“[นิยาย] เมื่ออดีตชาติ ฉันเคยขายชาติมาแล้วค่ะ” มีฉากหรือเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่ กดยืนยันเพื่อเข้าชม เว็บจะจำไว้ในเบราว์เซอร์นี้
ตอนที่ 60
“คุณเลนิส”
บีเซที่กำลังตรวจดูเอกสารเอ่ยเรียกเขา กึก เลนิสที่นั่งอยู่ตรงโต๊ะฝั่งตรงข้ามลุกขึ้นยืนราวกับรอคอยเวลานี้อยู่แล้ว
บีเซยังคงไม่ละสายตาไปจากเอกสารพลางเอ่ยต่อ
“ฉันอยากดื่มชาดำค่ะ” “อื้อ เดี๋ยวฉันไปเอามาให้นะ!”
เลนิสพยักหน้าอย่างกระตือรือร้นก่อนจะรีบก้าวออกจากห้องทำงานไป ไม่นานก็ได้ยินเสียงเครื่องเคลือบกระทบกันดังกุกกักมาจากระยะไกล และในไม่ช้าเลนิสก็เข็นถาดกลับเข้ามา
เขาเดินถือเหยือกน้ำชาเข้ามาเทชาดำลงในถ้วยประจำตัวของบีเซ คงไม่ใช่เพิ่งเคยทำแค่ครั้งสองครั้ง เพราะเขาทำได้อย่างประณีตหมดจดโดยไม่กระฉอกเลยแม้แต่หยดเดียว
เมื่อสัมผัสกับน้ำร้อน ดอกตูมที่วาดอยู่บนก้นถ้วยชาก็ค่อยๆ ผลิบาน อวดกลีบดอกสีเหลืองออกมาอย่างงดงาม มันคือหนึ่งในของดูต่างหน้าของท่านปู่ที่บีเซเก็บติดตัวมาด้วยตอนจากบ้านเกิด
บีเซเป่าชาดำร้อนๆ ฟู่ๆ แล้วจิบเข้าไปคำเล็กๆ จากนั้นก็หยิบซองเอกสารที่แยกเก็บไว้ต่างหากส่งให้เลนิส
“ช่วยเอาอันนี้ไปให้คุณมาร์คัสทีค่ะ” “เสร็จหมดแล้วเหรอเนี่ย?!”
เลนิสรีบวางเหยือกชาลงแล้วรับซองนั้นไป มันคือรายละเอียดการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายที่มาร์คัสเพิ่งยื่นมาเมื่อวานซืนนี้เอง มาร์คัสชอบยื้อเวลาจนถึงกำหนดส่งเสมอ มิหนำซ้ำยังส่งมาแบบเละเทะไม่เป็นระเบียบรวดเดียวจนกลายเป็นงานหนักหน่วงที่ทำให้เลนิสต้องอยู่เวรดึกมาโดยตลอด
จัดการมันเสร็จได้ภายในไม่กี่ชั่วโมงเนี่ยนะ หรือว่าบีเซจะเป็นอัจฉริยะกันแน่? เลนิสมองเด็กสาวที่อายุน้อยกว่าตนมากด้วยสายตาชื่นชมระคนทึ่ง
บีเซส่ายหน้าปฏิเสธอย่างเด็ดขาดเพื่อบอกว่าไม่ใช่แบบนั้น
“เปล่าค่ะ เอกสารนั้นโดนตีกลับ บอกให้เขาเรียงตามลำดับเวลาแล้วส่งมาใหม่นะคะ” “……!”
