“[นิยาย] เมื่ออดีตชาติ ฉันเคยขายชาติมาแล้วค่ะ” มีฉากหรือเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่ กดยืนยันเพื่อเข้าชม เว็บจะจำไว้ในเบราว์เซอร์นี้
ตอนที่ 50
ว้าว คำพูดที่เปี่ยมล้นไปด้วยความหลงตัวเองจนแทบจะไหลเยิ้มออกมานั้นทำเอาเซร่าไม่รู้ว่าจะเริ่มทึ่งจากตรงไหนก่อนดี
เธอควรจะประหลาดใจกับสภาพจิตใจอันเหยาะแหยะที่มัวแต่มาใส่ใจเรื่องพรรค์นี้ทั้งที่เพิ่งถูกไล่ออกจากกิลด์มาดี หรือควรจะประหลาดใจกับความด้านชาที่กล้าเอามือมาวางบนหน้าอกคนอื่นโดยไม่ขออนุญาตดี หรือไม่ก็ควรจะประหลาดใจกับสมองอันลามกที่แอบขยำขยี้อย่างเนียน ๆ นั่นดีกันล่ะ……
ทว่าคนที่ขัดจังหวะความอัศจรรย์ใจอันไร้ที่สิ้นสุดนี้ก็คือเอน็อค
“ถ้าแกล้งทำเป็นไม่รู้สึกก็ไม่ต้องฝืนหรอกนะ”
เขาปลอบประโลมเธออย่างนุ่มนวลราวกับกำลังเห็นอกเห็นใจ ก่อนจะย่นจมูกแล้วปิดท้ายบทสนทนาอันน่าทึ่งนี้ว่า
“เพราะฉันชินแล้วล่ะ”
ราวกับว่าจริง ๆ แล้วเซร่ามีความรู้สึกพิเศษบางอย่างต่อเขา แต่แกล้งแสดงละครทำเป็นเฉยชาอย่างนั้นแหละ เอน็อคนี่รักตัวเองเหลือเกินนะ เรื่องนี้เซร่าสัมผัสได้แจ่มแจ้งเลยทีเดียว คำพูดแบบนี้น่ะ ต่อให้ตายเธอก็ไม่มีวันพูดออกมาเด็ดขาด
เมื่อได้รับความหวังดีที่ยากจะรับไหว เธอจึงฟาดมือออกไป เพียะ ปัดมือเขาออกอย่างฉับไว
“…ค่ะ”
ในคำพูดสั้น ๆ เพียงคำเดียวนั้นแฝงไว้ด้วยทุกความรู้สึกที่เธอมี
“ไม่ได้เป็นแบบนั้นเลยสักนิด ไม่ต้องห่วงหรอกนะคะ”
เซร่าพึมพำอย่างเฉื่อยชา แล้วหุบปากลงหลังจากพูดจบประโยคนั้น
จากบทสนทนาเมื่อครู่ เธอแน่ใจแล้วว่าช่วงนี้อย่าไปต่อปากต่อคำกับเอน็อคเลยจะดีกว่า ในสถานการณ์เฮงซวยแบบนี้ ขืนเขายังพล่ามเรื่องพรรค์นั้นไม่หยุด ครั้งต่อไปเธอคงอยากจะฆ่าเขาให้ตายจริง ๆ แน่
“ก็นะ ฉันน่ะไม่มีอะไรต้องเสียดายอยู่แล้ว”
การหยอดที่แป้กไม่เป็นท่าขนาดนั้นไม่ได้ทำให้เขารู้สึกกระดากอายบ้างเลยหรือไงนะ แม้เซร่าจะแสดงท่าทีรังเกียจอย่างเงียบงัน แต่เอน็อคกลับยอมรับผลลัพธ์ด้วยใบหน้าแจ่มใสอย่างเต็มอกเต็มใจ
“ไม่ต้องคอยพะวงให้รำคาญใจด้วย” “……?” “เพราะงั้น เธอไปเก็บฟืนมานะ”
เอน็อคที่ยิ้มกว้างอย่างสดชื่นชี้นิ้วไปยังป่าด้านหลังตนเพื่อจบบทสนทนา เมื่อกี้เหมือนเพิ่งได้ยินคำพูดทำนองชื่นชมมาแท้ ๆ แต่ไหงบทสรุปถึงไม่ต่างอะไรกับการลงโทษเลยล่ะเนี่ย นี่เขาหักมุมบริบทไปกี่ตลบกันแน่ ช่างเป็นพ่อมดแห่งภาษาตัวจริงเสียงจริงเลย
