“[นิยาย] เมื่ออดีตชาติ ฉันเคยขายชาติมาแล้วค่ะ” มีฉากหรือเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่ กดยืนยันเพื่อเข้าชม เว็บจะจำไว้ในเบราว์เซอร์นี้
ฉันเนี่ยนะ……? ไม่ใช่เอน็อคเหรอ?
ความจริงที่คาดไม่ถึงทำเอาเซร่าถึงกับเหวอไปเลย
ถ้าเป็นเอน็อคที่โดดเด่นสะดุดตาไม่ว่าจะไปที่ไหนก็ว่าไปอย่าง แล้วนี่ตัวเธอไปทำอะไรผิดมา ถึงขนาดต้องตกเป็นเป้าหมายของคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนด้วยเล่า
“……หรือว่าเธอมีความแค้นส่วนตัวกับพวกผู้มีภูมิคุ้มกัน?”
เซร่าที่กำลังคาดเดาสาเหตุเอ่ยสมมติฐานที่ดูเข้าท่าที่สุดออกมา
“บอกแล้วไงว่าไม่มีความแค้นส่วนตัวน่ะ?”
ยูร์อาเตะข้ออ้างที่อีกฝ่ายอุตส่าห์บีบคั้นหามาให้อย่างไม่ไยดี
เป๊าะ เป๊าะ พอเธอดีดนิ้วกลางอากาศสองครั้ง เหล่านักฆ่าที่ค่อยๆ ย่างสามขุมออกมาก็ล้อมเซร่าไว้เป็นวงกลม เซร่าที่ยืนประจันหน้าตามลำพังกับเหล่าชายฉกรรจ์ซึ่งแผ่รังสีอำมหิตดูอ่อนแอและไร้ทางสู้เหลือเกิน
ผลลัพธ์ที่ชัดเจนจนแทบไม่ต้องใช้จินตนาการทำให้ยูร์อาฉีกยิ้มออกมาด้วยความพึงพอใจ
“ยอมรับชะตากรรมซะเถอะ ถือว่าแกซวยเองที่ดันไปเข้าตา ‘คนคนนั้น’ เข้า”
พออารมณ์ดี ปากก็มักจะพล่อยเป็นธรรมดา
ยูร์อาที่เห็นผลลัพธ์ที่ปรารถนาอยู่ตรงหน้าพลั้งปากเผยสาเหตุที่มาเอาชีวิตเซร่าออกมาเนียนๆ ที่บอกว่าไม่มีความแค้นส่วนตัว ดูท่าทางเธอเองก็คงรับงานจากใครบางคนมาลงมือทำเหมือนกับเซร่านั่นแหละ
คนคนนั้นคือใครกันล่ะ ถึงถามไป บรรยากาศก็ดูจะไม่ตอบให้อยู่ดี
แต่ก็ช่างเถอะ เพราะในตอนนั้น สำหรับเซร่าแล้วมีปัญหาที่สำคัญยิ่งกว่าเรื่องที่ว่าใครกำลังหมายหัวตนเองผุดขึ้นมาน่ะสิ
“อืม…….”
สายตาของเซร่าที่มองยูร์อากวาดมองเหล่านักฆ่าที่ล้อมรอบตนเองอยู่ช้าๆ
นัยน์ตาที่จับจ้องไล่เรียงทีละคนขยับไหวอย่างวุ่นวายราวกับกำลังตรวจเช็กบางสิ่งบางอย่างทีละจุด
“หืม?”
