“[นิยาย] เมื่ออดีตชาติ ฉันเคยขายชาติมาแล้วค่ะ” มีฉากหรือเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่ กดยืนยันเพื่อเข้าชม เว็บจะจำไว้ในเบราว์เซอร์นี้
ตอนที่ 59
มัวแต่กัดกันไปมาจนกระทั่งราตรีคืบคลานเข้ามาอย่างรวดเร็ว คณะเดินทางที่ต้องจอดเกวียนลงตรงจุดที่ยังห่างไกลจากจุดหมายที่คาดไว้มากจึงตัดสินใจหาทำเลเหมาะๆ เพื่อค้างแรมกลางแจ้ง
“นี่เป็นครั้งแรกเลยนะคะที่ได้นอนในที่ที่ไม่มีหลังคา”
บีเซที่นั่งมองกองไฟจิบชาอย่างสง่างาม ทั้งที่เพิ่งเคยนอนกลางดินกินทรายเป็นครั้งแรกจนน่าจะมีเรื่องให้บ่น ทว่าเมื่อฟังจากน้ำเสียงที่แอบตื่นเต้นแล้ว ดูก็รู้ว่าในใจลึกๆ เจ้าตัวกำลังตั้งตารออยู่
“จากนี้ไปก็ต้องนอนกลางแจ้งตลอดนั่นแหละ เพราะมีเกวียนอยู่เลยข้ามภูเขาไปไม่ได้ ต้องอ้อมไปตามทางไกลน่ะสิ”
ทั้งไม่สะดวกสบายเอามากๆ แถมยังเหนื่อยสายตัวแทบขาด เอน็อคดับฝันอันแสนรื่นรมย์ของเด็กสาวด้วยการตอกย้ำความจริงอันโหดร้ายเข้าให้
“แล้วต้องไปอีกไกลแค่ไหนเหรอคะ” “ถ้าไปด้วยความเร็วเท่าวันนี้ ก็ต้องไปอีกอย่างน้อยหนึ่งสัปดาห์”
แค่คิดว่าจะต้องนอนกลางแจ้งตั้งหนึ่งสัปดาห์ เซร่าก็เริ่มรู้สึกหน้ามืดตาลายขึ้นมาเสียแล้ว
“กิลด์ซิกนัสอยู่ไกลกว่าที่คิดไว้อีกนะคะเนี่ย”
ทว่าบีเซกลับพยักหน้าอย่างพึงพอใจแม้จะได้ยินว่าการเดินทางจะยาวนานขึ้น ดูเหมือนยิ่งห่างไกลจากเฮตาร์ดินเท่าไร เจ้าตัวก็ยิ่งร่าเริงขึ้นเท่านั้น
จากนั้นเธอก็ปรับสีหน้าพลางเชิดหน้าขึ้นแสร้งทำเป็นหยิ่งทะนงแล้วเอ่ยขึ้น
“ได้คนเก่งอย่างหนูไปด้วย ท่านวีรบุรุษนี่โชคดีจังเลยนะคะ”
เป็นการยกยอตัวเองที่คุ้นหูเหลือเกิน หรือเพราะเป็นชะตากรรมที่ต้องมาเจอกันจริงๆ หัวหน้ากิลด์เป็นแบบไหน สมาชิกกิลด์ก็ถอดแบบกันมาเป๊ะๆ
“เรียกฉันว่าหัวหน้าเฉยๆ เถอะ”
ในทางกลับกัน เอน็อคทำสีหน้าไม่ชอบใจกับคำเรียกขานว่า ‘ท่านวีรบุรุษ’ จึงเอ่ยแก้ให้ถูกต้อง เซร่าคิดว่าถ้ามีคนเรียกเขาว่า ‘ท่านวีรบุรุษ’ เขาจะทำท่าทางวางก้ามเสียอีก ผิดคาดแฮะ
“เพราะสมาชิกกิลด์ทุกคนก็เรียกแบบนั้น” “……!”
