“[นิยาย] เมื่ออดีตชาติ ฉันเคยขายชาติมาแล้วค่ะ” มีฉากหรือเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่ กดยืนยันเพื่อเข้าชม เว็บจะจำไว้ในเบราว์เซอร์นี้
บรรยากาศที่ทิ้งตัวลงอย่างสงบนิ่ง ความเงียบงันอันพิลึกพิลั่นที่แผ่ปกคลุม
ก่อนจะถอดผ้าปิดตาออกด้วยซ้ำ เอน็อคก็รับรู้ได้ถึงความมืดมิดที่โรยตัวลงมารอบกาย
เจ้าหน้าที่คุมการแข่งขันที่จับแขนเขาพาเดินมาอยู่นานหยุดฝีเท้าลงตรงจุดหนึ่ง พร้อมกันนั้นก็สัมผัสได้ถึงร่องรอยการหยุดเดินของคนอื่นๆ ที่อยู่ไม่ไกล ราวกับทุกคนมาถึงจุดหมายปลายทางแล้วเช่นกัน
ปรี๊ด เสียงนกหวีดดังขึ้น
“ต่อไปนี้จะขอถอดผ้าปิดตาออกแล้วนะครับ”
ชายคนที่พาเขามาถึงตรงนี้เป็นผู้ลงมือถอดผ้าปิดตาที่ตัวเองเป็นคนสวมให้เอน็อคออกด้วยมือตนเอง
ทว่าการลืมตาขึ้นกลับไร้ความหมาย สิ่งที่รอคอยเอน็อคอยู่เป็นไปตามที่คาดไว้ นั่นคือความมืดมิดที่มองไม่เห็นแม้แต่สิ่งตรงหน้า
มีเสียงหายใจติดขัดด้วยความตระหนกตกใจต่อสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดดังขึ้น แต่ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากพูดออกมา
เพราะก่อนจะถูกปิดตา พวกเขาได้รับคำอธิบายอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้วว่าหากเอ่ยปากพูดเมื่อไรจะถูกปรับแพ้ทันที
เอน็อคกลอกสายตาไปมาในความมืดอันมิดหม่นราวกับคนที่พอมองเห็นอะไรบางอย่างได้
สถานที่จัดการแข่งขันรอบที่สองของอาร์เคดคือภายในอาคารที่ปิดทึบจนไม่มีแม้แต่ประกายแสงเล็ดลอดเข้ามาได้
‘ด้านในของคฤหาสน์ที่มีสวนนั่นงั้นเหรอ’
เมื่อนึกถึงภาพทิวทัศน์สุดท้ายที่ได้เห็นก่อนหน้านี้ เอน็อคก็คาดเดาตัวตนของคฤหาสน์ในความมืดแห่งนี้ได้อย่างไม่ยากเย็น
คิดจะทำเรื่องยิ่งใหญ่ขนาดไหนกันแน่ถึงได้เล่นใหญ่เบอร์นี้
สายตาที่ไร้ซึ่งความสนใจโดยสิ้นเชิงกวาดมองไปรอบพื้นที่หนึ่งรอบ ก่อนจะหยุดนิ่งอยู่ที่พื้นที่ว่างเปล่าข้างกายอยู่นาน
