“[นิยาย] เมื่ออดีตชาติ ฉันเคยขายชาติมาแล้วค่ะ” มีฉากหรือเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่ กดยืนยันเพื่อเข้าชม เว็บจะจำไว้ในเบราว์เซอร์นี้
ตอนที่ 13
ราวกับยังมีสัตว์ประหลาดหลงเหลืออยู่อีก เสียงคำรามอย่างดุร้ายจึงดังแว่วมาจากที่ไกลๆ มักจะมีอยู่จริงสินะ สัตว์ประหลาดที่โผล่มาช้าไปก้าวหนึ่งจนทำให้ลำบากเนี่ย…
“อืม ตอนนี้ถึงอยากจะหาก็คงหาไม่เจอแล้วสิ”
เซย์เยนที่มองสลับไปมาระหว่างดาบที่หักสะบั้นกับขาที่ขยับไม่ได้คลี่ยิ้มเย้ยหยัน ตึง ตึง ตึง ตึง แรงสั่นสะเทือนอันหนักหน่วงส่งผ่านผืนดินมา คงต้องไปแบบนี้แล้วสินะ ในตอนที่เซย์เยนผู้สัมผัสได้ถึงวาระสุดท้ายค่อยๆ หลับตาลงนั่นเอง
เอ๋ง!
“……?”
สัตว์ประหลาดที่ดูเหมือนจะโผล่มาฉีกร่างกินเขาในทันทีกลับหยุดส่งเสียงร้องไปดื้อๆ ด้วยเสียงกรีดร้องราวกับสุนัขพันธุ์เล็ก เสียงนั้นช่างดูอ่อนแอและไร้ค่าอย่างไม่เข้ากับเสียงฝีเท้าอันหนักหน่วงเสียจนยิ่งรู้สึกเหมือนเรื่องโกหก
นี่มันเสียงอะไรกัน? เซย์เยนที่สัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่างเบิกตาทั้งสองข้างที่พยายามหลับลงขึ้นมาทันที ในวินาทีนั้นเองเขาก็รู้สึกขึ้นมาแวบหนึ่งว่ามีบางสิ่งบางอย่างอยู่ในพื้นที่อันเงียบสงัดราวกับป่าช้าแห่งนี้
“เซย์เยน มาร์ติส”
เหนือม่านหมอกที่บดบังทัศนวิสัยจนมิด มีเสียงหนึ่งเรียกชื่อของเขาดังแว่วมา มันเป็นเสียงที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน
ใครกัน? หรือว่าจะเป็นคนที่มารับฉันเหรอ? หัวใจของเซย์เยนที่ทิ้งความหวังทั้งหมดไปแล้วกลับมาเต้นระรัวอย่างรวดเร็ว สายตาเปี่ยมประกายความหวังมองกวาดไปรอบๆ เพื่อตามหาต้นตอของเสียง ทันใดนั้น หมอกที่ลอยคลุ้งบดบังไปทั่วบริเวณก็พลันแหวกออกเป็นสองฝั่ง
“……?!”
มาถึงตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน…? เซย์เยนเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงกับเงาร่างของหญิงสาวที่โผล่พรวดพราวดอกมา ก่อนจะ
“ลุกขึ้นสิ”
ตกใจจนตาค้างยิ่งกว่าเดิมเมื่อเห็นหญิงสาวที่กำลังก้มลงมองเขาอยู่
“อะ เอ่อ……”
ปากของเซย์เยนอ้าค้างครึ่งๆ กลางๆ พลางส่งเสียงประหลาดออกมาราวกับคนโง่งม หญิงสาวที่ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าราวกับเวทมนตร์นั้นงดงามเสียจนน่าสงสัยว่าจะเป็นภาพลวงตาที่ดงหนามสร้างขึ้นมาหรือไม่
ตลอดชีวิตอันแสนสั้นสิบแปดปี นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้พบกับผู้หญิงที่งดงามถึงเพียงนี้
เซย์เยนลืมสิ้นกระทั่งความจริงที่ว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลาจะมาทำแบบนี้ และเอาแต่เหม่อมองใบหน้าของหญิงสาวโดยไม่อาจละสายตาได้ แม้แต่ม่านหมอกแห่งดงหนามที่เกลียดแสนเกลียด ยามที่อยู่เคียงข้างหญิงสาวก็กลับแลดูราวกับเวทมนตร์อันแสนลึกลับไปเสียได้
เรือนผมสีน้ำเงินเข้มเป็นลอนคลื่นเป็นประกายระยิบระยับราวกับท้องฟ้ายามค่ำคืนที่พร่างพราวไปด้วยดวงดาว ผิวพรรณขาวผ่องราวกับลานหิมะยังคงเปล่งประกายสว่างนวลแม้จะอยู่ท่ามกลางดงหนามอันอึมครึม ไม่ต้องพูดถึงดวงตา จมูก และริมฝีปากที่ประดับอยู่บนดวงหน้าเล็กเท่ากำปั้นซึ่งรับกันอย่างเหมาะเจาะจนชวนให้อุทานด้วยความทึ่ง ชุดกระโปรงสีดำยาวถึงเข่าก็ช่างดูเข้ากันราวกับถือกำเนิดขึ้นมาบนโลกนี้เพื่อหญิงสาวโดยเฉพาะ
ชั่วชีวิตที่ผ่านมา เซย์เยนไม่เคยพบเจอใครที่ลึกลับและงดงามเหมือนหญิงสาวตรงหน้ามาก่อนเลย
ยิ่งไปกว่านั้น หญิงสาวไม่ได้มีเพียงใบหน้าที่สะสวยเท่านั้น แต่ยังมีเสน่ห์อำนาจอันเป็นธรรมชาติในการก้มมองผู้อื่นจากปลายจมูก จะว่าไปแล้วมันชวนให้รู้สึกอยากจะคุกเข่าคลานเข้าไปปรนนิบัติรับใช้อย่างสุดกำลังเลยทีเดียว
ถึงเวลาตายแล้วเทพธิดาเลยมารับฉันงั้นเหรอ? ในระหว่างที่เซย์เยนตกตะลึงจนเสียสติไปกับบรรยากาศที่แผ่ออกมาจากร่างเล็กๆ เทพธิดาก็เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอันศักดิ์สิทธิ์ราวกับกำลังประทานวิวรณ์
“ไอพิษ ลามไปถึงไหนแล้ว” “…ครับ?” “ท่อนล่าง ท่อนล่างยังไม่เป็นไรใช่ไหม”
สายตาของเทพธิดาทอดมองไปยังขาที่บาดเจ็บ น้ำเสียงที่เอ่ยถามอย่างร้อนรนราวกับเป็นห่วงนักหนานั้นอัดแน่นไปด้วยความกังวลต่อสวัสดิภาพของเขา ให้ตายสิ ช่างอ่อนโยนอะไรอย่างนี้ เซย์เยนที่ซาบซึ้งใจอย่างล้นพ้นพยักหน้ารับราวกับต้องมนตร์สะกด
“ครับ ไม่เป็นไรครับ…”
แม้กระดูกจะหักไปบ้าง และไอพิษจะเริ่มกัดกร่อนเข้ามา ทว่าก็ยังอยู่ในระดับที่พักฟื้นสักสองสามวันก็น่าจะหายดี
