“[นิยาย] เมื่ออดีตชาติ ฉันเคยขายชาติมาแล้วค่ะ” มีฉากหรือเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่ กดยืนยันเพื่อเข้าชม เว็บจะจำไว้ในเบราว์เซอร์นี้
ตอนที่ 12
แววตาของเซร่าทอประกายแปลกใจ หากเศษเสี้ยวแห่งดวงดาวที่ฝังอยู่ในดวงตาของเธอจะส่งปฏิกิริยาตอบสนองในจังหวะเวลานี้ ความเป็นไปได้ก็มีเพียงหนึ่งเดียว
ผู้มีชะตากรรมอันบิดเบี้ยว พระเจ้าผู้คอยเฝ้ามองเธอจากนรกกำลังส่งสัญญาณมาให้ ในตอนนี้ เบื้องหลังเขาวงกตสีดำทะมึนนั้น มีใครบางคนที่จะช่วยลดโทษทัณฑ์ห้าร้อยล้านปีให้เธอกำลังรอคอยอยู่
ขอเพียงแค่ลดโทษทัณฑ์ลงได้ ต่อให้ที่ตรงนั้นจะเป็นในดงหนามหรือในกองเพลิง เธอก็พร้อมจะก้าวเข้าไปด้วยความยินดีทั้งนั้น
“ทำอะไรอยู่ รีบไปสิ”
ปัญหามันติดตรงที่ไอ้ท่าทางทวงบุญคุณราวกับฝากของเอาไว้แบบโจ่งแจ้งนั่นมันช่างน่าหมั่นไส้เหลือเกิน
“เร็วเข้า ต้องตอบแทนบุญคุณสิ เซร่า”
บางทีอาจจะเข้าใจว่าการที่เธอยืนนิ่งอยู่แบบนี้คือการแสดงออกว่าไม่อยากเข้าไป เอน็อคจึงหรี่ตายิ้มหวานพลางเอ่ยเร่งเร้าเธอพร้อมกับแสร้งทำเป็นทวงบุญคุณ ถ้าเป็นห่วงนักทำไมไม่เข้าไปเองล่ะยะ ตัวเองไม่ทำห่าอะไรสักอย่างแท้ๆ แต่เรื่องพ่นน้ำลายนี่เก่งเหลือเกิน
“ค่ะ…”
เพราะอย่างนั้นหรือเปล่านะ ทั้งที่เดิมทีก็เป็นทางที่ต้องไปอยู่แล้ว แต่จู่ๆ ก็เกิดไม่อยากไปขึ้นมาเสียเฉยๆ
ถึงกระนั้นเซร่าก็ต้องข่มใจเอาไว้ โอกาสตรงหน้านั้นหอมหวานเกินกว่าจะยอมพ่ายแพ้ให้แก่การยั่วยุชั้นต่ำพรรค์นั้น
“ถ้ากลับมาอย่างปลอดภัย ฉันจะกอดเธอแน่นๆ แล้วนอนด้วยเป็นรางวัลแล้วกัน”
…ไม่ไปแม่งเลยดีไหมนะ? ความมุ่งมั่นที่อุตส่าห์รวบรวมมาได้ถูกไอ้ปากหมานั่นสั่นคลอนอยู่เรื่อย หากมีการแข่งขันบั่นทอนกำลังใจของคนอื่นล่ะก็ เอน็อคคงมีพรสวรรค์ล้นเหลือพอจะคว้าอันดับหนึ่งมาครองได้อย่างไร้ข้อกังขา
ท่าทางที่คิดว่าการได้นอนร่วมเตียงกับตัวเองเป็นรางวัลอันยิ่งใหญ่อะไรขนาดนั้นมันช่างน่าหมั่นไส้สิ้นดี เซร่าไม่มั่นใจเอาเสียเลย เธอไม่มีความมั่นใจเลยสักนิดว่าจะรอดชีวิตกลับมาได้หลังจากได้ยินคำพรรค์นั้น…
“ถึงเรื่องนั้นมันจะน่ารังเกียจจนอยากจะตายไปให้พ้นๆ ก็เถอะ…”