ปลอกคอที่เคยคล้องอยู่ถูกปลดออกไปแล้ว และเขากับเซร่าก็พลัดหลงกันตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ระหว่างทางที่มายังที่นี่ เมื่อไม่ได้กลิ่นอายเวทมนตร์ดำจางๆ ที่เธอมักแผ่ออกมาติดตัว แสดงว่าน่าจะอยู่ห่างออกไปพอสมควร
“บ่อยครั้งที่เรามักถูกความเคยชินหลอกตาจนมองไม่เห็นคุณค่าของสิ่งสำคัญใกล้ตัวใช่ไหมครับ”
ตอนนั้นเอง เสียงของใครบางคนก็ดังลงมาจากเหนือศีรษะของเอน็อค
เป็นโทรโข่งที่สร้างขึ้นด้วยเวทมนตร์ ดูท่ากิลด์ที่ทุ่มเทให้กับอาร์เคดนี้จะใช้เวทมนตร์อันล้ำค่าอย่างสุรุ่ยสุร่ายแม้กระทั่งในเรื่องพรรค์นี้
“นับจากนี้ไป ผู้เข้าแข่งขันจะต้องตามหาทาสของตนเองและหลบหนีออกไปจากที่นี่ให้ได้ครับ”
นับเป็นเงื่อนไขที่ค่อนข้างไร้สาระเกินคาดสำหรับการแข่งขันรอบที่สองของอาร์เคดอันเลื่องชื่อ
เงื่อนไขที่ดูง่ายดายยิ่งกว่ารอบแรกเสียอีก ทำให้ความโล่งใจอันเหลาะแหละแผ่เข้าแทนที่บรรยากาศที่เคยตึงเครียดขึ้นมาทันที
เอน็อคแค่นหัวเราะ เหอะ ออกมาคนเดียวให้กับปฏิกิริยาอันแสนไร้เดียงสาเหล่านั้น
ความระแวงแคลงใจอันบิดเบี้ยวเริ่มผุดขึ้นมาในหัว ว่าเทศกาลที่ผลาญเงินจัดขึ้นมาขนาดนี้จะจบลงด้วยการละเล่นไร้เดียงสาเหมือนเด็กเล่นขายของแค่นี้จริงน่ะหรือ
“หากหาคู่ที่ถูกต้องเจอแล้วหลบหนีออกไปได้จะถือว่าผ่าน หากจับคู่ไม่ถูกต้องจะถูกปรับแพ้ และหากทาสหลบหนีออกไปได้เพียงลำพังโดยไม่มีเจ้านายละก็—”
ราวกับจะตอบรับข้อสงสัยของเอน็อค เสียงที่ร่ายเงื่อนไขโดยละเอียดด้วยน้ำเสียงราบเรียบพลันลากหางเสียงยาวอย่างเจ้าเล่ห์ ก่อนจะ
“เราขอสัญญาว่าจะมอบโอกาสในการยกระดับชนชั้นและเงินรางวัลมหาศาลให้ครับ”
เผยกับดักที่ซุกซ่อนเอาไว้ออกมาอย่างโจ่งแจ้ง
“……!”
“……!”
เงื่อนไขอันแหวกแนวเสียจนชวนให้คิดว่าเป็นอาร์เคดเพื่อเหล่าทาสหรือเปล่านั้น ส่งผลให้มีเสียงสูดหายใจเฮือกด้วยความตกตะลึงดังระงมไปทั่วราวกับเกลียวคลื่น เอน็อคสัมผัสได้ถึงความคาดหวังอันเงียบงันที่ผุดขึ้นมาราวกับดอกเห็ดแทนที่ความสับสนอลหม่าน
บรรยากาศที่เคยผ่อนคลายเฉื่อยชาพลันตึงเครียดขึ้นมาอีกครั้งในพริบตา
“ว่าไงนะ?! เงื่อนไขพรรค์นั้นจะมีทาสที่ไหนยอมยืนรอเจ้านายกันเล่า!”
