“[นิยาย] เมื่ออดีตชาติ ฉันเคยขายชาติมาแล้วค่ะ” มีฉากหรือเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่ กดยืนยันเพื่อเข้าชม เว็บจะจำไว้ในเบราว์เซอร์นี้
ตอนที่ 78
คำสารภาพรักอันสดใสร่าเริงจนดูแปลกแยกทำให้ทั่วทั้งบริเวณตกอยู่ในความเงียบงันชั่วขณะ
ผู้ที่ทำลายความเงียบนั้นลงคือฝ่ายกิลด์ซิกนัสที่ล่วงรู้ความจริงข้อนี้กันอยู่ก่อนแล้ว
“ใช่แล้ว! เขารักกันโว้ย!”
สมาชิกกิลด์ต่างพากันประสานเสียงทวนคำพูดของสโนว์อย่างผ่าเผยราวกับตัวเองเป็นเซร่าเสียเอง
“……คนรักเหรอ” “แบบนั้นไม่ได้ไม่ใช่หรือไง” “กับแค่อีพวกผู้มีภูมิคุ้มกันเนี่ยนะ”
ทางฝั่งอัลแทร์ที่เพิ่งเคยได้ยินเรื่องนี้เป็นครั้งแรกจึงเริ่มส่งเสียงพึมพำเซ็งแซ่ว่าทำแบบนั้นไม่ได้ ทั้งที่สโนว์กับเซร่าตัวติดกันแจขนาดนั้น ทว่าปฏิกิริยาของพวกเขากลับเหมือนไม่ได้คาดคิดแม้แต่น้อยว่าทั้งสองคนจะเป็นคู่รักกันจนกระทั่งมีคนบอกออกไปตรงๆ
คนเรามันจะตาถั่วไร้เดียงสาได้ถึงขนาดนั้นเชียวหรือ ฉันล่ะทึ่งจริงๆ แต่เหตุผลนั้นก็กระจ่างแจ้งขึ้นมาได้จากปฏิกิริยาของเดนิดาสที่ตามมาเป็นคนสุดท้าย
“ระ รักเรอะ~”
เขาเค้นเสียงประชดประชันอย่างบิดเบี้ยวราวกับคำที่หลุดออกมาจากปากของสโนว์นั้นเป็นเรื่องเหลวไหลไร้สาระสิ้นดี
“จะ จะ เป็นไปได้อย่างไร กับชั้นต่ำพรรค์ผู้มีภูมิคุ้มกันเนี่ยนะ ระ ระ รัก……!”
เดนิดาสมองสลับไปมาระหว่างสโนว์กับเซร่าด้วยสีหน้าไม่อยากจะเชื่อราวกับเพิ่งได้เห็นความรักระหว่างมนุษย์กับเดรัจฉานอย่างไรอย่างนั้น
ใบหน้าของเดนิดาสที่ตกอยู่ในความช็อกและหวาดผวาสลับเปลี่ยนสีไปมาราวกับกิ้งก่าคาเมเลียน เดี๋ยวซีดเผือด เดี๋ยวแดงก่ำ และพอกลืนความตระหนกตกใจลงไปได้บ้างแล้ว เขาก็ระเบิดโทสะออกมาเป็นฟืนเป็นไฟ
“กะ แก แก แก แกกล้าทิ้งลูกสาวข้าไปหาคนพรรค์นี้ คนพรรค์นั้น คนพรรค์นี้……!”
อ่อก! อารมณ์ที่พุ่งพล่านจนบดบังเหตุผลทำให้เดนิดาสพูดจาติดอ่างตะกุกตะกักไม่เป็นภาษา ก่อนที่เขาจะกุมท้ายทอยแล้วล้มพับลงไปทันที
“เสด็จพ่อ!” “ฝะ ฝ่าบาท!”
