“[นิยาย] เมื่ออดีตชาติ ฉันเคยขายชาติมาแล้วค่ะ” มีฉากหรือเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่ กดยืนยันเพื่อเข้าชม เว็บจะจำไว้ในเบราว์เซอร์นี้
เป็นจังหวะนั้นเองที่มือสังหารซึ่งแสร้งทำเป็นคนดีจนถึงที่สุดได้โยนหน้ากากทิ้งไป
“ไหวพริบ คึ่ก ไวดีนี่”
ชายหนุ่มที่หอบหายใจสั้นๆ บิดริมฝีปากเป็นรอยยิ้ม
เพียงเท่านั้น สีหน้าที่เคยดูเป็นมิตรก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง แม้จะถูกจับได้คาหนังคาเขา แต่เขากลับยังดูกระหยิ่มยิ้มย่อง
มือของมือสังหารที่แสยะยิ้มชั่วร้ายเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว เขาชักมีดสั้นออกมาจากอกเสื้อแล้วแทงลงมาอย่างช่ำชอง
ชั่วพริบตานั้น เซร่าที่คิดว่าปลายดาบเล็งไปที่เอน็อครีบเร่งพลังเวทขึ้นมาอย่างร้อนรน ทว่าชายคนนั้นกลับเร็วกว่าก้าวหนึ่ง
ฉึก! พร้อมกับเสียงอันน่าขนลุกของเนื้อที่ถูกกรีดขาด เสียงกรีดร้องก็ดังระงมไปทั่วสารทิศ
เลือดสีแดงฉานพวยพุ่งออกมาราวกับน้ำพุจากมือสังหารที่กรีดข้อมือของตัวเอง
“กรี๊ดดด!”
“เขาแทงแขนตัวเอง!”
ผู้คนที่ยืนมุงดูต่างพากันตื่นตระหนกตกใจและถอยกรูดหนีการทำร้ายตัวเองอย่างกะทันหันของชายคนนั้น
หยาดเลือดที่สาดกระเซ็นอย่างไร้ทิศทางเปรอะเปื้อนแก้มและไหล่ขวาของเอน็อคจนชุ่มโชก ทั้งที่ตัวเองเป็นฝ่ายบาดเจ็บ แต่มือสังหารกลับมองเอน็อคที่ชโลมไปด้วยเลือดของตนด้วยสีหน้าของผู้ชนะ
“ชิ สกปรกชะมัด”
เขาขมวดคิ้วอย่างหงุดหงิดกับสัมผัสน่ารังเกียจที่รู้สึกได้บนร่างกายท่อนบน แต่ก็มีเพียงแค่นั้น
แม้จะถูกเลือดสาดใส่จนเปียกโชก แต่เขากลับไม่เป็นอะไรเลย และไม่มีความเปลี่ยนแปลงใดๆ เกิดขึ้นอย่างที่มือสังหารคาดหวังไว้สักนิด
“ดะ-ได้ยังไงกัน…”
มือสังหารที่ตื่นตระหนกอย่างหนักเอ่ยละล่ำละลัก
มันเป็นปฏิกิริยาที่บ่งบอกว่าเรื่องแบบนี้ไม่มีทางเป็นไปได้อย่างเด็ดขาด
สายตาที่เลิกลั่กคว้างคว้างในอากาศหันไปมองข้ามไหล่ของเอน็อคด้วยความหวังสุดท้าย
ในจังหวะที่เอน็อคนึกถึงใครบางคนที่น่าจะอยู่ด้านหลังนั้นขึ้นมา
“โอ๊ยยย…”
จากข้างหลัง เสียงที่ส่งสัญญาณถึงความผิดปกติก็ดังโพล่งขึ้นมา
เสียงนั้นแทงลึกเข้าไปในโสตประสาทของเอน็อคเป็นพิเศษ
“…….”
