“[นิยาย] เมื่ออดีตชาติ ฉันเคยขายชาติมาแล้วค่ะ” มีฉากหรือเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่ กดยืนยันเพื่อเข้าชม เว็บจะจำไว้ในเบราว์เซอร์นี้
ตอนที่ 10
เอน็อคที่แทรกผ่านเข้ามาในโพรงปากของเธออย่างราบรื่นเริ่มตวัดลิ้นราวกับเป็นสิ่งที่ทำอยู่เป็นประจำ
ความรู้สึกประหลาดเกิดขึ้นเมื่อเยื่อบุเปียกชื้นของคนอื่นกำลังสะกิดหยอกเย้าเพดานปากแข็งของเธอ
“อื้ออือ! อื้อ! อื้ออืออือ!”
สัมผัสแปลกใหม่ที่แล่นวาบไปทั่วหัวไหล่ทำให้เซร่าดิ้นรนแทบจะกระโจนลงจากหลังม้า ทว่ามันกลับไร้ประโยชน์ ไม่รู้ว่าเขาไปเอาเรี่ยวแรงมหาศาลมาจากไหน ทั้งที่ใช้แขนเพียงข้างเดียวรัดตัวเธอไว้ แต่เอน็อคกลับไม่สะทกสะท้านเลยสักนิด
กลายเป็นเซร่าเสียเองที่เสียหลักซวนเซจากการพยายามดิ้นหนี เอน็อคไม่ปล่อยให้จังหวะที่เรี่ยวแรงของเธอเริ่มถดถอยหลุดลอยไป เขาดึงรั้งท่อนบนของเธอให้เอนไปข้างหลังมากยิ่งขึ้น เซร่าที่เสียท่าจึงตกอยู่ในสภาพที่ต้องทิ้งน้ำหนักตัวพึ่งพิงเขาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“อื้อ!”
เมื่อเป็นฝ่ายกุมความได้เปรียบ เอน็อคก็รุกรานลึกเข้าไปในโพรงปากของเซร่ายิ่งกว่าเดิม การตวัดลิ้นกวาดวนอย่างเอื่อยเฉื่อยอาจดูเหมือนไม่ใส่ใจในแวบแรก แต่การที่เขาไล่เลียกักกินไปทั่วทุกซอกทุกมุมโดยไม่เว้นว่างแม้แต่จุดเดียว ก็ทำให้ดูเหมือนว่าเขากำลังจดจ่ออยู่ไม่น้อย
แม้จะไม่รู้ว่าเขาตั้งใจแค่ไหน แต่สิ่งที่รู้แน่ชัดคือเอน็อคเก่งกาจมากทีเดียว เซร่าจำต้องยอมรับความจริงข้อนั้น ทั้งที่ไม่อยากยอมรับและไม่อยากรับรู้เลยสักนิด
ก้อนเนื้อชุ่มชื้นสะกิดสัมผัสจุดอ่อนไหวเพื่อปลุกประสาทรับรู้ที่หลับใหล หรือไม่ก็กระหวัดรัดลิ้นที่แข็งทื่อจนทำอะไรไม่ถูกให้คลายตัวละลายลงอย่างอ่อนระทวย ซ้ำยังลากเข้าไปในปากของตนแล้วขบกัดเบาๆ ราวกับกำลังหยอกเย้า
สัมผัสที่คันยุบยิบ อ่อนนุ่ม และแข็งขืนตัดสลับกันจนหลอมรวมกลายเป็นความปั่นป่วน อาจเป็นเพราะหายใจไม่ทัน ทั้งที่เป็นฝ่ายม้าแท้ๆ ที่กำลังวิ่ง แต่ลมหายใจของเซร่ากลับหอบกระชั้นออกมาอย่างหนัก
เธอสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าหัวใจที่เต้นรัวของตนกำลังสูบฉีดเลือดร้อนผ่าวขนาดไหน ทุกครั้งที่เอน็อคกวาดลิ้นผ่านเยื่อบุบอบบางส่วนที่ลึกที่สุดตรงกระพุ้งแก้มของเซร่า ช่วงท้องน้อยใกล้สะดือก็พลอยหดเกร็งวูบวาบอยู่เรื่อย
เอน็อคปั่นหัวจนวิญญาณของเซร่าแทบหลุดลอยออกจากร่างอย่างช่ำชอง นับตั้งแต่วินาทีที่ริมฝีปากประกบกัน เขาก็ดูไม่เหมือนผู้ครอบครองดาบศักดิ์สิทธิ์ที่พระเจ้าทรงเลือกสรร แต่กลับเหมือนตัวตนอันชั่วร้ายที่ปรากฏกายมาเพื่อสูบวิญญาณของเธอไปเสียมากกว่า
เซร่าที่ติดอยู่ในความรู้สึกเชื่อมโยงอันน่าเวียนหัวทำได้เพียงแข็งทื่อ และสับสนกับผัสสะแปลกใหม่ที่ผุดพรายขึ้นมาอย่างเฉียบคม
สำหรับเซร่าที่เกิดมาไม่เคยแม้แต่จะจับข้อมือเพศตรงข้าม นับประสาอะไรกับการจูบ เรื่องนี้จึงเป็นประสบการณ์ที่สะเทือนขวัญอย่างยิ่ง
ไม่สิ! ไม่มีทางเป็นแบบนั้นได้! เซร่าที่ดึงสติตัวเองกลับมาจากความมึนงงได้หวุดหวิด กัดลิ้นของเอน็อคลงไปเต็มแรง
เอน็อคยอมถอยห่างจากเซร่าก็ต่อเมื่อถูกเธอกัดขย้ำแทบขาดสะบั้น
“อุ๊บ! ถุย! อะ ไอ้ ไอ้สารเลวร้ายกาจ…….”