คำพูดที่เสริมขึ้นมาอย่างไม่ใส่ใจทำให้ใบหน้าของบีเซเปล่งประกายด้วยความยินดี หากจะให้อธิบายความรู้สึกของเธอในตอนนี้ละก็ คงกำลังดีใจที่ได้รับการยอมรับให้เป็นส่วนหนึ่งของกิลด์ตั้งแต่ยังไม่ทันได้เหยียบเข้าไปข้างในเสียด้วยซ้ำ
“พี่สาวเป็นผู้มีภูมิคุ้มกันนี่คะ แล้วทำไมถึงได้เข้าไปอยู่ในกิลด์ได้ล่ะคะ”
เด็กน้อยที่พยายามหุบยิ้มไม่ให้มุมปากกระตุกหันเหความสนใจมาทางเซร่าแทน แววตาที่จ้องมองมาอย่างตรงไปตรงมานั้นสื่อให้เห็นชัดเจนว่าอยากถามคำถามนี้จนแทบจะทนไม่ไหวมาตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว
จะอธิบายเรื่องราวอันยาวเหยียดและรันทดของตัวเองอย่างไรดีนะ เซร่าที่กำลังขบคิดจึงตอบกลับไปโดยสรุปเฉพาะใจความสำคัญที่สุด
“ก็คล้ายๆ กับเธอนั่นแหละ” “โอ้โห—” “กำลังใช้แรงงานชดใช้ค่าต่อชีวิตอยู่น่ะ” “โอ้โฮ—”
ไม่ใช่เรื่องเล่าที่น่าสนุกอะไรแท้ๆ แต่ปฏิกิริยาตอบรับกลับดีเยี่ยมสุดๆ ไม่รู้ว่าเพราะอะไร แต่บีเซกำลังแสดงความรู้สึกชื่นชอบเซร่าอย่างชัดเจน ทั้งที่กำลังมองดวงตาสีม่วงคู่นั้นอยู่แท้ๆ
เด็กน้อยขยับตัวเข้ามานั่งเบียดชิดเซร่า แล้วกระซิบถามด้วยน้ำเสียงที่เป็นกันเองมากกว่าเมื่อครู่อย่างเห็นได้ชัด
“ถ้ากลับไปแล้ว ช่วยให้หนูดูสัญญาหน่อยนะคะ” “หือ” “สัญญาที่พี่สาวตกลงว่าจะชดใช้ค่าต่อชีวิตไงคะ”
ไม่ว่าจะเป็นหนังสือสัญญาความเป็นทาส ประเมินมูลค่าชีวิตไว้ที่เท่าไร จะชดใช้อย่างไร ต้องจ่ายคืนให้หมดเมื่อไร จะแปลงแรงงานในระดับที่กำหนดให้เป็นมูลค่าเท่าไร บลาๆๆๆ……
บีเซที่จู่ๆ ก็ขอดูสัญญาเอ่ยไล่เรียงข้อสงสัยทีละข้อออกมาอย่างคล่องแคล่วไม่ติดขัด
“……?”
แน่นอนว่าเซร่าได้แต่เอียงคอด้วยสีหน้าไม่เข้าใจแม้แต่น้อย
ทาสก็คือทาสสิ จำเป็นต้องมีหนังสือสัญญาด้วยเหรอ ในยุคที่เธอเคยมีชีวิตอยู่ แค่จับใครมาสักคนแล้วบอกว่า ‘ตั้งแต่วันนี้ไปแกคือทาสของข้า’ คนคนนั้นก็กลายเป็นทาสแล้ว ถ้าจะนับการประทับตรายางที่ลบไม่ออกลงบนร่างกายแทนหนังสือสัญญาว่าเป็นสัญญาล่ะก็ มันก็คงใช่ละมั้ง……
ทว่าเรื่องพวกนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเซร่าเลยสักนิด
“ของพรรค์นั้น ไม่มีหรอกนะ” “คะ?! ไม่สิ พี่สาวคะ เรื่องแค่นั้นยังไม่ได้กำหนดไว้ให้ชัดเจน แต่กลับยอมเป็นทาสแต่โดยดีเนี่ยนะคะ”
พอบอกไปตามความจริงว่าไม่มี บีเซก็ทำหน้าเหมือนถูกฟ้าผ่าใส่
และในวินาทีถัดมา เธอก็เอ่ยด้วยแววตาที่ผสมปนเปกันระหว่างความเวทนากับความเอือมระอาอย่างพอดิบพอดี
“พี่สาวเนี่ย ออกจะไร้เดียงสาไปหน่อยนะคะ” “……?!”