เธอที่พินิจดูอย่างละเอียดจนถึงคนสุดท้ายเลิกคิ้วขึ้นด้วยสีหน้าประหลาดใจว่ามีบางอย่างผิดปกติ
ทำไมถึงเป็นแบบนี้ไปได้ เธอพึมพำกับตัวเองพลางขยี้ตาแล้วมองใหม่ ขยี้ตาแล้วมองใหม่อยู่ซ้ำๆ แต่ผลลัพธ์ก็ไม่เปลี่ยนไปเสียทีจนหัวคิ้วที่ขมวดมุ่นไม่มีทีท่าว่าจะคลายลงเลย
“ถ้าตายตรงนี้ก็จะได้ไปเจอหน้าครอบครัวเร็วขึ้นไงล่ะ”
ในระหว่างที่เซร่ากำลังทำท่าทางพิลึกพิลั่น ยูร์อาที่เตรียมลูกน้องพร้อมสรรพก็พ่นตรรกะวิบัติออกมาโดยทำเหมือนเรื่องที่ฟังดูไม่มีข้อดีอะไรเลยเป็นข้อดีเสียอย่างนั้น
“แกก็ได้เจอครอบครัว ฉันเองก็ได้เจอครอบครัว เราสองคนต่างก็ได้ข้อตกลงที่ดีด้วยกันทั้งคู่นะ”
ทั้งที่มาแย่งชิงไปแต่เพียงฝ่ายเดียวแท้ๆ ยังจะหน้าด้านพยายามล้างสมองเธอให้คิดว่าสถานการณ์ตอนนี้เป็นข้อตกลงที่ยินยอมพร้อมใจกันทั้งสองฝ่ายอีก
แม้จะไม่ได้อยากต่อปากต่อคำด้วยเท่าไหร่ แต่หากจะหาเรื่องจับผิดจริงๆ ล่ะก็ เซร่าเคยตายมาแล้วรอบหนึ่งแต่ก็ยังไม่ได้เจอเอเดลเลยนี่นา น้องชายแสนดีของเธอคงได้ขึ้นสวรรค์ไปแล้ว ทว่าตัวเธอที่ก่อกรรมทำบาปไว้หนาเตอะกลับต้องตกนรกหมกไหม้น่ะสิ
“ลาก่อนนะคะ คุณหนูผู้น่าสงสาร”
บทสนทนาที่ไหลไปตามใจชอบของยูร์อาจบลงพร้อมกับคำบอกลาของเธอ
เมื่อยูร์อาส่งสัญญาณเงียบๆ แล้วถอยร่นไปด้านหลัง เหล่านักฆ่าก็เข้ามาแทนที่ตำแหน่งของเธอจนเต็มพรึบ
เหล่านักฆ่ายกยิ้มชั่วร้ายให้เซร่าราวกับพวกพรานล่าสัตว์ที่รู้สึกเปรมปรีดิ์กับการได้ล่าสัตว์ที่อ่อนแอ
ราวกับจะลดความเหนื่อยยากในการโถมเข้าไปหาเหยื่อที่ดูอ่อนแอในคราวเดียว ย่างก้าวที่บีบกระชับเข้ามาจึงเชื่องช้าจนน่าเบื่อหน่าย
บนใบหน้าของพวกที่กำลังล่าเหยื่ออย่างใจเย็นเหล่านั้นไม่มีความระแวงแม้แต่น้อยนิดว่าจะมีเรื่องพลิกผันเกิดขึ้น
เมื่อเห็นท่าทางมั่นใจในชัยชนะอย่างง่ายดายในสนามรบเช่นนั้น เซร่าก็เดาะลิ้นจึ๊กจั๊ก
พวกแกคงยังไม่เคยเจอคนน่ากลัวจริงๆ สินะ
เซร่าที่กลับกลายเป็นฝ่ายมองอีกฝ่ายด้วยความเวทนาตรวจสอบวงจรพลังเวทอย่างใจเย็น
แม้สภาพจะไม่สมบูรณ์ที่สุดเพราะช่วงหลังมานี้ไม่ได้แตะต้องตัวเอน็อค แต่ดูเหมือนจะไม่มีปัญหาอะไรกับการใช้ ‘เสียง’
หลังจากเซร่าตรวจสอบสภาพของวงจรเรียบร้อย เธอก็ปลุกพลังเวทที่หลับใหลอยู่ให้ตื่นขึ้น
พลังเวทที่เคยเยือกแข็งเริ่มละลายและแหวกว่ายอย่างรวดเร็วอยู่ภายในวงจร
พลังเวทที่เคยไหลเอื่อยประหนึ่งลำธารสายเล็กๆ ได้กลายเป็นสายน้ำเชี่ยวกราก และพลังเวทที่แหวกว่ายอยู่ในแม่น้ำก็โหมซัดกลายเป็นเกลียวคลื่นแห่งมหาสมุทร
หวึ่งงงง—!
