“[นิยาย] เมื่ออดีตชาติ ฉันเคยขายชาติมาแล้วค่ะ” มีฉากหรือเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่ กดยืนยันเพื่อเข้าชม เว็บจะจำไว้ในเบราว์เซอร์นี้
หลังจากแยกกับเอน็อค เซร่าก็ไม่ได้ตรงกลับที่พักในทันที แต่กำลังเดินทอดน่องไปตามนครแห่งทองคำ
เมืองกลางทะเลทรายหลังอาทิตย์อัสดงกลับยิ่งเปี่ยมชีวิตชีวามากกว่าตอนกลางวัน ราวกับจะป่าวประกาศว่าช่วงเวลาของจริงเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นนับจากนี้
ย่านใจกลางเมืองของเอสเตลลาส่องประกายระยิบระยับด้วยสีทองอร่าม ไม่แพ้พระราชวังที่สร้างขึ้นจากทองคำบริสุทธิ์เลยทีเดียว
ผนังและหลังคาของสิ่งปลูกสร้างที่เน้นทรวดทรงโค้งมนและมิติอันเตะตา มีลวดลายและเครื่องประดับที่เคลือบด้วยทองคำประดับประดาอยู่อย่างหนาตาจนพาให้แสบตาแม้จะเป็นยามค่ำคืน
เพียงเท่านั้นก็หรูหราอลังการมากพอแล้ว แต่ราวกับยังคิดว่าไม่สาแก่ใจ ระหว่างอาคารแซมทองคำเหล่านั้นจึงมีโคมไฟหลากสีสันลอยละลานตาจนแทบไร้ช่องว่าง ช่วยสาดแสงสว่างขับไล่ราตรี
โคมไฟที่ประดับด้วยอัญมณีเม็ดโตแลดูมีราคาค่างวดตั้งแต่แรกเห็นนั้นแผ่พลังเวทอันแข็งแกร่งออกมา เซร่าอ่านเวทมนตร์ที่ผูกโยงอยู่ตรงนั้นออกได้ในทันที โคมไฟอัญมณีที่ปกคลุมทั่วทั้งเมืองไม่ได้มีไว้แค่ส่องทางยามค่ำคืนให้ผู้คนด้วยแสงอันเจิดจ้าเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่กักเก็บไอความร้อนที่แผดเผาทองคำมาตลอดทั้งวันไม่ให้เล็ดลอดหายไปโดยง่ายอีกด้วย
ด้วยเหตุนี้ แม้จะเข้าสู่ยามค่ำคืนแล้ว กิลด์เอสเตลลาก็ยังคงถูกโอบล้อมไปด้วยมวลอากาศอันอบอุ่น ต่างจากผืนทะเลทรายด้านนอกลิบลับ
แม้จะดีกว่าช่วงกลางวันที่ร้อนแทบขาดใจ แต่ไอร้อนชื้นก็ยังคงเกาะติดพวงแก้ม ชนิดที่ว่าต่อให้แก้ผ้านอนข้างนอกก็คงไม่รู้สึกอึดอัดทรมานแต่อย่างใด
เมืองสว่างไสวเสียจนแทบมองไม่เห็นดวงดาวบนท้องฟ้า
ทว่าโคมไฟอัญมณีที่ประดับประดาอยู่เหนือศีรษะอย่างหนาแน่นนั้น ก็ดูเหมือนจะไม่จำเป็นต้องพึ่งพาดวงดาวที่ส่องแสงอยู่ไกลโพ้นเลยสักนิด
ตึกรามบ้านช่องอันสว่างไสวงดงามในย่านใจกลางเมืองถูกสร้างขึ้นด้วยโครงสร้างที่เปิดโล่งอย่างยิ่ง อาคารทองคำอันงดงามสูงตระหง่านเสียดฟ้าและเปี่ยมด้วยความโอ่อ่าภูมิฐานเหล่านั้น ไม่มีสิ่งใดที่พอจะเรียกว่าประตูหรือหน้าต่างได้เลย
ไม่สิ จะว่ามีก็มีอยู่หรอก ทว่ามันไม่ได้ถูกปิดกั้นด้วยกระจกหรือสิ่งอื่นใดเลยต่างหาก
ดังนั้น ต่อให้อยู่ข้างนอกก็สามารถมองปราดเดียวรู้ได้ทันทีว่าข้างในกำลังเกิดอะไรขึ้น หรือเป็นร้านรวงที่ทำมาหากินอะไร บางแห่งไม่มีแม้แต่หลังคา หรือในกรณีที่หนักหนาสาหัสกว่านั้นก็ไม่มีทั้งผนังและหลังคา มีเพียงเสาตั้งตระหง่านไว้เท่านั้น
“อา ข้าบอกแล้วไงว่าข้าพูดจริง! ไอ้ร่างยักษ์นั่นหมุนเคว้งเป็นลูกข่างเลยนะเว้ย!”