คราวนี้เซร่าเป็นฝ่ายทำหน้าเหมือนถูกฟ้าผ่าใส่บ้างเมื่อได้ยินถ้อยคำที่เพิ่งเคยฟังเป็นครั้งแรกในชีวิต
ตอนนั้นเอง เอน็อคที่นิ่งเงียบอยู่ก็พูดแทรกขึ้นมา
“อย่าพูดจาไร้สาระแล้วไปนอนได้แล้ว”
เขาตัดบทสนทนาอย่างเด็ดขาดแล้วส่งสายตากดดันบีเซว่าทำไมยังไม่รีบไปอีก ช่างเข้ามาแทรกบทสนทนาได้ถูกจังหวะเสียจริง จังหวะเหมาะเหม็งเกินไปแล้ว ราวกับคนมีชนักติดหลังอย่างไรอย่างนั้น
“ค่า……”
บีเซพยักหน้าด้วยสีหน้าเหมือนเข้าใจทุกอย่างแจ่มแจ้ง พลางตบไหล่เซร่าเบาๆ ปุๆ เป็นเชิงให้กำลังใจ
“ราตรีสวัสดิ์นะคะ พี่สาว”
จะมุดเข้าไปนอนเฉยๆ ก็ได้แท้ๆ แต่ยังอุตส่าห์โบกมือลาบอกฝันดีอีก ในเวลาแบบนี้ก็ยังเป็นเด็กอยู่วันยังค่ำ ใครกันแน่ที่ไร้เดียงสา เซร่าไม่ละสายตาไปจากแผ่นหลังที่กำลังเดินไปยังช่องเก็บสัมภาระของเกวียน พลางเอ่ยเรียกเอน็อคที่กำลังเตรียมที่นอนอย่างไม่สะทกสะท้าน
“นายท่านคะ”
เหมือนจะมีอะไรติดค้างอยู่ในใจ แผ่นหลังของเอน็อคที่กำลังคลี่ถุงนอนจึงสะดุ้งไหววูบหนึ่งทันที เซร่าทอดมองเอน็อคอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยความคลางแคลงใจที่เพิ่งผุดขึ้นมาในหัว
“คิดเห็นยังไงกับคำพูดของบีเซเหรอคะ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เอน็อคก็ขยับตัวทำธุระต่ออย่างเป็นธรรมชาติราวกับเมื่อครู่ไม่ได้ชะงักไปแม้แต่น้อย แล้วตอบกลับมา
“ฉันคิดว่ามันหมดอายุความไปนานมากแล้วน่ะสิ” “……อืม”
แม้จะเป็นคำพูดที่ค่อนข้างหน้าด้านไปหน่อย แต่น่าประหลาดใจที่เธอไม่ได้รู้สึกไม่พอใจอะไร หากเธอรู้ความจริงเรื่องนี้เมื่อไม่กี่วันก่อน เธอคงจะกระโจนเข้าใส่พลางเรียกร้องให้ร่างสัญญาที่ถูกต้อง หรือไม่ก็คงยืนกรานตัดความสัมพันธ์โดยอ้างว่าตนไม่ใช่ทาสของเขาไปแล้ว ทว่า……
‘ตอนนี้สถานการณ์มันเปลี่ยนไปแล้วนี่นา’
เธอเพิ่งตระหนักได้เมื่อวานนี้เองว่าการอยู่ข้างกายเอน็อคนั้นปลอดภัยและสุขสบายเพียงใด เซร่าไม่อยากปฏิเสธที่นั่งเกาะชายเสื้อวีรบุรุษอยู่แบบฟรีๆ ตอนนี้หรอก
ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าเธอจะดีใจที่ถูกปฏิบัติเหมือนเป็นทาสหรอกนะ แต่อย่างไรเสีย อย่างนานที่สุดก็แค่สามปีเท่านั้นเองนี่นา……
เซร่าทึ่งในทักษะการหาเหตุผลเข้าข้างตัวเองที่นับวันยิ่งพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ เธอผุดลุกขึ้นแล้วเดินเข้าไปหาเอน็อคที่มุดตัวเข้าไปอยู่ในถุงนอนเรียบร้อยแล้ว
“……อะไร”
เอน็อคเหลือบมองเซร่าด้วยสายตาหวาดระแวง เขาเข้าใจผิดคิดว่าเธอจะมาเอาคืนเรื่องเมื่อกี้เสียอย่างนั้น
เซร่าซึ่งบัดนี้ไม่มีความคิดพรรค์นั้นอยู่ในหัวแม้แต่น้อยจึงตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงผึ่งผาย
“หนาวค่ะ”
เอน็อคขมวดคิ้วเล็กน้อย
“แล้วจะให้ทำไง”
เขาพยักพเยิดหน้าไปรอบๆ เป็นเชิงบอกให้หาอะไรแถวนั้นมาห่มนอนเหมือนเคย สมกับเป็นท่านวีรบุรุษเจ้าคิดเจ้าแค้น ดูท่าจะยังเจ็บใจไม่หายที่โดนด่าว่าบังคับม้าได้เฮงซวยบรม แต่เนื่องจากมหาจอมเวทเซร่า โรเซนบอมผู้ยิ่งใหญ่เป็นคนใจกว้างดั่งมหาสมุทร เธอจึงเอ่ยย้ำอีกครั้งด้วยสีหน้าที่ไม่หลงเหลือความขุ่นเคืองจากเรื่องเมื่อครู่เลยสักนิด
“หนาวค่ะ”
คืนนี้เธอก็ไม่มีความคิดที่จะนอนหนาวเหน็บแม้แต่น้อย ป่าอยู่ไกลแถมต้นหญ้ารอบๆ ก็เปียกชื้นไปหมด ไม่มีอะไรพอจะเอามาห่มนอนได้เลย
หากเป็นเมื่อก่อน ต่อให้ต้องหนาวตายก็คงไม่ยอมปริปากขอร้องเอน็อคแน่ ทว่าเซร่าได้ละทิ้งความแค้นในอดีตและตัดสินใจจะตักตวงผลประโยชน์จากเขาแล้ว อีกอย่าง เซร่ารู้ดีแก่ใจว่าเอน็อคทำหน้าที่เป็นเตาผิงมนุษย์ได้อย่างยอดเยี่ยมเพียงใด
ยิ่งไปกว่านั้น ถ้านอนกับเขาในคืนนี้ บาดแผลที่เกิดขึ้นตอนไหนก็ไม่รู้คงได้รับการเยียวยาจนหมด แน่นอนว่าการนอนแนบเนื้อกันอาจจะทำให้รู้สึกแปลกๆ อยู่บ้างก็เถอะ
แต่ธรรมดาแล้วไม่มีสิ่งใดได้มาโดยไร้การเสียสละ เรื่องแค่นั้นเธอแกล้งทำเป็นมองข้ามไปได้อยู่แล้ว
“…….”