ทันใดนั้น เสียงตะโกนก้องก็ระเบิดขึ้นมาจากอีกฟากตรงข้ามกับเอน็อค
นั่นทำให้ฝั่งของทาสซึ่งรวมถึงเอน็อคพอจะรับรู้ได้เลาๆ ว่าพวกเจ้านายอยู่ตรงไหน เพราะคนที่จะเดือดดาลกับคำพูดเช่นนี้ได้ก็คงมีแต่พวกเจ้านายที่ใช้งานทาสอย่างทารุณเป็นประจำเท่านั้น
“เนื่องจากท่านละเมิดกฎ ท่านจึงหมดสิทธิ์แข่งขันครับ”
เจ้าหน้าที่คุมการแข่งขันที่ดักรออยู่ในความมืดลากตัวผู้เข้าแข่งขันที่กำลังคลุ้มคลั่งออกไปอย่างไม่ใยดี
เสียงร้องโวยวายราวกับหมูถูกเชือดค่อยๆ ไกลห่างออกไป และความเงียบสงัดอันน่าขนลุกก็โรยตัวลงมาปกคลุมลานประลองอีกครั้ง
แม้จะแค่กลับสู่สภาพเดิม ทว่าบรรยากาศที่แผ่ซ่านอยู่ระหว่างสองฝ่ายที่ถูกแบ่งแยกกลับเปลี่ยนไปจากเมื่อครู่โดยสิ้นเชิง พวกผู้เข้าแข่งขันต่างแสดงสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกกับเงื่อนไขข้อสุดท้ายที่ไม่คาดคิด ส่วนพวกทาสกลับตกอยู่ในอาการตื่นเต้นอย่างบ้าคลั่งเมื่อโอกาสครั้งสำคัญที่สุดในชีวิตมาจ่ออยู่ตรงหน้า ต่อให้พวกเขาพยายามหลบหนีเพียงลำพังแล้วล้มเหลว ความมืดมิดก็จะช่วยปกปิดการทรยศของพวกเขาตลอดกาลอยู่ดี
เหล่าทาสที่ไม่อาจซ่อนความตื่นเต้นเอาไว้ได้ต่างขยับเนื้อขยับตัวด้วยความกระหายที่จะก้าวออกไปในทันที
ความปลาบปลื้มใจที่ว่าในเวลานี้และ ณ ที่แห่งนี้ ชะตากรรมของเจ้านายที่ตนเคยเทิดทูนเหนือหัวตกอยู่ในกำมือของตนแล้วนั้นกระตุ้นให้พวกเขารู้สึกตื่นเต้น ยิ่งพวกทาสตื่นเต้นมากเท่าไร พวกเจ้านายก็ยิ่งสิ้นหวังมากขึ้นเท่านั้น
“สิ่งที่เราต้องการคัดเลือกคือผู้ที่มีจิตใจและร่างกายอันสมบูรณ์แข็งแรง แม้จะเป็นทาส หากเป็นผู้ที่รู้ซึ้งถึงคุณค่าของคนที่อยู่เคียงข้างตน ย่อมผ่านการทดสอบนี้ไปได้อย่างแน่นอนครับ”
ผู้ดำเนินรายการเอ่ยคำปลอบใจที่ไม่ชวนให้รู้สึกสบายใจเอาเสียเลยราวกับจะเยาะเย้ยพวกเจ้านายว่าอย่าเพิ่งหมดหวัง
“ขอให้ทุกท่านโชคดีครับ”
สิ้นเสียงนั้น นกหวีดก็ส่งเสียงกรีดร้องยาวๆ สองครั้ง
การแข่งขันรอบที่สองได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
ในเวลาเดียวกัน ความเคลื่อนไหวอันโกลาหลก็แผ่ซ่านไปทั่วทั้งบริเวณ
พวกเจ้านายที่อยู่ห่างออกไปต่างสาวเท้าอย่างร้อนรนเพื่อตามหาทาสของตนให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ส่วนพวกทาสที่หวังการปลดปล่อยและลาภลอยก้อนโตต่างเมินเฉยต่อความปรารถนาของเจ้านาย แล้วพากันเคลื่อนไหวเพื่อมุ่งหน้าหาทางออกพร้อมๆ กัน
และเอน็อคนั้น
“…….”