เลนิสเบิกตากว้างเมื่อเห็นเธอตีกลับเอกสารอย่างเฉียบขาดไร้ความลังเล ถ้าเป็นตัวเขาคนเดียวตามลำพัง คงต้องนั่งร้องไห้ไปพลางจัดระเบียบเอกสารที่มาร์คัสทำชุ่ยๆ มาให้เรียบร้อยไปแล้ว
เพราะเขาไม่มีความกล้าพอที่จะบุกไปหามาร์คัสแล้วบอกให้กลับไปทำมาใหม่
ทว่า บีเซกลับทำสิ่งนั้นได้โดยที่สีหน้าไม่เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย และนั่นก็เป็นสิ่งแรกที่เธอรื้อทำใหม่ทันทีที่ก้าวเข้ามาในกิลด์ซิกนัส
การดัดนิสัยพวกคนที่ส่งเอกสารมาแบบสะเพร่า การคล้องกุญแจตู้เซฟของกิลด์ที่ใครต่อใครเคยเดินเข้าออกได้ตามใจชอบ การจัดระบบกระบวนการฟื้นฟูกิลด์ที่ดำเนินไปอย่างไร้ทิศทางให้เป็นระเบียบแบบแผน
ภายใต้เสน่ห์อำนาจดึงดูดใจและความเด็ดขาดแต่กำเนิดซึ่งไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นของเด็กคนหนึ่ง กิลด์ซิกนัสก็ค่อยๆ กลายเป็นลูกแกะเชื่องๆ ที่ปฏิบัติตามคำสั่งของบีเซ
ต้องขอบคุณเธอ เลนิสจึงไม่ต้องทนทำงานไร้ประสิทธิภาพอย่างการนั่งถ่างตาจัดระเบียบเอกสารใหม่ข้ามคืนอีกต่อไป
ยอดไปเลยแฮะ…… หรือว่าบีเซจะเป็นนางฟ้าที่สวรรค์ส่งลงมากันนะ? สายตาที่เลนิสมองเธอในตอนนี้ได้ก้าวข้ามความทึ่งไปสู่ความเคารพเลื่อมใสเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
“อะ อื้อ! เดี๋ยวฉันไปเดี๋ยวนี้นะ”
เลนิสกอดเอกสารที่ถูกตีกลับไว้แนบอกแล้วรีบจ้ำอ้าวออกจากห้องทำงานไป
ในจังหวะเดียวกันนั้น บีเซที่จัดการเอกสารแผ่นสุดท้ายเสร็จสิ้นก็วางปากกาลงดังเปาะ เธอบิดขี้เกียจยืดเส้นยืดสายยาวเหยียด ก่อนจะถือถ้วยชาดำที่เลนิสรินทิ้งไว้ให้แล้วเดินไปยังริมหน้าต่าง
ห้องทำงานของตำแหน่งผู้ดูแลการเงินที่เพิ่งย้ายมาใหม่ตั้งอยู่บนชั้นสูง จึงสามารถมองลงไปเห็นภาพรวมของกิลด์ได้ในคราเดียว การได้มายืนริมหน้าต่างแล้วทอดสายตามองกิลด์เช่นนี้ ถือเป็นช่วงเวลาที่บีเซโปรดปรานที่สุดในแต่ละวัน
กิลด์ที่กำลังอยู่ระหว่างการฟื้นฟูอย่างขะมักเขม้นยังคงเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวาเช่นเคยในวันนี้ กำแพงเมืองที่พังทลายลงได้รับการก่อสร้างขึ้นมาใหม่เป็นอันดับแรกสุด ส่วนบ้านเรือนที่เสียหายหรือสิ่งปลูกสร้างสำคัญต่างๆ ก็ตัดสินใจสร้างให้แข็งแรงและใหญ่โตกว่าเดิม
เมื่อถือเอาการถูกโจมตีคราวก่อนเป็นบทเรียน โครงสร้างภายในกิลด์จึงได้รับการปรับแก้ไปทีละน้อย บีเซมองลงไปยังกิลด์ซิกนัสที่ค่อยๆ ฟื้นคืนสภาพเดิมทีละนิดด้วยแววตาพึงพอใจ
