“[นิยาย] เมื่ออดีตชาติ ฉันเคยขายชาติมาแล้วค่ะ” มีฉากหรือเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่ กดยืนยันเพื่อเข้าชม เว็บจะจำไว้ในเบราว์เซอร์นี้
ตอนที่ 11
‘พี่จ๋า ฉันหนาวเหลือเกิน’
น้องชายตัวน้อยที่เกาะติดแจเอาศีรษะเล็กๆ ถูไถกับหัวไหล่พลางส่งเสียงร้องคร่ำครวญ ชิ เซร่าเดาะลิ้นออกมาอย่างเปิดเผย ไหล่อันบอบบางที่สั่นเทิ้มจึงสะดุ้งเกร็งขึ้นมาทันใด น้องชายตาบอดที่เธอพาออกมาด้วยเพราะคิดว่าจะเรียกความเห็นใจได้ง่ายขึ้นนั้นไม่ได้ทำประโยชน์อะไรตามบทบาทแม้แต่น้อย
‘อย่ามาทำตัวอ่อนแอ แกล้งร้องไห้ให้มันดูสมจริงหน่อยสิ’
เซร่าเอ็ดตะโรใส่อย่างห้วนๆ ก่อนจะกระตุกหัวไหล่สะบัดน้องชายออกไปให้พ้นตัว ถ้ารู้แบบนี้ออกมาคนเดียวก็ดีหรอก เธอส่งเสียงพึมพำบ่นอุบอิบให้ได้ยิน พลางจ้องเขม็งไปยังรูปสลักของเทพเจ้าที่ตั้งตระหง่านอย่างสง่างามด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความเคียดแค้น
เทพเจ้าที่ผู้คนร่ำลือกันว่าทรงเปี่ยมไปด้วยความเมตตาอย่างเท่าเทียม กลับไม่เคยประทานความเมตตาใดๆ ลงมาเลย ทั้งที่เด็กน้อยสองคนกำลังจะอดตายอยู่ต่อหน้าพระพักตร์แท้ๆ กระทั่งเหล่าผู้คนที่ศรัทธาในเทพเจ้าผู้เปี่ยมเมตตา แค่เห็นเด็กข้างถนนที่นอนสั่นงันงกท่ามกลางความหนาวเหน็บก็ยังส่งสายตาเหยียดมองราวกับเป็นสิ่งโสโครกที่ทำลายทัศนียภาพ แล้วก็พากันสาวเท้าเดินผ่านไปเฉยๆ
ภาพตรงหน้านี้มันมีความเท่าเทียมและความเมตตาอยู่ที่ตรงไหนกัน แม้จะก่นด่าสาปแช่งพระเจ้าที่ประทานมาให้แต่ความสูญเสียจนหนำใจ ทว่าเฉกเช่นคนทั่วไปที่หลังชนฝา สุดท้ายเธอก็ประสานสองมือเข้าด้วยกันแล้วสวดอ้อนวอนอย่างเว้าวอนอยู่ดี
ได้โปรดประทานขนมปังมาให้สักชิ้นเถอะค่ะ ถ้ายังมีจิตสำนึกอยู่บ้าง อย่างน้อยก็ควรทำแค่นี้ให้ไม่ใช่เหรอคะ แต่ก็อย่าแล้งน้ำใจประทานมาให้แค่ชิ้นเดียวจริงๆ ล่ะ ต้องให้อย่างน้อยสองชิ้นนะคะ เพราะฉันต้องเอาไปป้อนให้เจ้าเด็กนี่กินด้วย
ในตอนที่เธอกำลังขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอยู่นั้น ราวกับคำอธิษฐานส่งไปถึงพระเจ้า ใครบางคนได้เดินมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเซร่า
‘อยากลองกินนี่ดูไหมจ๊ะ? เพิ่งอบเสร็จใหม่ๆ อร่อยมากเลยนะ’
สำหรับคนที่กำลังจะอดตายแล้วนั้น อานุภาพของขนมปังที่ยังกรุ่นไอร้อนช่างยิ่งใหญ่เกินจะบรรยายจริงๆ
‘ขะ ขอบคุณค่ะ ขอบคุณมากๆ นะคะ’
เซร่าที่ตาลุกวาวเพราะเห็นแก่กิน กลัวว่าจะมีใครมาแย่งไปจึงรีบคว้าขนมปังสองชิ้นที่หญิงคนนั้นยื่นให้อย่างรวดเร็ว แล้วยัดชิ้นหนึ่งเข้าปากน้องชาย ส่วนอีกชิ้นก็ยัดใส่ปากตัวเอง ขนมปังอุ่นๆ ที่ได้ลิ้มลองเป็นครั้งแรกในชีวิตนั้นอร่อยจนน้ำตาแทบไหล และละลายในปากอย่างนุ่มนวล
‘อยากกินอีกสักชิ้นไหมจ๊ะ?’