ทว่าท่านเทพธิดาผู้อ่อนโยนของเราคงจะยังวางใจไม่ลง จึงก้าวเท้าเข้ามาประชิดพลางเอ่ยถามซ้ำอีกครั้ง
“ที่ว่าไม่เป็นไรนี่แค่ไหนกัน ยืนไหวไหม” “แน่นอนครับ ถึงความรู้สึกที่ขาจะชาไปหน่อย แต่ก็ไม่ถึงกับขยับไม่ได้หรอกครับ”
ด้วยความอยากช่วยคลายความกังวลของเธอลงบ้าง เซย์เยนจึงใช้ดาบหักยันกายพลางผุดลุกขึ้นยืนให้ดู
“ไม่ใช่ ไม่ใช่เรื่องนั้น”
ทว่าสิ่งที่ท่านเทพธิดาต้องการจะไม่ใช่เรื่องนั้นงั้นหรือ หญิงสาวที่ส่ายหน้าอย่างไม่สบอารมณ์ลดเสียงลงราวกับกำลังกระซิบความลับแล้วเอ่ยถามอีกครั้ง
“ลุกไหม” “……อะไรนะครับ”
เซย์เยนเอ่ยถามกลับอย่างรอบคอบกับคำถามที่ไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย กิ๊ว? แม้เซย์เยนจะมองไม่เห็น ทว่าก้อนควันสีดำขนาดเท่าเด็กเล็กที่เกาะอยู่บนไหล่ของเขาก็เอียงคอสงสัยไปด้วย นั่นเป็นเพราะเขาอยากจะตอบคำถามที่ท่านเทพธิดาถามด้วยความจริงใจอย่างสุดความสามารถ
“ถามว่าลุกไหมไง” “……?” “ทำไมทำหน้าแบบนั้นล่ะ ไม่รู้สึก… อะไรเลยเหรอ สายไปแล้วงั้นเหรอ”
เซย์เยนกลอกตาไปมากับคำถามที่ละประธานไว้อย่างสิ้นเชิง ทั้งที่เขาก็ลุกขึ้นมายืนแล้วแท้ๆ ทำไมถึงเอาแต่ถามว่าลุกไหมนะ อะไรมันต้องลุกถึงจะพอใจกันล่ะ… สายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยเลื่อนลงไปยังท่อนล่างของตนที่เพิ่งจะหยัดยืนแตะพื้นได้
ในบรรดาสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเขาตอนนี้ สิ่งที่ยังจะลุกขึ้นมาได้อีกก็มีแค่…
“……?!”
เมื่อคิดมาถึงตรงนั้น สายตาของเซย์เยนก็พลันเลื่อนไปรวมอยู่ที่จุดเดียว ชั่วพริบตานั้น สายตาที่ตระหนกตกใจราวกับเห็นสิ่งที่ไม่สมควรดูก็หันขวับกลับมามองเซร่าอีกครั้ง ไม่เอาน่า คงไม่ใช่หรอก คนที่สวยขนาดนั้น คนที่ดูลึกลับขนาดนั้น จะมาหาตนแล้วถามคำถามชั้นต่ำพรรค์นั้นได้ยังไงกัน…
“ดะ ตอนนี้ อย่าบอกนะครับว่าที่บอกให้ตรวจดูคือ… ของผมเหรอครับ”
เซย์เยนที่พยายามปฏิเสธความจริงไม่อาจเอ่ยคำคำนั้นออกมาได้จึงได้แต่อ้ำอึ้ง ทว่าพริบตานั้นท่านเทพธิดาก็ตวาดลั่นราวกับจะสั่งว่าอย่ามัวชักช้า
“มัวยืนเหม่ออะไรอยู่ล่ะ บอกให้รีบตรวจดูไง ฉันดูล้อเล่นอยู่หรือไงกัน!”
ดูไม่เหมือนล้อเล่นเลยสักนิดเดียว นั่นจึงยิ่งน่ากลัวเข้าไปใหญ่ การที่คนสติดีๆ จะถามเรื่องพรรค์นั้นตั้งแต่แรกพบ ในวินาทีที่ความหวาดระแวงกลายเป็นความจริง ใบหน้าของเซย์เยนก็ซีดเผือดเป็นสีดิน ในขณะเดียวกันเขาก็รู้สึกได้ว่าภาพลวงตาอันงดงามที่มีต่อเซร่าได้แตกกระจายไม่มีชิ้นดี
“ตอนนี้พูดเรื่องอะไร พูดอะไรออกมาน่ะครับ!” “แล้วไง จะไม่ทำเหรอ งั้นฉันทำเองเลยไหมล่ะ!”