“……ค่ะ”
แม้เซร่าจะมีสีหน้าไม่พอใจเต็มทนแต่ก็พยักหน้ารับ หากทำให้ไอ้ปากพล่ามไม่หยุดนั่นหุบลงได้ละก็ ต่อให้ต้องไปเก็บกิ่งไม้พรรค์นั้นอีกสักกี่ร้อยรอบเธอก็ทำได้
“ขากลับก็ตักน้ำมาด้วยล่ะ” “ค่ะ” “แล้วก็หาหญ้าแห้งที่ม้าพอกินได้มาด้วยนะ” “คะ? รอบตัวก็มีแต่ทุ่งหญ้าทั้งนั้น จำเป็นต้องทำถึงขนาดนั้นด้วยเหรอคะ” “จำเป็นสิ” “……ค่ะ”
แม้จะมีคำขอไร้สาระและน่ารำคาญสารพัดประดังประเดเข้ามา แต่เซร่าก็จำใจพยักหน้ารับอย่างเสียไม่ได้
“อ้อ แล้วก็เอาพวกใบไม้แห้งกลับมาด้วยนะ”
ทว่าเมื่อเจอคำขอที่อ่านเจตนาไม่ออกเอาเสียเลย เธอก็เอียงคอโดยสัญชาตญาณ ใบไม้แห้งเอาไปทำไมกัน
เอน็อคจึงช่วยอธิบายเพิ่มเติมอย่างใจดี
“เธอก็ต้องมีอะไรไว้ห่มนอนเหมือนกันนี่” “……?” “ถุงนอนมีแค่อันเดียวไงล่ะ” “……หาาา?!”
ชัดเจนว่าเป็นความผิดของตัวเองที่เตรียมของมาไม่ครบแท้ ๆ แต่เอน็อคกลับแจ้งข่าวร้ายโดยไม่มีทีท่ารู้สึกผิดแม้แต่น้อย
“ไม่เป็นไรใช่ไหม”
แถมยังเชิดหน้าขึ้นอย่างผ่าเผยยิ่งกว่าเดิมเสียอีก
“เธอเป็นทาสผู้ซื่อสัตย์ที่ยอมสละชีวิตเพื่อฉันได้นี่นา”
ว่าแล้วเขาก็ยกเอาความจงรักภักดีที่ตอนนี้กลายเป็นคำติดปากขึ้นมาอ้าง เพื่อไม่ให้เซร่าได้มีโอกาสซักไซ้กลับ
“…….”
เซร่าที่ต้องมาหาเรื่องลำบากใส่ตัวอีกครั้งมองเอน็อคด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยคำพูดมากมายที่อยากจะพ่นออกมา ริมฝีปากที่เผยอออกครึ่งหนึ่งขยับมุบมิบราวกับคิดจะต่อต้านเหมือนทุกที
“ค่าาา”
ทว่าสิ่งที่หลุดออกจากปากนั้นกลับมีเพียงคำตอบรับอันว่าง่าย เธอพ่นคำพูดออกมาเพียงเท่าที่จำเป็นแล้วเดินผ่านหน้าเอน็อคมุ่งตรงไปยังป่า
“……?”
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะแปลกใจที่จู่ ๆ เธอก็ทำตัวเรียบร้อยหรืออย่างไร เอน็อคถึงได้จ้องมองแผ่นหลังนั้นตาไม่กระพริบ
แม้จะรู้ดีถึงสายตาเหนียวหนึบที่เกาะติดอยู่ด้านหลัง แต่เซร่าก็ไม่เหลียวหลังกลับไปมองแม้แต่ครั้งเดียวและมุ่งหน้าเข้าสู่ป่า
จากนั้นเธอก็เริ่มเก็บรวบรวมสิ่งของที่พอจะใช้เป็นฟืนได้ทันที ท่าทางที่ลงมือทำงานโดยไม่อิดออดบ่นพึมพำนั้นดูราวกับเป็นตัวอย่างของทาสผู้ขยันขันแข็งและภักดียิ่ง
ป่าที่กำลังเตรียมรับมือกับฤดูหนาวมีเศษไม้แห้งที่เหมาะจะใช้เป็นฟืนมากกว่าที่คิดไว้ เซร่าเก็บพวกมันทีละชิ้นพลางค่อย ๆ เดินลึกเข้าไปในป่า
และแล้ว เมื่อเธอพ้นจากสายตาของเอน็อคไปอย่างสิ้นเชิง―
“…….”