หญิงคนนั้นยื่นขนมปังชิ้นใหม่มาให้พลางเอ่ยถามเซร่าที่สวาปามขนมปังหมดเกลี้ยงในชั่วพริบตา
‘…จะได้เหรอคะ?’
เซร่าที่ไม่คิดเลยว่าอีกฝ่ายจะเอ่ยปากให้เพิ่มอีก จึงเพิ่งเงยหน้าขึ้นมองหญิงสาวผู้มีพระคุณอย่างเต็มตา ตรงนั้นมีหญิงวัยกลางคนที่มีใบหน้าเรียบเฉย
‘ได้สิ แน่นอนจ้ะ’
หญิงผู้มีรอยยิ้มเปี่ยมเมตตาหยิบขนมปังสองก้อนส่งให้อย่างไม่ลังเล คราวนี้เซร่าก็ยังคงยัดชิ้นหนึ่งเข้าปากน้อง ส่วนอีกชิ้นยัดเข้าปากตัวเองพลางเคี้ยวกลืนลงคออย่างตะกละตะกลาม
‘โถ คงหิวโซมากสินะ’
ช่างน่าเวทนาเหลือเกิน หญิงคนนั้นถอนหายใจด้วยความเวทนาพลางลูบศีรษะของเซร่าที่กำลังก้มหน้าก้มตากัดกินขนมปังราวกับสัตว์ป่าอย่างแผ่วเบา เพียงชั่วพริบตานั้นความรู้สึกว่ามีใครสักคนคอยดูแลเอาใจใส่ก็ทำให้เธอน้ำตาแทบจะรื้นขึ้นมา ทั้งที่ก่อนหน้านี้ยังก่นด่าทั้งพระเจ้า ทั้งโลกใบนี้ และผู้คนทั้งหลายที่ไม่เคยเหลียวแลเด็กน้อยตาดำๆ สักคนแท้ๆ ทว่าหัวใจวัยเยาว์ที่หลอมละลายลงดั่งหิมะด้วยเศษขนมปังเพียงไม่กี่ชิ้นกลับพลิกความคิดราวกับพลิกฝ่ามือว่า โลกใบนี้ยังคงพอมีคุณค่าให้อยู่ต่อไป
ถึงขนาดเกิดความคิดอันน่ายกย่องขึ้นมาว่า จะจำความปรารถนาดีที่ตนได้รับในวันนี้ไว้ให้ดี แล้วหากวันใดที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่ก็อยากจะส่งต่อคืนให้แก่ใครสักคน
‘กินหมดแล้วเหรอ ตอนนี้อิ่มท้องขึ้นมาบ้างหรือยัง’ ‘ค่ะ ขอบคุณมากจริงๆ ค่ะ’ ‘จริงเหรอจ๊ะ’ ‘……คะ?’
