“[นิยาย] เมื่ออดีตชาติ ฉันเคยขายชาติมาแล้วค่ะ” มีฉากหรือเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่ กดยืนยันเพื่อเข้าชม เว็บจะจำไว้ในเบราว์เซอร์นี้
ตอนที่ 63
เรื่องราวมันเริ่มต้นขึ้นเมื่อม่านการแสดงกำลังจะเปิดฉาก
เดิมทีสโนว์ไม่ได้สังกัดกิลด์ซิกนัส ย้อนกลับไปเมื่อห้าปีก่อน เขายังเป็นสมาชิกของกิลด์อัลแทร์ซึ่งตั้งอยู่ติดกันถัดจากป่าโรวด์โดยมีซิกนัสเป็นจุดอ้างอิง เขาเล่าว่าบังเอิญได้เข้าร่วมการปราบปรามหนามร่วมกับกิลด์ซิกนัสแล้วเกิดติดใจ เลยย้ายสังกัดมาอยู่ที่นี่
จะเรียกว่าย้ายสังกัดก็พูดได้ไม่เต็มปากเพราะไม่ได้ผ่านขั้นตอนอย่างเป็นทางการ เขาแค่แอบหนีออกจากอัลแทร์กลางดึกแล้วมุดเข้ามาหลบในกิลด์ซิกนัสหน้าตาเฉย ปีนข้ามกำแพงป้องกันที่ในตอนนั้นสูงกว่าหัวเขาเพียงนิดเดียวเข้ามาได้อย่างง่ายดาย
“เดี๋ยวนี้กำแพงป้องกันสูงขึ้นตั้งเยอะเลยใช่ไหมล่ะ ทั้งหมดนั่นน่ะเป็นเพราะฉันเลยนะ”
มันไม่ใช่เรื่องที่น่ายกเอามาอวดเลยสักนิด แต่สโนว์ก็ยังพล่ามน้ำไหลไฟดับว่าตนเองมีคุณูปการอย่างยิ่งใหญ่ต่อระบบรักษาความปลอดภัยของกิลด์
มีเรื่องเล่าว่าหลังจากสโนว์ย้ายมาซิกนัส ทางอัลแทร์ก็ส่งแรงกดดันมาไม่หยุดหย่อนเพื่อขอตัวเขากลับไป ทว่าซิกนัสก็ไม่ใช่กิลด์ประเภทที่จะยอมสยบต่อคำขู่พรรค์นั้น และเหนือสิ่งอื่นใดคือเจ้าตัวเป็นฝ่ายดันทุรังบุกเข้ามาอยู่เอง ทางนี้จึงแกล้งทำไขสือว่าไม่รู้เรื่องรู้ราวด้วยเสียเลย
กิลด์อัลแทร์หมดความอดทนจนถึงขั้นบอกว่าจะบุกมาเยือนซิกนัสด้วยตัวเองเพื่อลากตัวสโนว์กลับไป แต่ก็ถูกปฏิเสธกลับไปทุกครั้ง
เพราะในมุมมองของซิกนัสแล้ว ไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องเปิดเผยพื้นที่ภายในให้สมาชิกของกิลด์ข้างเคียงที่กำลังแย่งชิงสิทธิ์ในการดูแลพื้นที่เข้ามาดู เพียงเพราะคนคนเดียวอย่างสโนว์
หนำซ้ำยังระแวงด้วยซ้ำว่าอีกฝ่ายกำลังใช้สโนว์เป็นข้ออ้างเพื่อหาทางเข้ามาสอดแนมซิกนัสหรือเปล่า
ทางอัลแทร์โมโหจนแทบคลั่งพลางโวยวายว่าเป็นเรื่องไร้สาระ แต่ซิกนัสก็ไม่ยอมอ่อนข้อและลงกลอนประตูปิดตายอย่างแน่นหนา
“แล้วยังไงต่อคะ เกิดสงครามขึ้นเหรอ”
เซร่าที่กำลังฟังอยู่เอ่ยแทรกขึ้นมา เรื่องราวที่คิดว่าคงไม่มีอะไรกลับน่าสนใจเกินคาดจนสีหน้าของเธอดูอินไปกับเรื่องเล่าอย่างเต็มที่