เมื่อพลังเวทอันเป็นลางร้ายที่เซร่าปลุกขึ้นมาสัมผัสถูก อัญมณีในมือก็ส่งเสียงสั่นสะเทือนดังลั่น
หากจะบอกว่ามันให้ความรู้สึกราวกับเอเดลกำลังร้องเรียกเธออยู่ จะเป็นการเพ้อฝันที่อ่อนไหวเกินไปไหมนะ
“อืม ไม่เป็นไรแล้วนะ ตอนนี้พี่ล้างมือแล้วจ้ะ”
เซร่าที่ใช้นิ้วหัวแม่มือลูบผิวสัมผัสอันแข็งแกร่งที่กำลังสั่นระริกกระซิบอย่างอ่อนโยน
ทันใดนั้นก็น่าอัศจรรย์เหลือเกิน อัญมณีที่เคยสั่นสะเทือนแทบแตกสลายพลันสงบลงเล็กน้อย
จังหวะเวลาอันเหมาะเจาะนั้นช่างพอเหมาะพอดีเกินกว่าจะไม่ให้ความหมายกับมัน
เป็นแบบนี้ก็เหมือนเอเดลกำลังมองดูอยู่จริงๆ เลยนี่นา
ทั้งที่รู้ดีอยู่แก่ใจว่าวิญญาณของคนตายไม่ได้สถิตอยู่บนโลกมนุษย์ แต่เซร่าก็เผลอถูกภาพจินตนาการที่ตนเองสร้างขึ้นหลอกเอาเสียแล้ว
“ช่วยไม่ได้แฮะ ต้องไว้ชีวิตซะแล้วสิ”
ดังนั้น เธอจึงเปลี่ยนแผนการที่จะมอบรสชาติความขมขื่นของชีวิตให้พวกที่ประมาทเลินเล่อไปแค่นิดเดียว
เดิมทีเธอไม่ใช่พวกที่จะเหลือเสี้ยนหนามเอาไว้ข้างหลัง แต่กลับมีความคิดอันน่าชื่นชมผุดขึ้นมาว่าไม่อาจแสดงภาพอันโหดร้ายต่อหน้าป้ายหลุมศพของเอเดลได้
และเหนือสิ่งอื่นใด หากฆ่าพวกมันที่นี่ พวกมันก็ต้องถูกฝังในหอเก็บอัฐิแห่งนี้ร่วมกับน้องชายของเธอไม่ใช่หรือไง
การที่เอเดลต้องมาอยู่ในสถานที่เดียวกับพวกสวะขี้ขลาดและน่ารังเกียจพรรค์นั้น แค่คิดก็ชวนให้อารมณ์เสียแล้ว
“เอา
เซร่าที่จู่ๆ ก็ถูกแรงกระตุ้นฝ่ายดีเข้าครอบงำตัดสินใจอีกครั้ง
การตั้งใจมั่นน่ะเป็นเรื่องดีอยู่หรอก แต่ปัญหาคือหลังจากนั้นต่างหาก ถ้าไม่ฆ่าทิ้ง แล้วจะสยบคนตั้งมากมายขนาดนั้นยังไงล่ะ เซร่าจมดิ่งลงสู่ความกลัดกลุ้มข้อใหม่
“พึมพำอะไรอยู่น่ะ สวดภาวนาอยู่หรือไง”
เมื่อเห็นท่าทางพึมพำคนเดียวทั้งที่ความตายมาจ่ออยู่ตรงหน้า มือสังหารคนหนึ่งที่ใช้สายตาหื่นกระหายกวาดมองเธอก็เอ่ยแซวอย่างทะลึ่งตึงตัง พร้อมกันนั้นเหล่ามือสังหารที่อยู่รอบข้างก็หัวเราะเสียงประหลาดเหมือนพวกไฮยีนา
นัยน์ตาที่ฉายแวววาวโรจน์ต่างพุ่งเป้ามาที่เซร่า
หญิงงามที่ยอมละทิ้งแม้กระทั่งการหลบหนีแล้วยืนรอพวกเขาอยู่นั้น เพียงพอที่จะกระตุ้นแรงขับดันอันรุนแรงและความกระหายที่จะทำลายล้างของพวกมือสังหาร
แม้ในสถานการณ์เช่นนั้น การสวดภาวนาของหญิงสาวก็ยังคงดำเนินต่อไป
“น่าเสียดายด้วยนะ ต่อให้ทำแบบนั้นไปก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงหรอก”
“จะไม่ทรมานแล้วส่งไปสบายๆ ให้ก็แล้วกัน!”
คิกคิก! มือสังหารที่ส่งเสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่งขยับเข้าใกล้จนเก
“เฮ้ย! อย่ามาแซงคิวนะเว้ย!”
“คนที่ได้หักคอนั่นต้องเป็นฉันต่างหาก!”
พอคนหนึ่งเริ่มเคลื่อนไหว มือสังหารคนอื่นๆ ที่อยู่รอบข้างก็พุ่งทะยานเข้าใส่เซร่าราวกับกำลังแข่งขันกัน และในตอนนั้นเอง
“อา……!”