เขาหันกลับไปมองข้างหลังทั้งที่ยังคงขมวดคิ้วอยู่อย่างนั้น
“ไปสวาปามอะไรมากันแน่ ถึงได้มีของพรรค์นี้…”
แม้จะไม่มากเท่าเอน็อค แต่เซร่าเองก็โดนเลือดของชายคนนั้นสาดใส่ไปพอสมควรเหมือนกัน
เธอที่บ่นพึมพำอย่างหงุดหงิดกำลังใช้มือข้างหนึ่งกุมแถวหัวไหล่ไว้คล้ายรู้สึกไม่สบายตัว
ผิวขาวผ่องที่สัมผัสถูกเลือดของชายคนนั้นส่งเสียงฟู่พลางพ่นควันน่าสะพรึงกลัวออกมาและไหม้เกรียมจนแดงก่ำ
รูม่านตาของเอน็อคที่จดจ้องบาดแผลหดเกร็งลงอย่างรุนแรง
“…เจ็บชะมัดเลยแฮะ”
เม็ดเหงื่อเย็นผุดพรายขึ้นบนใบหน้าที่บิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด
ท่ามกลางร่างที่ซีดเผือดราวกับซากศพในชั่วพริบตา มือสังหารที่กำลังได้ใจก็เอ่ยอธิบายอย่างใจดีเสริมขึ้นมา
“นี่คือเลือด… ที่กลั่นมาจากการกินยาพิษ… มาตลอดทั้งชีวิต ครึก คราวนี้อีนั่นจะต้องกระอักเลือดออกทุกทวารแล้วตายไป— แค่ก! อ่อก!”
ชายที่พยากรณ์จุดจบอันน่าสยดสยองของเซร่าสำลักเสียงกระเส่าออกมาอีกครั้งเมื่อถูกบีบคอ
ใบหน้าของมือสังหารแดงก่ำจากการถูกบีบรัดด้วยแรงที่กะจะหักคอให้แหลกคามือ เขาตะเกียกตะกายดิ้นรนไปทั้งตัว ทว่าท่อนแขนที่แข็งแกร่งราวกับหินผานั้นไม่มีแม้แต่จะสั่นคลอน และเอน็อคไม่ได้แม้แต่จะปรายตามองเขาด้วยซ้ำ
“…เอ๊ะ จริงด้วยแฮะ”
ตอนนั้นเอง สายเลือดสีดำสนิทก็ไหลเปรอะลงมาจากจมูกของเซร่าราวกับจะพิสูจน์คำพูดของเขา
เธอที่ใช้นิ้วแตะดูจนแน่ใจถึงเพิ่งจะแสดงสีหน้าลำบากใจออกมา
ยามนึกเสียใจมักจะสายไปเสมอ เธอถึงยอมรับว่าตนเองประมาทและวางใจเกินไปเพราะมัวแต่พึ่งพาเอน็อค
พิษร้ายแรงอันเป็นเลือดเนื้อของชายคนนั้นมีฤทธิ์เดชยอดเยี่ยมสมกับที่เก็บซ่อนไว้เป็นอาวุธลับจริงๆ
ดูเหมือนเพิ่งจะสัมผัสโดนพิษไปได้ไม่กี่นาที แต่ปลายนิ้วก็เริ่มชาหนึบขึ้นมาแล้ว
แบบนี้ชักไม่ดีแล้ว
ใบหน้าที่เลือดฝาดจางหายไปอย่างรวดเร็วซีดเผือดราวกับคนตาย
แม้ตอนแรกจะฟังผ่านๆ เหมือนเป็นเรื่องล้อเล่น แต่เธอกลับรู้สึกสังหรณ์ใจอย่างแรงกล้าว่าตนเองอาจจะพลาดท่าไปเฝ้ายมบาลในคราวเดียวอย่างที่เอน็อคเคยพูดไว้จริงๆ ก็ได้
เซร่าที่เริ่มหวาดหวั่นอยู่ในใจหัวเราะแห้งๆ พลางเกาะแขนเอน็อคเอาไว้
“เจ้าดำ นายถอนพิษได้ใช่ไหมคะ”
“…….”
ทว่าไม่รู้ทำไมถึงไม่มีคำตอบกลับมาเลยสักนิด
“…เจ้าดำ?”