ทว่าคนที่ทำให้รู้ว่านั่นเป็นความซาบซึ้งอันตื้นเขินเพียงใด ช่างน่าขันที่กลับเป็นผู้หญิงที่ดูราวกับนางฟ้าคนนั้นเอง
‘ถ้าอย่างนั้น ช่วยทำตามคำขอเล็กๆ ของฉันสักเรื่องได้ไหมจ๊ะ’
น้ำเสียงอันอ่อนหวาน รอยยิ้มเปี่ยมเมตตา ฝ่ามือที่เคยลูบศีรษะเธอ กลิ่นหอมกรุ่นของขนมปังที่โชยมาแตะปลายจมูก ไม่มีเหตุผลใดที่เซร่าจะไม่เชื่อใจผู้ใหญ่ที่เคยมอบแต่สิ่งดีๆ ให้แก่เธอ หากยอมทำตามคำขอนั้นแล้ว เธอจะได้ถูกลูบศีรษะเหมือนเมื่อครู่อีกไหมนะ สำหรับเซร่าแล้ว เธอโหยหาสัมผัสนั้นยิ่งกว่าขนมปังที่หญิงคนนั้นมอบให้อีก
‘คำขออะไรเหรอคะ’
เธอจึงตอบตกลงไปอย่างไม่ลังเล ด้วยความไร้เดียงสา
“…….”
ตั้งแต่ตอนนั้นเลยหรือเปล่านะ ที่ชีวิตของฉันเริ่มลงไปเกลือกกลั้วกับปลักโคลน เซร่าพึมพำประโยคที่เตรียมไว้เล่าให้ใครสักคนฟังในสักวันหนึ่ง พลางตื่นจากภวังค์ความคิด เธอหลงคิดว่าการตายไปครั้งหนึ่งได้ปิดฉากเรื่องราวชวนสะเทือนใจจนไม่อาจฟังได้โดยไร้น้ำตานี้ลงแล้ว ทว่าหลังจากผ่านไปสามร้อยปี เธอกลับมั่นใจว่าตนเองกำลังยืนอยู่บนทางแยกเดิมเหมือนในตอนนั้นไม่ผิดเพี้ยน
และในความเป็นจริง เธอก็มายืนอยู่ตรงทางแยกจริงๆ ระหว่างพื้นที่ปลอดภัยด้านนอก กับทางเข้าไปยังดงหนาม
หลังจากรับฟังคำอธิบายทั้งหมดจากเอน็อคแล้ว เซร่าก็ชี้ไปยังทางเข้าดงหนามที่มืดมิดดำสนิทพลางเอ่ยถาม
“สรุปก็คือ แค่ให้ฉันเดินเข้าไปข้างในนั้นสินะคะ” “เฮ้ย!”
เพียงแค่การเคลื่อนไหวเล็กน้อยของเธอ เหล่าผู้คนที่ล้อมรอบอยู่ก็ตอบสนองอย่างว่องไว การตอบสนองอย่างว่องไวที่ว่านี้ หมายถึงการขยับปลายดาบตามทิศทางที่เซร่าชี้นิ้วไปพร้อมๆ กัน และในกลุ่มคนเหล่านั้นก็รวมถึงมาร์คัสด้วย
ผู้คนที่ชักอาวุธออกมาทันทีที่รู้ว่าเซร่าเป็นผู้มีภูมิคุ้มกัน แม้จะรู้แล้วว่าเธอเป็นคนที่จะมาช่วยพวกเขา แต่ก็ยังไม่ยอมลดดาบลงง่ายๆ อยู่ดี
เซร่าที่ไม่รู้ว่าจับพลัดจับผลูอีท่าไหนถึงสามารถควบคุมอารมณ์ของทุกคนได้ด้วยปลายนิ้วเพียงนิ้วเดียว รู้สึกไม่แน่ใจนักว่าเรื่องทั้งหมดนี้คือความจริงหรือไม่ ถึงขนาดนี้จริงเหรอ ไม่ว่าจะคิดอย่างไรก็ไม่อาจซ่อนความรู้สึกที่ว่าทุกคนกำลังรวมหัวกันเห็นเธอเป็นตัวตลกได้เลย
“ใช่”
มีเพียงเอน็อคคนเดียวเท่านั้นที่ยังคงสงบนิ่งราวกับเรื่องทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร เซร่าที่ได้รับคำตอบมาอย่างยากลำบากจึงทบทวนสิ่งที่ตนเองต้องทำอีกครั้ง
“ในนั้นมีเพื่อนร่วมงานของคุณอยู่” “เฮ้ย!”