ขวับ เซร่าเปลี่ยนสีหน้าเป็นบึ้งตึงทันควันก่อนจะโยนฟืนที่อุตส่าห์เก็บรวบรวมมาทิ้งลงพื้นอย่างไม่ไยดี
“ไอ้เวรนั่นต้องจงใจไม่เอามาแน่ ๆ……”
เธอจ้องเขม็งไปยังทิศทางที่เอน็อคยืนอยู่แต่ไกลพลางกัดฟันเค้นเสียงพูดอย่างเย็นชา
เดิมทีเขาก็ไม่เคยทำดีด้วยอยู่แล้ว ทว่าตั้งแต่เซร่าลุกขึ้นจากเตียงคนป่วยได้ เขาก็มักจะคอยหาเรื่องกวนประสาทเธอแบบนี้เรื่อยมา เซร่าพอจะรู้เหตุผลว่าทำไมเอน็อคถึงทำตัวส้นตีนแบบนี้ เขาร้องเพลงพร่ำเพ้อเรื่องความจงรักภักดี ความจงรักภักดีอยู่ตลอดเวลา จะไม่ให้รู้ได้อย่างไรกัน
เป็นเพราะข้ออ้างแถ ๆ ที่เธอปั้นแต่งขึ้นไปทำให้จิตใจของเขาที่เพิ่งจะเริ่มคลายความตึงเครียดกลับมาบิดเบี้ยวหงิกงออีกครั้ง
มีตำแหน่งเป็นถึงวีรบุรุษเสียเปล่า แต่ใจคอทำไมถึงได้คับแคบขนาดนี้ คิดจะทำความดีสักหน่อยแต่สภาพแวดล้อมกลับไม่เป็นใจเอาเสียเลย เซร่าขบฟันกรอดเมื่อนึกถึงเอน็อคที่วันนี้ทำตัวน่ารังเกียจเป็นพิเศษ
‘ทรมานคนอื่นถึงขนาดนั้นแล้วยังไม่พอใจอีกเหรอ……’
เซร่าปัดฝุ่นดินที่เปื้อนมือออกพลางนึกถึงค่าปรับบาปที่ตนเองได้ชดใช้ไป การพยาบาลไข้ที่เอน็อค ซอร์เซอร์มอบให้จนเธอไม่มีวันลืมไปชั่วชีวิตนั่นไงล่ะ
‘ฮึก อื้อ ยะ หยุดก่อน มะ ไม่ไหว แล้ว อ๊า……’ ‘ถ้าพูดตามตรงว่ารู้สึกดี ฉันจะหยุดให้’ ‘ฮึก อื้อ อื้อ ดะ ดี รู้สึก ดี…มาก! อ๊า!’ ‘ฮ่า ๆ!’ ‘ทะ ทำไม ฮึก ทำไมไม่ หยุด ฮือออ!’ ‘เชื่อคำพูดนั้นด้วยเหรอ’
…พอ พอได้แล้ว เลิกนึกถึงมันเถอะ เซร่าหลับตาแน่นพลางสลัดภาพงานเลี้ยงเนื้อหนังอันเร่าร้อนที่ยังคงติดตาอยู่ออกไป นี่ก็แค่เพราะอาการป่วยหายดีแล้วถึงได้เรียกว่าการพยาบาลไข้ แต่ความจริงแล้วมันก็ไม่ต่างอะไรกับการเอากันมั่วซั่วเลยสักนิด
เอน็อคทำเพื่อขยี้ศักดิ์ศรีของเธอ ส่วนเซร่าก็ทำเพราะร่างกายรุ่มร้อนกระหายในความสุขสมที่ไม่เคยลิ้มลองมาก่อน
‘ฉันคงเป็นบ้าไปแล้ว’
ทุกครั้งที่นึกถึงตัวเองตอนนอนครางระงมอยู่ในอ้อมอกของศัตรูคู่อาฆาต เซร่าก็ทรมานกับความสมเพชตัวเองจนแทบสะดุ้งตื่นกลางดึก
หากโทษทัณฑ์ไม่ลดลงไปถึงหนึ่งร้อยล้านปี เธอคงทนรับมันได้ยากเป็นแน่ ที่เซร่ายอมก้มหัวอยู่อย่างสงบเสงี่ยมแม้ต้องเผชิญกับความอัปยศถึงเพียงนั้น ก็เพราะเธอมีเป้าหมายแน่วแน่ว่าจะต้องรอดชีวิตกลับไปลดโทษทัณฑ์ที่เหลือให้หมดสิ้น
‘แต่กลับลากฉันมาที่พรรค์นี้เนี่ยนะ……?’