หรือว่าแม้แต่นี่ก็ไม่ได้งั้นเหรอ เซร่าที่ใจหายวาบด้วยความกังวลช้อนสายตาที่ตื่นตระหนกขึ้นมองเขา แล้วก็…
“…เอ่อ—”
เธอหยุดเรียกเมื่อเห็นใบหน้าของเอน็อคที่กำลังจ้องมองตนอยู่
เธอเบิกตากว้างและแข็งค้างไปราวกับคนที่ได้เห็นสิ่งที่ไม่ควรเห็น
เอน็อคที่เงียบงันมาตั้งแต่เมื่อครู่ยังคงนิ่งเฉย แม้จะได้เห็นใบหน้านั้นที่กำลังไร้ชีวิตชีวาลงต่อหน้าต่อตาก็ตาม
เขาลืมกระทั่งการหายใจพลางเอาแต่จ้องมองเซร่า มองเพียงเธอเท่านั้น
มีเพียงตำแหน่งของเซร่าเท่านั้นที่มองเห็นว่าเอน็อคกำลังทำสีหน้าแบบไหนอยู่
เธอค่อยๆ หุบยิ้มเจื่อนๆ ที่พยายามฝืนปั้นไว้ลง ไม่รู้ทำไมถึงรู้สึกว่าต้องทำเช่นนั้น
“…….”
“…….”
สายตาที่มีรูม่านตาหดเล็กลงอย่างหนักกวาดมองเซร่า
เขาจ้องเขม็งราวกับจะสลักเส้นขนอ่อนทุกเส้นลงบนจอประสาทตา
สายตาที่ขยับอย่างเชื่องช้าหยุดค้างอยู่ที่ใบหน้าอันซีดเซียวผิดปกติอยู่นาน
ใบหน้าที่ซีดขาวราวกับซากศพ รอยเลือดที่กระเซ็นเป็นจุดๆ ยามที่สายตาอันสับสนว้าวุ่นเลื่อนไปแตะที่ริมฝีปากอันไร้สีเลือด
“……!”
เอน็อคถึงได้พรูลมหายใจที่กลั้นไว้ออกมา
ลำแขนอันแข็งแกร่งที่บีบคอของมือสังหารสั่นสะท้านอย่างแผ่วเบา
ไม่สิ ความจริงแล้วสิ่งที่ขยับไม่ใช่เอน็อค
ครืนนนน—
แผ่นดินสั่นสะเทือนจากแดนไกลทีละน้อย ทว่าเด่นชัด
แรงสั่นสะเทือนที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เคลื่อนใกล้เข้ามาหาพวกเขา
เหวอ ผู้คนต่างส่งเสียงฮือฮาเพราะทำตัวไม่ถูกกับสถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคย
จากนั้น เพล้ง! โต๊ะที่ทานแรงสั่นสะเทือนไม่ไหวก็ล้มคว่ำจนเกิดเสียงแตกกระจายบาดหู
นั่นคือจุดเริ่มต้น
ตูม! โครม! ผืนดินสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงจนทรายที่ฟุ้งกระจายลอยฟุ้งราวกับสายหมอก
แครก! เปรี๊ยะ! ผนังอาคารที่ทานแรงสั่นสะเทือนไม่ไหวเริ่มแตกร้าวอย่างน่าสะพรึงกลัว
ผืนดินที่กู่ร้องคำรามขึ้นมาอย่างฉับพลันไม่มีทีท่าว่าจะสงบลงในเร็ววัน ซ้ำยังทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
“กรี๊ดดด! จะ จู่ๆ แผ่นดินเป็นอะไรไปเนี่ย…!”
“แผ่นดินไหวแน่ๆ!”
“ฮะ หนีเอาตัวรอดก่อนเร็ว!”
“พระเจ้าช่วย นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย!”
ผู้คนที่สัมผัสได้ถึงวิกฤตการณ์อันไม่ชอบมาพากลเริ่มทยอยกันอพยพหนีตาย
ทว่าเอสเตลลาเป็นพื้นที่ที่ไม่เคยมีปรากฏการณ์แผ่นดินไหวมาก่อน จึงไม่มีทางที่จะมีแนวทางปฏิบัติอย่างเป็นระบบรับมือได้เลย
ฝูงชนที่แตกฮือราวกับฝูงมดส่งผลให้ตัวเมืองที่วุ่นวายอยู่แล้วยิ่งทวีความโกลาหลอลหม่านหนักขึ้นไปอีก
ท่ามกลางความบ้าคลั่งนั้น มีเพียงเซร่าคนเดียวที่ไม่ได้วิ่งหนีไปไหน
“นี่! นายเป็นบ้าอะไรขึ้นมาเนี่ย!”