เหล่าสมาชิกกิลด์อัลแทร์กรูเข้าไปหาเขาทันที เมื่อแนวปะทะที่ตรึงกันอย่างตึงเครียดพังทลายลง ฝั่งซิกนัสเองก็เริ่มเก็บดาบเข้าฝักทีละคนสองคน
“ซิกนัสมัวทำอะไรอยู่! รีบ รีบไปตามหมอหลวงมาสิ!” “หมอหลวงกะผีอะไรล่ะ ฟังแล้วประสาทจะแดก”
ต่างจากฝั่งอัลแทร์ที่ตื่นตระหนกตกใจ ฝั่งซิกนัสกลับมีท่าทีเย็นชาไม่ยินดียินร้ายแม้แขกคนสำคัญจะล้มพับไป ดูท่าคงไม่สบอารมณ์กับเหตุผลที่ทำให้ล้มพับไปนั่นเอง
เด็กของเรามันมีอะไรไม่ดีตรงไหนกัน ทั้งหน้าตาดีแถมยังนิสัยดีกว่าไอ้ลูกชายตัวเองตั้งเยอะ
พวกเขาแสดงออกทางสีหน้าชัดเจนว่าไม่อยากจะไปตามหมอหรือตามหมาที่ไหนให้ทั้งนั้น ทว่าถึงอย่างนั้นก็ไม่อาจปล่อยทิ้งไว้เฉยๆ แบบนี้ได้จริงๆ
“เฮ้ย ไปตามหมอมาซิ” “ครับ”
ใครบางคนเดินไปตามหมอด้วยสีหน้าไม่เต็มใจ ส่วนเดนิดาสก็ถูกห่อด้วยพรมสีแดงแล้วหามขึ้นเปลออกไป ฝั่งกิลด์อัลแทร์แห่กันเดินตามเขาไปเป็นพรวนราวกับฝูงมดที่รุมตอมขนม
สถานการณ์ดูเหมือนจะคลี่คลายลงได้ชั่วคราว เมื่ออีกฝ่ายแยกย้ายกันไป ฝั่งซิกนัสที่เคยรวมพลังกันเหนียวแน่นก็ต่างคนต่างแยกย้ายไปตามทางของตน ส่วนเอน็อคหายตัวไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้และมองไม่เห็นแม้แต่เงา
ในเมื่อเดนิดาสล้มพับไป การประชุมที่บรรยากาศจ่อจะล่มอยู่รอมร่อจึงดูท่าคงไม่อาจเริ่มใหม่ได้ภายในวันนี้ มาร์คัสบอกให้เหล่าสมาชิกกิลด์ถือโอกาสนี้พักผ่อนให้สบายใจก่อนจะสั่งเลิกแถว
“โธ่เอ๊ย นี่มันชักจะเขียวคล้ำขึ้นเรื่อยๆ แล้วนะ”
มาร์คัสที่เพิ่งสะสางเรื่องราวเสร็จหมาดๆ ตกใจยกใหญ่เมื่อเห็นแก้มของเซร่าที่เปลี่ยนเป็นสีเขียวช้ำหนักกว่าเดิมในระหว่างนั้น
“นั่นสิ ทางนี้ต่างหากที่ต้องตามหมอน่ะ?”