ข้อเสียเพียงอย่างเดียวในตอนนี้คือโทนสีที่ดูแห้งแล้งจนเกินไป
“ต้องปลูกต้นอะเคเชียเพิ่มเสียหน่อยแล้ว”
บีเซที่วางแผนการใหม่ขึ้นมาได้ยกชาดำขึ้นจิบดังซู้ด
ผ่านไปสองสัปดาห์แล้วนับแต่ออกจากเฮตาร์ดินมายังกิลด์ซิกนัส ตลอดช่วงเวลาที่อาจมองว่ายาวนานหรือสั้นนิดเดียวนี้ บีเซปรับตัวเข้ากับกิลด์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ เหล่าสมาชิกกิลด์ต่างอ้าแขนต้อนรับเด็กสาวผู้ขนเงินทุนมหาศาลมาด้วยความยินดี ส่วนเลนิสที่ต้องทำงานร่วมกันก็ถึงกับอ้าปากค้างให้กับเซนส์ด้านการเงินอันเป็นเลิศของบีเซ และยอมหมอบกราบขอร้องไม่ให้เธอทอดทิ้งกิลด์ไปไหน
กิลด์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในทวีปจึงตกมาอยู่ในกำมือของบีเซอย่างราบรื่นด้วยประการฉะนี้
“ไหนๆ ก็มาถึงขั้นนี้แล้ว จะสร้างให้เป็นกิลด์ที่งดงามที่สุดในทวีปเลยคอยดู”
หึๆๆ บีเซผู้จุดประกายความทะเยอทะยานหัวเราะในลำคออย่างเจ้าเล่ห์ พลางกวาดสายตามองไปทั่วเพื่อหาดูว่ายังมีจุดไหนที่ต้องรื้อแก้ใหม่อีกหรือไม่ ทว่าจังหวะนั้นเอง
“อืม……”
ดวงตาของเธอก็หรี่ลงราวกับพบเห็นภาพที่ไม่สบอารมณ์เข้า และในเสี้ยววินาทีที่บีเซกำลังจดจ่ออยู่นั้น เงาร่างใหญ่โตสายหนึ่งก็โผล่พรวดขึ้นมาด้านหลังเธอ
“มองอะไรอยู่เหรอ” “พรวด!”
บีเซที่ตกใจพ่นชาดำที่อมอยู่ในปากออกมาอย่างไม่ปรานีปราศรัย พอนึกสงสัยว่าใครกันที่กล้าเข้ามาโดยไม่เคาะประตู ก็พบว่าเป็นสโนว์ที่เธอส่งคำขอให้แวะมาหานั่นเอง
“แค่ก แค่ก คุณสโนว์ ตกใจหมดเลยนะคะเนี่ย”
เมื่อเธอส่งสายตาค้อนขวับไปให้ สโนว์ก็ยิ้มออกมาด้วยสีหน้าสำนึกผิด
“ขอโทษทีน้า~ พอดีเห็นประตูเปิดอยู่ นึกว่าเดินเข้ามาได้เลยน่ะ”
สโนว์ที่เดินมายืนเคียงข้างบีเซริมหน้าต่างเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสนอกสนใจ
“แล้วตกลง แอบดูอะไรอยู่อย่างขะมักเขม้นขนาดนั้นน่ะ” “แอบดูอะไรกันคะ”
บีเซโบกไม้โบกมือปฏิเสธการเลือกใช้คำที่ไม่เหมาะสมของเขา ก่อนจะชี้นิ้วไปยังสองร่างที่กำลังยึดครองลานกว้างใจกลางกิลด์อยู่
“ต่อให้ไม่อยากมอง มันก็สะดุดตาขนาดนั้นจะให้ทำยังไงได้ล่ะคะ”
ทิศทางที่เธอชี้ไปนั้น ปรากฏภาพของชายหญิงคู่หนึ่งที่มองเห็นได้แต่ไกลว่ากำลังยืนทะเลาะเบาะแว้งกันอยู่ พวกเขาคือเอน็อคกับเซร่าที่ไม่มีสมาชิกกิลด์ซิกนัสคนไหนไม่รู้จัก