ทว่าเอน็อคกลับขัดขวางไม่ให้เธอทำเรื่องสำคัญนั้น โดยการลากตัวเธอที่ไม่ได้มีประโยชน์อะไรติดสอยห้อยตามมาในการเดินทางที่มองเห็นแต่ความลำบากยากเข็ญ
แค่นั้นก็ทำเอาเลือดแทบจะไหลย้อนขึ้นหัวอยู่แล้ว แต่อุตส่าห์พามาเพื่อโยนเธอทิ้งไว้กลางป่าเขาลำเนาไพรที่แสนทารุณเนี่ยนะ……
เดิมทีก็ไม่ชอบขี้หน้าชายที่เคยฆ่าตัวเองอยู่แล้ว ความแค้นที่สั่งสมมาเรื่อย ๆ จึงปะทุทะลุขีดจำกัดในที่สุด
เซร่าหาเหตุผลไม่ได้เลยว่าทำไมตนเองต้องทนรับบทเป็นทาสของเอน็อคในสถานการณ์แบบนี้ต่อไป
“ฆ่าทิ้งดีไหมนะ”
เซร่าที่กำลังใคร่ครวญถึงชะตากรรมของตนโพล่งความกระหายจากก้นบึ้งในใจออกมาดื้อ ๆ
พอพูดออกมาจริง ๆ แล้วกลับรู้สึกว่าเป็นความคิดที่เข้าท่าทีเดียว
“…….”
เซร่าที่คล้อยตามแรงกระตุ้นของตัวเองหันสายตากลับไปยังทิศทางที่เอน็อคอยู่อีกครั้ง จะว่าไปแล้ว เศษเสี้ยวแห่งดวงดาวส่องให้เห็นแค่อดีตของเขาเท่านั้น ไม่เคยส่องให้เห็นอนาคตอันบิดเบี้ยวเลยสักครั้ง
ก้อนควันสีดำที่บ่งบอกถึงชะตากรรมอันบิดเบี้ยวก็ไม่เคยเฉียดกรายเข้ามาใกล้เขาเลย ไม่ว่าจะเป็นตอนของเลนิส หรือตอนที่กิลด์ถูกลอบโจมตีคราวก่อน เอน็อคมีแต่จะทำให้ชะตากรรมบิดเบี้ยวพังพินาศเสียเปล่า ไม่ได้ก่อให้เกิดผลดีอะไรสักนิด
มิหนำซ้ำตอนนี้กิลด์ยังตกอยู่ในวิกฤตล้มละลายเพราะเอน็อคไม่ใช่หรือไง
ถึงขั้นนี้แล้ว ไม่มีเขาอยู่คงเป็นการช่วยเหลือมากกว่าเสียอีกไม่ใช่เหรอ พอความคิดนี้ผุดขึ้นมา เซร่าก็รู้สึกเหมือนตาสว่างวาบขึ้นมาทันที
“ฆ่าทิ้งก็ได้นี่นา……?”
ทำไมเมื่อก่อนฉันถึงคิดเรื่องนี้ไม่ได้กันนะ เซร่าที่ค้นพบจุดบอดซึ่งมองข้ามไปแหงนมองท้องฟ้าอย่างเหม่อลอย
นัยน์ตาสีม่วงที่มีเงามืดทอดผ่านเปล่งประกายด้วยความบ้าคลั่ง ริมฝีปากของสาวงามที่คว้าตอนจบอันน่าพึงพอใจเอาไว้ได้คลี่ยิ้มโค้งขึ้นอย่างงดงาม
“มาช้าจังนะ”
เอน็อคส่งสายตาตำหนิเซร่าที่หอบฟืนมาเต็มอ้อมแขนราวกับรอเวลานี้อยู่แล้วว่ามาช้า
“ถ้าไม่พอใจ นายท่านก็ไปเก็บมาเองสิคะ”
เซร่าที่ไม่เคยยอมเสียเปรียบทางวาจาแม้แต่คำเดียวเช่นเคยเทฟืนที่แบกมาลงบนพื้นเสียงดังโครม
“ไฟก็จุดเอาเองแล้วกันนะคะ”
แปะ แปะ เซร่าปัดฝุ่นดินออกพลางกระแทกเสียงอย่างห้วนสั้น ผิดกับตอนที่ตอบอย่างว่าง่ายเมื่อครู่ลิบลับ ราวกับคิดว่าหน้าที่ของตนเสร็จสิ้นลงแค่นั้น เธอจึงทิ้งตัวลงนั่งเอกเขนกบนที่นอนซึ่งเอน็อคตัดต้นอ้อมาปูไว้ให้อย่างสบายอารมณ์
เหอะ เอน็อคหัวเราะออกมาอย่างเหลือเชื่อ แต่ก็ไม่ได้ว่าอะไรพลางเริ่มจัดแจงที่ทางสำหรับก่อไฟ แม้ใจจริงอยากจะสั่งให้ทาสทำ แต่การลงมือทำเองนั้นรวดเร็วและแน่นอนกว่ากันเยอะ
“…….”