เมื่อเขาผงะถอยหลังด้วยความตกใจกลัว อีกฝ่ายก็ถลกแขนเสื้อขึ้นอย่างดุดันจนดูเหมือนว่าหากปล่อยไว้คงได้ทำอะไรลงไปจริงๆ แน่ อะไรเนี่ย นี่ไม่ใช่เทพธิดาแต่เป็นยัยโรคจิตต่างหากล่ะ! เซย์เยนที่เพิ่งตระหนักถึงความจริงได้กุมเป้ากางเกงตัวเองไว้แน่นพลางกรีดร้องออกมาอย่างน่าเวทนา
“ขะ-ขะ-เข้าใจแล้วครับ รู้แล้ว! ออกไปจากที่นี่เมื่อไหร่ผมจะตรวจดูเป็นอย่างแรกเลยครับ! เพราะงั้นพอสักทีเถอะ จริงๆ นะครับ!”
ด้วยความที่เซย์เยนถูกต้อนจนมุมเพราะยัยโรคจิตที่โผล่มาแบบไม่ทันตั้งตัวจนระเบิดพลังเหนือมนุษย์ออกมา ทั้งสองคนจึงมุ่งหน้าสู่ด้านนอกได้อย่างราบรื่น เบื้องต้นเซร่าที่ทำหน้าที่เป็นผู้นำทางเดินนำหน้าไปก่อน ส่วนเซย์เยนที่ขาบาดเจ็บเดินตามหลังไปด้วยสีหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความหวาดระแวงอย่างเห็นได้ชัด
“เอ่อ แต่ว่า… พี่เป็นใครเหรอครับ ในกิลด์เราไม่มีผู้มีภูมิคุ้มกันนี่นา…”
ถึงอย่างนั้นความอยากรู้อยากเห็นก็ห้ามไม่อยู่ เซย์เยนที่เงียบไปพักหนึ่งจึงเอ่ยถามตัวตนของเซร่าอย่างระมัดระวัง เป็นไอ้เด็กที่อัธยาศัยดีเป็นบ้าเลย ดูจากการที่เพิ่งเจอกันครั้งแรกก็เรียกเซร่าว่าพี่ พี่ แล้วชวนคุยเนี่ย
“ทาสของหัวหน้านาย” “……?!”
ในทางกลับกัน ความเข้ากับคนง่ายของเซร่านั้นเข้าขั้นเลวร้ายที่สุด หญิงสาวที่เอ่ยปากแต่ละทีมีแต่คำพูดชวนช็อกแสดงออกถึงความรำคาญอย่างชัดเจนพลางเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น เซย์เยนที่ตกใจจนหลุดเสียงอุทานออกมาหยุดชะงักอยู่กับที่ มันน่าแปลกใจขนาดนั้นเชียวเหรอ เซร่าที่เอาแต่นวดขมับส่งเสียงหงุดหงิดเร่งเร้าถามว่ามัวทำอะไรอยู่ทำไมไม่รีบตามมา เซย์เยนที่ยืนอึ้งราวกับช็อกไปแล้วถามกลับด้วยน้ำเสียงที่จริงจังอย่างยิ่ง
“จริงเหรอครับ จริงๆ เป็นทาสของหัวหน้าเอน็อคเหรอครับ เป็นไปไม่ได้น่า พี่เป็นผู้มีภูมิคุ้มกันนี่ครับ” “เออ” “แปลกจัง…? คนในกิลด์เราเกลียดผู้มีภูมิคุ้มกันจะตายไปไม่ใช่เหรอครับ”
ไอ้คำนั้นอีกแล้ว ผู้มีภูมิคุ้มกัน ผู้มีภูมิคุ้มกัน เซร่าบ่นพึมพำด้วยสีหน้าเอือมระอาให้กับคำเรียกที่ได้ยินบ่อยจนหูชาทั้งที่มีชื่อดีๆ อยู่แล้ว
“ตกลงไอ้ผู้มีภูมิคุ้มกันอะไรนั่นมันคืออะไรกันแน่ ทำไมทุกคนเห็นฉันแล้วต้องแตกตื่นกันขนาดนั้นด้วย”