ทว่าการเสียสละสิ่งเล็กน้อยเพื่อประโยชน์ส่วนใหญ่ย่อมเป็นเรื่องที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ในทุกหนแห่ง เซร่าซ่อนความในใจเอาไว้พลางหลุบตาลงแสร้งทำเป็นน่าสงสารแล้วขยับริมฝีปากเบาๆ
“ฉันจะช่วยสหายร่วมกิลด์ของนายท่านกลับมาให้ได้อย่างแน่นอนค่ะ”
บางทีอาจเป็นเพราะภาพนั้นดูเหนือความคาดหมาย เหล่าสมาชิกกิลด์ที่คอยจับจ้องเธออยู่จึงพากันกระซิบกระซาบเสียงเบา พวกเขากำลังสับสนว่าจะต้องประเมินผู้มีภูมิคุ้มกันที่ดูนิสัยดุร้ายแต่กลับยอมเชื่อฟังคำพูดของเอน็อคแต่โดยดีคนนี้อย่างไร
ฮึกๆ นายท่าน ฉันจะรีบไปรีบกลับนะคะ เซร่าก้าวเดินอย่างเดียวดายราวกับนางเอกละครโศกพลางเดินทอดน่องผ่านประตูสีดำเข้าไป
เธอยังคงแกล้งทำตัวน่าสงสารเช่นนั้นต่อไปจนกระทั่งแสงสว่างที่เล็ดลอดมาจากทางเข้าเลือนหายไป
“เหอะ…!”
ในวินาทีที่เหลืออยู่เพียงลำพังท่ามกลางความมืดมิด ใบหน้าของเธอก็เปลี่ยนไปในทันทีพร้อมกับเค้นเสียงหัวเราะเยาะอย่างเหลืออด
“น่ารังเกียจชะมัด!”
หลังจากตะโกนระบายความในใจออกมาจนโล่งคอ เธอก็ก้าวเดินต่อด้วยสีหน้าสดชื่น สายหมอกที่อัดแน่นเต็มเขาวงกตพรูเข้ามาขัดขวางเส้นทางข้างหน้าของเธอ ฝีมือกระจอกแค่นี้มาจากไหนกัน เซร่าพ่นลมหายใจออกทางจมูกอย่างดูแคลนพลางสะบัดมือไปมา สายหมอกที่เคยคร่าชีวิตผู้คนไปนับไม่ถ้วนก็มลายหายไปราวกับถูกชะล้างจนหมดสิ้น
“ข้างในมันเป็นแบบนี้เองหรอกเหรอ…?”
เมื่อม่านหมอกจางลง ภายในหนามก็ปรากฏชัดเจนขึ้น พร้อมกับสัมผัสได้ถึงไอพลังของเวทมนตร์ดำอันเปี่ยมล้น ที่ว่ามีกลุ่มคนหากินด้วยการเอาชื่อเธอไปแอบอ้างตอนแรกก็นึกว่าพูดเล่น แต่ลัทธิอันทาเรสกำลังใช้เวทมนตร์ดำของจริงอยู่จริงๆ
มันเป็นไปได้ยังไงกัน เวทมนตร์ดำควรจะสูญสลายไปพร้อมกับการตายของเธอแล้วแท้ๆ ในฐานะที่เคยเป็นจอมเวทมนตร์ดำเพียงหนึ่งเดียวในโลก เซร่าสงสัยในจุดนั้นอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็เลิกคิดไปในทันที
โลกนี้กว้างใหญ่และพิลึกพิลั่น จะมีวิธีไหนก็ช่างมันเถอะ เธอตัดตอนข้ามขั้นตอนไปอย่างสบายอารมณ์และตัดสินใจจดจ่ออยู่กับผลลัพธ์ตรงหน้าก็พอ
เซร่าดีดนิ้วเป๊าะ เปลวไฟสีอัปมงคลก็ลุกโชนขึ้นกลางอากาศ หากวงจรพลังเวทของเธอเป็นปกติ เขาวงกตทั้งสายคงสว่างโร่ราวกับตอนกลางวันไปแล้ว ทว่ายามนี้กลับริบหรี่เสียยิ่งกว่าจุดไม้ขีดไฟเสียอีก