สโนว์กระดิกนิ้วไปมาซ้ายขวาพลางบอกว่าจะไปเป็นแบบนั้นได้ยังไง
“ไม่มีทางหรอก~ มีคนอย่างหัวหน้าปักหลักค้ำคออยู่ทั้งคน ไอ้บ้าหน้าไหนจะกล้าประกาศสงครามกับซิกนัสกัน”
เล่ากันว่ากิลด์อัลแทร์จึงยื่นคำขาดมาแทนว่า ไม่ว่าสโนว์จะอยู่ที่ไหน เขาก็ยังเป็นคนในสังกัดของพวกเขาอยู่ดี ดังนั้นต้องปฏิบัติต่อเขาในฐานะแขกเท่านั้น
กิลด์ซิกนัสที่ตัดสินใจประนีประนอมในจุดนี้ จึงแบ่งห้องในอาคารกิลด์ให้สโนว์ห้องหนึ่ง แล้วปฏิบัติต่อเขาในฐานะแขกอย่างเคร่งครัด
มีที่กินที่นอนให้ ทว่าเขาไม่สามารถครอบครองบ้านพักอาศัยเหมือนคนอื่นได้ ทั้งยังไม่ได้รับเงินปันผลที่สมาชิกกิลด์ทุกคนพึงได้ และไม่สามารถแต่งงานอย่างเป็นทางการภายในกิลด์ซิกนัสได้อีกด้วย
สรุปสั้นๆ ก็คือ สโนว์เนี่ย……
“นายเป็นแค่ผู้อาศัยหรอกเหรอคะ”
สโนว์แสร้งทำหน้าเศร้าสร้อยทันทีเมื่อได้ยินคำเรียกที่ขีดเส้นแบ่งอย่างไม่ไว้หน้า
“พูดแบบนั้นฉันก็เสียใจแย่สิ~ ฉันน่ะผูกพันกับซิกนัสขนาดไหนกัน”
ผูกพันทางกายล่ะสิไม่ว่า…… เซร่ามองเขาด้วยสายตาที่ฟ้องว่า ‘คนอย่างนายเนี่ยนะ’ สโนว์แกล้งทำเป็นมองไม่เห็นสายตานั้นแล้วเก๊กท่าทำเป็นซาบซึ้ง
“ช่างเถอะ ที่ผ่านมาเพราะไม่มีข้ออ้างที่สมเหตุสมผล ก็เลยพอจะหาทางสกัดกั้นไม่ให้อัลแทร์บุกมาได้อยู่หรอก แต่ว่า―” “แต่ว่า?” “สถานการณ์ตอนนี้มันชักจะคลุมเครือพิกลน่ะสิ”
จุดเริ่มต้นของเรื่องทั้งหมดเกิดจากหนามสีดำที่พาดเกี่ยวอยู่ตรงแนวพรมแดนระหว่างซิกนัสกับอัลแทร์อย่างหมิ่นเหม่
หากพูดให้ตรงเผง มันคือหนามที่ปักลงในเขตความรับผิดชอบของกิลด์ซิกนัส แต่เป็นเพราะถูกลดลำดับความสำคัญจนผัดวันประกันพรุ่งเรื่องการทำลายเรื่อยมา ระหว่างนั้นมันจึงลุกลามเข้าไปในฝั่งของอัลแทร์เสียยกใหญ่จนกลายเป็นชนวนเหตุ
ทางฝั่งอัลแทร์ที่จ้องจะเล่นงานกิลด์ซิกนัสอยู่แล้วได้ส่งหนังสือแจ้งทางการมาขอให้ทำลายหนามทิ้งโดยเร็วที่สุด กิลด์ซิกนัสจึงได้แต่ป่าวประกาศเสียงดังฟังชัดว่าจะกำจัดให้เสร็จสิ้นภายในกำหนดไม่ต้องเป็นห่วง หากเป็นเวลาปกติเรื่องราวคงจบลงตรงนี้ไปแล้ว
ทว่า
“แต่เพราะกิลด์โดนโจมตีเข้าเสียก่อน ก็เลยทำลายหนามไม่ทันตามกำหนดเวลาที่สัญญาไว้ ก่อนหน้ากำหนดเป๊ะๆ พอดิบพอดีแค่วันเดียวเองแท้ๆ!”