ยืนมองภาพอันน่าขันนั้นนิ่งๆ
ด้วยสมรรถภาพทางกายที่ก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษย์ไปนานแล้ว ทำให้สายตาของเขามองเห็นภาพเบื้องหน้าได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้งราวกับนกล่าเหยื่อในยามราตรี แม้จะอยู่ท่ามกลางความมืดมิดไร้แสงสว่างก็ตาม
คฤหาสน์อันกว้างขวางซึ่งกินพื้นที่ราวครึ่งหนึ่งของสวนแห่งนี้เต็มไปด้วยเขาวงกตที่สูงถึงระดับเอว ตรงทางเข้าเขาวงกตคือจุดที่พวกผู้เข้าแข่งขันอยู่ ตรงกึ่งกลางเขาวงกตคือพวกทาส และข้างหลังของพวกเขาก็คงจะเป็นทางออกของเขาวงกตแห่งนี้อย่างแน่นอน
เขาวงกตอันมืดมิดและสร้างขึ้นอย่างประณีตให้ความรู้สึกราวกับหลุดเข้ามาอยู่ในดงหนาม ซึ่งเป็นสิ่งที่เอน็อคเกลียดเข้าไส้ ถึงอย่างนั้นเหตุผลที่เขายอมยืนอยู่นิ่งๆ ก็เพราะไม่ได้กลิ่นเหม็นฉุนของเวทมนตร์ดำหรือสัมผัสได้ถึงไอแห่งความตายอันชวนสะอิดสะเอียนนั่นเอง
ทว่าเหนือสิ่งอื่นใด
‘เละเทะไม่มีชิ้นดีเลยแฮะ’
ไม่มีอะไรจะบันเทิงไปกว่าการยืนดูคนอื่นฉิบหายอีกแล้ว
นับตั้งแต่การแข่งขันเริ่มต้นขึ้น ทาสที่ยังคงยืนรอเจ้านายอยู่ที่เดิมรวมตัวเขาแล้วมีไม่ถึงห้าคนเสียด้วยซ้ำ ท่ามกลางร่องรอยการเคลื่อนไหวอันอึกทึกครึกโครมจนจับสังเกตได้จากระยะไกล พวกผู้เข้าแข่งขันที่สัมผัสได้ถึงวิกฤติต่างพากันลนลานตะเกียกตะกายเพื่อหาทางออกจากเขาวงกตให้ได้
ขนาดอยู่ในสถานการณ์เช่นนั้น พวกเขาก็ยังมีจิตสำนึกว่าอีกฝ่ายเป็นคู่แข่ง ถึงขั้นไม่รังเกียจที่จะเปิดศึกกัดกันเยี่ยงหมาด้วยการกระชากคอเสื้อของคนที่เผชิญหน้าแล้วเหวี่ยงทิ้ง
เอน็อคถึงกับนึกแปลกใจว่าการได้เข้าไปในคลังสมบัติพรรค์นั้นมันน่าปรารถนาถึงขนาดต้องดิ้นรนเอาเป็นเอาตายกันปานนี้เชียวหรือ
‘ยัยนั่นจะชิลไปไหนเนี่ย’
ท่ามกลางความโกลาหลวุ่นวายนั้น เอน็อคจำเซร่าได้ในทันที
ท่ามกลางสีหน้าซีดเผือดของผู้คน หญิงสาวผู้มีสีหน้าผ่อนคลายอยู่เพียงลำพังคลำกำแพงไปเรื่อยเปื่อยราวกับไม่สนใจวันเวลาพลางเคลื่อนไหวชักช้าปานเต่าคลาน โดยไม่นึกกังวลเลยสักนิดว่าเอน็อคจะหลบหนีไป
‘ดูเอาเถอะ ไม่ระแวดระวังตัวอีกแล้ว’
เอน็อคมองกวาดสายตาสำรวจร่างที่เต็มไปด้วยช่องโหว่นั้นด้วยแววตาไม่สบอารมณ์
ผิวพรรณที่แม้แต่แสงตะวันแห่งทะเลทรายก็ไม่อาจแผดเผาให้คล้ำลงได้นั้นขาวผ่องดั่งดวงจันทร์ หน้าท้องและเนินอกอันขาวเนียนจนหากไปเดินตามท้องถนนแล้วร้อยทั้งร้อยต้องเหลียวมอง วันนี้ก็ยังคงเปิดเปลือยให้เห็นเด่นชัดอยู่เช่นเดิม