สงสัยจะหนักเอาการจริงๆ แม้แต่สโนว์ยังออกปากแนะนำอย่างจริงจังให้เธอรักษาตัว เขาบอกว่าในเมื่อมีเวลาว่างเหลือเฟือแล้ว ไปโรงพยาบาลด้วยกันเลยจะดีกว่า
“ไม่ค่ะ ปล่อยไว้อย่างนี้แหละค่ะ”
ทว่าเซร่าปฏิเสธทุกคำชวน แม้แก้มข้างที่โดนตบจะเจ็บระบมทุกครั้งที่ขยับปากพูด แต่มันก็ไม่ได้ถึงขั้นทนไม่ไหว
“แผลนี้มันต้องเขียวช้ำให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้น่ะค่ะ”
หญิงสาวที่ปฏิเสธการรักษาปล่อยบาดแผลของตัวเองทิ้งไว้อย่างนั้นพลางบอกว่ามันต้องช้ำให้หนักกว่านี้อีก
“ทำไมล่ะ”
ทั้งมาร์คัสและสโนว์ต่างถามหาเหตุผลว่าทำไมต้องทำถึงขนาดนั้น เซร่ายักไหล่ราวกับจะบอกว่าเรื่องแค่นี้จะมาถามทำไมให้แปลกใจ
“ก็ต้องแบบนี้พวกเราถึงจะได้เปรียบไงคะ”
จากนิสัยของเดนิดาส เรื่องนี้ต้องบานปลายใหญ่โตอย่างแน่นอน ต่อให้ซิกนัสพยายามจะปกป้องแค่ไหน แต่ตราบใดที่มีพยานเห็นเหตุการณ์ เซร่าก็ต้องขึ้นสู่ลานพิพากษาอยู่ดี
แล้วตอนนั้นก็คงต้องมาเปิดศึกเถียงกันว่าใครถูกใครผิดกับโคแรกซ์ และถ้าถึงเวลานั้นเซร่ามีใบหน้าที่ใครเห็นก็รู้ว่าตกเป็นเหยื่ออย่างชัดเจนล่ะก็
“เซร่า ถึงไม่ทำอย่างนั้นก็―”
มาร์คัสทำหน้าเหมือนจะบอกว่ายอมใจเธอเลยแล้วตั้งท่าจะเกลี้ยกล่อมเซร่า แต่อัศวินกลุ่มหนึ่งที่ตามเดนิดาสไปกลับเดินตรงเข้ามาหาเซร่าเสียก่อน
“เดินมาทางนี้ทำไมกันเหรอครับ~?”
คนที่ก้าวออกไปขวางพวกเขาไว้คือสโนว์ ชายที่เผชิญหน้ากับสโนว์แสดงท่าทีรังเกียจราวกับไม่อยากแม้แต่จะเสวนาด้วย
“ผู้มีภูมิคุ้มกันคนนั้นคิดจะทำร้ายท่านโคแรกซ์ ก่อนที่ฝ่าบาทจะทรงฟื้นขึ้นมาตัดสินความ เราต้องควบคุมตัวคนบาปไว้ไม่ให้หลบหนี”
ชายคนนั้นด่วนสรุปไปเองว่าความผิดทั้งหมดในเหตุการณ์นี้เป็นของเซร่า ทั้งที่ไม่รู้ตื้นลึกหนาบางอะไรเลย
“อะไรนะ” “พวกแกเป็นใครถึงจะมาสั่งคุมตัวไม่คุมตัวคนอื่นหา”
สมาชิกกิลด์ที่ยังไม่ได้แยกย้ายกันไปจึงพากันเดินกลับมาขวางหน้าชายคนนั้นไว้เคียงข้างสโนว์
“คนบาปงั้นเหรอ…….”