ตึง สโนว์กระทืบเท้าด้วยความคับแค้นใจ
“อัลแทร์คงได้ทีขี่แพะไล่เลยสินะคะ”
เซร่าที่เข้าใจสถานการณ์พยักหน้ารับราวกับเพิ่งจะกระจ่างแจ้ง
ในปัจจุบัน การฟื้นฟูกิลด์ซิกนัสคืบหน้าไปมากกว่าครึ่งแล้ว แต่นั่นก็เป็นเพียงความเสียหายทางกายภาพอย่างพวกอาคารหรือถนนหนทางเท่านั้น
สมาชิกกิลด์ที่ได้รับบาดเจ็บในตอนนั้นยังคงนอนพักรักษาตัวอยู่บนเตียงผู้ป่วย ด้วยกำลังคนที่ขาดแคลน แค่ทุ่มเทให้กับการฟื้นฟูภายในก็ตึงมือเต็มกลืนแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น ฤดูหนาวก็กำลังจะมาเยือนในไม่ช้า จึงอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องหาทางสะสางงานก่อสร้างที่กำลังดำเนินอยู่ให้เสร็จสิ้นก่อนที่พายุหิมะอันเหน็บหนาวจะพัดถล่มกิลด์
สรุปก็คือ กิลด์ซิกนัสไม่อาจยกพวกไปปราบหนามได้จนกว่าจะถึงฤดูใบไม้ผลิปีหน้านั่นเอง
ในสถานการณ์เช่นนี้ ทางเลือกเดียวที่อัลแทร์ซึ่งคอยจ้องหาโอกาสบุกเข้ากิลด์ซิกนัสอยู่ตลอดเวลาจะหยิบยกขึ้นมาได้ก็มีเพียงข้อเดียว
“พวกเขาคงจะบอกว่า จะช่วยกำจัดหนามให้ด้วยตัวเอง แต่ต้องแลกกับการได้พบคุณสโนว์สินะคะ” “เป๊ะเลย”
ในเมื่อความรับผิดชอบที่ผิดสัญญาตกอยู่กับฝั่งนี้ ซิกนัสจึงจำต้องยอมรับข้อเรียกร้องนั้นอย่างเลี่ยงไม่ได้
“ถ้าได้เจอกันคราวนี้ ฉันคงโดนลากตัวไปตรงนั้นเลย แล้วก็คงต้องถูกขังไว้ในอัลแทร์ไปตลอดชั่ว~ชีวิตแน่ๆ”
สโนว์ส่ายหัวอย่างโอเวอร์พลางบอกว่าแค่คิดก็ปวดหัวจะตายอยู่แล้ว ท่าทางของเขาดูตลกขบขันเกินกว่าจะเป็นคนที่ต้องเผชิญกับจุดจบอันน่าสะพรึงกลัวอย่างการถูกจองจำไปตลอดชีวิต
เซร่าจิบน้ำดับกระหาย ก่อนจะตัดสินใจดึงสติเขากลับมาสู่ประเด็นสำคัญที่เริ่มจะเลือนรางลงไปทุกที
“แล้วเหตุผลที่ฉันต้องแกล้งทำเป็นแฟนคุณคืออะไรกันแน่คะ?”
เรื่องเล่ายืดยาวนี้เริ่มต้นมาจากข้อสงสัยที่ว่า ‘ทำไมเซร่าถึงต้องแกล้งเป็นแฟนให้สโนว์ด้วย?’ ต่างหากล่ะ
“……อ๋อ~”
สโนว์ที่เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าลืมตอบคำถามนั้น ในที่สุดก็ยอมเปิดปากเผยเหตุผลออกมา
“เพราะฉันไม่อยากแต่งงานกับคู่หมั้นที่อยู่อัลแทร์น่ะสิ”
ช่างเป็นเหตุผลส่วนตัวที่ไร้สาระสิ้นดี เมื่อเทียบกับสงครามประสาทที่ทั้งสองกิลด์เปิดฉากใส่กันมายาวนานกว่าห้าปี
“เคยหมั้นด้วยเหรอคะ? กับใครกัน?”