เซร่าจ้องมองแผ่นหลังที่กำลังง่วนอยู่กับการทำงานพลางจมดิ่งลงสู่ห้วงความคิด
‘ฉันจะฆ่ามัน’
แน่นอนว่าความคิดนั้นคือแผนการอันเป็นรูปธรรมว่าจะฆ่าเอน็อคอย่างไรดี เมื่อมองสถานการณ์ปัจจุบันใหม่อีกครั้งด้วยสมองที่ปลอดโปร่ง ก็พบว่าไม่มีโอกาสไหนจะดีไปกว่านี้อีกแล้ว
บนทุ่งกว้างสุดลูกหูลูกตานี้ มีเพียงเธอกับเอน็อคแค่สองคน ยิ่งไปกว่านั้นไม่ไกลกันยังมีป่ารกร้างอยู่อีก ไม่ใช่สภาพแวดล้อมที่เหมาะเจาะที่สุดสำหรับการฆ่าใครสักคนแล้วฝังกลบหรอกหรือ แถมยังไร้ผู้พบเห็น ยิ่งยอดเยี่ยมจนไม่มีอะไรจะติ เงื่อนไขอันสมบูรณ์แบบราวกับพระผู้เป็นเจ้าทรงปูทางไว้ให้ทำให้เซร่ายิ้มกริ่มออกมาโดยไม่รู้ตัว
ตอนนั้นเอง เอน็อคที่ก่อกองไฟสำเร็จก็เดินเข้ามาหาเซร่า
“กินซะ คืนนี้ก็นอนหลับให้สบายล่ะ ต้องเดินทางต่อไปอีกสองวันถึงจะเจอฟาร์มหรือหมู่บ้านพอให้พักได้”
เขายื่นเนื้อแดดเดียวที่ย่างจนเกรียมได้ที่ส่งมาให้พลางบอกข่าวดีว่าเธอจะได้อยู่ตามลำพังกับเขาสองต่อสองต่อไปอีกสองวัน ดีละ ได้เวลาเพิ่มแล้ว ความจริงที่ว่าแม้จะพ้นวันนี้ไปก็ยังสามารถฝังเขาได้โดยไม่มีพยานรู้เห็นทำให้เซร่ารู้สึกเบิกบานใจ
“อึดอัดจะตายอยู่แล้ว…… เร็วกว่านี้อีกหน่อยไม่ได้หรือไงคะ”
ทว่าเธอจะแสดงท่าทีแบบนั้นออกไปไม่ได้ เซร่าจึงแสร้งย้อนถามด้วยน้ำเสียงติดรำคาญราวกับได้ยินข่าวร้ายอันน่าสะพรึงกลัว
“ช่วยไม่ได้ ที่นี่มันทุรกันดารแถมทางก็แฉะ ถ้าเร่งความเร็วอีกนิดเดียวคงได้ตกม้าตายกันพอดี” “เฮ้อ ก็บอกแล้วไงคะว่าให้ไปทางซ้ายน่ะ”
เซร่าบ่นพึมพำอย่างไม่พอใจพลางยัดเนื้อแดดเดียวเข้าปากเพื่อซ่อนมุมปากที่คอยแต่จะยกยิ้มขึ้นมา พอสมองที่เคยสับสนโล่งโปร่ง อาหารทุกอย่างที่เข้าปากจึงเอร็ดอร่อยราวกับน้ำผึ้งหวานปานนั้น
เมื่อกินอาหารจนหมด เอน็อคก็รื้อค้นสัมภาระที่ผูกไว้กับม้าเพื่อเตรียมตัวเข้านอน เขาเดินลากบางสิ่งกลับมาที่พักก่อนจะเอียงคอมองเซร่า
“ถุงนอนที่เอามามีแค่อันเดียวเองเหรอเนี่ย”
ทั้งที่ตัวเองเป็นคนจัดสัมภาระแท้ ๆ แต่กลับทอดเสียงสูงท้ายประโยคด้วยน้ำเสียงเหมือนกำลังซักไซ้ว่าเกิดอะไรขึ้น
“……แล้วไงคะ” “จะนอนกับฉัน หรือถ้าไม่อยาก ก็นอนบนพื้นไป” “ขอนอนบนพื้นค่ะ”
เซร่าทำหน้าจริงจังแล้วผละถอยห่างจากเขาทันควัน เธอกอดต้นอ้อที่เคยปูนอนเอาไว้แล้วไปทำที่นอนในจุดที่ห่างออกไปพอประมาณ มันคือตำแหน่งที่อยู่ตรงข้ามกับเอน็อคโดยมีกองไฟคั่นกลาง
พูดให้ถูกคือเป็นตำแหน่งที่เปลวไฟซึ่งลุกโชนบดบังเอน็อคจนมิด หากเป็นตรงนี้ เธอก็คงวางแผนได้อย่างใจเย็นโดยไม่มีใครมารบกวน
“…….” “…….”