อุตส่าห์ปูทางให้โจ่งแจ้งขนาดนี้แล้วแท้ๆ แต่เอน็อคกลับไม่เข้าใจความหมายนั้นอยู่นานผิดวิสัย เซร่าที่ซ่อนเจตนาร้ายเอาไว้จึงได้แต่นิ่งรอคำตอบจากเขา
หลังความเงียบที่ไม่ได้สั้นหรือยาวจนเกินไปผ่านพ้นไป เขาก็แง้มถุงนอนที่รูดปิดไว้อย่างแน่นหนาออกเล็กน้อยพลางเอ่ยถาม
“แล้วไง จะเข้ามานอนในนี้เหรอ” “ขอบคุณค่ะ”
เซร่ารีบคว้าข้อเสนอนั้นไว้ทันควันราวกับรอคอยอยู่แล้ว เธอแทรกตัวเข้าไปในอ้อมอกของเอน็อคอย่างรวดเร็วแล้วจัดแจงท่านอนให้เข้าที่ โชคดีที่ถุงนอนค่อนข้างกว้างขวาง ต่อให้เข้าไปอยู่กันสองคนก็ยังมีพื้นที่เหลืออยู่อีกนิดหน่อย
“ฮ้า ประสิทธิภาพยอดเยี่ยมที่สุดจริงๆ”
เซร่าที่ซุกจมูกลงกับแผงอกของเอน็อคหลับตาลงด้วยสีหน้าพึงพอใจอย่างแท้จริง
แล้วเธอก็ผล็อยหลับไปในทันที เซร่าที่คลายความระแวดระวังที่มีต่อเอน็อคจนหมดสิ้นได้ดิ่งตรงสู่นิทราอย่างรวดเร็วถึงเพียงนั้น คร็อก ฟี้ ได้ยินเสียงลมหายใจของคนที่หลับสนิท
บีเซก็หลับ เซร่าก็หลับ คนที่ข่มตาไม่หลงมีเพียงคนเดียว นั่นคือเอน็อค
“…….”
เขาที่ตาสว่างโร่ปรายตามองกองไฟทีหนึ่ง แล้วก้มมองเซร่าที่หลับใหลอยู่ในอ้อมอกของเขาอีกทีหนึ่ง
จากนั้นก็พึมพำออกมาอย่างไม่เข้าใจเอาเสียเลย
“สรุปว่า คิดจะฆ่าฉัน หรือจะไม่ฆ่ากันแน่เนี่ย……”
เมื่อตกอยู่ในสถานการณ์คลุมเครือจนจับต้นชนปลายไม่ถูก เอน็อคจึงได้แต่กวาดสายตามองเซร่าด้วยความกังขา
ความจริงแล้ว เขารู้ตัวมาตั้งแต่วันแรกที่ออกเดินทาง ว่าเธอกำลังคอยหาจังหวะเพื่อจะฆ่าเขา
เจ้าตัวอาจจะคิดว่าซ่อนมันไว้เป็นอย่างดี แต่ตลอดเวลาที่ขี่ม้าเดินทางด้วยกัน มันเห็นได้ชัดเจนเหลือเกินว่าเธอกำลังใจลอยไปคิดเรื่องอื่น ต่อให้ไม่อยากรับรู้ ก็ไม่อาจมองข้ามความจริงที่ว่าเธอกำลังวางแผนการชั่วร้ายอยู่ลับหลังได้เลย
แม้ทาสสาวจะยังคงบ่นพึมพำกระปอดกระแปดเหมือนทุกที แต่บางครั้งบางคราว เธอก็มองมาที่เขาด้วยแววตาคมกริบ