เซร่าเบิกตากว้าง ด้วยพฤติกรรมของเขาแล้วดูไม่เหมือนลูกผู้ดีมีตระกูลตรงไหน จึงสงสัยว่าเขาเป็นคนยิ่งใหญ่มาจากไหนกันถึงขั้นมีคู่หมั้นในยุคสมัยแบบนี้ได้
สโนว์ที่เอนหลังพิงอย่างสบายอารมณ์ราวกับกำลังเพลิดเพลินกับสายตานั้น เปิดเผยตัวตนของคู่หมั้นด้วยน้ำเสียงหยิ่งผยอง
“ลูกสาวของหัวหน้ากิลด์อัลแทร์ แถมยังเป็นว่าที่หัวหน้ากิลด์คนต่อไปด้วย” “อะไรกัน สโนว์ก็ไม่ได้มีอะไรเสียหายสักหน่อยนี่คะ”
คราวนี้เซร่าตกใจเข้าจริง ๆ นึกว่าเขาจะหมั้นกับลูกสาวเศรษฐีร่ำรวยที่ไหนสักแห่ง แต่กลับหมั้นหมายอยู่กับว่าที่ผู้นำของกิลด์ที่ทรงอำนาจถึงขั้นเปิดศึกประสาทกับซิกนัสได้เนี่ยนะ……
ก็สมควรอยู่หรอกที่พวกเขาจะอาละวาดแทบพลิกแผ่นดินเพื่อตามจับตัวกลับไป เซร่าเผลอเข้าใจความรู้สึกของกิลด์อัลแทร์เข้าเสียแล้ว ขณะเดียวกันเธอก็มองสโนว์ด้วยสายตาแปลกประหลาด ชายคนนี้ปฏิเสธหนทางที่การันตีความมั่งคั่งร่ำรวย แล้วมาระเห็จอาศัยอยู่กิลด์คนอื่นทำไมกัน
สโนว์ที่ล่วงรู้ความหมายในสายตานั้นจึงเอ่ยเสริมขึ้นมาอีกประโยคราวกับจะอธิบายเหตุผล
“ปีนี้คู่หมั้นฉันเพิ่งจะอายุสิบห้า” “อ้าว” “ฉันโดนจับหมั้นตั้งแต่ตอนที่เด็กคนนั้นอายุได้สามขวบแน่ะ” “อ๋า……”
เซร่าเข้าใจความรู้สึกของสโนว์ได้ในพริบตาเดียว สิบห้าเนี่ยนะ ต่อให้โตแค่ไหนก็รุ่นราวคราวเดียวกับบีเซไม่ใช่เหรอ อายุน้อยขนาดที่คำว่าแต่งงานหรือหมั้นหมายแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยด้วยซ้ำ
แถมอะไรนะ หมั้นตั้งแต่สามขวบเหรอ บ้าไปแล้วหรือไง เซร่าขนลุกซู่กับความดื้อรั้นของหัวหน้ากิลด์อัลแทร์ที่ยึดติดกับสโนว์อย่างผิดปกติ
ในยุคสมัยที่เซร่าเคยมีชีวิตอยู่ การหมั้นหมายทำนองนี้อาจเป็นเรื่องเกลื่อนกลาดในหมู่ชนชั้นสูง และแค่อายุสิบห้า หากเงื่อนไขลงตัว การจะแต่งงานกับใครก็เป็นเรื่องธรรมดาสามัญ
ทว่าในตอนนี้ หากใครคิดจะแต่งงานกับเด็กไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมแบบนั้น คงโดนผู้คนชี้หน้าก่นด่าแล้วลากตัวเข้าคุกไปแล้ว
“ทีนี้เข้าใจหรือยัง ว่าฉันร้อนรนขนาดไหน”
สโนว์ประสานมือเข้าด้วยกันราวกับกำลังสวดภาวนา สีหน้าจริงจังและเคร่งเครียดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
“ค่ะ เพราะงั้นถึงได้ทำแบบนี้สินะคะ―”
เซร่าขมวดคิ้วมุ่นอย่างลำบากใจ ยิ่งฟังก็ยิ่งรู้สึกชัดเจนว่าตัวเองก้าวขาผิดข้างลงมาในปลักโคลนดูดอันเหนียวหนืดเข้าให้แล้ว
เธอขยับตัวตั้งตรงหลังจากเอียงหูฟังเรื่องเล่า ก่อนจะกวาดสายตามองรอบข้างด้วยสีหน้าเหนื่อยหน่ายพลางพึมพำ