เรื่องในคราวนี้แม้แต่เซร่าก็ยังรู้สึกคับแค้นใจ ในนรกก็เป็นคนบาปแล้ว ที่นี่ยังจะเป็นคนบาปอีกเหรอ ไม่มีทางยอมรับได้อย่างเด็ดขาด
ถ้าจะว่ากันตามตรง เซร่าเองก็มีเรื่องจะเถียงเหมือนกัน ถึงเธอจะเอาก้อนอิฐฟาดหัวมันก็จริง แต่ก็ไม่ได้คิดจะฆ่า…… แค่นิดเดียวเอง แล้วยังไงมันก็ยังไม่ตายนี่ และที่สำคัญที่สุดคือทางนั้นเป็นฝ่ายเปิดฉากลงมือก่อนแท้ๆ
“นั่นสิครับ ช่างเลือกใช้คำได้ไม่คิดหน้าคิดหลังเลยนะ~”
สโนว์เข้าข้างเธอพลางเอ่ยตำหนิชายคนนั้น ทั้งที่ตัวเองก็ยังสังกัดอยู่กับอัลแทร์แท้ๆ แต่เขากลับพูดจาแทงใจดำคนฟังอย่างหน้าตาเฉยว่าการตราหน้าคนอื่นว่าเป็นคนบาปส่งเดชแบบนี้คือวิถีของอัลแทร์หรืออย่างไร
“คงไม่ได้คิดว่าพวกเราจะยอมส่งตัวให้ง่ายๆ หรอกใช่ไหม”
สโนว์เอียงคอเล็กน้อยพลางเอ่ยเตือนแบบผู้ดี ทว่าเนื้อแท้คือการด่าให้อีกฝ่ายหุบปากพล่ามเรื่องไร้สาระ
“หากจำเป็น ข้าคงต้องใช้กำลัง”
ราวกับคาดการณ์ไว้อยู่แล้ว ชายคนนั้นวางมือลงบนดาบโดยไม่ลังเล ทั้งที่เพิ่งจะเก็บดาบเข้าฝักไปได้ไม่ทันไรแท้ๆ
“ทำแบบนี้ก็ลำบากใจแย่สิ” “ใช่ ลำบากใจมากด้วย”
เมื่อเห็นเช่นนั้น สมาชิกกิลด์ซิกนัสคนอื่นๆ จึงจับอาวุธขึ้นมาอีกครั้ง บรรยากาศที่เพิ่งจะคลายความตึงเครียดกลับมาตึงเปรี๊ยะราวกับสายธนูที่ถูกดึงจนสุด พวกเขาต่างจับจ้องอีกฝ่ายด้วยสายตาคมกริบราวกับสัตว์ร้ายที่กำลังประเมินจังหวะเข้าขย้ำศัตรู
“ซีเรียน”
ทว่าผู้ที่ตัดสายที่ขึงตึงเส้นนั้นกลับเป็นบุคคลที่ไม่มีใครคาดคิด
“อควิลา?” “ทะ ท่านหญิง!”
สโนว์และชายคนนั้นจำเจ้าของเสียงได้ในทันทีที่ได้ยิน สายตาของทั้งคู่หันไปมองยังจุดเดียวกัน อควิลาที่ปรากฏตัวพร้อมกับเหล่าสาวใช้มีสีหน้าเย็นชาจนใบหน้าสะสวยนั้นดูบึ้งตึง บ่งบอกว่าเธอไม่ชอบใจสถานการณ์ในตอนนี้อย่างยิ่ง
“เธอเป็นคนของซิกนัส อย่าได้เสียมารยาทกับกิลด์อื่นไปมากกว่านี้เลย” “……แต่ว่า” “นี่คือคำสั่ง ถอยไปซะ”
อควิลาที่ดูภายนอกบอบบางกลับมีความเด็ดเดี่ยวอย่างไม่น่าเชื่อ เมื่อผู้เป็นนายออกโรงเข้าข้างกิลด์ซิกนัสอย่างชัดเจนเช่นนี้ ชายที่ชื่อซีเรียนจึงไม่อาจดื้อดึงได้อีกต่อไป
“……รับทราบแล้วครับ”
ชายคนนั้นยอมรับคำสั่งด้วยสีหน้าเจ็บใจก่อนจะพาลูกน้องล่าถอยไป เมื่อพวกเขาลับสายตาไปจนหมดแล้ว อควิลาจึงค่อยหันมาทักทายสโนว์
“ได้ทักทายกันแบบนี้เสียทีนะคะ ท่านพี่” “ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ อควิลา~”
ท่าทีการตอบรับของสโนว์ช่างเบาสบายราวกับสายลม ช่างต่างกับอควิลาที่แสดงความตึงเครียดออกมาอย่างเห็นได้ชัด
“…….”