นับตั้งแต่วันที่ได้รู้ถึงความแตกต่างระหว่างทาสบนเตียงกับทาสต่อสู้ เอน็อคก็ไม่ชอบทุกสิ่งทุกอย่างของเอสเตลลา แต่ที่เกลียดที่สุดก็คือเครื่องแต่งกายอันลามกอนาจารนั่น ทุกครั้งที่จับสายตาของพวกผู้ชายที่ลอบมองเซร่าได้ ความคิดอันโสมมในหัวของพวกมันก็แจ่มชัดจนเขามองทะลุปรุโปร่งไปหมด
ชายหนุ่มผู้มีนิสัยห่างไกลจากคำว่าเมตตาปรานีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ย่อมรู้สึกไม่พอใจอย่างยิ่งกับความเป็นจริงที่ต้องแบ่งปันสิ่งที่เป็นของตนแต่เพียงผู้เดียวให้คนอื่นได้เห็น
ทั้งที่แต่เดิมนั่นเป็นสิ่งที่ฉันเห็นได้แค่คนเดียวแท้ๆ
‘ทำไมต้องเจาะจงถ่อมาถึงที่นี่ด้วยนะ’
สายตาที่ทวีความไม่พอใจยิ่งขึ้นกวาดมองเซร่า
ราวกับสัมผัสได้ถึงสายตาอันไร้รูป นายท่านที่กำลังจดจ่ออยู่กับเขาวงกตจึงหันมองไปรอบๆ พลางเอียงคอสงสัย ช่างสังเกตเฉพาะเวลาแบบนี้เสียจริงนะ นัยน์ตาของเอน็อคที่จ้องเขม็งไปยังเธอหรี่แคบลง
ย่างเข้าสู่เขตทะเลทรายมาได้หนึ่งเดือนเต็มแล้ว และอาร์เคดก็เริ่มขึ้นมาได้สองสัปดาห์กว่าๆ แล้วเช่นกัน
ยัยทาสของเขาที่มีท่าทีแปลกๆ มาตั้งแต่ก่อนจะมาถึงเอสเตลลา ยิ่งเวลาผ่านไปก็ยิ่งทำตัวประหลาดขึ้นเรื่อยๆ
ข้อแรก นับตั้งแต่เกิดเรื่องวิหคทองคำคราวนั้น เธอก็เริ่มปฏิบัติต่อเอน็อคอย่างหยาบคายไร้มารยาทอย่างสิ้นเชิง และพักนี้ถึงขั้นลืมไปแล้วกระมังว่าแต่เดิมตัวเองเป็นทาส เพราะไม่ยอมพูดจาสุภาพด้วยเลยสักคำแม้จะโดยพลั้งเผลอก็ตาม
ทั้งที่เพลิดเพลินกับเทศกาลอย่างสบายอารมณ์ราวกับโลกนี้เป็นของตน แต่บางครากลับแสดงท่าทีกระวนกระวายเหมือนคนที่กำลังถูกบางสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ไล่ล่า ในสภาพที่ดูคล้ายทั้งความหวาดกลัวและความวิตกกังวลเช่นนั้น พอเอน็อคเอ่ยถามว่ามีเรื่องอะไรหรือเปล่า เธอก็โมโหใส่พลางปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย
พอกราดเกรี้ยวใส่เสร็จแล้ว เธอก็รุ่มร้อนกระวนกระวายอยากทำความดีราวกับเป็นคนย้ำคิดย้ำทำ
อย่างเช่นการเก็บขยะตามข้างทางไปทิ้ง การช่วยตามหาพ่อแม่ให้เด็กหลงทาง หรือแม้กระทั่งการยื่นเหรียญทองให้ชายขอทานอย่างไม่ลังเลใจ
ยามนั้นเธอมักจะแสร้งกระแอมไอแล้วชำเลืองมองขึ้นไปบนท้องฟ้าเป็นระยะ
ราวกับเชื่อมั่นว่ามีใครบางคนที่มองไม่เห็นกำลังเฝ้าดูความดีของตนอยู่บนนั้น