“ถึงได้มาปูพรมสร้างกระแสแบบนี้สินะคะ……”
ด้านล่างที่นั่งระดับพรีเมียมที่เธอกับสโนว์นั่งอยู่นั้น มีที่นั่งของผู้ชมเรียงรายกันอยู่อย่างแน่นขนัด
แถวที่นั่งธรรมดาลดหลั่นเป็นขั้นบันไดต่างหันหน้าไปในทิศทางเดียวกันทั้งหมด บนเวทีซึ่งมีแสงไฟสลัวสาดส่องลงมากำลังจัดการแสดงอุปรากรที่บีเซยอมทุ่มทุนก้อนโตเชื้อเชิญมา
ตัวเอกที่มีสีหน้าเศร้าสร้อยยืนอยู่ตามลำพังและเริ่มขับร้องบทเพลงอาเรียอันแสนรันทด นักแสดงที่ขับขานบทเพลงแห่งสรวงสวรรค์ด้วยภาษาที่ไม่อาจเข้าใจได้คอยเปลี่ยนสีหน้าไปตามเนื้อเพลงอยู่ตลอดเวลา
อุปรากรที่บอกเล่าเรื่องราวอะไรทำนองว่าตัวเอกอ้อนวอนขอความรักจากคนรักผู้เอ่ยคำหวานลวงหลอก ดูเหมือนจะดำเนินไปสู่ฉากจบอย่างราบรื่น…… ยกเว้นก็แต่วงสายตาของผู้ชมที่คอยหันมามองทางเซร่ากับสโนว์บ่อยกว่ามองเวทีเสียอีก
สายตาที่สบเข้าบ่อย ๆ ในจังหวะที่เกือบจะลืมไปแล้วนั้นชวนให้อึดอัดใจ ตาขาวที่เบิกโพลงวาววับท่ามกลางความมืดสร้างความกดดันให้ไม่น้อยเลย
เซร่ารู้ดีว่าทำไมคนพวกนั้นถึงให้ความสนใจพวกตนมากมายขนาดนี้
เพราะหลังจากที่สโนว์พาตัวเซร่าออกมาจากบ้านของเอน็อค เขาก็เลือกตระเวนไปเฉพาะจุดที่มีคนพลุกพล่าน แถมยังปรนนิบัติดูแลเธอราวกับเป็นเจ้าหญิง
แม้แต่คนที่คิดว่าสโนว์แค่ล้อเล่นในตอนแรก พอการแกล้งทำนั่นลากยาวข้ามเที่ยงวันไป พวกเขาก็เริ่มแสดงท่าทีว่าเชื่อเรื่องราวตรงหน้าขึ้นมาทีละนิด
ตอนกินมื้อเที่ยงเขายังถึงขั้นป้อนอาหารเข้าปากเซร่าด้วยตัวเอง ป่านนี้ข่าวลือเรื่องความสัมพันธ์ไม่ธรรมดาระหว่างเขากับเซร่าคงแพร่สะพัดไปทั่วทั้งกิลด์แล้วแน่ ๆ
“แค่จะหลอกหัวหน้ากิลด์คนเดียวยังต้องเล่นใหญ่เบอร์นี้เลยเหรอ……”
สโนว์เอียงศีรษะมาทางเธอแล้วส่งวิ้งก์เจ้าเล่ห์มาให้หนึ่งที
“ถ้าจะหลอกศัตรูให้ได้ ก็ต้องหลอกพวกเดียวกันให้สนิทใจก่อนสิครับ~” “……” “เราสองคนมาสร้างภาพให้เนียนตากันเถอะ”
สรุปแล้วก็คือในเมื่อคิดจะหลอก ก็ต้องหลอกให้ถึงที่สุด เซร่าสัมผัสได้ถึงความมุ่งมั่นอันแรงกล้าที่จะไม่ยอมแต่งงานเด็ดขาดจากความตั้งใจที่ดูขึงขังจริงจังจนน่าประหลาดของเขา
ผลกรรมก็เลยตกอยู่ที่เซร่าคนเดียวซึ่งดันตอบตกลงไปแบบไม่คิดอะไรมาก หมายถึงตารางอันแสนเหน็ดเหนื่อยที่ต้องคอยเดินเตร็ดเตร่ไปข้างนอกทั้งวัน ไม่ใช่เรื่องที่มีข่าวลือแพร่สะพัดว่าเธอกับสโนว์มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งอะไรนั่นหรอก
“ไม่ได้บอกนี่คะว่าจะต้องเหนื่อยขนาดนี้”
นี่มันสัญญาต้มตุ๋นชัด ๆ ไม่ใช่เหรอ เซร่าบ่นพึมพำอย่างอดไม่ได้ด้วยความรู้สึกเหมือนโดนหลอก ขณะที่เงี่ยหูฟังบทเพลงที่เต็มไปด้วยความคับแค้นใจของตัวเอก เธอก็พลอยนึกย้อนไปถึงช่วงเวลาที่ตอบรับข้อเสนอของสโนว์