“พูดอะไรให้มันมีเหตุผลหน่อยสิ แค่โดนตบหน้าฉาดเดียวคนเราจะเป็นแบบนั้นได้ยังไง?”
“นี่มันไม่ใช่ข้ออ้างแก้ตัวที่ฟังดูไร้สาระเกินไปหน่อยเหรอ สำหรับคนที่ตกรอบอาร์เคดน่ะ?”
เซร่ามองดูผู้คนที่คลุกคลีตีโมงกันอย่างสนิทสนมด้วยสายตาประหลาดใจ
คำว่าเขตเป็นกลางคงไม่ใช่แค่ลมปากจริงๆ เพราะกระทั่งเหล่าผู้มีภูมิคุ้มกันที่มีดวงตาสีม่วงก็ยังกลมกลืนอยู่ร่วมกับฝูงชนได้อย่างเป็นปกติธรรมดา
ท่วงทำนองอันลึกลับแว่วผ่านเข้ามาเหนือหัวไหล่ของผู้คนที่กำลังส่งเสียงจ้อกแจ้กจอแจ
บนท้องถนนที่ทอดยาวคดเคี้ยวไปมาอย่างไร้จุดสิ้นสุด เหล่านักดนตรีที่นั่งเรียงรายกันเป็นทิวแถวกำลังบรรเลงบทเพลงเดียวกันอยู่ บางคนก็ปูเบาะนั่งลงแถวนั้นเพื่อดื่มด่ำกับเสียงดนตรีอย่างสบายอารมณ์ ส่วนบางคนก็ขยับกายร่ายรำไปตามจังหวะเพลง
ภาพที่ทุกคนต่างนอนเอกเขนกทำแต่สิ่งที่ตนเองปรารถนานั้นไม่ได้ดูวุ่นวายไร้ระเบียบเลยสักนิด กลับให้ความรู้สึกที่เป็นธรรมชาติอย่างยิ่ง หากจะเปรียบเปรยให้เป็นบทกวีขึ้นมาหน่อย ก็คงเหมือนกับกำลังได้ประจักษ์ถึงอิสรภาพที่ยังมีลมหายใจอยู่กระมัง
“แล้วไอ้นี่มันยาวไปถึงไหนกันเนี่ย?”