ทั้งสองที่ยืนอยู่ใจกลางลานกว้างกำลังชี้นิ้วด่าทอกันไปมา จากนั้นเซร่าที่คงระงับโทสะไม่อยู่ก็เดินฉับๆ ผ่านหน้าเอน็อคไป เอน็อคที่เดินตามไปติดๆ จึงคว้าหมับเข้าที่ท้ายทอยของเซร่าแล้วลากเดินไปในทิศทางตรงกันข้าม เซร่าที่ถูกลากถูลู่ถูกังพยายามดิ้นรนขัดขืนสุดฤทธิ์จนสบโอกาสหนีหลุดออกมาได้ เธอใส่เกียร์หมาวิ่งหนีสุดชีวิต แต่เอน็อคก็ตามทันในพริบตาแล้วแบกยัยทาสของตนพาดบ่าราวกับเป็นสัมภาระชิ้นหนึ่ง……
แม้จะอยู่ไกลถึงเพียงนี้แต่ก็เหมือนจะได้ยินเสียงสบถด่าของเซร่าแว่วมา วันนี้เธอก็ยังคงต้องทนทุกข์ทรมานเช่นเคย
‘ทำไมหัวหน้าถึงได้กระสันอยากจะกลั่นแกล้งพี่สาวทาสขนาดนั้นกันนะ’
บีเซมองเซร่าด้วยแววตาสงสารระคนเห็นใจ เธอชอบพี่สาวทาสที่พาตนมายังกิลด์ซิกนัสคนนี้มาก ทุกครั้งที่เห็นอีกฝ่ายถูกหัวหน้าโขกสับใช้งานอย่างไร้จุดหมายโดยไม่มีแม้แต่สัญญาจ้างเป็นกิจจะลักษณะ เธอจึงอดเป็นห่วงเป็นใยไม่ได้เลยสักครั้ง
'ถ้าฉันช่วยได้ก็คงจะดี' บีเซที่มองดูเซร่าด้วยสายตาละห้อยถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
“น่าสงสารจัง” “ดูเข้ากันดีออก~”
คำวิจารณ์ที่แตกต่างกันลิบลับหลุดออกมาจากปากของคนสองคนที่มองดูฉากเดียวกัน
“……?” “……?”
ทั้งสองมองหน้ากันด้วยความงุนงงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะจบลงด้วยการที่บีเซชวนเข้าเรื่องงานและผายมือเชิญให้สโนว์นั่งลง
สโนว์ที่นั่งลงก่อนเอียงคอทำหน้าสงสัย
“เรียกฉันมามีเรื่องอะไรเหรอ ฉันไม่มีเอกสารต้องส่งนี่” “รู้แล้วค่ะ ที่เรียกมาเพราะมีเรื่องด่วนอยากถามต่างหากล่ะคะ”
บีเซบอกว่าไม่ได้เรียกมาเรื่องนั้นเพื่อให้อีกฝ่ายสบายใจ พลางรินชาในส่วนของสโนว์ลงในถ้วยชาที่จัดเตรียมไว้สำหรับแขก
บีเซรอจนกระทั่งเขาจิบชาดำไปหนึ่งอึกถึงค่อยเปิดปากพูด
“เงินที่หัวหน้ายักยอกไปน่ะค่ะ”
สโนว์เบิกตากว้างราวกับเป็นหัวข้อที่ไม่คาดคิด สีหน้าของเขาบ่งบอกชัดเจนว่ายังตามสืบเรื่องนั้นอยู่อีกเหรอ
“มันหายไปไหนกันแน่นะคะ”
บีเซที่มีแววตาเป็นประกายดั่งนกล่าเหยื่อเริ่มร่ายสิ่งที่ตนสืบรู้มาทีละเรื่อง
“สามพันเจ็ดร้อยห้าสิบโกลด์ ถ้าเงินก้อนใหญ่ขนาดนั้นถูกโอนย้ายออกไปก็ต้องมีร่องรอยหลงเหลืออยู่ที่ไหนสักแห่งสิคะ แต่หนูค้นดูทั้งกองคาราวานแถวนี้ หมู่บ้าน เมือง หรือแม้กระทั่งกิลด์ใกล้เคียงจนทั่วแล้ว ก็ไม่เจอร่องรอยของคนที่ชื่อ ‘เซเลเน่’ เลยสักนิด”