หลังจากเสร็จสิ้นขั้นตอนทั้งหมดแล้ว เธอก็มักจะก้มมองท่อนแขนของตัวเองพลางฉีกยิ้มกว้างอย่างภาคภูมิใจ
ช่างน่าดูชมเสียจริง
เอน็อคได้ข้อสรุปว่าสภาพของทาสตนที่เอาแน่เอานอนไม่ได้เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายเช่นนี้ผิดปกติอย่างยิ่ง
‘ทรมานขนาดนั้นแล้วจะเสนอหน้ามารับงานนี้ทำไมกัน’
และมีโอกาสสูงมากที่สาเหตุจะมาจากคำขอจ้างวานนี้
ยัยทาสบอกว่าโดนสโนว์หลอกให้เซ็นเอกสารค้ำประกันผิดฉบับ แต่ด้วยนิสัยแบบนั้นเอน็อครู้ดียิ่งกว่าใครว่าเธอไม่ใช่คนที่จะยอมทำตามคำสั่งง่ายๆ เพียงเพราะมีคนบอกให้ทำ
ระหว่างสองคนนั้นต้องมีข้อตกลงลับๆ หรือไม่ก็ความลับอะไรบางอย่างอยู่แน่
ความลับที่ใหญ่หลวงและเหนียวแน่นยิ่งนัก
เอน็อครู้สึกขัดหูขัดตากับสายสัมพันธ์อันคลุมเครือที่มีอยู่ระหว่างเซร่ากับสโนว์
ทุกครั้งที่ตระหนักได้ว่าเธอกำลังแบ่งปันความลับที่ตนไม่รู้กับคนอื่น อารมณ์ของเขาก็หม่นหมองบูดบึ้งขึ้นมาทันที
‘ทิ้งฉันไว้แล้วเธอทำแบบนี้ได้ยังไงกัน……’
แม้จะเป็นความคิดที่ดูเด็กไปหน่อย แต่เขาก็เคืองที่เธอดูจะสนิทสนมกับสโนว์มากกว่าตน
หากทาสของตนจะต้องใส่ใจใครสักคนในกิลด์ซิกนัส คนคนนั้นก็ต้องเป็นเขาอย่างไม่ต้องสงสัย
คนที่พบเธอตอนถูกขังอยู่ในตลาดค้าทาสก็คือตน
ทั้งเป็นทาสของฉัน เป็นของฉัน แถมฉันยังเป็นผู้ชายคนแรกของเธอ และช่วยชีวิตเธอไว้ตั้งกี่ครั้งกี่หน
แต่เธอกลับกล้ามีความลับกับสโนว์อย่างน่าโมโหนักนะ……
ยิ่งขบคิด ความรู้สึกทรยศหักหลังที่แล่นพล่านขึ้นมาเป็นระลอกก็ยากจะหาคำใดมาอธิบายได้
‘ถือโอกาสนี้ ฉันทรยศคืนบ้างดีไหมนะ’
แม้จะเป็นแรงกระตุ้นชั่ววูบแต่ก็ฟังดูไม่เลวเลยทีเดียว
เมื่อครู่พิธีกรก็เพิ่งพูดไปไม่ใช่หรือไง ว่าอย่าหลงลืมความขอบคุณเพียงเพราะความเคยชินน่ะ
การทอดทิ้งนายท่านผู้ไร้หัวใจที่ไม่รู้จักคุณค่าของตน แล้วกอบโกยผลประโยชน์ก้อนโตกลับกิลด์ไปเลยก็น่าจะช่วยสั่งสอนบทเรียนดีๆ ให้ได้เหมือนกัน
“…….”
ระหว่างที่กำลังจินตนาการถึงการสั่งสอนทาสให้เข็ดหลาบ เซร่าก็ขยับเข้ามาใกล้เขาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ มือที่คลำทางไปตามเขาวงกตแตะลงตรงเอวสอบของเขาดังตุบ
“……!”
สัมผัสไออุ่นจากผู้อื่นที่พบเจอเป็นครั้งแรกทำให้เซร่าสะดุ้งตกใจพลางรีบชักมือกลับทันที
เอน็อคที่ยืนเก๊กท่ากวนประสาทตั้งใจจะรอดูว่าเธอจะจำเขาได้ดีแค่ไหน จึงไม่ยอมทักทายก่อนแล้วยืนมองดูท่าทีของเธอเงียบๆ
“…….”