ทันทีที่เธอชี้ปลายขึ้นเหนือไหล่ บริเวณรอบข้างก็แตกตื่นกันอีกรอบ
เซร่ามองคนพวกนั้นด้วยแววตาที่ยอมแพ้ไปครึ่งหนึ่ง จากนั้นจึงหันไปมองค้อนใส่เอน็อคด้วยสายตาที่เริ่มหงุดหงิดขึ้นมา มากกว่าจะรู้สึกโกรธกับสถานการณ์เช่นนี้
หากสมาชิกกิลด์จะแตกตื่นกันถึงขนาดนั้น ในฐานะที่เป็นหัวหน้าก็ควรจะปรามให้สงบลงหรือจัดการอะไรสักอย่างเสียหน่อย ทว่าเอน็อคที่เป็นคนพาเซร่ามาแท้ๆ กลับทำตัวเหมือนคนยืนมองไฟไหม้อยู่อีกฟากฝั่งของแม่น้ำเสียอย่างนั้น
“ของนายท่านสิ”
หน้าด้านถึงขนาดมาคอยจับผิดแล้วแก้ไขคำเรียกที่หลุดออกมาจากปากของเซร่าหน้าตาเฉย
“ค่ะ สรุปว่าเพื่อนร่วมงานของนายท่าน—”
เซร่าที่ยอมรับคำเรียกนั้นด้วยดวงตาไร้แวว สรุปเรื่องราวทั้งหมดที่ได้ยินมาจนถึงตอนนี้
“…เพื่อนร่วมงาน…ของนายท่านประสบภัยอยู่ข้างใน” “ใช่แล้ว” “ก็เลยอยากให้คนที่เพิ่งเจอกันครั้งแรกอย่างฉันไปตามหาคนคนนั้นให้สินะคะ” “ใช่แล้ว” “ทั้งที่คนพวกนั้นที่เอาดาบจ่อฉันอยู่กลับเข้าไปไม่ได้เนี่ยนะ” “ก็ใช่น่ะสิ”
เธอเอ่ยพลางแฝงน้ำเสียงประชดประชันเอาไว้อย่างแนบเนียน เผื่อว่าถ้าเขายังมีมโนธรรมอยู่บ้างจะได้รู้สึกสะกิดใจขึ้นมา ทว่ามันกลับไม่ได้ผลกับเอน็อคเลยสักนิด ซ้ำร้ายคำตอบที่ได้รับกลับมายังดูสดชื่นแจ่มใสเสียด้วยซ้ำ
“…….”
เซร่าที่หุบปากลงด้วยสีหน้าเหนื่อยล้า เอ่ยเสริมเหตุผลที่ทำให้เธอต้องเข้าไปในดงหนามนี้อยู่ดีเป็นอย่างสุดท้าย
“เพราะฉันเป็นผู้มีภูมิคุ้มกันที่ไม่ถูกหมอกของดงหนามล่อลวงใช่ไหมคะ”
เหตุผลก็เพราะว่า เซร่าคือ ‘ผู้มีภูมิคุ้มกัน’ ที่ได้ยินจนหูแว่วนั่นเอง นึกสงสัยอยู่เชียวว่ามีภูมิคุ้มกันต่อสิ่งใดกันแน่ และคำตอบก็คือ เธอเป็นคนที่ไม่ได้รับผลกระทบจากหมอกแห่งการล่อลวงที่แฝงเร้นอยู่ภายในดงหนามเหล่านั้นนั่นเอง
ถ้าอย่างนั้นมันก็เป็นเรื่องดีไม่ใช่หรือไง แต่เมื่อดูจากสถานการณ์รอบตัวแล้ว ดูท่าคงไม่ใช่แบบนั้นเลยสักนิด ท่ามกลางบรรยากาศที่ถูกตั้งแง่รังเกียจขนาดนี้ ทั้งที่มีความสามารถสะดวกสบายแท้ๆ เซร่าจึงสังหรณ์ใจได้ว่าน่าจะยังมีบางสิ่งที่สำคัญซึ่งเอน็อคยังไม่ได้อธิบายหลงเหลืออยู่อีก
“ถูกต้อง ความจำดีนี่”
เอน็อคที่คอยเออออรับคำถามทุกข้อเอ่ยชมเธอด้วยสีหน้าเอ็นดู
“แต่ยังขาดไปอย่างหนึ่งนะ”
……ก่อนจะส่ายหน้าด้วยสีหน้าที่บ่งบอกว่าน่าเสียดายที่ยังไม่ได้ร้อยคะแนนเต็ม เซร่าที่จงใจละเว้นสิ่งหนึ่งที่เขาพูดถึงไปตั้งแต่แรก จึงทวนคำพูดเดิมที่เอน็อคเคยเอ่ยเอาไว้เป๊ะๆ ออกมาด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด
“ค่ะ! ใช่แล้วค่ะ! ฉันมันเป็นผู้มีภูมิคุ้มกันที่ไม่โดนหมอกล่อลวง แถมต่อให้ตายห่าไปตอนไหนก็ไม่มีใครเสียดายยังไงล่ะคะ!”