หากบอกว่าเดินทางไปไกลก็ยิ่งต้องทิ้งร่องรอยไว้ ต่อให้เป็นคนที่เก่งกาจเพียงใดแต่การเดินทางไกลตัวคนเดียวย่อมมีขีดจำกัด แม้จะไม่ได้ใช้ชื่อจริงก็ต้องมีบันทึกว่ามีใครบางคนว่าจ้างให้คุ้มกันระยะยาวอยู่บ้าง
ทว่าเรื่องพรรค์นั้นกลับไม่มีหลงเหลืออยู่ที่ไหนเลย
“ถ้าอย่างนั้นคำตอบก็มีแค่สองทางค่ะ ข้อแรกคือตายระหว่างทางแล้วเงินก็ตกเกลื่อนกลาดอยู่ตามพื้น ส่วนอีกข้อหนึ่งก็คือ……” “อีกข้อคืออะไรเหรอ” “ตั้งใจลบร่องรอยทิ้งทั้งหมดค่ะ” “โอ้โห—”
สโนว์แสดงท่าทีสนใจในทฤษฎีสมคบคิดที่ถูกสรุปออกมาอย่างเป็นเหตุเป็นผล บีเซโน้มตัวท่อนบนเข้าไปหาเขาพลางลดเสียงลงกระซิบกระซาบ
“หรือว่าหัวหน้าจะมีความตั้งใจอื่นแอบแฝงถึงได้ยักยอกเงินไปกันแน่คะ” “ฮ่าๆ! ไม่ใช่หรอกมั้ง”
สโนว์ระเบิดหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดีราวกับได้ยินเรื่องตลกขบขัน
“หัวหน้าก็แค่ให้เพราะอีกฝ่ายขอเฉยๆ นั่นแหละ สำหรับหมอนั่นแล้ว เงินไม่ใช่สิ่งของที่มีค่าสำคัญอะไรขนาดนั้นหรอก” “เหรอคะ……”
คำตอบที่ยืนยันว่าไม่มีทางเป็นเช่นนั้นเด็ดขาดทำให้บีเซทำหน้าเซ็ง ดูท่าสมมติฐานนี้ก็คงจะผิดเหมือนกัน
“แต่ทำไมถึงมาถามเรื่องพวกนี้กับฉันล่ะ ไปถามหัวหน้าโดยตรงเลยก็น่าจะได้นี่”
ในตอนนั้นเอง สโนว์ก็ถามย้อนกลับมา ดูเหมือนเขาจะสงสัยว่าทำไมเธอถึงไม่ถามเจ้าตัวตรงๆ แต่กลับดั้นด้นเรียกตนมาถามแทน
บีเซตอบเลี่ยงๆ ไปอย่างส่งเดช
“……คุณสโนว์สนิทกับหัวหน้านี่คะ” “อ่า-”
สโนว์พยักหน้าหงึกหงักราวกับพอจะเข้าใจ
“บีเซ รู้สึกเกร็งกับหัวหน้าสินะ?” “…….”
บีเซปิดปากเงียบเหมือนถูกแทงใจดำ จริงอย่างที่เขาว่า บีเซรู้สึกเกร็งกับเอน็อค ตอนที่เจอกันครั้งแรกที่เฮตาร์ดินไม่ได้เป็นแบบนี้ ทว่ายิ่งได้เผชิญหน้ากันนานขึ้นเท่าไร การเข้าหาก็ยิ่งน่าอึดอัดใจขึ้นเรื่อยๆ
ถึงขนาดแปลกใจที่เซร่าเถียงสู้หัวหน้าโดยไม่ยอมแพ้เลยสักครั้ง
สโนว์ที่แกล้งทำเป็นมองข้ามความในใจของบีเซเอ่ยเสนอแนะด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“ถ้าสงสัยในเจตนาจริงๆ ก็ลองไปถามดูสิ” “เขาอาจจะโกหกก็ได้นี่คะ” “ไม่มีทางเป็นแบบนั้นหรอก”
สโนว์เอ่ยยืนยันอย่างมั่นอกมั่นใจต่อหน้าบีเซที่ยังไม่อาจสลัดความเคลือบแคลงทิ้งไปได้
“หัวหน้าไม่มานั่งตั้งหน้าตั้งตาซ่อนอะไรหรอก”
เขายิ้มกริ่ม
“ของพรรค์นั้นมีแต่พวกที่จำเป็นต้องทำเท่านั้นแหละถึงจะทำ” “…….”