เธอที่ใบหน้าซีดเผือดยิ่งกว่าเดิมเหนี่ยวรั้งตัวเอน็อคเอาไว้
ราวกับว่าความวิบัติฉิบหายทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพราะเขายังไงอย่างงั้น
และที่น่าเหลือเชื่อจนแทบพูดไม่ออกคือ ภัยธรรมชาติอันกะทันหันนี้เกิดขึ้นจากฝีมือของเอน็อคจริงๆ
เซร่ารู้สึกราวกับจะถูกคลื่นพลังอันน่าสะพรึงกลัวที่แผ่ออกมาจากตัวเขาบดขยี้จนตาย
เอน็อคกำลังโกรธ
แถมยังโกรธจัดจนแทบคลั่ง
ต้นตอของพลังที่ปะทุจนบิดเบือนธรรมชาติได้ขนาดนี้ไม่ได้มีเพียงแค่โทสะเท่านั้น
“จะมาโมโหอะไรเบอร์นี้กับเรื่องพรรค์นี้กันเล่า ฮะ?”
เซร่าได้แต่งุนงงกับปฏิกิริยารุนแรงที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต
มนุษย์ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาจนโชกโชน ทำไมถึงได้ทำท่าเหมือนจะพังกิลด์ทิ้งทั้งกิลด์เพียงเพราะเรื่องแค่นี้กัน
“พอได้แล้วน่า! หมอนั่นตาเหลือกสลบเหมือดไปแล้วเนี่ย!”
เซร่าชี้ไปยังมือสังหารที่ฟูมปากหมดสติเพื่อบอกให้รู้ว่าศัตรูล้มลงไปแล้ว
ครืนนน!
แต่การพูดถึงเรื่องนั้นกลับยิ่งสุมไฟโทสะของเอน็อค ร้านค้าที่อยู่ด้านหลังพวกเขาจึงถล่มลงมาในที่สุด ดูเหมือนว่าตอนนี้เอน็อคจะมองไม่เห็นอะไร และไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยทั้งสิ้น
“ไอ้บ้านี่เอ๊ย!”
เซร่าที่ทนไม่ไหวอีกต่อไปจึงรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีฟาดฝ่ามือใส่หน้าเอน็อคเต็มแรง
เพียะ! ใบหน้าของเอน็อคหันไปตามแรงตบพร้อมกับเสียงฉาดใหญ่ที่ดังสนั่น
“ฉันเจ็บจะตายห่าอยู่แล้ว รีบรักษาให้ฉันเดี๋ยวนี้เลยนะ!”
“…อา—”
อาจเป็นเพราะคำพูดนั้น หรือไม่ก็เพราะแรงช็อกจากการถูกตบ เอน็อคถึงได้ส่งเสียงที่คล้ายกับคำตอบรับออกมาเป็นครั้งแรก
แผ่นดินไหวที่สั่นสะเทือนราวกับจะถล่มกิลด์ให้พังพินาศสงบลงในชั่วพริบตา
“…ส่งมานี่”
เขากะพริบตาปริบๆ ราวกับคนที่เพิ่งได้สติดึงสติกลับมาได้ ก่อนจะงุ่มง่ามควานหาและกุมมือของเซร่าไว้
ปริบ ปริบ ทุกครั้งที่เขากะพริบตา สติสัมปชัญญะที่เตลิดเปิดเปิงไปก็ค่อยๆ ฟื้นคืนกลับมาให้เห็นอย่างชัดเจน
พร้อมกันนั้น อาการถูกพิษที่ทรมานเซร่าก็ค่อยๆ จางหายไปด้วยเช่นกัน
“ฮ่า ค่อยยังชั่วหน่อย—”
เซร่าที่เริ่มหายใจหายคอได้คล่องขึ้นพรูลมหายใจอย่างโล่งอกออกมาเฮือกใหญ่
ประสบการณ์ที่พลังชีวิตถูกสูบออกจากร่างกายอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาสั้นๆ นั้นเป็นอะไรที่ใกล้เคียงกับความตายมากที่สุดเท่าที่เคยเจอมา
คราวหน้าต้องระวังตัวให้มากกว่านี้จริงๆ แล้ว
เธอเก็บเกี่ยวบทเรียนใหม่ไว้ในใจแล้วปรายตามองขึ้นไปยังเอน็อค
แม้จะดูดีขึ้นกว่าเมื่อกี้ แต่เขาก็ยังดูเหมือนคนสติหลุด น็อตหลุดไปตัวหนึ่งอยู่ดี
“ก่อนที่คนอื่นจะแห่กันมา พวกเราเผ่นกันก่อนเถอะ”
ในตอนที่เซร่าตรวจดูจนแน่ใจว่าไม่มีพยานหลงเหลืออยู่ และรีบเร่งเร้าเอน็อคราวกับผู้ต้องสงสัยที่พยายามหลบหนีออกจากที่เกิดเหตุนั้นเอง
“หยุดอยู่ตรงนั้น”
ทั้งที่เมื่อครู่นี้เพิ่งจะตรวจดูจนแน่ใจว่าไม่มีใครแท้ๆ แต่กลับมีเสียงโพล่งขึ้นมาจากทางด้านหลัง
“อย่าขยับแม้แต่ก้าวเดียว”
ในวินาทีที่แขกไม่ได้รับเชิญซึ่งโผล่มาอย่างกะทันหันเอ่ยเตือนเซร่าและเอน็อค
“……!”