ท่ามกลางถนนหนทางที่เปี่ยมล้นไปด้วยชีวิตชีวานั้น คนเดียวที่แปลกแยกไม่เข้าพวกราวกับกระสอบข้าวสารที่ถูกวางทิ้งไว้ก็คือเซร่า
แม้จะได้เห็นภาพทิวทัศน์เช่นนี้ แต่แทนที่จะคิดอยากเข้าไปร่วมวงในภาพวาดนั้นด้วย เธอกลับอยากรีบทำธุระทุกอย่างให้เสร็จสิ้นแล้วกลับที่พักเสียมากกว่า
สัญชาตญาณการอยากกลับรังที่พลุ่งพล่านขึ้นมาอย่างรุนแรงทำให้เซร่ารู้สึกกระวนกระวายใจอย่างไม่ทราบสาเหตุอยู่ตลอดเวลา
สายตาที่กวาดมองไปรอบๆ อย่างไร้สมาธิเหลือบขึ้นมองท้องฟ้าเหนือศีรษะ ตั้งแต่ก้าวเข้ามาในย่านพลุกพล่าน เธอก็มักจะแหงนมองที่ตรงนั้นทุกครั้งที่มีจังหวะว่าง ราวกับว่าบนนั้นมีผู้นำทางที่จะพาเธอไปยังจุดหมายปลายทางอย่างไรอย่างนั้น
“นกสีทอง นกสีทอง”
แม้บนนั้นจะไม่มีผู้นำทาง แต่ก็มีสิ่งที่คล้ายคลึงกันอยู่ โคมไฟรูปนกที่ส่องประกายแสงสีเหลืองนวล
โคมไฟที่เจียระไนจากคริสตัลใสอย่างประณีตบรรจงทีละขนปีกนั้น ไม่มีเวทมนตร์สถิตอยู่เลยแม้แต่น้อย ซึ่งนับเป็นข้อยกเว้น
เหตุผลที่เธอต้องคอยไล่ตามของสวยแต่รูปที่ไร้ประโยชน์อย่างกระตือรือร้นถึงเพียงนี้มีเพียงข้อเดียว
‘พอตะวันตกดิน จงตามนกสีทองมาหาข้า’
นีร์ชานที่พบกันในงานอาร์เคดเมื่อตอนกลางวัน
เป็นเพราะคำพูดประโยคนั้นที่ชายจอมเจ้าเล่ห์กระซิบข้างหูเธอนั่นเอง
เขาที่ส่งสารลับราวกับกำลังส่งรหัสลับได้ทิ้งหมัดฮุกใส่เซร่าที่กำลังทำสีหน้าประมาณว่า ‘ทำไมฉันต้องไปด้วย?’
‘เจ้าต้องคุยเรื่องคำขอจ้างวานไม่ใช่หรือ?’
เจ้าน่าจะมีเรื่องต้องคุยกับข้านี่นะ
นีร์ชานที่ทิ้งท้ายไว้อย่างมีความหมายแสยะยิ้มอย่างมั่นอกมั่นใจ
คนที่รู้ว่าเธอมาที่เอสเตลลาเพื่อปฏิบัติภารกิจตามคำขอจ้างวานมีเพียงบีเซและเจริลที่สโนว์จ้างมาเท่านั้น
ในเมื่อเธอไม่ได้ป่าวประกาศไปทั่วว่าตนเองมาเพราะคำขอจ้างวาน ผู้ที่รู้ความจริงว่าเซร่าเข้าร่วมงานอาร์เคดด้วยเหตุผลที่แตกต่างจากคนอื่นลิบลับจึงมีเพียงคนเดียว
ผู้ว่าจ้างที่ว่าจ้างสโนว์
“ถ้าเป็นแบบนั้น ฉันก็ไม่ไปหาไม่ได้น่ะสิ”
เซร่าที่นึกย้อนถึงเรื่องที่ผ่านมาบ่นพึมพำอย่างหงุดหงิด
ใจจริงเธออยากจะล้มเลิกคำขอจ้างวานที่น่ารำคาญนี้ไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด แต่เพราะไม่แน่ใจว่าจะทำแบบนั้นได้ไหมจึงยังทำไม่ได้
อย่างเช่น ความเชื่อมโยงโดยตรงระหว่างคำขอจ้างวานนี้กับการตามหาตัวเอเดล เป็นต้น
หากเป็นผู้ชายที่คาดเดาไม่ได้คนนั้น เขาอาจจะแค่ใช้คำขอจ้างวานนี้เพื่อล่อเธอมาจนถึงเอสเตลลา หรือไม่ก็อาจจะเตรียมวิธีที่สมบูรณ์แบบและไร้ที่ติที่สุดในการตามหาเอเดลเอาไว้ให้แล้วก็ได้
‘ตั้งแต่แรกแล้ว เอเดลอยู่ที่นี่จริงๆ งั้นเหรอ?’