อควิลาเบนสายตามาทางเซร่าพลางค้อมศีรษะทักทายอย่างเก้ๆ กังๆ สีหน้าของเธอดูเหมือนยังไม่รู้ว่าจะต้องเรียกอีกฝ่ายว่าอย่างไรดี
“……สวัสดีค่ะ”
เซร่าก็ทักทายกลับไปอย่างเก้ๆ กังๆ เช่นกัน แว่วเสียงสมาชิกกิลด์คนหนึ่งกระซิบพึมพำเข้าหูเธอว่า ‘โอ้โห การเผชิญหน้ากันของสามคนล่ะ’
“มีธุระอะไรกับฉันงั้นเหรอ”
สโนว์ทำเป็นไม่ได้ยินเสียงนั้นแล้วเอ่ยถามออกไปอย่างเย็นชา ถึงอย่างไรก็นับเป็นคู่หมั้นที่ไม่ได้เจอกันมาถึงห้าปีแท้ๆ แต่เขากลับไม่มีคำทักทายตามมารยาทอย่าง สบายดีไหม หรือ ดูสวยขึ้นนะ แม้แต่น้อย มีแต่การพุ่งตรงเข้าประเด็นทันที
“……อยากจะ คุยกันสักหน่อยน่ะค่ะ”
อควิลาที่ดูหงอยลงไปเล็กน้อยเอ่ยขอคุยด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง
ก็นะ คงมีเรื่องให้คุยกันเยอะอยู่หรอก เซร่ากับสโนว์สบตากันอย่างเงียบๆ เพราะพวกเขาเคยซักซ้อมกันไว้ล่วงหน้าแล้วว่าหากเกิดสถานการณ์เช่นนี้ คนรักกันจริงๆ จะต้องมีปฏิกิริยาอย่างไร
“สโนว์……”
เมื่อได้รับสัญญาณ เซร่าก็แกล้งทำสำออยเหมือนแก้มที่โดนตบยังเจ็บระบมอยู่ แล้วเอ่ยถามด้วยดวงตาคลอเบ้าเหมือนคนที่ไม่อยากถูกแย่งคนรักไป
“จะไปเหรอ……?”
จากนั้นสโนว์ก็จะตอบกลับมาแบบนี้ แล้วทั้งสองคนก็จะพิสูจน์ความรักอันดูดดื่มต่อหน้าอควิลาอีกครั้ง―
“อา ทำไงดีล่ะครับ~ ผมคงทิ้งคนรักของผมแล้วปลีกตัวไปไม่ได้―” “ไม่ค่ะ”
ควรจะได้พิสูจน์แบบนั้นแท้ๆ……
“ไม่ได้พูดกับท่านพี่ค่ะ”
อควิลาที่เอ่ยแทรกขึ้นมาอย่างราบเรียบเดินผ่านสโนว์ไปแล้วเบนสายตามาทางเซร่า
“ขอคุยกับคุณต่างหากค่ะ” “คะ……?”
เซร่าที่จู่ๆ ก็ถูกเรียกชื่อเอียงคออย่างงุนงง มีคู่หมั้นอยู่แล้วทำไมถึงมาเรียกฉันล่ะ เรื่องแบบนี้ไม่ได้เตรียมตัวไว้เสียด้วยสิ……
‘เอายังไงดีครับ’ ‘ยัยนั่นเป็นอะไรไปน่ะ’
เธอมองสโนว์ราวกับจะถามความเห็น แต่อีกฝ่ายเองก็ดูจะไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมอควิลาถึงทำแบบนี้
ในระหว่างที่เธอกำลังสับสน อควิลาที่ขยับเข้ามาใกล้เซร่ายิ่งขึ้นก็ยื่นมือออกมาอย่างสุภาพราวกับอัศวินที่กำลังปรนนิบัติเลดี้
“ช่วยคุยกับฉันสักครู่ได้ไหมคะ”
พอเผลอจับมือตอบไปราวกับต้องมนตร์ รู้สึกตัวอีกทีก็มาอยู่ในห้องที่จัดไว้ให้อควิลาเสียแล้ว
ที่นั่นเป็นห้องข้างๆ เดนิดาสและเป็นห้องที่ดีที่สุดเป็นอันดับสองของอาคาร บนโต๊ะรับรองแขกที่ตั้งอยู่มุมหนึ่งของห้องพักอันกว้างขวางมีน้ำชาเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว
เซร่ามองถ้วยชาที่มีควันลอยกรุ่นพลางคิดในใจ
‘วางยาพิษ……!’