เฮือก เซร่าที่ตกใจสุดขีดสะดุ้งเฮือกและสูดหายใจเข้าลึก
แม้จะยังไม่ทันได้เห็นหน้าค่าตาว่าเป็นใคร แต่อย่างน้อยสิ่งหนึ่งที่เธอรับรู้ได้อย่างแน่ชัด
จอมเวท
กระแสพลังเวทที่กระเพื่อมไหวอย่างคุกคามตามคำพูดของชายคนนั้นแผ่ออกมาให้สัมผัสได้อย่างชัดเจน
ขนาดไม่ใช่จอมเวทมนตร์ดำแท้ๆ แต่วาจาสิทธิ์กลับทรงพลังถึงเพียงนี้ อย่างน้อยก็ต้องเป็นจอมเวทผู้แข็งแกร่งที่มีชีวิตอยู่มาหลายร้อยปีเป็นแน่
“ข้าก็นึกสงสัยอยู่ว่าใครกันที่บังอาจมาพังงานเทศกาลของข้า ที่แท้ก็เจ้านี่เอง เอน็อค ซอร์เซอร์”
ยิ่งไปกว่านั้น จอมเวทคนนั้นยังมองทะลุถึงตัวตนที่แท้จริงของเอน็อคได้ในปราดเดียว
กึก คราวนี้แม้แต่เอน็อคก็ดูจะตกใจ กล้ามเนื้อตรงกรามของเขาจึงเกร็งตัวขึ้นจนแข็ง
เฮือก เซร่าที่ตกใจแทบสิ้นสติรีบก้าวเข้าไปขวางระหว่างเอน็อ
“……จะ จำคนผิดแล้วค่ะ”
พอเข้าใกล้ผู้ชายคนนั้น วงจรพลังเวทที่สลักอยู่ในวิญญาณของเธอก็ปั่นป่วนอย่างประหลาด
ตั้งแต่โบราณกาลมา เวทมนตร์อันเป็นของขวัญจากพระเจ้ากับเวทมนตร์ดำอันเป็นข้อห้ามของพระเจ้านั้นไม่ถูกชะตากันมาโดยตลอด
วงจรพลังเวทของเซร่าและชายผู้นั้นผลักไสซึ่งกันและกันราวกับแม่เหล็กขั้วเดียวกันที่หันเข้าหากัน
ชายคนนั้นที่สัมผัสได้ถึงแรงผลักอันมหาศาลจึงปรายตามองเซร่าเป็นครั้งแรก
เธอเพิ่งรู้เป็นครั้งแรกในตอนนั้นเองว่า สายตาของคนเราสามารถแฝงพลังทางกายภาพเอาไว้ได้ด้วย
“เจ้าเป็นใครกัน”
ชายหนุ่มที่พินิจมองเซร่าด้วยสายตาไม่สบอารมณ์เอียงคอเล็กน้อย
“คนที่ข้าทำสัญญาด้วยเห็นชัดๆ ว่าคือสโนว์ ชายคนนั้นแท้ๆ”
นึกว่าจะเป็นคำถามหาเรื่องทำนองว่าแกเป็นใครเสียอีก แต่กลับไม่ใช่
“……คะ?”