ความรู้สึกลังเลที่มีอยู่เดิมแปรเปลี่ยนเป็นความแคลงใจเมื่อได้เห็นเมืองกลางทะเลทรายอันร้อนระอุ ความร้อนแผดเผาจนทรมานนี้เป็นสิ่งที่เด็กคนนั้นเกลียดที่สุด ต่อให้ตัดความชอบส่วนตัวนั้นออกไป ทะเลทรายที่มีผืนทรายปกคลุมอยู่รอบทิศทางก็เป็นสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายเกินกว่าเด็กน้อยที่ดวงตามองไม่เห็นจะระหกระเหินมาถึงได้
‘ไม่รู้แล้ว ไม่รู้ด้วยแล้ว’
ยิ่งคิดก็ยิ่งเหมือนกลุ่มด้ายที่พันกันยุ่งเหยิง เซร่าจึงสะบัดศีรษะอย่างหงุดหงิด
เวลาที่ไม่รู้อะไรสักอย่าง ทั้งเรื่องนี้และเรื่องนั้น ทางเดียวคือต้องก้มหน้าก้มตาทำมันไปให้เต็มที่
เซร่าเดินตามวิหคทองคำที่เรียงรายไปไม่รู้จบ จนกระทั่งเดินวนรอบย่านพลุกพล่านไปรอบหนึ่ง ในที่สุดเธอก็มาถึงจุดหมายปลายทาง
“……ล้อกันเล่นหรือไง”
ช่างน่าเหลือเชื่อ ที่ที่เธอมาถึงกลับเป็นอาคารหลังใหญ่ตรงทางเข้าย่านพลุกพล่าน
และยังเป็นสถานที่ที่เธอเพิ่งเดินผ่านไปแบบไม่คิดอะไรเมื่อไม่กี่สิบนาทีก่อนอีกด้วย
เมื่อตระหนักได้ว่าตนเสียเวลาไปเปล่าๆ เซร่าก็ถอนหายใจยาว “เฮ้อ” แล้วก้าวตรงไปยังทางเข้า
ตัวอาคารทรงสี่เหลี่ยมทื่อๆ ที่ไร้หน้าต่างแม้แต่บานเดียว มีประตูบานหนึ่งติดอยู่อย่างเป็นกิจลักษณะซึ่งหาได้ยากในแถบนี้
ข้างประตูนั้นมีธงผืนเล็กโบกสะบัดอยู่ ปักด้วยด้ายสีแดงเป็นคำว่า ‘วิหคทองคำ’
“…….”
เซร่าจับที่จับประตูซึ่งเป็นรูปทรงเดียวกับโคมไฟบนท้องฟ้า แล้วผลักเปิดออกทันทีโดยไม่แม้แต่จะเคาะ แม้เรื่องนี้จะไม่ได้ตกลงกันไว้ล่วงหน้า แต่เธอกลับสังหรณ์ใจว่าทำแบบนี้ได้
กึก
ลางสังหรณ์นั้นแม่นยำอย่างงดงาม
ประตูไม้โอ๊กที่สูงท่วมหัวเซร่าเปิดออกพร้อมส่งเสียงหนักอึ้ง
ท่ามกลางความมืดมิดสนิทที่ต่างจากถนนราตรีอันวิจิตรตระการตา ใครบางคนก็ออกมารอรับเธอพอดี
“มาแล้วหรือครับ นายท่านกำลังรออยู่เลย”
ชายหนุ่มที่ค่อยๆ ปรากฏกายขึ้นจากความมืดค้อมเอวให้อย่างนอบน้อม โดยไม่ถามสักคำว่าเธอเป็นใคร เขาก็นำทางเธอเข้าไปด้านในทันที ไม่รู้ว่าใช้เวทมนตร์กลใด ด้านในอาคารถึงได้เย็นสบายกำลังดี
อ่า เซร่าที่เริ่มจะเอือมระอากับความร้อนของทะเลทรายเต็มทนเผลอส่งเสียงครางปนทอดถอนใจออกมาเบาๆ
แม้ที่พักของเธอจะค่อนข้างเย็นสบายอยู่แล้ว แต่การได้สัมผัสกับอากาศสดชื่นแบบนี้ก็นับว่าไม่ได้เจอมานานมากจริงๆ
“ทางนี้ครับ”
ระหว่างนั้น ชายหนุ่มก็นำมาถึงหน้าประตูโค้งขนาดใหญ่ เขาค้อมเอวอย่างสุภาพอีกครั้งก่อนจะอันตรธานหายไปที่ไหนสักแห่ง
จากฟากฝั่งที่กั้นไว้ด้วยพรมผืนหนาซึ่งใช้แทนม่าน มีเสียงหัวเราะครึกครื้นดังแว่วออกมา ทั้งที่คนที่เรียกเธอมามีแค่คนเดียว แต่ทำไมเสียงที่ดังเล็ดลอดออกมาจากหลังม่านถึงไม่ได้มีแค่เสียงเดียวหรือสองเสียงกันนะ
มีคนอื่นจะมาอีกงั้นเหรอ
เซร่าเอียงคอสงสัย ก่อนจะเปิดม่านหนาหนักออกอย่างมาดมั่นแล้วก้าวเข้าไปข้างใน
“อื้อ แค่ก! แค่ก!”