แม้จะไม่น่าพึงพอใจ แต่ก็เพียงพอจะขจัดความมืดมิดเฉพาะหน้าได้ เซร่าประคองเปลวไฟไว้บนฝ่ามือแล้วส่องไปที่ผนังแทนที่จะเป็นทางเดิน แม้ในสายตาคนทั่วไปจะไม่เห็นสิ่งใด ทว่าในสายตาของจอมเวทมนตร์ดำอย่างเซร่า วงเวทที่สลักอยู่บนหนามนั้นกลับปรากฏเด่นชัด
ความซับซ้อนของเขาวงกตหรือระดับของมอนสเตอร์นั้นหยาบและไม่ได้เรื่องจนน่าสมเพช แต่ผลลัพธ์ของตัวหนามเองถือว่าเข้าทีทีเดียว โอ้ ประยุกต์ใช้ได้เก่งนี่ เซร่าอ่านวงเวทนั้นด้วยสายตาที่เปี่ยมความสนใจพลางเอ่ยชมอย่างจริงใจ
“ใช้พลังชีวิตของผืนแผ่นดินเป็นพลังขับเคลื่อนนี่เอง พื้นดินถึงได้มีสภาพแบบนั้นไปหมด”
ต่างจากเวทมนตร์ทั่วไป เวทมนตร์ดำจำเป็นต้องมีสิ่งแลกเปลี่ยน เพราะมันไม่ใช่พลังที่พระผู้เป็นเจ้าผู้สร้างโลกใบนี้ประทานอนุญาต แต่เป็นการดึงพลังจากโลกอื่นมาใช้ หนามที่ทิ่มแทงทะลุโลกกำลังใช้พลังชีวิตของผืนดินที่สัมผัสกับตัวมันเป็นสิ่งแลกเปลี่ยนแทน ไม่เพียงแต่เติมเต็มเวทมนตร์ดำภายในเท่านั้น แต่ยังส่งต่อพลังจำนวนหนึ่งไปยังที่ใดสักแห่งอีกด้วย
นั่นหมายความว่า ขอเพียงแค่มีหนามหลงเหลืออยู่แม้แต่อันเดียว ตราบใดที่โลกนี้ยังไม่ถึงกาลอวสาน ลัทธิอันทาเรสก็จะสามารถใช้เวทมนตร์ดำได้ชั่วกัลปาวสาน
“สร้างมาได้น่าปวดหัวจริงเชียว”
จิ๊ๆ เซร่าเดาะลิ้นพลางละสายตาจากวงเวทที่ชวนให้จิตใจว้าวุ่น แล้วหันหน้าไปตามทิศทางที่เศษเสี้ยวแห่งดวงดาวชี้บอก
“……?”
ชั่วพริบตานั้น สีหน้าของเซร่าที่เหลือบมองไปอย่างไม่ใส่ใจก็บิดเบี้ยวขึ้นมาอย่างพิลึก ราวกับคนที่บังเอิญไปเห็นสิ่งที่ไม่ควรเห็นเข้า
ที่นี่คงเป็นหลุมฝังศพของเราแล้วสินะ น้องเล็กแห่งกิลด์ซิกนัส ชายหนุ่มผู้ประสบภัยมาตั้งแต่เมื่อวาน เซย์เยน มาร์ติส คิดเช่นนั้น เขานั่งพิงหลังกับผนังด้วยสีหน้าราวกับคนแก่ที่ใช้ชีวิตมาจนหมดสิ้นแล้ว
“ขาขยับไม่ได้เลย…”
สายตาที่สิ้นหวังและไร้ซึ่งประกายมองวนเวียนอยู่ที่หัวเข่าซึ่งถูกพันไว้แน่นด้วยเศษผ้าสีขาว หัวเข่าที่มีเลือดซึมออกมาจางๆ คงหักเข้าอย่างจังจนขยับไม่ได้ แม้แต่ขาขวาที่เคยปกติดีก็เริ่มชาไร้ความรู้สึก ดูท่าไอพิษของหนามคงเริ่มกัดกร่อนลุกลามขึ้นมาจากปลายเท้าแล้ว
ด้านข้างตัวมีดาบหักที่ถูกเหวี่ยงทิ้งไว้อย่างไม่ไยดี และถัดออกไปก็มีซากศพของพวกมอนสเตอร์ที่พุ่งเข้ามาจู่โจมเด็กหนุ่มแล้วถูกปลิดชีพนอนระเกะระกะอยู่เกลื่อนกลาด