ยัยทาสที่ลังเลอยู่ครู่หนึ่งค่อยๆ ยื่นมือออกมาอีกครั้งอย่างระมัดระวัง
ปลายนิ้วที่คลำหากะตำแหน่งที่เขาอยู่ คราวนี้แตะลงบนแผงอกอันอบอุ่น
สัมผัสอันบอบบางไล่จากหน้าอกและไหปลาร้า ผ่านลำคอขึ้นไปเรื่อยๆ
จนกระทั่งปลายนิ้วขึ้นมาหยุดอยู่ที่ปลายคางและเริ่มลูบไล้ใบหน้าของเขาอย่างพิถีพิถัน
“……?”
เอน็อคมองเซร่าด้วยสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อย
เขาคิดว่าเธอจะใช้นิ้วเขียนตัวอักษรลงบนอกเสียอีก ไม่นึกเลยว่าจะมาลูบคลำใบหน้าตรงๆ แบบนี้
มือที่ไล่ขึ้นมาจากสันกรามคมคายขยับไปสัมผัสริมฝีปากได้รูป แก้มเนียนละเอียด และสันจมูกโด่ง
สัมผัสที่ค่อยๆ คลำอย่างแผ่วเบานั้นระมัดระวังเกินคาด จนพลอยทำให้เขาต้องกลั้นหายใจตามไปด้วย
มือที่ส่งสัญญาณให้รู้ตัวล่วงหน้าว่ากำลังจะเลื่อนไปตรงไหน แตะลงบนหางตาของเขาอย่างแผ่วเบา
โดยไม่รู้ตัว เขากลับหลุบตาลงต่ำเพื่อเปิดโอกาสให้เธอสัมผัสได้ถนัดมือขึ้น
ปลายนิ้วที่สัมผัสขนตาหนาเป็นแพเลื่อนผ่านเปลือกตาโค้งมน และลูบไล้กระดูกโหนกคิ้วที่เด่นชัดอยู่นานพอสมควร
“…….”
สายตาประสานกันท่ามกลางความมืดมิด แม้ว่าเธอคงจะไม่รู้ตัวก็ตาม
เมื่อเห็นใบหน้าที่มีสมาธิจดจ่ออยู่กับเขาเพียงผู้เดียว เอน็อคก็เผลอหลบสายตาไปโดยไม่รู้ตัว
อาจเป็นเพราะยืนนิ่งในท่าเดิมนานเกินไป ร่างกายบางส่วนถึงได้รู้สึกคันยุบยิบอยู่เรื่อย
ในที่สุดเซร่าก็ละจากคิ้ว ลูบไล้ขึ้นไปจนถึงหน้าผากทรงสวย ก่อนจะเลื่อนผ่านขมับลงมาบดคลึงติ่งหูอันหล่อเหลา
จากนั้นก็วนกลับไปที่หน้าผาก ตา จมูก ปาก แล้วก็ปาก จมูก ตา หน้าผากอีกรอบ
หลังจากลูบคลำใบหน้าของเอน็อคเร็วๆ อีกสักสองสามครั้ง
ดวงตาทั้งสองข้างของเซร่าก็โค้งงอขึ้นอย่างงดงามราวกับจันทร์เสี้ยว
ริมฝีปากคลี่ออกเป็นรอยยิ้มกว้างที่เปี่ยมล้นไปด้วยความยินดี
ยัยทาสจำเขาได้แล้ว ตึก หัวใจพลันเต้นกระหน่ำอย่างรุนแรง
รอยยิ้มสดใสที่โผล่มาแบบไม่ทันตั้งตัว ขโมยสายตาของเขาไปจนหมดสิ้นไร้ทางขัดขืน
‘……ยิ้มแบบนี้เป็นด้วยเหรอ’
เพียงแค่รอยยิ้มนั้น ความขุ่นเคืองที่ตกตะกอนแน่นิ่งอยู่ในใจก็ละลายหายไปราวกับหิมะต้องไออุ่น
เอาเถอะ อุตส่าห์มาถึงนี่แล้ว คำไหว้วานนั่นมันจะไปสำคัญอะไรนักหนา ช่างหัวมัน ช่วยคว้าชัยชนะในอาร์เคดให้ก็สิ้นเรื่อง
จิตใจที่เปลี่ยนไปอย่างง่ายดายพลันฮึดสู้ขึ้นมาตามใจชอบ พลางพยายามคิดในแง่ดี
“……?!”