เซร่าที่พ่นเอน็อคออกไปได้หวุดหวิดใช้มือปาดถูริมฝีปากอย่างหยาบคาย
“……?”
ทว่าจู่ๆ เธอก็สังเกตเห็นว่าจุดที่เคยเจ็บปวดตุบๆ ยามต้องลมหนาวกลับสงบลงอย่างประหลาด
พอลองแตะคลำหน้าผากดูอย่างระมัดระวังก็พบว่าไม่มีอาการปวดเช่นกัน
เมื่อก้มมองมือที่ลูบผ่านบาดแผล ก็พบเพียงสะเก็ดเลือดแห้งกรังติดอยู่ไม่กี่ชิ้นเท่านั้น
แม้จะไม่ได้ส่องกระจกดูให้เห็นกับตา แต่เซร่าก็ตระหนักได้โดยสัญชาตญาณว่าเกิดอะไรขึ้นกับตนเอง
บาดแผลสมานตัวแล้ว เรียบเนียนโดยไม่ทิ้งร่องรอยไว้แม้แต่น้อย หากย้อนคิดดูว่าเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ คำตอบก็ชัดเจนอย่างยิ่ง
ตั้งแต่วินาทีที่จูบกับเอน็อคนั่นเอง
เรื่องนี้เป็นไปได้ยังไง หมอนี่เคยมีความสามารถแบบนี้ด้วยเหรอ
“…….”
สายตาอันสับสนหันไปมองเอน็อค แม้สีหน้าของเธอจะต้องการคำอธิบาย แต่เขากลับเอาแต่แย้มยิ้มอย่างมีความหมายที่ไม่อาจเข้าใจได้
“ฮึบ”
เขากลับดันมือที่ประคองแผ่นหลังของเซร่าไปข้างหน้าแทน อ๊ะ ไอ้ฉิบหาย! เซร่าที่ปรับจุดศูนย์ถ่วงอันเปลี่ยนไปกะทันหันไม่ทันคว้าแผงควม้าไว้สุดแรงเกิดเท่าที่มือจะไขว่คว้าได้
ท่าทางนั้นคงดูตลก เอน็อคจึงหัวเราะคิกในลำคอ
“นั่งให้มันดีๆ สิ เดี๋ยวก็ตกลงไปหรอก” “เพราะใครกันล่ะยะ!”