ตัดสินจากประสบการณ์ที่ผ่านมา แววตาแบบนั้นเป็นสายตาของคนที่หมายเอาชีวิตเอน็อคอย่างไม่ต้องสงสัย
การที่มีใครสักคนปรารถนาให้เขาตายไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรสำหรับเอน็อค เขามีชีวิตอยู่มาอย่างยาวนาน ผ่านสงครามมานับครั้งไม่ถ้วน และมีศัตรูมากหน้าหลายตาตามจำนวนศึกที่ผ่านมา
เขาจึงไม่ใช่พวกอ่อนไหวง่ายถึงขั้นจะมารู้สึกรู้สาอะไรกับการที่ทาสของตนเก็บซ่อนจิตสังหารเอาไว้ในตอนนี้
ตรงกันข้าม แค่สิ่งมีชีวิตที่ไม่อาจทนได้แม้แต่หมัดเดียวกลับมีความคิดอาจหาญถึงเพียงนี้ มันทั้งน่าขันและน่ายกย่องจนเขานึกอยากรอดูด้วยความคาดหวังเสียด้วยซ้ำ ว่าเธอจะถือมีดพุ่งเข้ามาหาเขาเมื่อไร
ไม่ว่าอย่างไร ต่อให้อีกฝ่ายจะทำอะไรลงไป สิ่งที่หวังไว้ก็ไม่มีทางเป็นจริงได้อยู่แล้ว เช่นเดียวกับที่เคยเป็นมาตลอดยุคสมัยอันยาวนาน
“ว่าจะแค่ฆ่าทิ้งให้จบๆ ไปแท้ๆ……”
สายตาของนายท่านที่จับจ้องไปยังทาสผู้หลับสนิทเย็นเยียบลง แม้เธอจะไม่มีทางทำอันตรายใดๆ ต่อเขาได้ แต่นั่นก็เป็นคนละเรื่องกัน เอน็อคตั้งใจไว้ว่าทันทีที่เธอนำเจตจำนงในใจมาลงมือปฏิบัติจริง เขาก็จะกำจัดเธอทิ้งเสีย
เพราะไม่มีเรื่องไหนน่ารำคาญไปกว่าการเก็บคนที่เกลียดชังตนไว้ข้างกายอีกแล้ว
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงอุตส่าห์จงใจสร้างสถานการณ์เพื่อให้ทาสสาวได้ลงมืออย่างสะดวก เขาแกล้งเปิดช่องว่างขณะบังคับม้า เปลือยหลังเปล่าเปลือยไร้อาภรณ์ป้องกันให้เธอกะจังหวะแทงได้ง่ายๆ ยามนอนหลับในคฤหาสน์ก็ไม่ได้ลงกลอนประตู ทั้งยังตั้งใจนั่งหันหลังให้หน้าผาตอนที่ออกไปปราบเฮตาเสียด้วยซ้ำ……
ทว่าทาสสาวกลับปล่อยให้โอกาสนับไม่ถ้วนเหล่านั้นหลุดลอยไปทั้งหมด พอเขาปล่อยให้เธอซบตัวลงเพื่อกะจะให้ลงมือ เธอดันเอาแต่หลับจริงๆ พอยอมหันแผ่นหลังให้ เธอกลับเอาแต่จ้องมองชื่นชมอย่างตั้งอกตั้งใจ แม้จะแง้มประตูห้องไว้เพื่อให้ลอบบุกเข้ามาได้ง่ายๆ แต่ตลอดทั้งคืนก็ไม่แม้แต่จะโผล่หัวมาให้เห็น