ทว่าในวินาทีถัดมา กำปั้นของเซร่าก็ซัดเข้าใส่ลิ้นปี่ของเขาอย่างไร้ความปรานี
มันคือการตัดพ้อต่อว่าว่าทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าเป็นเขา ทำไมถึงไม่ยอมทักทายกัน
อึ่ก เอน็อค
ท่าทีของยัยทาสที่เป็นดั่งร่างอวตารของความเนรคุณทำเอาจิตใจอันงดงามที่เขาอุตส่าห์ตั้งมั่นไว้แตกสลายเป็นผุยผง
ทว่าถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่ได้ปัดมือที่กุมสายจูงอย่างเคร่งขรึมนั้นออกไป
ยัยทาสผู้ไร้มารยาทเขย่าสายจูงของเอน็อคไปข้างหน้าทีข้างหลังทีเพื่อเร่งเร้า ราวกับจะบอกให้เขารีบไปหาทางได้แล้ว
‘เราใจอ่อนเกินไปหรือเปล่านะ’
ท่าทีของทาสที่เริ่มล้ำเส้นและไร้ระยะห่างทำให้เขารู้สึกตื่นตัวขึ้นมาแวบหนึ่ง แต่ก็แค่นั้น
ในเมื่อเธอคือคนที่มอบบางสิ่งที่มีความหมายใกล้เคียงกับคำว่าจุดหมายให้กับชีวิตอันไร้แก่นสารอันยาวนานนี้เป็นคนแรก การจะยอมเปิดพื้นที่ให้เธอได้เข้ามาใกล้ชิดกว่าคนอื่นสักนิดก็คงไม่เป็นไร
ดังนั้นตอนนี้จึงยังไม่เป็นไร
อย่างน้อยก็ตอนนี้ เขายังคงควบคุมมันได้
ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นอะไรก็ตาม
“……เฮ้อ”
เอน็อคที่ถอนหายใจออกมาอุ้มเซร่าขึ้นมาไว้ในอ้อมแขนอย่างง่ายดาย
เซร่าที่ทิ้งตัวลงในอ้อมอกเขาอย่างคุ้นเคยแกว่งขาไปมาราวกับกำลังเพลิดเพลินตามจังหวะ ท่าทางที่เอนกายนอนแผ่เต็มที่ดูไม่มีความตั้งใจที่จะทำอะไรร่วมกันเลยสักนิด
ใครมาเห็นเข้าคงคิดว่าเป็นคุณหนูที่เคยชินกับการชี้นิ้วสั่งคนอื่นแน่ๆ
เอน็อคที่ส่ายหัวไปมาคว้ามือข้างที่ว่างของเซร่าเอาไว้ แล้วแนบฝ่ามือของเธอเข้ากับริมฝีปากของตน
เพราะเขามีเรื่องต้องพูด เขาจัดท่าทางเพื่อให้เธออ่านการขยับของริมฝีปากได้ง่ายขึ้น ก่อนจะค่อยๆ ขยับริมฝีปากอย่างช้าๆ
ทาสที่ขี้เกียจขึ้นทุกวันไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร
‘เจ้านาย’
สิ่งสำคัญคือ
‘มีใครบางคนกำลังจับตาดูพวกเราอยู่ตลอดเวลา’
มันคือสายตาอันเหนียวแน่นที่สัมผัสได้ตั้งแต่ตอนที่อาร์เคดรอบที่สองเริ่มต้นขึ้น
กำลังโหลดความเห็น...