“สิบสองตัว ว้า อุตส่าห์ทำสถิติใหม่แท้ๆ…”
เซย์เยนนับจำนวนมอนสเตอร์ที่ตนกำจัดไปพลางขมวดคิ้วแน่นด้วยความช้ำใจ แม้จะทำลายสถิติของตัวเองได้ แต่ถ้าเขารู้ว่ามันจะเป็นสถิติครั้งสุดท้าย คงไม่มีทางฝืนทำถึงขนาดนี้เด็ดขาด
“รู้งี้น่าจะฟังที่คุณลุงบอก…”
การมานึกเสียใจภายหลังที่มองข้ามคำเตือนของผู้มีประสบการณ์นั้นมันสายเกินไปเสียแล้ว ผลลัพธ์ของการโอ้อวดว่าตัวเองโตเป็นผู้ใหญ่แล้วก็คือสภาพแบบนี้
ทั้งที่ฉันตั้งใจว่าจะเป็นสมาชิกกิลด์ที่สุดยอดแท้ๆ…
เซย์เยนที่ละทิ้งความหวังทั้งหมดถอนหายใจยาวออกมาจากก้นบึ้งของท้อง เหตุผลที่เซย์เยนผู้ตั้งเป้าจะเป็นนักดาบผู้ยิ่งใหญ่พาตัวเองมารับความเสี่ยงถึงเพียงนี้ ก็เพราะนี่เป็นวิธีเดียวที่จะทำลายหนามได้อย่างสมบูรณ์ ปลายทางของเขาวงกตที่ล้อมรอบด้วยหมอกอันน่าปวดหัว ต้องทำลายแกนกลางที่อยู่ตรงนั้นเท่านั้น ถึงจะถอนหนามสีดำที่คอยกัดกร่อนผืนแผ่นดินออกไปได้หนึ่งต้น
ปกติแล้วจะจัดกลุ่มเคลื่อนไหวกันสามหรือสี่คน แต่ที่ที่หนามมีขนาดเล็กอย่างที่เซย์เยนเข้ามานี้ สามารถจัดการคนเดียวได้ เซย์เยนไม่อยากให้พวกพี่ชายพี่สาวที่งานยุ่งต้องสละเวลาเข้ามาด้วยกันเพียงเพราะเขาอายุน้อย เพราะเขารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นสาเหตุให้ต้องสูญเสียกำลังคนไปโดยเปล่าประโยชน์
ด้วยความอยากที่จะพิสูจน์ตัวเอง เขาจึงแอบลอบเข้ามาในหนามเพียงลำพัง แม้จะยังอายุน้อย แต่ก็อยากแสดงให้ทุกคนเห็นว่าเขาก็เป็นสมาชิกคนหนึ่งของกิลด์ซิกนัสอย่างเต็มภาคภูมิ
ก็นะ ถึงสุดท้ายเรื่องที่ความตั้งใจอันน่าชื่นชมนั่นจะส่งไปถึงจะกลายเป็นเรื่องที่ไกลเกินเอื้อมไปแล้วก็เถอะ
“ถ้าไม่ใช่เพราะหมอกนี่ล่ะก็…”
เซย์เยนที่พิงศีรษะแนบสนิทกับกำแพงจ้องมองสายหมอกสีดำมืดมิดที่บดบังทัศนวิสัยจนเต็มตาด้วยแววตาเคียดแค้น
เหตุผลที่เซย์เยนกลับออกไปไม่ได้นั้นเป็นเพราะหมอกนั่นยิ่งกว่าขาของเขาเสียอีก คำสาปของสายหมอกที่อบอวลอยู่เต็มด้านในของหนามสีดำมีพลังทำให้ประสาทสัมผัสของมนุษย์แปรปรวน มันจึงเป็นอุปสรรคอันร้ายกาจที่ทำให้ต้องหลงวนเวียนอยู่ข้างในหนามที่เหมือนเขาวงกตอยู่แล้วตลอดกาล