แปะ เซร่าตบมือเข้าหากันพลางส่งเสียงอุทานออกมาเหมือนเพิ่งนึกเรื่องดีๆ ขึ้นมาได้
ก่อนที่คมมีดของมือสังหารจะเอื้อมมาถึงตัว เธอที่ค้นพบวิธีอันเหมาะสมที่สุดได้ในที่สุดก็ขยับริมฝีปาก
หลับซะ
คำสั่งสั้นๆ แฝงพลังเวทแผ่กระจายออกไปทั่วทั้งผืนป่าอันแห้งแล้ง
สายลมที่แบกรับพลังเวทอันเป็นลางร้ายพัดผ่านกวาดร่างของพวกมือสังหาร ลมหายใจที่แทรกซึมเข้าสู่รูหูของพวกเขากระซิบถึงสิ่งที่ผู้เป็นนายปรารถนา
ในวินาทีที่สุรเสียงนั้นแทรกผ่านใบหูและแล่นลามไปถึงสมองของพวกเขา
“……!”
ร่างของเหล่ามือสังหารที่กำลังลอยคว้างอยู่กลางอากาศก็ร่วงหล่นลงสู่พื้นดินเหมือนใบไม้ร่วงในฤดูใบไม้ร่วง
ไม่มีทั้งเสียงกรีดร้องอย่างทรมาน หรือการเอะอะโวยวายว่านี่มันเรื่องอะไรกันเลยสักนิด
เพียงแค่ ล้มลงไป
โครม ตึง ตึง! ไล่ตั้งแต่พวกที่ยืนอยู่ใกล้กับเซร่าไปจนถึงคนที่อยู่ไกลที่สุด พลั่ก พลั่ก ต่างพากันเข่าทรุดร่วงลงสู่พื้นอย่างไร้เรี่ยวแรง
ตึง! และเมื่อยูร์อาที่ยืนมองลูกน้องอย่างสบายอารมณ์อยู่รั้งท้ายสุดล้มตึงลงไปอีกคน คนที่ยังตื่นและขยับเขยื้อนได้ในป่าไม้ตายซากแห่งนี้จึงเหลือเพียงเซร่าคนเดียวอีกครั้ง
ทั้งหมดเกิดขึ้นในเวลาเพียงไม่กี่วินาทีเท่านั้น
“แค่ก! แค่ก!”
เมื่อแน่ใจว่าเวทมนตร์เสร็จสมบูรณ์แล้ว เซร่าก็ไอโขลกออกมาอย่างรุนแรง
การลงมนตร์สะกดจิตอันทรงพลังใส่คนจำนวนมากขนาดนี้นับเป็นครั้งแรกตั้งแต่เธอขึ้นมาบนโลกมนุษย์ ร่องรอยที่พลังเวทมหาศาลไหลบ่าออกไปจึงปวดแสบปวดร้อนราวกับถูกไฟแผดเผา
เซร่าไอโขลกจนรู้สึกเหมือนซี่โครงแทบจะหัก สุดท้ายก็ถ่ม ถุย ลิ่มเลือดกองโตออกมา
“เฮ้อ นึกว่าจะตายซะแล้ว”
กว่าเซร่าจะหยุดไอได้ เวลาก็ผ่านไปพักใหญ่
หลังจากใช้หลังมือปาดเลือดออกจากริมฝีปาก เธอจึงก้าวเดินไปข้างหน้าพลางเหยียบย่ำเหล่านักฆ่าที่หลับสนิท แม้จะเหยียบย่ำคนเป็นๆ ราวกับเป็นพื้นดิน แต่ก็ไม่มีใครตอบสนองแม้แต่คนเดียว
“แปลกจริงๆ นะ”
จากนั้นไม่นานเธอก็มาถึงที่หมายแล้วนั่งยองๆ ลงตรงนั้น
“จำได้ว่า ที่เอสเตลลาไม่น่าจะมีคนที่ชะตากรรมบิดเบี้ยวเลยนี่นา―”
แทบเท้าของเธอคือยูร์อาที่นอนหมดสติหลับสนิทไม่รู้เรื่องรู้ราวเช่นเดียวกับพวกลูกน้อง
“แล้วจู่ๆ ไอ้นี่มันโผล่มาจากไหนกันล่ะเนี่ย?”