ทั้งสองเข้านอนโดยไม่มีแม้แต่คำทักทายราตรีสวัสดิ์ทั่วไป เอน็อคที่ยึดถุงนอนไปคงจะหลับปุ๋ยไปแล้ว เสียงหายใจฟี้ ๆ จึงลอยข้ามกองไฟมาให้ได้ยิน เซร่าข่มตานอนไม่หลับพลางเหม่อมองเปลวไฟที่ลุกโชนอย่างเงียบงัน ดวงตาที่ไร้จุดโฟกัสทำให้ดูเผิน ๆ เหมือนคนกำลังเหม่อลอย ทว่าในหัวที่นอนหนุนอยู่นั้นกลับเต็มไปด้วยแผนการลอบสังหารอันโหดเหี้ยมสารพัดอย่าง
เธออดตาหลับขับตานอนอยู่อย่างนั้น จนกระทั่งกองไฟที่เคยลุกโชติช่วงเสียดฟ้าเริ่มมอดดับลง―
“ตัดสินใจได้แล้ว……”
ลองวางยาพิษดูก่อนเป็นไง เซร่าที่คิดทบทวนซ้ำแล้วซ้ำเล่าจู่ ๆ ก็นึกถึงคำพูดของเลนิสที่บอกว่าอยากวางยาพิษเอน็อคขึ้นมา อย่างน้อยยาพิษก็น่าจะได้ผลไม่ใช่เหรอ ไม่อย่างนั้นเขาจะพูดติดปากอยู่ตลอดได้ยังไง
เมื่อคิดได้ถึงตรงนั้น เซร่าก็ค่อย ๆ หลับตาลง จิตใจที่เหนื่อยล้าจากการตึงเครียดมาทั้งวันพลันจมดิ่งลงสู่ห้วงนิทราในชั่วพริบตา
เปรี๊ยะ เปรี๊ยะ หลังจากเธอหลับไปได้ไม่นาน ฟืนที่แผดเผาเปลวไฟสุดท้ายก็ดับมอดลง เมื่อแสงสว่างที่คอยขับไล่ความมืดมิดหายไป สิ่งต่าง ๆ ที่เคยถูกประกายไฟอันเจิดจ้าบดบังไว้ก็ค่อย ๆ ปรากฏรูปร่างชัดเจนขึ้นทีละอย่าง
ในจำนวนนั้นมีเอน็อครวมอยู่ด้วย ชายผู้ที่ดูเหมือนหลับใหลกลับมีดวงตากระจ่างใสราวกับคนที่ไม่เคยง่วงงุนเลยแม้แต่น้อย เขาที่ซ่อนตัวอยู่ใต้เงามืดของกองไฟและคอยเฝ้ามองเซร่ามาโดยตลอด ยังคงจ้องมองใบหน้านั้นต่อไปอย่างไม่วางตาแม้เธอจะหลับไปแล้ว ก่อนที่
“…….”
หึ เขาจะยกยิ้มที่มุมปาก
แผ่นหลังที่นอนคุดคู้อยู่ราวกับหนาวเหน็บกระเพื่อมขึ้นลงเป็นจังหวะสม่ำเสมอ หลังจากรับรู้ได้ว่าอีกฝ่ายผล็อยหลับไปอย่างสนิทแล้ว เอน็อคจึงค่อย ๆ ปิดเปลือกตาลงช้า ๆ
กำลังโหลดความเห็น...