ด้วยเหตุนี้ การจะกำจัดหนามได้อย่างปลอดภัยจึงมีหลักการตามแบบแผนคือส่งผู้มีภูมิคุ้มกันซึ่งไม่ได้รับผลกระทบจากหมอกนำหน้า หรือไม่ก็พกหินชำระล้างที่มีพลังศักดิ์สิทธิ์สถิตอยู่ติดตัวเข้าไปด้วย แม้กิลด์ส่วนใหญ่จะชอบวิธีส่งผู้มีภูมิคุ้มกันนำหน้ามากกว่า ทว่ากิลด์ซิกนัสไม่มีผู้มีภูมิคุ้มกัน จึงต้องพึ่งพาหินชำระล้างเพียงอย่างเดียว
หากใช้หินชำระล้างก็จะสามารถต้านทานไอพิษของหนามได้ ทำให้ปลอดภัยแม้จะหลงอยู่ในเขาวงกต แต่เพราะพลังศักดิ์สิทธิ์ที่สถิตอยู่ในหินไม่ได้มีไร้ขีดจำกัด จึงอยู่ภายในหนามได้ตามเวลาที่กำหนดเท่านั้น หากกลับออกไปข้างนอกไม่ทันก่อนที่พลังศักดิ์สิทธิ์ของหินจะหมดลงล่ะก็…
“ก็ต้องตกอยู่ในสภาพดูไม่จืดแบบฉันน่ะสิ”
เซย์เยนที่พึมพำกับตัวเองอย่างขมขื่นมองดูหินชำระล้างของตนที่สูญสิ้นแสงสว่างและเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ ในจังหวะที่กำจัดสัตว์ประหลาดตัวสุดท้ายได้พอดิบพอดี หินที่หักสะบั้นออกเป็นสองท่อนพร้อมกับดาบของเขาก็ไม่อาจปกป้องเซย์เยนจากหมอกได้อีกต่อไป
ยามที่ได้ยินข่าวคราวของสมาชิกกิลด์ผู้ผิดเวลาจนกลับมาไม่ได้ทีไร เขาก็มักจะคิดว่าช่างน่าสมเพชจริงๆ ที่ลืมแม้กระทั่งเรื่องพื้นฐานพรรค์นั้น ไม่คิดเลยว่าคนคนนั้นจะกลายเป็นตัวเอง แถมยังมาเสียเวลาไปกับการกำจัดสัตว์ประหลาดจนยังไม่ทันได้ทำลายแกนกลางก็ต้องมาตายเสียแล้ว
อา อับอายชะมัด เซย์เยนที่ซบหน้าลงกับสองมือคิดว่าถ้าจะต้องตายแบบนี้ สู้กลายเป็นฝุ่นผงแล้วเลือนหายไปเลยยังดีกว่า ก่อนที่จะถูกใครมาพบเข้าให้คนอื่นต้องจิตใจว้าวุ่นไปเปล่าๆ
หากจะพูดถึงความโชคร้ายที่เขาต้องเผชิญต่อจากนี้ ก็อย่างที่บอกไปแล้วว่ามีเพียงความตายเท่านั้น บัดนี้เมื่อไม่มีหินชำระล้างแล้ว ร่างกายของเขาก็คงจะถูกกัดกร่อนจนดำทะมึนผ่านกระบวนการอันแสนสยดสยองราวกับผืนดินที่ถูกหนามแทงทะลุ แม้จะคาดเดาได้ถึงจุดจบอันแสนทรมานแค่ได้ยินก็ยังขนลุก แต่นี่ก็นับว่าเป็นความตายที่สงบสุขที่สุดในบรรดาจุดจบที่อาจเผชิญได้ภายในดงหนามแล้ว
หากโชคร้าย ก็อาจถูกเหล่าสัตว์ประหลาดที่ได้กลิ่นมนุษย์แล้วแห่กันมารุมฉีกกินจนไม่เหลือแม้แต่ร่องรอยและกลายเป็นสารอาหารชั้นเลิศให้พวกมัน
กรรรร…
ใช่แล้ว เหมือนอย่างในตอนนี้เลย
กำลังโหลดความเห็น...