สรุปก็คือ สื่อว่าหัวหน้าเป็นคนที่ไม่มีความจำเป็นต้องถึงขั้นโกหกเพื่อปิดบังอะไรเลย เพราะถึงไม่ต้องทำเรื่องยุ่งยากพรรค์นั้น เขาก็เป็นคนที่สามารถคว้าทุกสิ่งที่ต้องการมาได้อยู่แล้ว
“จะลองคิดดูแล้วกันค่ะ”
บีเซที่หลบสายตาของสโนว์ลุกขึ้นจากที่นั่ง เธอเดินตรงไปยังโต๊ะทำงานแล้วหยิบเอกสารที่เพิ่งตรวจทานเสร็จเป็นชิ้นสุดท้ายมากอดไว้แนบอก
“ฉันต้องขอตัวก่อนแล้วค่ะ” “อื้ม ไปดีมาดีนะ”
เมื่อได้ยินว่าจะไป สโนว์ก็โบกมือให้อย่างเป็นมิตร บีเซถอนหายใจ ‘เฮ้อ’ กับปฏิกิริยาที่ไม่เข้าใจความหมายเอาเสียเลย ก่อนจะอธิบายซ้ำอีกครั้ง
“……คุณสโนว์ต้องออกไปก่อน ฉันถึงจะออกไปได้สิคะ”
ต้องรักษาความปลอดภัยด้วยสิคะ บีเซเอ็ดสโนว์ด้วยน้ำเสียงดุ
“เธอนี่รอบคอบจริงๆ เลยน้า”
สโนว์ยกมือทั้งสองข้างขึ้นราวกับยอมจำนนแล้วรีบลุกขึ้นจากที่นั่ง
“รู้แล้ว! รู้แล้วน่า! แค่อุดอู้อยู่แต่ในบ้านก็พอแล้วใช่ไหมล่ะคะ!”
ดูเหมือนในที่สุดจะแพ้การปะทะฝีปาก เซร่าจึงเดินฟึดฟัดไปยังทิศทางที่เอน็อคพยายามจะลากเธอไป
ตรงข้ามกับเธอที่กำลังฮึดฮัด เอน็อคกลับกำลังดื่มด่ำกับชัยชนะด้วยใบหน้าภาคภูมิใจ
บีเซมองใบหน้านั้นด้วยสายตาค้อนขวับ พลางเอ่ยเรียกเอน็อคด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“หัวหน้าคะ……” “……?”
เอน็อคหันกลับมามองบีเซ รอยยิ้มภาคภูมิใจที่เคยผุดขึ้นขณะมองเซร่าเมื่อครู่พลันเลือนหายไปจนหมดสิ้นแล้ว
บีเซยื่นเอกสารที่เตรียมไว้ไปข้างหน้า
“ช่วยอนุมัติให้หน่อยค่ะ” “ไหนดูสิ”
เธอตั้งใจจะบอกให้เอากลับไปตรวจดูให้เรียบร้อยแท้ๆ แต่เอน็อคกลับไม่ยอมขยับไปไหนแล้วเปิดเอกสารพรึ่บพรั่บ เวลาที่เขาหยุดสายตาในแต่ละหน้ายังไม่ถึงสองสามวินาทีด้วยซ้ำ จนชวนสงสัยว่าอ่านรู้เรื่องจริงหรือเปล่า
บีเซจ้องมองเสี้ยวหน้าด้านข้างที่ไม่สัมผัสได้ถึงความกระตือรือร้นแม้แต่น้อย พลางลังเลว่าจะพูดสิ่งที่อยู่ในใจออกไปดีหรือไม่
“……พี่สาวทาสน่ะ-.”
แล้วในที่สุดเธอก็เปิดปากถามอย่างระมัดระวัง
“ราคาเท่าไหร่คะ” “……อะไรนะ”
เอน็อคที่กำลังดูเอกสารอยู่เงยหน้าขึ้นมาขวับ เขาขมวดคิ้วมุ่นเหมือนจะบอกให้พูดใหม่อีกรอบ สีหน้าของเขาบ่งบอกชัดเจนว่าคิดว่าตัวเองคงฟังผิดไป
บีเซเอ่ยคำถามของตนเองออกมาอย่างชัดถ้อยชัดคำอีกครั้ง
“ถามว่าเท่าไหร่ถึงจะยอมยกให้ฉันน่ะค่ะ” “เหอะ-”
เอน็อคที่ตระหนักได้ว่าตัวเองฟังไม่ผิดหลุดหัวเราะหึออกมา เขาดึงความสนใจกลับไปที่เอกสารอีกครั้งแล้วตอบกลับอย่างเด็ดขาด
“ให้เท่าไหร่ก็ไม่ยกให้” “ทำไมล่ะคะ!”