ทั้งที่คิดว่าในที่สุดก็หลุดพ้นจากเอน็อคได้แล้วแท้ๆ แต่ดวงตาของเขากลับทอประกายแปลกประหลาดขึ้นมา ก่อนจะคว้าแขนซ้ายของเธอที่กำลังจับแผงควม้าไว้แน่นอย่างฉับพลัน
“นี่อะไร ตราประทับทาสเหรอ”
เอน็อคที่ยกแขนของเธอขึ้นใช้นิ้วหัวแม่มือลูบไล้ไปตามท้องแขนด้านในช้าๆ
เซร่าที่ก้มมองตามสัมผัสของเขาพลันสังเกตรอยสักสีดำสนิทที่สลักอยู่ตรงบริเวณตั้งแต่ด้านในข้อมือซ้ายลากยาวไปจนถึงข้อศอก
รอยสักขนาดใหญ่ที่สลักอยู่นั้นคือตัวเลข 564 932 781 พอดีเป๊ะ เท่ากับโทษทัณฑ์ที่ยังเหลืออยู่ของเธอไม่มีผิดเพี้ยน เซร่าที่เพิ่งรู้ตัวเป็นครั้งแรกว่ามีสิ่งนี้อยู่บนร่างกายก็พลอยเบิกตากว้างไปด้วย
“อ่านไม่ออกเลยแฮะว่าเขียนว่าอะไร”
ดูเหมือนเอน็อคจะอ่านตัวเลขขนาดมหึมาตรงหน้าไม่ออก
“ปล่อยค่ะ”
เซร่าที่คิดว่าเป็นความโชคดีในความโชคร้ายปัดมือเขาออกอย่างห้วนๆ ดูเหมือนเอน็อคจะไม่ได้อยากรู้อะไรขนาดนั้น เขาจึงยอมปล่อยเธอแต่โดยดีโดยไม่พูดอะไรต่อ
จากนั้นไม่นาน ม้าที่ควบตะบึงอย่างบ้าคลั่งก็ค่อยๆ ชะลอความเร็วลง เซร่าเพิ่งตระหนักได้ว่าจุดหมายปลายทางของพวกเขาคือที่ไหนก็ตอนที่เห็นหนามสีดำประจันหน้าอยู่ตรงสายตา
พาฉันมาที่นี่ทำไมกันแน่ ในขณะที่เซร่ากำลังกวาดสายตามองรอบๆ ด้วยความสงสัย ทัศนวิสัยก็เปิดโล่งขึ้น เผยให้เห็นกลุ่มคนที่เคยถูกต้นไม้บดบังไว้
“หัวหน้า หัวหน้านี่…!” “หัวหน้ามาแล้ว!”
การปรากฏตัวของเอน็อคทำให้กลุ่มคนที่มารวมตัวกันรอบๆ หนามสีดำพากันยิ้มร่าและโบกมือให้ ท่าทางต้อนรับเขาอย่างกระตือรือร้นนั้นเปี่ยมล้นไปด้วยความปีติยินดีราวกับพบโอเอซิสในทะเลทราย และในบรรดาคนเหล่านั้นก็มีสโนว์อยู่ด้วย
‘อีกแล้วเหรอ…’
เซร่าขมวดคิ้วมุ่นเมื่อสังเกตเห็นตัวตนที่เกาะอยู่บนบ่าของพวกเขา บนตัวพวกเขามีก้อนควันสีดำเกาะอยู่คนละหนึ่งก้อนเหมือนกับชายที่เธอเห็นในกระโจมของพวกค้าทาสเมื่อกี้ไม่มีผิด
คนที่ไม่มีก้อนควันเกาะอยู่มีเพียงสโนว์กับเอน็อคเท่านั้น รอบตัวเอน็อคไม่มีอะไรเลย ส่วนสโนว์ก็มีควันสีดำพันอยู่รอบคอเหมือนเมื่อกี้เป๊ะ
“…….”
ในระหว่างที่เธอกำลังครุ่นคิดถึงความหมายของปรากฏการณ์นั้น เอน็อคก็ขี่ม้าผ่านพวกเขาไปอย่างราบรื่น มันเป็นความเฉยชาอันเย็นเยียบจนเซร่าที่อยู่ด้วยรู้สึกเก้อกระดากแทน
เขาบังคับม้าเข้าไปใกล้แนวป่าแล้วหยุดม้าไว้ตรงต้นไม้ที่อยู่ห่างจากหนามเล็กน้อย ในจังหวะที่เขากระโดดลงมาอย่างคล่องแคล่วและกำลังจะช่วยอุ้มเซร่าลงมานั้นเอง
“เอน็อค! เซย์เยนเข้าไปในหนามตั้ง 6 ชั่วโมงแล้วนะครับ แต่ป่านนี้ยังไม่กลับมาเลย ชัดเจนเลยว่า….”