“อะไรนะ”
ทั้งเซร่าและเอน็อคต่างย้อนถามขึ้นมาพร้อมกัน เมื่อชื่อของสโนว์หลุดออกมาจากปากของจอมเวทอย่างเป็นธรรมชาติ
ทำไมจู่ๆ ถึงมีชื่อหมอนั่นโผล่มาได้ล่ะเนี่ย
เมื่อทั้งสองคนมองมาด้วยสีหน้าแบบนั้นพอดิบพอดี ชายคนนั้นจึงอธิบายเสริมด้วยน้ำเสียงที่เจือความกระวนกระวายใจอยู่บ้าง
“ก็คำขอที่กิลด์เอสเตลลายื่นไปให้กิลด์ซิกนัสอย่างไรล่ะ”
“คำขอรึ-?”
“ใช่ ที่มีชัยชนะของอาร์เคดเป็นเดิมพัน”
เรื่องราวที่ฟังดูคุ้นหูอย่างยิ่งทำให้สีหน้าของทั้งคู่ยิ่งซับซ้อนขึ้นไปอีกขั้น
“สโนว์อยู่ที่ไหน ไม่ได้มาด้วยกันหรอกรึ”
“……พอดีเขามีธุระด่วน ฉันก็เลยมาแท- ไม่สิ เดี๋ยวก่อน”
เซร่าที่กำลังตอบไปตามตรงพลันยื่นมือทั้งสองข้างออกไปข้างหน้าเพื่อเบรกคำพูดของชายคนนั้นเอาไว้
สรุปก็คือ ผู้ชายคนนี้ยื่นคำขอไปให้สโนว์ แต่เซร่าดันมารับหน้าที่แทน แล้วระหว่างนั้นเจริลที่ได้รับคำไหว้วานจากสโนว์ก็มาคอยนำทางให้เซร่า ส่วนเซร่าก็เข้าร่วมอาร์เคด ได้เจอนีร์ชาน แต่ผู้ชายคนนี้ก็ดันเป็นผู้ว่าจ้างของคำขอนี้ด้วยเนี่ยนะ……
ความคิดที่สับสนปนเปกันไปหมดพันกันยุ่งเหยิงเสียจนไม่แน่ชัดเลยว่าตรงไหนคือความจริง และตรงไหนคือเรื่องโกหก
เซร่าที่กุมศีรษะพลางครางฮือๆ มองผู้ชายที่อ้างว่าตัวเองเป็นผู้ว่าจ้างด้วยแววตาคลางแคลงใจ
“ผู้ว่าจ้างคือคุณจริงๆ งั้นเหรอคะ แล้วนีร์ชานล่ะ ผู้ชายคนนั้นคือใครกันแน่”
“นีร์ชานงั้นเหรอ”
รู้จักกันหรือเปล่านะ
พลันที่ได้ยินชื่อของนีร์ชาน ใบหน้าของจอมเวทก็บูดเบี้ยวราวกับเหยียบขี้ขึ้นมาทันควัน
“อย่าบอกนะว่าหมายถึงอดีตเจ้าของ ‘วิหคทองคำ’ น่ะ”
“ใช่ค่ะ คนนั้นแหละ!”
“พวกเจ้าไปรู้ชื่อนั้นมาได้ยังไงกัน ถึงมันจะเป็นไอ้สารเลวใจโฉด แต่มันก็ไม่น่าจะไปถึงหูของซิกนัสได้นี่”
สารเลวใจโฉด?
เซร่าและเอน็อคต่างสบตากันให้กับคำประเมินอันโหดร้ายนั้น
แม้นีร์ชานจะเป็นคนประหลาดถึงขั้นเอ่ยปากชวนคนที่เพิ่งเจอหน้ากันครั้งแรกให้เอาทาสบำเรอกามไปใช้ได้อย่างไม่ตะขิดตะขวงใจ แต่ก็ไม่น่าจะถึงขนาดนั้น
และในวินาทีถัดมา จอมเวทก็แจ้งข่าวอันน่าตกตะลึงให้พวกเธอได้รู้
“เพราะงั้นมันถึงโดนประหารชีวิตไปเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนแล้วยังไงล่ะ”
“……?!”