ทว่าในวินาทีถัดมา เธอกลับต้องสำลักไออย่างรุนแรงเพราะควันฉุนกึกที่พุ่งตรงเข้าโพรงจมูก
ควันที่ลอยคลุ้งเต็มห้องนั้นแสบร้อนไม่ใช่เล่นๆ เซร่าที่เผลอสูดเข้าไปโดยไม่ทันตั้งตัวถึงกับมีน้ำตาคลอเบ้า
“นี่มัน แค่ก อะไรอีกล่ะเนี่ย แค่ก”
เซร่ารีบใช้มือโบกไล่ควันแล้วเดินเข้าไปข้างในพลางไอโขลกๆ ไม่หยุด
ท่ามกลางม่านควันเลือนรางราวสายหมอก มีแสงไฟสีส้มสลัวๆ ส่องสว่างอยู่ด้านในสุด แม้ควันจะบดบังสายตาจนมองเห็นไม่ชัด แต่ก็พอมองออกถึงเงาร่างของผู้คนที่นั่งเบียดเสียดกันอยู่ใกล้แสงไฟนั้น
ทันทีที่เธอปรากฏตัว เสียงหัวเราะคิกคักที่เคยดังเล็ดลอดออกไปนอกม่านก็พลันเงียบกริบลงพร้อมกัน
โดยไม่ต้องหันไปมอง เธอก็รับรู้ได้ว่าสายตาหลายคู่กำลังจับจ้องมาที่ตนเอง
ทันทีที่เซร่าจับทิศทางได้และก้าวเข้าไปยังจุดที่ผู้คนรวมตัวกันอยู่หนึ่งก้าว
“มาช้ากว่าที่คิดนี่”
เสียงหนึ่งก็ดังแว่วมาจากฟากฝั่งของม่านหมอกอันเลือนราง
เซร่าปัดเป่าควันกลุ่มหนาที่คอยรบกวนตาและจมูกอยู่เรื่อยๆ พลางก้าวเดินมุ่งหน้าไปทางนั้น
และแล้ว ในวินาทีที่เธอขยับเข้าไปใกล้จนได้ระยะ
“นึกว่าจะรีบมาตั้งแต่ตะวันตกดินเสียอีก?”
ดวงตาก็สบเข้ากับนัยน์ตาสีทองที่ทอประกายวาววับใต้แสงไฟสลัว
นีร์ชานนั่นเอง
เขานั่งเอกเขนกอยู่บนที่นั่งประธานของห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดยาว
นีร์ชานเอนกายนอนตะแคงพิงหมอนอิงใบใหญ่นุ่มฟูหลายใบ โดยมีบรรดาหญิงสาวไร้อาภรณ์คอยเบียดเสียดแนบชิดอยู่ข้างกาย
เสื้อผ้าเพียงชิ้นเดียวที่มีคือผ้าผืนสีขาวที่พาดคลุมกระดูกเชิงกรานไว้อย่างหลวมๆ เท่านั้น
คนหนึ่งคอยพัดวีให้แม้ว่าอุณหภูมิจะเย็นสบาย อีกคนคอยป้อนผลองุ่นเข้าปากเขาอย่างรู้จังหวะ อีกคนคอยนวดแขนให้ และคนสุดท้ายกำลังสอดมือเข้าไปใต้หว่างขาของนีร์ชานเพื่อลูบคลำขยำบางสิ่งไม่หยุด
อุ๊ย ตาฉัน……
เซร่าที่กวาดสายตามองเขาและบรรยากาศรอบข้างไปตามสัญชาตญาณถึงกับหน้าตึงราวกับเห็นสิ่งที่ไม่ควรดูเข้า