ชายผู้ดูเหมือนจะเป็นตัวแทนของกลุ่มวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาพ่นคำพูดรัวเร็วโดยไม่ทันสังเกตเห็นเซร่า
เขาเผยสีหน้ากระวนกระวายใจอย่างเห็นได้ชัดจนไม่อาจเอ่ยต่อให้จบประโยค หนวดเคราทรงโค้งสวยสั่นระริกราวกับกำลังจินตนาการถึงเรื่องเลวร้ายบางอย่าง
“ใช่ หลงทางหรือไม่ก็เกิดเรื่องขึ้นแล้วล่ะสิ”
เอน็อคที่ผูกม้าไว้กับโคนต้นไม้แล้วจึงเอ่ยต่อประโยคที่ชายคนนั้นพูดค้างไว้ด้วยน้ำเสียงราบเรียบไร้อารมณ์
“ปล่อยไว้แบบนี้ไม่ได้แล้วครับ ฉันต้องเข้าไปพาเขาออกมาเอง” “ไม่ได้ มาร์คัส”
เอน็อคห้ามปรามมาร์คัส ชายผู้ยืนกรานว่าตนเองต้องเข้าไปดูด้วยท่าทีจริงจังพลางส่ายหน้าปฏิเสธ
“นายเพิ่งจะออกมาจากหนามเมื่อเช้านี้เองนะ ถ้าเข้าไปในหนามอีกตอนนี้ นายจะโดนไอพิษเล่นงานเอา” “แล้วตอนนี้มีใครไม่เป็นแบบนั้นบ้างล่ะครับ?! เซย์เยน เจ้าหมอนั่น ฉันเป็นคนรับผิดชอบดูแลฝึกสอนเขานะครับ เพราะฉันสอนไม่ดีเขาถึงได้ทำตามใจตัวเอง ฉันถึงต้องเป็นคนไปไงครับ!”
หืม เซร่าที่ตั้งใจฟังบทสนทนาโต้ตอบพยักหน้าอย่างเข้าใจ ดูเหมือนสมาชิกกิลด์ที่ชื่อเซย์เยนจะเข้าไปในหนามคนเดียวแล้วยังออกมาไม่ได้ และต่อให้คิดอยากจะไปช่วยแค่ไหนก็คงไปไม่ได้ในสถานการณ์เช่นนี้
“ไม่เกี่ยวกัน หนวกหูน่า ไปแอบร้องไห้ตรงมุมนู้นไป เรื่องช่วยคนฉันจัดการเอง”
ผิดกับมาร์คัสที่หน้าซีดเผือด เอน็อคยังคงมีท่าทีเฉยเมยไม่แยแส เขาตอบกลับอย่างเย็นชาพลางพยักพเยิดคางไปยังกลุ่มคนที่ยืนกระทืบเท้าด้วยความกระวนกระวายใจอยู่ไกลๆ โดยไม่กล้าเดินเข้ามาใกล้
“หรือว่า... เอน็อคจะไปเองเหรอครับ...?”
มาร์คัสที่ตีความคำพูดนั้นว่าเอน็อคจะลงมือเข้าไปช่วยด้วยตัวเองจึงเอ่ยถามกลับด้วยสีหน้าดีใจขึ้นมาทันที
“เปล่า”
ทว่าเอน็อคกลับส่ายหน้าปฏิเสธอย่างเด็ดขาดอีกครั้ง ใบหน้าของมาร์คัสที่เคยเปี่ยมไปด้วยความหวังจึงหม่นหมองลงอย่างรวดเร็ว เอน็อคที่ทรยศความคาดหวังของลูกน้องอย่างไม่แยแสชี้นิ้วไปยังเซร่าที่พยายามทำตัวล่องหนเงียบๆ มาตั้งแต่เมื่อครู่แล้วเอ่ยขึ้น
“ยัยนี่” “……?!”
การถูกชี้ตัวอย่างกะทันหันทำให้เซร่าผู้เป็นเจ้าของเรื่องหันขวับไปมองเอน็อคด้วยสายตาที่ฟ้องชัดว่า 'พูดบ้าอะไรของนาย' ก่อนใครเพื่อน
เมื่อนั้นมาร์คัสถึงเพิ่งตระหนักได้ว่ามีเซร่าอยู่ตรงนี้และจ้องมองเธออย่างพินิจพิเคราะห์ เซร่าจึงจ้องตอบกลับไปตรงๆ ด้วยสีหน้าประมาณว่า 'มองอะไรยะ' แม้จะยังไม่แน่ใจนักว่าการเปิดเผยตัวว่าเป็นผู้มีภูมิคุ้มกันจะปลอดภัยดีหรือไม่เนื่องจากปัญหาเรื่องพวกพ่อค้าทาส แต่ตามที่สโนว์บอกไว้ว่าคนพวกนี้คือตัวตนล้ำค่า เธอจึงเกิดลูกฮึดใจกล้าขึ้นมาว่าคงไม่มีใครคิดทำร้ายเธอหรอก
ระหว่างที่ทั้งสองคนกำลังจ้องคุมเชิงใส่กันอยู่นานสองนานนั้นเอง―
“……!”
