต่นี่เป็นช่วงเวลาที่ทำให้ตระหนักได้อย่างชัดเจนเลยว่า เสื้อผ้าที่ใส่เมื่อตอนกลางวันนั้นจัดว่าเรียบร้อยมิดชิดมากแล้วจริงๆ
ขนาดยืนอยู่แค่ตรงทางเข้าถนน กลิ่นหวานเอียนของเครื่องหอมปลุกกำหนัดที่ช่วยกระตุ้นอารมณ์ใคร่ก็ยังตลบอบอวลฟุ้งไปหมด ขนาดข้างนอกยังเป็นแบบนี้ ถ้าก้าวลึกเข้าไปข้างในจะเกิดอะไรขึ้นบ้างล่ะเนี่ย
พอลองจินตนาการดู เบื้องหน้าก็พลันมืดมนลายตาขึ้นมาเอง
ทว่าคงมีใครบางคนที่จะต้องชอบความชวนเวียนหัวนี้จนคลั่งอย่างแน่นอน
และเซร่าก็รู้จักชื่อของใครคนนั้นเสียด้วยสิ
“ไม่ใช่ฉันหรอก นายต่างหากที่คงอยากเข้า”
เซร่าตอบกลับอย่างขึงขังพลางย่นระยะห่างเข้าไปหาอย่างไม่ลังเลแล้วเขย่งปลายเท้าขึ้นสูง
เมื่อใบหน้าเข้ามาใกล้ในชั่วพริบตา เอน็อคที่คาดว่าจะได้รับจุมพิตก็ยื่นริมฝีปากออกมาส่งเสียงอู
ทว่าสิ่งที่ตามมากลับไม่ใช่สัมผัสนุ่มละมุน แต่เป็นเสียง แกร๊ก ของปลอกคอที่ถูกปลดออก
“……?”
เอน็อคจ้องมองเซร่าที่จู่ๆ ก็ปล่อยเขาให้เป็นอิสระด้วยสายตาคลางแคลงใจ
“เห็นว่าตอนอยู่กิลด์ นายก็ต้องเที่ยวเล่นแบบนี้สัปดาห์ละครั้งนี่?”
เซร่าที่ถือปลอกคอถอยห่างออกมาแย้มยิ้มเปี่ยมเมตตาพลางผลักแผ่นหลังของเขาไปข้างหน้าเบาๆ
“เอาล่ะ ไปเที่ยวเล่นซะสิ”
คืนนี้นายมีอิสระแล้ว
เซร่าที่มอบอิสรภาพให้อย่างใจป้ำมั่นใจเป็นล้นพ้นว่าจะไม่มีรางวัลใดทำให้เอน็อคดีใจไปได้มากกว่านี้อีกแล้ว
การจะรับมือกับทาสที่ทั้งเจ้าคิดเจ้าแค้น ขี้เกียจสันหลังยาว แถมยังเอาแต่ใจคนนี้ จำเป็นต้องยื่นลูกกวาดให้ในจังหวะที่เหมาะสม
และนี่คือผลลัพธ์จากการครุ่นคิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อให้บรรลุเป้าหมายได้อย่างราบรื่น บทสรุปที่เซร่าได้มาจึงเป็นสถานที่แห่งนี้นี่เอง
ได้ยินมาว่าค่ำคืนในทะเลทรายน่ะทั้งเสเพลและเปิดเผยชนิดที่เทียบกับซิกนัสไม่ได้เลยเชียวล่ะ
ถึงจะยังกล้าๆ กลัวๆ เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งอยู่บ้าง แต่พอเห็นท่าทางตะลึงงันจนวิญญาณหลุดลอยของเอน็อค เธอก็รู้สึกว่าการตัดสินใจครั้งนี้ยอดเยี่ยมไร้ที่ติจริงๆ
เซร่าที่คลี่ยิ้มอย่างภาคภูมิใจยัดถุงที่เตรียมไว้อย่างดีใส่มือของเอน็อค
มันคือเหรียญทองจำนวนมากพอที่จะใช้เที่ยวเล่นทั้งคืนได้อย่างเหลือเฟือ
ให้ทั้งอิสรภาพ ทั้งเงินทอง แต่รางวัลที่เซร่าจะมอบให้นั้นยังไม่จบเพียงเท่านี้
“คืนนี้ไม่ต้องกลับมาก็ได้นะ”
เซร่าที่ใจป้ำถึงขั้นอนุญาตให้ค้างคืนข้างนอกได้ผละตัวออกจากเขาด้วยสีหน้าโล่งอกโล่งใจ
“…….”
คงจะซาบซึ้งตื้นตันใจเอามากๆ เอน็อคถึงได้มองเธอด้วยสีหน้าตกตะลึงยิ่งกว่าตอนที่เธอร่วงลงมาจากต้นไม้เสียอีก
ไม่ต้องพูดฉันก็รู้ย่ะ ว่านายซาบซึ้งแค่ไหน
เซร่าย่นจมูกส่งยิ้มให้พลางตบไหล่เขา แปะ แปะ เป็นการให้กำลังใจ
“ขอให้สนุกนะ เจ้าดำ~”
เซร่าโบกมือให้อย่างสดใสบริสุทธิ์แล้วหันหลังเดินจากไปอย่างไม่คิดอาลัยอาวรณ์
โดยไม่รู้เลยสักนิดว่าทาสที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังกำลังมองเธอด้วยสีหน้าแบบไหน
“ฮะ……!”
เอน็อคที่หลุดหัวเราะเยาะออกมาอย่างอดไม่ได้กำถุงเงินในมือแน่น
กร๊อบ ได้ยินเสียงโลหะบิดเบี้ยวแหลกคามือของเขา
ทั้งที่เพิ่งบดขยี้เงินก้อนโตจนกลายเป็นก้อนหินไร้ค่า แต่สีหน้าเขากลับไม่มีความเสียดายเลยแม้แต่น้อย
“……นายท่านของเราเนี่ย”
นัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มจัดจดจ่ออยู่เพียงแผ่นหลังเล็กๆ ที่ค่อยๆ ห่างออกไปไม่ยอมละสายตา
“ใช้ทาสไม่เป็นเอาเสียเลยนะ”
ชวนให้อยากสั่งสอนให้รู้ซะจริง
เขี้ยวแหลมคมวับวาววับอยู่ระหว่างริมฝีปากที่แสยะยิ้มบิดเบี้ยวอย่างพิลึกพิลั่น
กำลังโหลดความเห็น...