“……ฉันเดินวนรอบถนนมาน่ะสิ”
เพราะใครบางคนดันไม่บอกชื่อร้านดีๆ แต่เสือกบอกทางเป็นปริศนาพิลึกๆ น่ะสิยะ
“ฮ่าๆ! ข้าคงใส่ใจเจ้าไม่พอสินะ”
ชายหนุ่มที่หัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดีถือกล้องยาสูบขนาดยาวไว้ในมือ
นีร์ชานสูดมันเข้าไปลึกๆ ก่อนจะ ฟู่― พ่นกลุ่มควันสีขาวก้อนโตออกมา
ควันที่ลอยฟุ้งเต็มห้องจึงยิ่งทวีความหนาแน่นขึ้นอีกนิด
“นั่งสิ อุตส่าห์ดั้นด้นหาทางมาจนเหนื่อย”
นีร์ชานที่พ่นควันกล้องยาสูบฟู่ๆ พยักพเยิดหน้าไปทางโต๊ะเตี้ยตรงหน้าตนพลางเอ่ยชวนให้นั่ง
ดูท่าเรื่องจะยาว เซร่าเดินเข้าไปใกล้ด้วยสีหน้าที่บ่งบอกความรำคาญใจอย่างหมดเปลือก ก่อนจะทิ้งตัวนั่งลงตรงข้ามเขาเสียงดังตุบ
“ตอนที่เจริลบอกว่าจะมีคนอื่นมาแทนสโนว์ ฉันก็เอาแต่คิดว่าน่าเสียดายแท้ๆ เชียว―”
เขาพึมพำกับตัวเองแล้วยกยิ้มมุมปากขึ้นมาราวกับกำลังนึกสนุก
นัยน์ตาสีทองที่เคยดูเฉื่อยชาพลันวาบประกายคมกริบขึ้นมาแวบหนึ่ง
“ถ้ารู้ว่าคนงามขนาดนี้จะมา ฉันคงออกไปต้อนรับด้วยตัวเองแล้วล่ะ”
เป็นคำชมที่ฟังดูเลี่ยน ทว่ากลับเรียบเฉยไร้ความใคร่โดยสิ้นเชิง
ชายหนุ่มที่หัวเราะคิกคักอย่างอารมณ์ดีได้ยกจอกทองคำตรงหน้าตนขึ้น
“จะให้เกียรติได้ดื่มกับคนงามสักจอกได้ไหม?”
เซร่าส่ายหน้าอย่างขยาดแขยงกับถ้อยคำชวนกระดากอายที่หลุดออกมาจากปากเขาไม่หยุดหย่อน
“ไม่”
ไม่ให้อะ
แต่ถึงจะปฏิเสธไปอย่างชัดถ้อยชัดคำ นีร์ชานก็ไม่สะทกสะท้านเลยสักนิดราวกับกำหนดคำตอบไว้แต่แรกแล้ว เขาเพียงส่งสายตาไปทางด้านหลังหัวไหล่ของเซร่า
“ถึงจะไม่ดื่มแต่อย่างน้อยก็รับไว้ก่อนเถอะ ที่นี่การรับสุราที่เขารินให้น่ะถือเป็นมารยาทนะ”
ทันใดนั้น ชายหนุ่มที่ปรากฏตัวขึ้นมาราวกับเลื่อนไถลไปตามพื้นเหมือนที่ทางเข้าเมื่อครู่ก็ก้าวย่างแผ่วเบาเข้ามาวางจอกลงตรงหน้าเซร่า
ถ้าจะเป็นแบบนี้แล้วจะถามหาพระแสงอะไรล่ะ?