อควิลาเอ่ยเชิญให้นั่งอย่างใจดีกับเธอที่ยืนชะงักอยู่กับที่เพราะความคิดอันน่าสะพรึงกลัว เซร่ารีบเลื่อนถ้วยชาออกไปให้ไกลทันทีที่นั่งลง
“ทำไมถึงเรียกฉันมาพบหรือคะ”
จากนั้นก็เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเชิดหยิ่งที่สุดเท่าที่จะทำได้ ตอนนี้เธอคือผู้หญิงขี้หึงที่อยู่ต่อหน้าคู่หมั้นของคนรัก ดังนั้นไม่ว่าอควิลาจะทำอะไร เธอก็ต้องคอยปรายตาค้อนใส่ให้ดูหมั่นไส้เข้าไว้ แม้อีกฝ่ายจะเป็นแค่เด็กสาว แต่เธอก็จะค้อนใส่ให้สุดฝีมือ
เพราะว่าเธอได้รับเงินมาแล้ว ต่อหน้าเงินทองทุกคนล้วนเท่าเทียมกัน
“ฉันต้องขอโทษด้วยนะคะสำหรับความไร้มารยาทของท่านพี่”
ทว่าความตั้งใจของเซร่ากลับต้องพังทลาย เพราะอควิลาเป็นเด็กที่เธอค้อนใส่ไม่ลงจริงๆ
“ฉันควรจะห้ามเอาไว้แท้ๆ แต่ดันพลาดจังหวะที่จะก้าวออกไปน่ะค่ะ”
เซร่าเหม่อมองกระหม่อมของเด็กสาวที่ก้มศีรษะให้อย่างสุภาพ ทั้งที่คนที่ทำผิดจริงๆ คืออีกคนแท้ๆ แต่เธอกลับคิดว่าการที่เซร่าถูกหยามเกียรติเป็นความบกพร่องของตนจากใจจริง
คำว่า ‘ท่านพี่’ ที่อควิลาพูดถึงตรงนี้หมายถึงโคแรกซ์ไม่ใช่สโนว์ ไอ้หน้ามันฝรั่งบดนั่นไปทำบุญด้วยอะไรมาถึงได้มีน้องสาวที่ยอมเอ่ยปากขอโทษแทนความผิดของตนเองแบบนี้
เซร่าอยากรู้ชาติที่แล้วของโคแรกซ์ขึ้นมาจริงๆ เสียแล้ว
“ตรงที่บาดเจ็บ ไม่เป็นไรใช่ไหมคะ”
อควิลาที่เงยหน้าขึ้นตรวจดูบาดแผลของเซร่าด้วยสายตาเป็นห่วงเป็นใย ท่าทีของเธอไม่ใช่แค่แสร้งทำ แต่สัมผัสได้ถึงความจริงใจ
“……ฉันเองก็เอาอิฐฟาดไปเหมือนกันค่ะ”
ความตั้งใจว่าจะทำตัวร้ายกาจใส่พลันมลายหายไปราวกับหิมะละลาย เซร่าบอกออกไปด้วยน้ำเสียงที่แสนจะว่าง่ายว่าตนเองก็ฟาดคืนไปทีหนึ่งแล้วเหมือนกันจึงไม่เป็นไร
อควิลายิ้มออกมา เธอยิ้มให้ฉันได้ยังไงกันนะ เซร่าเริ่มรู้สึกสงสัยใคร่รู้ในตัวเด็กสาวตรงหน้าเป็นครั้งแรก
“สิ่งนี้ ช่วยรับไว้ได้ไหมคะ”
อควิลายื่นกล่องใบเล็กที่วางอยู่มุมหนึ่งของโต๊ะให้เซร่า ดูท่าเธอคงสั่งให้สาวใช้เตรียมเอาไว้ล่วงหน้า
พอเปิดดูก็มีกลิ่นสมุนไพรอันสดชื่นโชยแตะจมูก สิ่งที่อควิลายื่นให้คือยาทารักษาแผล
“…….”