“ไอ้เวรนั่นเป็นคนเลวที่กู่ไม่กลับซึ่งใช้ประโยชน์จากระบบทาสอันศักดิ์สิทธิ์ของเอสเตลลาไปก่อกรรมทำชั่วอันชั่วร้าย”
ว่าแล้วเชียว คงเป็นคนชื่อซ้ำกันล่ะมั้ง
เซร่ายังคงคิดเช่นนั้นจนถึงตอนนั้น
“มันขึ้นชื่อเรื่องจ้องเล่นงานแต่คนงามเป็นพิเศษน่ะสิ ถ้ามีผู้หญิงสวยๆ ที่ถูกใจ มันก็จะอ้างเรื่องให้ยืมทาสบำเรอกามเพื่อล่อลวงขึ้นเตียงแล้ววางยาให้เสพติด พอมันเอาไปกกเล่นจนเบื่อเข้าหน่อย ก็จะเปลี่ยนสถานะคนที่ไม่ใช่ทาสให้กลายเป็นทาส แล้วขนไปขายประมูลในตลาดมืดเพื่อหาเงินเข้ากระเป๋า”
“……!!!”
ทว่าเมื่อได้ยินเรื่องเล่าของเขาที่ฟังดูคุ้นหูอย่างน่าขนลุก
ความตระหนักรู้ดั่งสายฟ้าฟาดว่ามันอาจจะไม่ใช่อย่างนั้นก็ได้ก็แล่นวาบจนขนลุกซู่ไปทั้งตัว
สายตาของเซร่ากับเอน็อคประสานกันอีกครั้ง
สีหน้าของเขาเองก็ดูไม่สู้ดีนัก ราวกับว่ากำลังคิดอะไรคล้ายๆ กับเซร่าอยู่เหมือนกัน
“บาปหนาขนาดนั้น ป่านนี้คงกำลังดิ้นรนอยู่ในก้นนรกแล้วกระมัง”
ระหว่างนั้น จอมเวทที่เล่าจนจบก็ถามขึ้นมาว่าแล้วจะตามหานีร์ชานไปทำไม
“…….”
“…….”
แน่นอนว่า ย่อมไม่มีคำตอบใดหลุดออกมาเลย
เพราะทั้งสองคนต่างก็นึกไม่ออกเลยว่าจะต้องตอบอะไรออกไป
“พวกคนอื่นๆ กำลังกลับมาแล้วค่ะ”
หญิงสาวที่จู่ๆ ก็ผุดขึ้นมาจากความว่างเปล่าเอ่ยรายงานต่อจอมเวท
หญิงสาวผู้สวมหน้ากากสีขาวบริสุทธิ์ละลายหายไปในอากาศอีกครั้ง เมื่อชายคนนั้นพยักหน้าให้สั้นๆ
“พวกเจ้าต้องไปกับข้าก่อน”
ชายคนนั้นตัดสินใจเรื่องที่พักของเซร่ากับเอน็อคเอาเองตามอำเภอใจ ราวกับมีเหตุจำเป็นที่จะให้ใครเห็นตัวตนไม่ได้
“พวกเจ้า”
เมื่อเขาโบกมือไปในอากาศสองสามครั้ง ทหารที่ผุดขึ้นมาจากความว่างเปล่าเหมือนเมื่อครู่ก็เข้าล้อมเซร่ากับเอน็อคเอาไว้ เหล่าทหารที่ถือหอกทองคำระยิบระยับต่างกดดันเซร่ากับเอน็อคกลายๆ ให้รีบไป พลางเร่งเร้าให้พวกเขาก้าวเท้า
“เดี๋ยวสิ เดี๋ยวก่อน แล้วตกลงนายเป็นใครกันแน่เนี่ย”
เซร่าที่เบียดแทรกช่องว่างระหว่างพวกทหารออกมา ตะโกนถามชายหนุ่มที่ทิ้งระยะห่างออกไปไ
“โง่จริงหรือเปล่าเนี่ย ในใบภารกิจก็เขียนระบุไว้ทนโท่อยู่แล้วแท้ๆ”
จอมเวทที่สวนกลับด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดชี้นิ้วชี้เข้าหาตัวเองดังฉึก พลางขยับริมฝีปาก
“‘เอสเตลลา’”
“……?!”
นามอันยิ่งใหญ่ของตนก็คือเอสเตลลา ตัวจริงเสียงจริงนั่นเอง
“กลับกันได้แล้ว”
ชายคนนั้นหันหลังกลับอย่างเย็นชาเหมือนจะปฏิเสธการสนทนาใดๆ เพิ่มเติม แล้วสาวเท้าก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
เหล่าทหารที่กระทุ้งหอกทองคำลงบนพื้นดังตึง ตึง ต่างขานรับเสียงดังกึกก้องใส่แผ่นหลังที่กำลังห่างออกไป
“ครับ หัวหน้ากิลด์!”
กำลังโหลดความเห็น...