เซร่าคิดแบบนั้นในใจอย่างชัดเจนพลางจำใจหยิบจอกนั้นขึ้นมา
“เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับใช้ท่านผู้ทรงเสน่ห์ขอรับ”
ชายหนุ่มส่งยิ้มอย่างยินดีพลางรินไวน์องุ่นลงในจอกของเธอ เขาคงรู้สึกว่าเซร่าดูแปลกตาจึงได้เหลือบมองเธอไม่หยุดขณะรินสุรา เพิ่งเคยเห็นผู้มีภูมิคุ้มกันรึไง เธอที่ไม่ได้ใส่ใจอะไรได้แต่มองไวน์องุ่นที่ค่อยๆ เอ่อล้นขึ้นมาเต็มจอกตาปริบๆ
กลิ่นหอมฟุ้งลอยเตะจมูกขึ้นมาอย่างรวดเร็ว บ่งบอกว่าน่าจะหมักจากองุ่นชั้นดี
ไวน์องุ่นสีม่วงอมแดงดูเย็นฉ่ำจับใจ
อึก เซร่าลอบกลืนน้ำลายลงคอไปโดยไม่รู้ตัว
ปกติแล้วเธอไม่ใช่คนชอบดื่มเหล้า แต่คงเพราะต้องทนทรมานกับความร้อนมาทั้งวันล่ะมั้ง ถึงได้รู้สึกกระหายน้ำขึ้นมาอย่างมหาศาลขนาดนี้
จะว่าไปก็นานมากแล้วที่ไม่ได้นั่งดื่มสุรา
ลองสักอึกดีไหมนะ? พริบตาที่คิดแบบนั้น เธอก็กระดกจอกเหล้าเข้าปากไปเสียแล้ว
‘อร่อยแฮะ’
เหล้าองุ่นที่ดื่มเข้าไปหลังกระหายน้ำมาเนิ่นนานนั้นหวานจนแทบตาค้าง
เธอหลงลืมเป้าหมายเดิมที่ตั้งใจไว้ว่าจะจิบเพียงอึกเดียว แล้วเผลอกระดกหมดแก้วรวดเดียวเสียได้
ตึก เซร่าวางแก้วลงหลังจากดื่มหมดในคราวเดียวอย่างสดชื่น
ดีกรีคงแรงน่าดู เพราะทันทีที่กลืนลงไป หลอดอาหารก็ร้อนผ่าวขึ้นมาวูบหนึ่งราวกับจะมอดไหม้
“สุราถูกปากไหมขอรับ”
ชายหนุ่มที่รินเหล้าให้ส่งยิ้มอย่างยินดี เขาคลานเข่าเข้ามาใกล้แล้วรินเหล้าเติมลงในจอกอีกครั้ง จ๋อมแจ๋ม
อร่อยดีนะ เซร่าพึมพำ
นึกว่าดื่มแล้วจะคลายกระหายได้บ้าง ทว่าลำคอกลับร้อนผ่าวราวกับถูกไฟแผดเผาจนยิ่งกระหายหนักกว่าเดิม
ทว่าบรรยากาศในห้องก็เย็นสบายกำลังดี กลิ่นสุราก็หอมอบอวลจนอารมณ์เริ่มจะดีขึ้นมาอย่างแช่มชื่น
“ว่าแต่ มาคนเดียวหรือ ในใจข้าแอบหวังว่าจะได้เจอเจ้าทาสสุดยอดคนนั้นเสียอีก―”
จนกระทั่งมีเรื่องของทาสตนเองหลุดออกมาจากปากนีร์ชานที่กำลังนั่งจิบเหล้าอยู่ก่อนแล้ว
“…….”