เซร่าเอียงคอสงสัย พลางใช้นิ้วสะกิด จิ้ม สิ่งที่เกาะอยู่บนไหล่ของยูร์อาเบาๆ
ก้อนควันสีดำที่ถูกจิ้มโดยไม่ทันตั้งตัวหดตัวลีบเข้าด้านในแล้วส่งเสียงร้องครางยาวเหยียด
กิ๊ววววว……
ก้อนควันกะพริบตาอย่างขลาดกลัวพลางช้อนตาฉ่ำน้ำขึ้นมองเธอเหมือนกำลังวิงวอนขอความเมตตา
แน่นอนว่าตอนที่เจอกันครั้งล่าสุดยังไม่เห็นมันเลยแท้ๆ แต่พอกลับมาเจอกันอีกครั้งที่ป่าไม้ตายซากแห่งนี้ เขากลับมีมันเกาะอยู่บนไหล่อย่างโจ่งแจ้งจนเธอรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
ก้อนควันสีดำของยูร์อาที่จู่ๆ ก็โผล่มานี้มีขนาดเล็กที่สุดเท่าที่เธอเคยเห็นมา
อย่างมากก็แค่ขนาดเท่านิ้วมือเดียวได้มั้ง?
“แถมอันนี้ยังใหญ่ที่สุดแล้วด้วยสิ―”
จิ้ม เซร่าใช้นิ้วจิ้มก้อนควันสีดำอีกครั้ง แล้วหันกลับไปมองด้านหลังด้วยสีหน้าเคลือบแคลงสงสัย
บนไหล่ของศพหลายสิบคน ไม่สิ ของพวกผู้ชายที่นอนเกลื่อนกลาดอยู่บนพื้น มีก้อนควันสีดำที่เล็กกว่านี้ ทว่าชัดเจน ห้อยต่องแต่งอยู่เต็มไปหมด
“ฮืม……”
เซร่าที่ลองสบตากับพวกมันอีกรอบละตัวกลืนเสียงครางอย่างกังวลลงคอ
ทั้งที่จ้องเขม็งมาตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว ทว่าน่าแปลกที่เศษเสี้ยวแห่งดวงดาวกลับไม่ยอมแยกออก
“แล้วจะให้กำจัดยังไงล่ะเนี่ย”
เซร่าบ่นพึมพำอย่างหงุดหงิดพลางเกาหน้าผากด้วยสีหน้าปวดหัว
ที่ผ่านมาหากสบตากับก้อนควันสีดำที่เกาะอยู่บนไหล่ของผู้มีชะตากรรมอันบิดเบี้ยว เธอจะสามารถมองเห็นชะตากรรมของอีกฝ่ายได้
เส้นทางที่เดิมทีควรจะมุ่งไป กับเส้นทางที่บิดเบี้ยวไปแล้ว
ชะตากรรมของอีกฝ่ายที่เศษเสี้ยวแห่งดวงดาวส่องสะท้อนออกมานั้น ถือเป็นเข็มทิศนำทางอันสำคัญยิ่งที่มอบเบาะแสในการคลี่คลายปัญหาให้แก่เซร่า
ทว่าคราวนี้ไม่รู้เป็นเพราะอะไร ต่อให้สบตาเท่าไรเศษเสี้ยวแห่งดวงดาวก็ยังคงเงียบกริบ
ราวกับจะบอกว่าไม่มีสิ่งใดที่ตนต้องส่องสะท้อนออกมาอย่างนั้นแหละ
“พังแล้วเหรอ?”
พอเศษเสี้ยวแห่งดวงดาวไม่ยอมให้เบาะแส หนทางที่จะดึงเอาก้อนควันสีดำที่เกาะติดอยู่ตามร่างกายของคนพวกนั้นออกไปก็ยิ่งริบหรี่
มาถึงขั้นนี้แล้วไม่อยากให้มันยุ่งยากเลยแฮะ……
เซร่าที่เสยผมขึ้นอย่างเหนื่อยหน่ายลุกขึ้นยืนก่อนเป็นอันดับแรก
กิ๊ววว…… กิ๊ว กิ๊ววว
ทันใดนั้น ก้อนควันสีดำที่กระจายอยู่ทั่วทุกทิศก็พร้อมใจกันส่งเสียงร้องระงมออกมา
เจ้าพวกนี้จู่ๆ เป็นบ้าอะไรขึ้นมาเนี่ย?
ขณะที่เซร่าซึ่งไม่รู้ต้นสายปลายเหตุกำลังชะงักอยู่นั้น อัญมณีในมือที่สงบลงไปแล้วก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
มันเริ่มร้อนขึ้น
“……?”