อย่างน้อยเธอก็เคยเด็ดผลไม้พิษหวังจะยัดเข้าปากเขาอยู่หรอก ทว่าพอได้ฟังเรื่องเล่าของเอน็อค เธอกลับยัดมันเข้าปากตัวเองเสร็จสรรพ จากนั้นก็กลิ้งลงมาคุกเข่าอ้อนวอนอยู่บนตักของเขา
‘ถ้าไม่เป็นการรบกวน ช่วยไว้ชีวิตฉันหน่อยได้ไหมคะ’
ต่อให้เป็นเอน็อคที่มีชีวิตมานานหลายร้อยปี ความหน้าด้านหน้าทนระดับนั้นก็ยังทำให้เขาตกตะลึงไปชั่วขณะ
โดยปกติแล้ว คนเรามักไม่เกาะแข้งเกาะขาอ้อนวอนคนที่ตนเกลียดจนอยากฆ่าให้ตายด้วยท่าทางแบบนั้นไม่ใช่หรือไง เอน็อคยังคงรู้สึกเหลือเชื่อกับการกระทำที่หลุดโลกเกินขอบเขตคนธรรมดาของเธออยู่จนถึงตอนนี้
ไม่เพียงเท่านั้น ยัยทาสอวดดียังบังอาจมาเวทนาสงสารเอน็อคอีกด้วย ทั้งหมดเป็นเพราะเรื่องของเฮตาร์ดิน เพราะพวกที่อาศัยอยู่ที่นั่นมักจะแสดงท่าทีหยาบคายใส่เขาเสมอ
ทั้งที่ตัวเองไม่มีความจงรักภักดีหรือสายใยผูกพันอะไรกับเขาแม้แต่น้อย แต่ทาสสาวกลับแสดงความไม่พอใจออกมาทุกครั้งที่เห็นท่าทีของพวกชาวบ้านที่มีต่อเขา แม้เจ้าตัวจะไม่รู้ตัวเลยก็ตาม ช่างเป็นเรื่องที่น่าขบขันสิ้นดี
“ทั้งที่ตัวเองคิดจะฆ่าฉันแท้ๆ”
เธอคอยแต่จะหาทางคิดฆ่าเขาอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน แต่พอยื่นโอกาสให้กลับคว้าเอาไว้ไม่ได้ พอเขาพูดอะไรก็ยอมรับฟัง แถมยังมารู้สึกเข้าอกเข้าใจเขาโดยไม่รู้สาเหตุ และยอมล้มเลิกแผนการที่วางไว้เพียงเพราะคำพูดไม่กี่คำ
แถมตอนนี้ยังมานอนหลับปุ๋ยอยู่ในอ้อมอกของเอน็อคเสียอีก
ในบรรดาผู้คนที่เคยหมายปองชีวิตของเอน็อคมาทั้งหมด เธอคือมือสังหารคนแรกที่ขี้เกียจ ไม่มีความคงเส้นคงวา และไร้ซึ่งความมุ่งมั่นเอาจริงเอาจังถึงขนาดนี้
มาถึงขั้นนี้แล้ว เขาไม่มั่นใจเสียด้วยซ้ำว่าเธอเกลียดชังเขาจริงๆ หรือเป็นอะไรกันแน่
‘ฆ่าทิ้งไปเลยดีไหมนะ’
ด้วยเหตุนี้ ในชั่วพริบตาที่เอน็อคกำลังคิดชั่งใจว่าจะกำจัดต้นเหตุทิ้งไปให้สิ้นซากโดยไม่ต้องมามัวคำนึงถึงเรื่องนู้นเรื่องนี้ดีหรือไม่นั้นเอง
“……?”