‘คนรักเหรอคะ ชัด ๆ คืออยากให้ฉันทำอะไรบ้างล่ะ’ ‘แกล้งทำตัวสนิทสนมกันต่อหน้าคนอื่น แกล้งทำเป็นรักกัน แล้วก็แกล้งทำเป็นคู่รักที่รักกันปานจะกลืนกินน่ะ’ ‘ง่ายจัง’ ‘ใช่แล้ว ง่ายสุด ๆ ไปเลย’
เขารีบบุกมาที่บ้านของเอน็อคตั้งแต่รุ่งสางพร้อมกับเอ่ยปากรับประกันเป็นมั่นเป็นเหมาะกับเซร่าว่าเธอจะได้ทำแค่งานง่าย ๆ แบบนั้น
“ไอ้คนต้มตุ๋น”
เซร่าส่งสายตาก่นด่าไปยังสโนว์เพราะตารางเวลาที่แน่นเอี้ยดจนแทบไม่มีเวลาหายใจมันไม่ตรงกับที่คุยกันไว้สักนิด
สโนว์ตบไหล่ที่เกร็งแน่นด้วยความโมโหของเซร่าเบา ๆ พลางเอ่ยปลอบใจ
“อย่ามองในแง่ร้ายไปหน่อยเลยน่า นาน ๆ ทีหัวหน้าจะยอมช่วยแบบเต็มใจด้วยนะเนี่ย~” “ค่ะ นาน ๆ ทีจริง ๆ เลยนะคะ”
เซร่าพยักหน้าหงึกหงักอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์กับคำพูดที่เขาพยายามยกขึ้นมาเป็นข่าวดี
เอน็อคที่คิดว่าจะต้องคอยขัดคอว่าไม่มีทางยอมเด็ดขาด กลับปล่อยให้ข้อตกลงของเซร่าสำเร็จลุล่วงไปได้ง่ายดายเกินคาด
‘ทำไมทาสของฉันต้องไปแกล้งเป็นแฟนแก―’
หรือไม่ใช่กันนะ? ตอนแรกเขาทำท่าเหมือนจะด่ากราดออกมาจริง ๆ นั่นแหละ
‘ได้ใช่ไหมครับ หัวหน้า’ ‘ก็ฉันถามอยู่นี่ไงว่าทำไมแกถึง―’ ‘หัวหน้าไม่ได้มีความรู้สึก อะ-ไร กับเซร่าเลยนี่นา’ ‘……? แกพูดบ้าอะไรของแก’ ‘ในเมื่อไม่มีความรู้สึกอะไรเลย ต่อให้ไปคบหาพัฒนาความสัมพันธ์กับใครที่ไหนมันก็ไม่เห็นจะเกี่ยวเลยนี่ครับ จริงไหม ถ้าเกิดหัวหน้าไม่ได้มีความรู้สึก อะ-ไร กับเซร่าจริง ๆ ละก็นะ’
สโนว์ที่คอยขัดจังหวะคำพูดของเอน็อคอยู่เรื่อย ๆ เอาแต่ยกเรื่องความรู้สึกขึ้นมาอ้างอย่างน่าประหลาดจนเขาเปลี่ยนท่าทีไปในทันที
‘เล่นอะไรกันเป็นเด็กไปได้’
ตอนนั้นเองที่เอน็อคส่งเสียงหัวเราะหึออกมาอย่างสมเพชเวทนา ก่อนจะเอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างสบายอารมณ์
‘เอาเถอะ ฉันไม่ได้สนใจอยู่แล้ว อยากทำอะไรก็ทำตามใจชอบเถอะ’ ‘เอ่อ…… จริงเหรอคะ’
การยอมถอยอย่างว่าง่ายจนทำให้เซร่าที่กำลังครุ่นคิดอยู่ว่าจะต้องงัดข้อเอาชนะเขายังไงในคราวนี้ ถึงกับรู้สึกเหวอจนต้องถามย้ำกลับไป
‘ทำไม เสียใจที่ฉันไม่ห้ามหรือไง’
เพราะท่าทีมันน่าสงสัยเหลือเกินเธอจึงถามซ้ำไปอีกรอบ ทว่าเอน็อคกลับแสยะยิ้มกวนประสาทแล้วเห่าหอนคำพูดไร้สาระย้อนถามกลับมาว่าเธอรู้สึกน้อยใจหรือยังไงกัน
‘……ฉันเนี่ยนะ ทำไมฉันต้อง’ ‘อย่าหวังลมๆ แล้งๆ ไปหน่อยเลย ฉันไม่ได้มีความรู้สึกอะ~ไรกับเธอทั้งนั้นแหละ’ ‘……?’