ขนาดเซร่าที่ใช้ชีวิตโดนด่าว่านังสารเลวจนชินชาเหมือนกินข้าวสามมื้อ ฟังแล้วยังอดสงสัยในสันดานไม่ได้ ปกติแล้วต่อให้เป็นคนเลวแค่ไหน พอได้ยินคำพูดของตัวเองหลุดออกมาจากปากคนอื่นก็มักจะแสดงสีหน้ารู้สึกผิดบ้างแท้ๆ ทว่าเอน็อคกลับพยักหน้าอย่างพึงพอใจด้วยสีหน้าราวกับเพิ่งโล่งอกสบายใจในที่สุด
“เด็กดี”
เซร่าที่หมดแรงแม้แต่จะโมโหแหงนหน้ามองหนามสีดำที่อวดความน่าเกรงขามอันชวนขนลุก แม้เธอจะไม่ชอบพูดจาแสดงความอ่อนแอ แต่พูดกันตามตรง เมื่อไม่สามารถใช้เวทมนตร์ดำได้อีกแล้ว เธอจึงไม่มั่นใจเลยว่าการก้าวเข้าไปในนั้นมันจะปลอดภัยจริงหรือ
“ไม่มีพวกอาวุธให้บ้างเหรอคะ? ไหนบอกว่าข้างในนั้นมีพวกสัตว์ประหลาดอยู่ด้วยไง” “มีแต่จะหนักเปล่าๆ ความจำเสื่อมไม่ใช่เหรอ ดาบน่ะ เคยแกว่งเป็นกับเขาด้วยหรือไง?”
ทว่าคำตอบที่ได้รับกลับมาก็ดับความหวังริบหรี่สุดท้ายลงจนหมดสิ้น
แม้จะพล่ามน้ำท่วมทุ่ง แต่สิ่งที่เอน็อคกำลังทำอยู่ตอนนี้ก็คือการจับคนความจำเสื่อมมาคนหนึ่ง แล้วบอกให้เดินเข้าไปในแดนมรณะเพราะเธอเป็นผู้มีภูมิคุ้มกัน แถมพวกคนที่ยืนดูอยู่รอบๆ ก็ดูไม่มีความคิดที่จะห้ามปรามเลยสักนิด
ถ้าปีศาจมีจริง ก็คงเป็นไอ้พวกเวรนี่แหละ เซร่าที่รู้สึกราวกับได้เผชิญหน้ากับปีศาจตัวเป็นๆ หัวเราะหึออกมาอย่างแห้งแล้ง ก่อนจะสรุปได้ในที่สุด
“สรุปก็คือ ฉันมันก็แค่สิ่งนั้นสินะคะ”
ถ้าศัพท์เฉพาะทางก็คือโล่มนุษย์ หากใช้ภาษาสูงส่งขึ้นมาหน่อยก็เป้าล่อธนู ทว่าเซร่าไม่ได้เอ่ยคำพวกนั้นออกมาให้บรรยากาศมันตึงเครียดยิ่งขึ้น
ทุเรศชะมัด เซร่าก่นด่าความรู้สึกของตนสั้นๆ ในใจพลางแสร้งทำเป็นมองสำรวจรอบๆ ดงหนามอย่างแนบเนียน ให้เข้าไปคนเดียวก็ดีเหมือนกัน ใครหน้าไหนจะติดแง็กอยู่ข้างในแล้วมันเกี่ยวอะไรกับฉันล่ะ ถ้าเซร่าที่อ่อนแอสุดขีดในตอนนี้ดันไปเจอสัตว์ประหลาดเข้าข้างใน ไม่ว่าจะมีภูมิคุ้มกันหรือวิเศษวิโสมาจากไหนก็คงได้มุ่งตรงลงนรกทันที