บีเซกระทืบเท้าตึงแล้วเค้นถาม ทั้งที่ปกติเอาแต่รังแกเขาทุกวันแท้ๆ! เมื่อเธอจ้องเขม็งด้วยสายตากล่าวโทษ เอน็อคก็โยนเหตุผลส่งๆ กลับมา
“อืม หน้าตาถูกใจมั้ง” “หน้าตา……เหรอคะ” “เพราะหน้าเหมือนคนที่ฉันรู้จักน่ะ” “……?”
ได้ยินแบบนั้นบีเซก็ยิ่งแสดงปฏิกิริยางุนงงสับสนหนักกว่าเดิม ถ้าหน้าเหมือนคนที่รู้จักก็ต้องทำดีด้วยไม่ใช่เหรอ สีหน้าของเธอสื่อออกมาแบบนั้นเป๊ะๆ
หน้าเหมือนใครกันแน่ถึงได้กระหายที่จะรังแกพี่สาวที่แสนดีและไร้เดียงสาคนนั้นขนาดนี้ บีเซมองเอน็อคด้วยสายตาค้อนขวับแล้วเอ่ยถามอย่างหาเรื่อง
“คนที่เหมือนนั่นเป็นใคร อะไร เป็นศัตรูคู่อาฆาตหรือไงคะ” “…….”
เอน็อคไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธคำพูดนั้น เขาเพียงยื่นเอกสารที่เซ็นชื่อครบถ้วนไร้ที่ติยัดใส่อ้อมแขนของบีเซ
“เอ้า เอาไปสิ”
พร้อมกับเอ่ยแสดงความยินดีด้วยน้ำเสียงแห้งแล้งอย่างยิ่ง
“ยินดีด้วยนะ ต่อไปนี้เรื่องใช้เงินก็ไม่ต้องแบกมาให้ฉันดูแล้ว” “…….”
อะไรเนี่ย ก็อ่านรู้เรื่องนี่นา บีเซรับเอกสารนั้นมาด้วยสีหน้างุนงง เธออยากจะสานต่อบทสนทนาก่อนหน้านี้อีกสักหน่อย แต่พอมันถูกตัดบทไปดื้อๆ แบบนี้ก็เลยทำไม่ได้แล้ว
ธุระก็เสร็จสิ้นแล้ว สิ่งที่เหลืออยู่มีเพียงการกลับไปที่ห้องทำงานเท่านั้น
“ยังไงก็อย่ารังแกพี่สาวทาสนะคะ!”
บีเซที่ต้องล่าถอยออกมาอย่างค้างคาใจเอ่ยเตือนด้วยท่าทีขึงขังเพื่อแสดงเจตจำนงว่าจะไม่ยอมอยู่เฉยแน่ๆ ก่อนจะสะบัดตัวหันหลังเดินจากไป
“…….”
แม้จะถูกปฏิบัติราวกับเป็นตัวร้ายอยู่ฝ่ายเดียวแต่เอน็อคก็ยังคงเฉยชา เอน็อคยักไหล่เบาๆ แล้วก้าวเท้าเดินต่อไป มันคือทิศทางที่มุ่งหน้าไปยังบ้านของเขา ที่ซึ่งทาสของเขาล่วงหน้าไปรออยู่ก่อนแล้ว
ขณะย่างก้าวไปตามเส้นทางที่ผู้คนเริ่มบางตาลงเรื่อยๆ เอน็อคก็มีสีหน้าครุ่นคิด
‘เป็นศัตรูกันหรือไงคะ’
ความจริงแล้ว คำถามของบีเซเอาแต่วนเวียนอยู่ในหัวของเขามาตั้งแต่เมื่อครู่ พร้อมกับใบหน้าของเด็กสาวที่แสดงท่าทางงุนงงต่อคำพูดที่ว่าไม่อาจยกให้ได้เพราะใบหน้าของยัยทาส
เมื่อหวนคิดทบทวนถึงคำถามนั้น มันก็ทำให้เขารู้สึกตระหนักขึ้นมาอีกครั้งว่าคนคนนั้นได้ตายไปแล้ว ในอดีต ยามที่ผู้หญิงคนนั้นยังมีชีวิตอยู่ ไม่เคยมีใครตั้งคำถามพรรค์นั้นกับเอน็อคเลยสักคน
เพราะมันเป็นเรื่องที่แน่ชัดยิ่งกว่าสิ่งใด
‘เป็นศัตรูกันหรือไงคะ’
ดังนั้น เขาจึงไม่อาจตอบออกไปส่งเดชได้ เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้รับคำถามเช่นนั้น
ช่างน่าน้อยใจนัก ในอดีต มันเป็นคำถามที่เขาเคยเฝ้ารอให้ใครสักคนช่วยถามออกมาแทบขาดใจ ทว่าคำพูดอันไร้ประโยชน์นั้นกลับเพิ่งมาได้ยินเอาป่านนี้
“…….”