จู่ๆ เขาก็เกิดความรู้สึกเดจาวูราวกับเคยพานพบสถานการณ์คล้ายคลึงกันนี้มาก่อนในอดีต หากจะพูดให้ถูกต้องไม่ใช่สิ่งที่เอน็อคประสบด้วยตัวเอง แต่เป็นเรื่องของคนอื่นที่เขาเคยได้ยินมา
นั่นคือเมื่อไม่กี่ปีก่อน เคยมีเหตุการณ์ที่คนรักซึ่งคบหากันมานานของสโนว์ถือมีดกวัดแกว่งเข้าใส่เขา เพราะเข้าใจผิดว่าเขานอกใจไปมีหญิงอื่น ตามคำบอกเล่าของผู้เห็นเหตุการณ์กล่าวว่า คนรักของสโนว์ชักดาบออกมาด้วยท่าทีที่ตั้งใจจะฆ่าเขาให้ตายจริงๆ
‘สโนว์ ได้ยินว่านายเกือบถูกฆ่าตายงั้นเหรอ’
เอน็อคที่เพิ่งได้ยินข่าวนั้นช้าไปหนึ่งวันเอ่ยถาม
‘แล้วเอาคนรักของนายไปฝังไว้ที่ไหนล่ะ’
เอน็อคคิดไปเองโดยธรรมชาติว่าสโนว์คงจะกำจัดคนรักคนนั้นทิ้งไปแล้ว
‘โธ่ หัวหน้า พูดจาโหดเหี้ยมแบบนั้นออกมาได้ยังไงกันครับ’
ทว่าสโนว์กลับทำท่าตกใจเกินจริงราวกับได้ยินสิ่งที่ไม่ควรได้ยิน
‘ความหึงหวงมันก็เป็นแบบนั้นแหละครับ’
แม้จะอยู่ในสภาพที่มีผ้าพันแผลพันทบไปมาจนทั่วทั้งแขนและขา เขาก็ยังคงส่งยิ้มกว้างด้วยสีหน้าของคนที่ตกอยู่ในห้วงแห่งความรัก
‘ถ้าชอบมากๆ มันก็เป็นแบบนั้นได้ทั้งนั้นแหละครับ~’
ในตอนนั้นเขาคิดว่า ชอบมากจนถึงขั้นจะฆ่าให้ตายเนี่ยนะ ในโลกนี้มีเรื่องพรรค์นั้นด้วยหรือยังไง
ทว่า
“…….”
เมื่อเอน็อคขบคิดถึงคำพูดของสโนว์ซ้ำไปซ้ำมา เขาก็ย้อนนึกถึงพฤติกรรมที่ไม่คงเส้นคงวาของยัยทาสที่ทำให้เขาต้องคิดหนักตลอดหลายวันที่ผ่านมา
ทั้งระแวดระวังแต่ก็ยังพิงกายเข้ามา ทั้งตั้งใจจะฆ่าแต่ก็ล้มเลิกไปในจังหวะชี้เป็นชี้ตาย ทั้งรู้สึกเวทนาในชะตากรรมของเขา และทั้งที่ถุงนอนก็มีอยู่อีกอันแท้ๆ แต่กลับยังมุดเข้ามาในอ้อมอก
ในระหว่างนั้น ความเป็นไปได้ใหม่ประการหนึ่งซึ่งไม่เคยคาดคิดมาก่อนก็เริ่มขดตัวก่อร่างขึ้นมาในหัวของเอน็อค
หากว่ายัยทาสไม่ได้ตั้งใจจะฆ่าเขาจริงๆ แต่แค่กำลังหึงหวงเหมือนอย่างคนรักของสโนว์ล่ะ?
พอมาลองคิดดูแล้ว ช่วงเวลาที่ยัยทาสเริ่มทำตัวแปลกไปก็คือหลังจากที่เขาพูดว่าดีแล้วที่เธอไม่ได้รู้สึกอะไรกับเขา หากว่าเธอแค่รู้สึกน้อยใจในคำพูดนั้นจนแสดงอาการแง่งอนออกมาล่ะ?
เมื่อคิดได้เช่นนั้น การกระทำต่างๆ ที่ดูก้ำกึ่งเกินกว่าจะมองว่ามีเพียงความเกลียดชังและความโกรธแค้นปะปนอยู่ก็เริ่มลงล็อกเข้ากันได้พอดีอย่างเหมาะเจาะ
“อา อะไรกันเนี่ย”
เอน็อคที่ในที่สุดก็ค้นพบคำตอบหลุดหัวเราะออกมาอย่างโล่งอกแกมขบขัน
“บอกว่าไม่ใช่แท้ๆ”
วีรบุรุษผู้เผยสีหน้าปลอดโปร่งโล่งใจสมกับที่ครุ่นคิดมาเนิ่นนานพึมพำออกมาด้วยน้ำเสียงพึงพอใจ
……ยัยนี่ ชอบฉันอยู่นี่หว่า
กำลังโหลดความเห็น...