มาร์คัสที่สังเกตเห็นดวงตาสีแอเมทิสต์ต้องแสงจันทร์ก็พลันกรีดร้องออกมาด้วยเสียงแหลมสูงที่ไม่เข้ากับรูปร่างใหญ่โตของเขาเลยสักนิด
“ผะ-ผู้มีภูมิคุ้มกันนี่! ผู้มีภูมิคุ้มกันโผล่มาแล้ว!”
เสียงตะโกนของเขาทำให้เหล่าสมาชิกกิลด์ที่ยืนอยู่ห่างออกไปตอบสนองอย่างฉับไวทันที
“……!” “……!”
ผู้คนต่างพุ่งทะยานออกมาพร้อมเพรียงกันราวกับนัดหมายไว้แล้วเข้าล้อมรอบเซร่าในชั่วพริบตาเดียว
จากนั้น อาวุธทุกชิ้นก็ถูกชักออกมาจ่อชี้ตรงมาที่เธอพร้อมกับเสียงโลหะกระทบกันดังลั่นระงม
“ผู้มีภูมิคุ้มกันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?” “ยังจะกล้าบากหน้าเสนอหน้าเข้ามาอีกเหรอ”
สมาชิกกิลด์ที่จ้องเขม็งใส่เซร่าต่างพากันก่นด่าประณามออกมาคนละคำสองคำ แม้ว่าคนจำนวนมากจะกำลังรุมล้อมเซร่าที่ไม่มีอาวุธติดตัวเลยแม้แต่ชิ้นเดียว ทว่าในแววตาคมกริบเหล่านั้นกลับแฝงไปด้วยความตึงเครียดอย่างเห็นได้ชัด
“……?!”
เซร่าที่ตกใจกับท่าทีดุร้ายคุกคามขมวดคิ้วอย่างสับสน เป็นอะไรกันไปน่ะ ไหนบอกว่าผู้มีภูมิคุ้มกันเป็นเรื่องดีไม่ใช่เหรอ
ปฏิกิริยารุนแรงที่เกินความคาดหมายทำให้เธอหันไปมองสโนว์ด้วยสายตางุนงง ท่ามกลางผู้คนที่กำลังเล็งอาวุธใส่ การมองหาชายเพียงคนเดียวที่ไม่ได้ทำอะไรเลยจึงเป็นเรื่องง่ายดาย
“ไง~”
เมื่อสบตากับเธอ สโนว์ก็ยิ้มอย่างสดใสเหมือนเมื่อครู่พลางโบกมือให้ แม้ภายนอกจะดูเปี่ยมไปด้วยความหวังดี ทว่าความขี้เล่นเจ้าเล่ห์ที่แฝงอยู่ในดวงตาสีฟ้าเป็นประกายคู่นั้นกลับมองเห็นได้ชัดเจนแม้จะอยู่ไกล
ในวินาทีนั้นเอง อ๊ะ เซร่าก็พลันตระหนักได้
“โธ่เว้ย ไอ้สารเลวนั่นต้มฉันซะเปื่อยเลย”
ว่าตัวเธอโดนหลอกเข้าเต็มเปา
มัวแต่อุดอู้อยู่ในนรกจนสัมผัสทื่อลงหรือไงนะ เซร่าต่อว่าตัวเองพลางกวาดตามองใบหน้าหลายสิบหน้าที่กำลังจ้องเขม็งมาที่เธอ อันที่จริง สิ่งที่เซร่าคุ้นเคยมากกว่าการต้อนรับอย่างอบอุ่นตอนอยู่กับเอน็อคนั้นก็คือด้านนี้นี่แหละ
ก็นึกแล้วเชียว ทั้งในอดีตหรือตอนนี้ ตัวเธอไม่มีทางเป็นตัวตนที่ผู้คนจะยินดีต้อนรับได้หรอก เซร่าที่ตระหนักถึงสัจธรรมอันเที่ยงแท้ขึ้นมาอีกครั้งได้แต่ถอนหายใจออกมาดังเฮ้อ
เซร่าดึงสายตากลับมาแล้วเอ่ยถามเอน็อคที่เอาแต่ปล่อยปละละเลยสถานการณ์นี้
“แล้ว ตกลงว่าฉันต้องทำอะไรคะ?”
กำลังโหลดความเห็น...