ชะงัก เซร่าที่กำลังยกแก้วที่สองหยุดการเคลื่อนไหวค้างกลางอากาศ
เพราะการที่นีร์ชานเจาะจงเอ่ยถึงขึ้นมา ตัวตนที่เธอพยายามลืมไปให้พ้นหัวจึงผุดขึ้นมาจนได้
ใบหน้าของคนที่แยกทางกันตรงทางเข้าย่านเริงรมย์แวบผ่านเข้ามาในสายตา
“……ฉันให้เวลาอิสระน่ะ วันนี้เขาลำบากมาทั้งวันแล้ว”
เซร่าที่นิ่งเว้นจังหวะไปครู่หนึ่งเอ่ยตอบ ก่อนจะกระดกจอกเหล้าเข้าปากไปอีกหน
“อา นั่นสินะ เพราะเป็นเวลากลางคืนนี่ ทาสสายต่อสู้ก็คงถึงเวลาพักผ่อนแล้ว”
นีร์ชานพยักหน้าหงึกหงักราวกับเป็นเรื่องสมเหตุสมผลและพบเห็นได้ทั่วไป
ตึก พอเซร่าดื่มแก้วที่สองจนหมด ชายหนุ่มก็รีบรินเติมให้อีกราวกับรอจังหวะนี้อยู่แล้ว
คราวนี้ฤทธิ์สุราแล่นพล่านขึ้นมาอย่างชัดเจนยิ่งกว่าตอนดื่มแก้วแรก
“ถ้าอย่างนั้นคงทิ้งไว้ที่ที่พักสินะ”
จะสนใจทาสของคนอื่นอะไรนักหนานะ นีร์ชานยังคงซักไซ้ถามถึงความเป็นอยู่ของเอน็อคไม่เลิก
แจ๊บๆ เซร่าเลียริมฝีปากพลางกระดกแก้วที่สามเข้าปากแล้วตอบกลับไปอย่างห้วนๆ
“เปล่า ปล่อยให้ไปเที่ยวในย่านเริงรมย์ต่างหากล่ะ”
“หา……? บอกให้ไปก็ไปจริงๆ น่ะเหรอ?”
ปึง! เซร่าวางแก้วเปล่าลงพลางใช้หลังมือปาดคราบไวน์องุ่นที่เปื้อนริมฝีปากออกช้าๆ
“เออสิ ไปอย่างไวเลยล่ะ”
แววตาของเธอขณะตอบคำถามนั้นดูดุดันขึ้นมาวูบหนึ่ง
นั่นเป็นเพราะเธอนึกถึงสีหน้าสุดแสนจะน่าสมเพชที่มองมาด้วยความซาบซึ้งใจตอนอยู่หน้าย่านเริงรมย์ขึ้นมาได้น่ะสิ
ดื่มแต่อย่างนั้นเดี๋ยวจะแสบท้องเอานะขอรับ
ชายหนุ่มที่คอยรินเติมแก้วเปล่าให้กระซิบอย่างเอาอกเอาใจพลางยื่นองุ่นลูกโตลูกหนึ่งส่งให้เซร่า
เธอใช้มือรับผลไม้ที่ประเคนมาถึงตรงหน้าเข้าปากแล้วเคี้ยวกร้วมๆ กลืนลงคอไปอย่างดุดัน
พอได้กินของหวานก็เริ่มอยากดื่มเหล้าขึ้นมาอีก
เซร่ายกแก้วที่มีหยดน้ำเย็นเกาะพราวขึ้นมากระดกแก้วที่สี่รวดเดียวหมด
“ผิดคาดแฮะ เห็นหึงหวงรุนแรงขนาดนั้นก็นึกว่าเป็นคนพิเศษกันซะอีก”
นีร์ชานเบิกตากว้างพลางพึมพำอย่างนึกสนใจ
มันเป็นแค่คำพูดที่ฟังผ่านๆ แล้วหัวเราะกลบเกลื่อนไปก็ได้แท้ๆ แต่ดันเลือกใช้คำได้ไม่เข้าท่าเสียนี่
ใครมันพูดคำว่า ‘พิเศษ’ ขึ้นมากันหืม?
แค่ไอ้คำว่า ‘พิเศษ’ บ้าบอนั่นก็ทำให้เธอปวดหัวมาตลอดทางอยู่แล้ว พอต้องมาได้ยินที่นี่อีก คำพูดที่ระคายหูก็ทำเอาดวงตาของเซร่าลุกเป็นไฟพรึ่บพรั่บ
โครม!!! เธอทุบแก้วเหล้าลงบนโต๊ะแทบแตกราวกับจะตอกตะปูฝังลงไป ก่อนจะแผดเสียงใส่อย่างเย็นชาเหมือนจะบอกว่าอย่ามาพล่ามเรื่องไร้สาระ
“……พิเศษกับผีน่ะสิ!”
คนพรรค์นั้นน่ะ พอไล่ให้ไปก็ดันไปจริงๆ ซะงั้นเนี่ยนะ?!
กำลังโหลดความเห็น...