เซร่ารีบก้มมองอัญมณีด้วยความตื่นตระหนกต่อความผิดปกติที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน
พลังเวทของเอเดลที่ถูกกักขังอยู่ภายในอัญมณีกำลังกระเพื่อมไหวอย่างรุนแรงราวกับสะท้อนก้องกับบางสิ่ง
หวึ่ง! หวึ่ง! หวึ่งงง! พอควันสีดำด้านในหมุนวนอย่างบ้าคลั่ง อัญมณีก็สั่นไหวไปมาเหมือนกับสิ่งมีชีวิต
ตุก ตุก และในจังหวะที่รู้สึกว่าแรงขยับบนฝ่ามือเริ่มรุนแรงขึ้นทีละนิด
รอยแตกขนาดใหญ่ก็แยกตัวดังเปรี๊ยะบนพื้นผิวอันเรียบเนียน
“……อ๊ะ?!”
เซร่าเผลอส่งเสียงร้องลั่นโดยไม่รู้ตัว
หัวใจเธอหล่นวูบลงไปอยู่ที่ตาตุ่มเมื่อของดูต่างหน้าของครอบครัวที่อุตส่าห์ได้มาครอบครองเกิดความเสียหาย
เซร่าที่ตื่นตระหนกมองสลับระหว่างกล่องเก็บอัฐิของน้องชายกับอัญมณีไปมา พลางลนลานลูบคลำหวังจะประสานมันเข้าด้วยกัน ทว่ารอยร้าวที่ปริแตกไปแล้วย่อมไม่มีทางเลือนหาย
เปรี้ยะ! เปรี้ยะ!
รอยแตกร้าวที่ไม่ได้สนใจจิตใจอันร้อนรนของเซร่าเลยแม้แต่น้อยขยายตัวลุกลามไปทั่วพื้นผิวอย่างราบรื่น
และในตอนที่รอยแยกขนาดใหญ่ลามไปบรรจบจากปลายด้านหนึ่งสู่อีกด้านหนึ่ง
อัญมณีที่แตกออกเป็นสองเสี่ยงโดยสมบูรณ์ก็แยกอ้าออกจากกันดังเปรี๊ยะ
“มะ ไม่นะ!”
พลังเวทที่อัดแน่นอยู่ภายในอัญมณีรวมตัวกันเป็นทรงกลม จากนั้นก็ยืดขยายออกเป็นริ้วคลื่นไม่เป็นรูปทรง ก่อนจะค่อยๆ ก่อตัวเป็นรูปร่างขึ้นมาทีละนิด
พลังเวทที่กระเพื่อมไหวอย่างไม่คงที่ค่อยๆ ยืดยาวออกเป็นเส้นเรียว แต่ยังคงรักษามวลปริมาตรเอาไว้จนหยุดลงที่ขนาดซึ่งใหญ่เกินกว่าจะเป็นไส้เดือน แต่ก็เล็กเกินกว่าจะเรียกว่างู เมื่อพลังเวทสงบลงและรูปร่างคงที่ ก้อนเนื้อที่ทอดตัวยาวอยู่บนฝ่ามือของเซร่าก็ขยับดิ้นกระดุ๊กกระดิ๊ก
หากไม่ได้คิดไปเอง สิ่งที่วางอยู่บนมือของเธอในตอนนี้ ดูเหมือนกำลังหายใจอยู่
“……นายทิ้งอะไรเอาไว้กันแน่น่ะ เอเดล?”
วัตถุสีดำที่กระเพื่อมขึ้นลงเป็นจังหวะทำให้เซร่าเผลอเอ่ยเรียกหาน้องชายออกมาเอง
ทันใดนั้นก็ ปิ๊ง จุดกลมมนและแวววาวสองจุดพลันปรากฏขึ้นบนลำตัวที่ดำสนิท
จุดประกายระยิบระยับโปร่งแสงที่ละม้ายคล้ายอัญมณีคู่นั้นคือดวงตา
งูเหรอ……?
เซร่าที่สบตากับมันพึมพำออกมาโดยไม่รู้ตัว
ราวกับได้รับชีวิตจากคำพูดของเธอ วัตถุสีดำที่เคยทอดตัวนิ่งเฉยจึงขยับเลื้อยและยกร่างขึ้น
งูดำที่ชูหัวขึ้นสูงจ้องมองเซร่าตาแป๋วด้วยแววตาใสซื่อ ก่อนที่
มันจะเอียงคอไปด้านข้างเล็กน้อยแล้วส่งเสียงร้องออกมา
กิ๊ว?
กำลังโหลดความเห็น...