เมื่อมาถึงละแวกบ้าน เอน็อคก็หยุดฝีเท้าลง เสียงความเคลื่อนไหวดังตึงตังเอะอะแว่วผ่านบานประตูที่มาร์คัสเพิ่งติดให้ใหม่ ขณะที่เขานึกภาพใบหน้าอันบึ้งตึงเปี่ยมไปด้วยโทสะของยัยทาส เขาก็พึมพำคำตอบที่ล่าช้าไปเนิ่นนานออกมาอย่างแผ่วเบา
“……ไม่ใช่หรอก”
ผู้หญิงที่หน้าตาเหมือนทาสของตนคนนั้น ไม่มีทางเป็นศัตรูของเขาอย่างเด็ดขาด
หากเมื่อครู่เขาตอบไปเช่นนี้ เด็กขี้สงสัยคนนั้นก็คงจะถามต่ออีกแน่
ถ้าไม่ใช่แล้วจะเป็นอะไรกันแน่ล่ะคะ
เมื่อถึงตอนนั้น เอน็อคก็คงจะได้ปลดเปลื้องความลับที่ตนเก็บงำไว้เพียงลำพังมาเนิ่นนานเสียที
เส้นผมสีน้ำเงินเข้มดั่งท้องฟ้ายามราตรี ใบหน้าขาวผุดผ่องยิ่งกว่าทุ่งหิมะ ดวงตาสีอเมทิสต์ที่ทอประกายสงบนิ่งลึกล้ำ หญิงสาวผู้เข้ากันได้ดีเหลือเกินกับบรรยากาศอันชวนไม่สบายใจของรุ่งอรุณคนนั้น
“รักแรก ของฉัน”
เคยเป็นรักแรกของเขา
“…….”
เอน็อคที่จบบทสนทนากับตนเองลงเปิดประตูเข้าไป
“อะไรกันคะ! ถ้าจะกลับมาเร็วขนาดนี้แล้วจะสั่งให้ฉันเฝ้าบ้านทำไมกัน! อดออกไปเที่ยวเล่นเลยเนี่ย!”
ยัยทาสที่วิ่งพรวดพราดออกมาเมื่อได้ยินเสียงปรี่เข้ามาชวนทะเลาะทันควัน เอน็อคยิ้มเจ้าเล่ห์อย่างยียวน
“ฉันรีบกลับมาเพราะกลัวว่าถ้ามาช้าเธอจะหึงไงล่ะ หืม” “เป็นบ้าเหรอคะ พูดจาอะไรแบบนั้นน่ะ อยากมีเรื่องเหรอ”
ยัยทาสทำหน้าขยะแขยงพลางกวาดสายตามองเขาอย่างเหยียดหยาม ใบหน้าที่เปี่ยมชีวิตชีวาขยับไหวทอประกาย บทสนทนาที่โต้ตอบกันอย่างสนิทสนมไร้ระยะห่างทำให้เอน็อคต้องตระหนักถึงความจริงขึ้นมาอีกครา
อ่า… ฉันเนี่ยนะ……. ฆ่าคนคนนั้นไปจริงๆ แล้วสินะ
กำลังโหลดความเห็น...