เซร่าที่จ้องมองสิ่งนั้นนิ่งๆ ปิดฝากล่องลง
“……ไม่เกลียดฉันหรือคะ”
เซร่าไม่เข้าใจอควิลาเลยแม้แต่น้อย ถ้าหากเธอเป็นอควิลา ต่อให้ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องทำแบบนั้นก็คงไม่มีทางอยากขอโทษเซร่าเด็ดขาด
บาดแผลที่แค่พาไปหาหมอก็จบเรื่อง คงไม่มีทางมานั่งเป็นห่วงเป็นใยจนหยิบยื่นยาให้ด้วยตัวเองแบบนี้แน่
ให้กับคนรักของคู่หมั้นที่ตนเองหมายปองเนี่ยนะ ไม่มีทางเด็ดขาด ทว่าเรื่องที่ยากเย็นขนาดนั้น อควิลากลับทำมันได้
ทำไมกันล่ะ
สายตาของคนทั้งสองสบประสานกันกลางอากาศ อควิลารู้ดีว่าความเกลียดชังที่เซร่าพูดถึงไม่ได้หมายถึงแค่เรื่องที่เธอเอาก้อนอิฐฟาดเลือดเนื้อเชื้อไขของตนเอง และเซร่าเองก็รู้เช่นกัน
ราวกับที่เธอประหลาดใจในตัวอควิลา อควิลาก็รู้สึกประหลาดใจในตัวเซร่าเช่นกัน เด็กสาวมองลึกเข้าไปในดวงตาของเซร่าอย่างพินิจพิเคราะห์ราวกับจะมองทะลุไปถึงตัวตนที่แท้จริง ก่อนจะ
“คุณเป็นคนดีค่ะ”
ยิ้มออกมาอีกครั้ง
“……คะ”
น่าเหลือเชื่อสิ้นดี เซร่าเผลอหัวเราะหึออกมากับคำชมที่เพิ่งเคยได้ยินเป็นครั้งแรกในชีวิต ฉันเนี่ยนะ ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยสักนิด
“ฉันคิดว่าพอจะเข้าใจแล้วค่ะว่าทำไมท่านพี่สโนว์ถึงเลือกคุณ”
ไม่ว่าเธอจะคิดอย่างไร แต่อควิลาก็ยังคงเอ่ยคำชมพิลึกพิลั่นออกมาไม่หยุด
“…….”