เอน็อคที่พูดแทรกตัดบทเซร่ายกคำพูดของสโนว์มาลอกเลียนแบบเป๊ะๆ
จะพูดพล่ามเรื่องความรู้สึกอะไรนักหนา รู้แล้วโว้ยไอ้เวรนี่ เซร่าพยักหน้าหงึกหงิกอย่างเสียไม่ได้เมื่อเห็นเขายังคงเน้นย้ำเรื่องที่ไม่มีใครถามซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เอน็อคที่เชิดปลายคางขึ้นสูงอย่างภาคภูมิใจราวกับดีใจนักหนาที่เค้นปฏิกิริยากระอักกระอ่วนจากเธอได้สำเร็จ สะบัดหน้าหันไปมองนอกหน้าต่างคล้ายไม่สนใจอีกต่อไปแล้วเอ่ยทิ้งท้ายไว้อีกหนึ่งประโยค
‘ถ้ามีเรื่องอะไรที่อยากให้ฉันช่วยก็บอกแล้วกัน’
ขนาดเอน็อคยังถึงขั้นบอกว่าจะช่วยทุกวิถีทางเท่าที่จะช่วยได้หากมีเรื่องที่เขาพอทำได้
แม้คำพูดนั้นจะน่ายินดีปรีดาจนแทบอดใจไม่ไหว แต่เซร่าก็ต้องขบฟันกรามแน่นเพื่อข่มใจไม่ให้แสดงความดีใจออกไป ด้วยเกรงว่าหากเอน็อคเห็นเธอดีอกดีใจแล้วจะหาเรื่องกวนประสาทขึ้นมาอีก
ให้ตายสิ มีเพื่อนดีนี่มันดีจริงๆ นะเนี่ย ตอนนั้นเธอคิดเช่นนั้นพลางกระดี๊กระด๊าไปเรื่อย ทว่ามาถึงตอนนี้ ความเสียดายกลับเริ่มผุดขึ้นมาทีละนิดว่า หากตอนนั้นเอน็อคห้ามเธอไว้ เธอก็คงขี้เกียจทะเลาะจนไม่เอาตัวเองก้าวขาลงมาเหยียบปลักโคลนแบบนี้แล้วแท้ๆ
“ฮืมม์……”
จะยกเลิกตอนนี้ดีไหมนะ เธอชักเริ่มคิดหนักกับเรื่องนี้อย่างจริงจังเสียแล้ว
“ถ้าเรื่องจบลงด้วยดี เดี๋ยวฉันจะแถมเงินเพิ่มให้อีก”
สโนว์ที่ได้กลิ่นทะแม่งๆ ว่างานจะล่มจึงแอบยกเรื่องเงินพิเศษขึ้นมาเป็นข้อเสนอ ในเมื่อเธอหลงตามมาเพราะเห็นแก่เงิน เขาก็คิดจะใช้เงินตกเธออีกรอบ
เซร่าส่ายหน้าหวือพลางคิดว่าไม่มีทางเสียหรอก
“เงินในอนาคตมันแก้ปัญหาความเหนื่อยล้าของฉันในตอนนี้ไม่ได้หรอกค่ะ” “อาฮะ เงินอย่างเดียวมันยังไม่พองั้นสิ?”