ถ้าแกล้งทำเป็นเดินเข้าไปก่อน แล้วค่อยไปหาทางออกอื่นจากข้างในเพื่อแอบหนีไปเงียบๆ ละก็…
“คงไม่เป็นแบบนั้นหรอกนะ แต่ถ้าคิดจะหนีออกมาจากข้างในละก็ เลิกคิดซะเถอะ”
…ไม่ทันขาดคำที่เธอคิด เอน็อคก็เอ่ยเตือนขึ้นมาด้วยน้ำเสียงสบายอารมณ์
“ทางเข้าของดงหนามมีแค่ทางเดียว และต่อให้เป็นผู้มีภูมิคุ้มกัน แต่ถ้าติดอยู่ในหนามเป็นเวลานาน ก็ถูกพิษเล่นงานจนตายได้เหมือนกัน” “……”
แผนการหลบหนีที่พังยับเยินอย่างหมดจดทำให้เซร่าจ้องเขม็งไปยังเอน็อคด้วยสายตาเอือมระอา ไอ้หมอนี่เซนส์ดีชะมัด รู้ได้ยังไงกันอีกเนี่ย?
“เปล่าค่ะ ฉันแค่มองดูเพราะคิดว่าจะเห็นข้างในบ้างก็แค่นั้นเอง”
โฮะๆ เซร่าหัวเราะแห้งๆ พลางเหลือบตาเพ่งมองลึกเข้าไปข้างใน
“……เอ๊ะ?”
แล้วเธอก็เบิกตากว้างราวกับเพิ่งค้นพบอะไรบางอย่างเข้าจริงๆ
และก็จริงๆ เสียด้วย สิ่งหนึ่งเริ่มปรากฏขึ้นในสายตาของเธอ ไม่รู้เลยสักนิดว่าทำไมบ้าบอถึงมองเห็นมันได้ ทว่าเบื้องหลังสายตาที่ปริแตกของเซร่า ภายในดงหนามสีดำสนิทกลับปรากฏชัดเจนอย่างแจ่มแจ้ง
ใจกลางเขาวงกตที่อบอวลไปด้วยสายหมอก ที่ไหนสักแห่งตรงนั้นมีก้อนควันสีดำทะมึนกำลังขดตัวคุดคู้อยู่ แม้ขนาดจะต่างกัน ทว่านั่นเป็นสิ่งเดียวกับที่เคยเกาะอยู่บนบ่าของคนอื่นๆ อย่างไม่ต้องสงสัย ต่อให้มองจากระยะไกลรูปร่างของมันก็ยังเด่นชัด อีกทั้งยังเป็นตัวที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เธอเคยเห็นมา
ทำไมไอ้นั่นถึงได้ตัวใหญ่ผิดแผกอยู่ตัวเดียวล่ะ ขณะที่คิดเช่นนั้นพลางจับจ้องก้อนควันสีดำที่กำลังพลิกตัวไปมา คราวนี้ก็ไม่ผิดไปจากเดิมเมื่อดวงตาสองข้างผุดโผล่ขึ้นมาปิ๊ง
กิ๊ว? เจ้าก้อนควันที่มีดวงตาสุกใสเปล่งเสียงร้องเช่นนั้นออกมา จากนั้นมันก็มองตรงมาทางเซร่าอย่างไม่หลงทิศหลงทางเลยตั้งแต่แรก
พร้อมกันนั้นเอง เปร๊ยะ สายตาก็ปริแตกออก
กำลังโหลดความเห็น...