คราวนี้เซร่าถึงกับพูดไม่ออกจริง ๆ ไม่สิ แม่คุณ เธอจะมายอมรับเรื่องนั้นตรงนี้ไม่ได้นะ
“ถ้าไม่รังเกียจ ให้ฉันทาให้คุณด้วยตัวเองจะได้ไหมคะ”
พอตามใจเข้าหน่อย อควิลาก็ใจดีเกินเบอร์ไปมาก มีแต่เซร่าที่อุตส่าห์เตรียมใจว่าจะโดนกระชากหัวเป็นอย่างต่ำ ต้องมานั่งกลืนความมุ่งมั่นที่ไร้ประโยชน์ลงคออย่างเคว้งคว้าง
‘ให้ตายสิ สโนว์’
ความฮึกเหิมที่มอดดับลงเรื่อย ๆ ทำให้เซร่านึกก่นด่าสโนว์อยู่ในใจ
‘ทำไมไม่บอกกันก่อนว่าเด็กคนนี้เป็นคนดีขนาดนี้ยะ’
น่าประหลาดใจที่อควิลาเป็นเด็กดีจริง ๆ แค่บทสนทนาสั้น ๆ เพียงเท่านี้ก็รู้ได้แล้วว่าเธอเป็นคนมีความคิดลึกซึ้ง และมีสติสัมปชัญญะดีเยี่ยมผิดกับพ่อของเธอ
ถึงขนาดมีคนรักของคู่หมั้นมาอยู่ตรงหน้า แววตาคู่นั้นกลับเปี่ยมไปด้วยความเฉลียวฉลาดและการให้เกียรติอีกฝ่ายมากกว่าความริษยาเสียอีก แค่นี้ก็ไม่ต้องพูดอะไรต่อแล้ว
“……รบกวนด้วยนะคะ”
เซร่ายื่นตลับยาให้อควิลาพลางยื่นหน้าเข้าไป ตอนนี้แผนการในอดีตที่คิดจะใช้บาดแผลสร้างความได้เปรียบในการตัดสินคดีไม่อาจใช้การได้อีกต่อไปแล้ว
อควิลายิ้มออกมาอย่างดีใจพลางขยับตัวมานั่งข้างเซร่า
ปลายนิ้วที่ป้ายยาแตะลงบนแก้มของเซร่า สัมผัสที่สั่นระริกนั้นทะนุถนอมและระมัดระวังเสียจนเซร่าเผลอถอนหายใจออกมาโดยไม่รู้ตัว
ยัยหนูเอ๋ย ทำตัวแบบนี้จะไปเอาชีวิตรอดในโลกอันโหดร้ายนี้ได้ยังไงกัน
แม้จะชวนให้อึดอัดใจอยู่บ้างแต่ก็ไม่ได้ถึงขั้นรำคาญ
เธอแค่สงสัยว่าปลูกเมล็ดพันธุ์แบบเดนิดาสแล้วจะงอกเงยออกมาเป็นอควิลาได้อย่างไร ไม่รู้ว่าปาฏิหาริย์แบบนี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร แต่การที่อควิลาเรียกเซร่าออกมาคุยตามลำพังก็ทำให้เธอรู้ความจริงข้อหนึ่งได้อย่างชัดเจน
สายตาของเธอทอดมองไปยังเพดานที่แขวนแชนเดอเลียร์ระยิบระยับหรูหรา
กิ๊ววววว…… ก้อนควันสีดำที่สบตาเข้าพอดีโบกมือทักทายอย่างร่าเริง
เมฆดำที่ย้อมท้องฟ้าให้มืดมิดนั้นไม่ได้เป็นของกิลด์อัลแทร์ แต่เป็นของอควิลาต่างหาก
และชะตากรรมของเธอนั้น―
‘เด็กในครรภ์เป็นเด็กผู้ชายครับ’ ‘ไม่ได้! ข้าต้องการลูกสาว!’ ‘ถ้าเช่นนั้น มีเวทมนตร์ที่สามารถเปลี่ยนเพศของเด็กได้……’
มันบิดเบี้ยวมาตั้งแต่จุดเริ่มต้นจนถึงขั้นที่ไม่อาจแก้ไขอะไรได้อีกแล้วในตอนนี้
เซร่าที่ทบทวนบทสนทนาซึ่งแล่นผ่านเข้ามาอย่างรวดเร็วถอนหายใจออกมาเบา ๆ
ว้า คราวนี้จะแก้ปัญหายังไงดีล่ะเนี่ย
กำลังโหลดความเห็น...