สโนว์ที่จับเจตนาแน่ชัดได้แล้วจึงผงกศีรษะรับอย่างอารมณ์ดี
“งั้นก็―”
สโนว์ลากเสียงยาวอย่างมีความนัยก่อนจะกวักมือเรียกให้เธอขยับเข้าไปใกล้ๆ
เซร่าที่ถูกดึงดูดเข้าไปแบบงงๆ จึงโน้มตัวเข้าไปหาเขา ฝ่ายชายหนุ่มที่ยังคงรักษาความสบายอารมณ์เอาไว้ได้จึงกดเสียงต่ำลงแล้วกระซิบ
“ระหว่างที่แกล้งเป็นคนรักของฉัน ให้ย้ายมาอยู่ที่ศูนย์บัญชาการกิลด์เป็นไง?” “……!”
วินาทีนั้น ดวงตาที่เคยหรี่ลงอย่างไร้ชีวิตชีวาของเซร่าก็เบิกโพลงขึ้นมาทันที ม่านตาที่สั่นระริกราวกับสะท้อนจิตใจที่ไหวเอนหันกลับไปจ้องมองสโนว์อย่างนิ่งสงบ
“จะตกลงใช่ไหมล่ะ”
ใบหน้าที่เชิดคางขึ้นอย่างโอหังพร้อมกับรอยยิ้มแสยะนั้นช่างดูมีเสน่ห์เหลือล้นเหลือเกิน ความเหนื่อยล้าที่เคยทับถมแขนขาจนหนักอึ้งพลันมลายหายไปราวกับปลิดทิ้ง
จะมีข้อเสนอไหนที่ตอบสนองความต้องการของเซร่าได้อย่างสมบูรณ์แบบขนาดนี้อีกไหมนะ ตัวเลือกอันไร้ที่ติที่ถูกยื่นเข้ามาตรงหน้าราวกับรอคอยจังหวะนี้อยู่ ทำให้เซร่าเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมพวกผู้หญิงถึงได้หลงรักสโนว์กันนัก
ตึกตัก ตึกตัก หัวใจของเซร่าเต้นระรัวอย่างบ้าคลั่ง สอดประสานไปกับท่วงทำนองอันโอ่อ่าของวงออร์เคสตราที่กึกก้องไปทั่วโรงละคร
เซร่ายกสองมือขึ้นกุมอกข้างซ้ายเอาไว้แน่นพลางหอบหายใจถี่กระชั้น
ระหว่างนั้น ในที่สุดนักแสดงนำที่คว้าความรักมาครองได้สำเร็จก็ตะโกนบทพูดสุดท้ายใส่คนรักที่คุกเข่าขอแต่งงานอยู่ตรงหน้า
เซร่าตอบรับออกมาอย่างพอดิบพอดีในจังหวะนั้น
“ตกลงค่ะ! ไม่ว่ายังไงก็ตกลงค่ะ!”
ละครเวทีปิดฉากลงด้วยเสียงตะโกนก้องที่เปี่ยมล้นไปด้วยอารมณ์อันท่วมท้น
สองคนรักที่ยืนยันความรู้สึกต่อกันสวมกอดกันอย่างดูดดื่ม ม่านเวทีเลื่อนลงมา และเสียงดนตรีที่ดังกึกก้องจนแทบทะลุเพดานค่อยๆ แผ่วเบาลง
เมื่อนักแสดงนำที่ขับร้องอย่างสุดพลังจนถึงตอนท้ายก้าวออกมาหน้าเวทีพร้อมโค้งคำนับอย่างสง่างาม ผู้ชมที่นั่งอยู่ตรงที่นั่งคนดูก็พากันลุกขึ้นยืนปรบมือ
เซร่ากับสโนว์ที่ลุกขึ้นยืนเคียงข้างกันต่างร่วมปรบมือเช่นกัน ราวกับกำลังเฉลิมฉลองให้แก่ข้อตกลงของทั้งสองคนที่บรรลุผลสำเร็จในที่สุด
เมื่อเสียงปรบมืออันเปี่ยมด้วยความตราตรึงใจค่อยๆ ซาลง ไฟก็สว่างขึ้นทำให้โรงละครสว่างไสว
หนุ่มหล่อผมทองผู้ยืนหันหลังให้แสงสว่างเจิดจ้ายื่นแขนของตนมาทางเซร่า
“ถ้าอย่างนั้น ไปกันเถอะ ที่รัก?”
เซร่าควงแขนเขาอย่างเป็นธรรมชาติพลางแย้มยิ้มตอบกลับไป
“อื้อ ที่รัก”
กำลังโหลดความเห็น...