ได้ยินเช่นนั้นเซย์เยนก็สะดุ้งตกใจเกินความจำเป็นพลางถามกลับ
“หา พี่ครับ เป็นผู้มีภูมิคุ้มกันแท้ๆ แต่ไม่รู้ว่ามันคืออะไรเหรอครับ” “ไม่รู้ ความจำเสื่อมน่ะ ลืมตาขึ้นมาอีกทีก็โดนพวกพ่อค้าทาสจับตัวไว้แล้ว”
เธอไม่ได้กะจะแกล้งทำตัวน่าสงสารอะไรเลย ทว่าปฏิกิริยาของเซร่าที่ดูไม่เข้าใจเรื่องราวเอาเสียจริงๆ ทำให้เซย์เยนแสดงสีหน้าเห็นใจออกมาเล็กน้อย
“ดวงตานั่นไงครับ สีของอันทาเรส”
พลางใช้นิ้วเคาะเบาๆ ที่หางตาของตนเอง เป็นการบอกเล่าความจริงที่ไม่มีใครเคยบอกเธอมาก่อน
“หลักฐานที่แสดงว่าเคยเอาตัวเข้าไปพัวพันกับเวทมนตร์ดำ ก็คือลัทธิอันทาเรสยังไงล่ะครับ”
ความจริงอันแสนไม่น่าอภิรมย์ว่าคนที่มีดวงตาสีม่วงคือสมุนของลัทธิอันทาเรส สรุปก็คือมันเป็นตราบาปชนิดหนึ่ง อันทาเรสผู้กัดกินโลก หลักฐานแห่งความผิดบาปที่หลงใหลในอุดมการณ์ของพวกมันจนยอมเอาตัวเข้าไปข้องเกี่ยว เครื่องหมายที่เหล่าผู้บูชาเวทมนตร์ดำและเสพติดพลังแห่งคำสาปทิ้งไว้ให้แก่พวกพ้องของตน
แม้จะพอเดาได้เลาๆ แต่ความจริงที่ผิดคาดนี้ก็ทำให้เซร่าเผลอหัวเราะแห้งๆ ออกมา จะซวยทั้งทีก็มีเรื่องบ้าๆ บอๆ สารพัด ไม่สิ นี่ตั้งแต่เมื่อไหร่และเอาหลักเกณฑ์อะไรมาตัดสินว่าสีม่วงคือสัญลักษณ์ของเวทมนตร์ดำกันยะ
นานแสนนานก่อนที่เธอจะกลายเป็นจอมเวทมนตร์ดำ เรียกได้ว่าเธอลืมตาดูโลกมาพร้อมกับดวงตาแบบนี้ตั้งแต่เกิดด้วยซ้ำ แต่เดิมทีต่อให้ตื่นขึ้นเป็นจอมเวทมนตร์ดำก็ไม่ได้มีความเปลี่ยนแปลงยิ่งใหญ่อะไรเกิดขึ้นสักหน่อย
อาจจะดูหลงตัวเองไปบ้าง แต่เซร่าคิดว่าการที่สีม่วงกลายมาเป็นสัญลักษณ์ของเวทมนตร์ดำน่าจะมีอิทธิพลมาจากตัวเธอเองเป็นแน่
หญิงสาวที่ลังเลอยู่ชั่วครู่ว่าควรจะภูมิใจหรือขมขื่นดี ไม่เสียเวลาคิดนานแล้วตัดสินใจได้ทันที
ภูมิใจไปเลยแล้วกัน
“……เออ ก็สมควรให้เกลียดอยู่หรอก”
ถึงอย่างนั้นเซร่าก็พยักหน้ารับไปก่อน ไม่ว่าความรู้สึกของเธอจะเป็นอย่างไร ในที่สุดนี่ก็เป็นช่วงเวลาที่เธอเข้าใจอย่างถ่องแท้เสียทีว่าทำไมผู้คนที่นี่ถึงได้ขยาดกลัวยามเห็นเธอขนาดนั้น
ในเมื่อมีคนที่เคยเป็นพวกเดียวกับไอ้พวกระยำที่ทำให้โลกทั้งใบปั่นป่วนวุ่นวายโผล่พรวดพราดเข้ามา ต่อให้เป็นเธอเองก็คงจะถลึงตาเขม้นมองด้วยความชิงชังเหมือนกัน
“ไม่ใช่แค่เกลียดหรอกนะครับ”
ราวกับคำศัพท์อันแสนนุ่มนวลนั้นยังไม่หนำใจ เซย์เยนจึงตีหน้าจริงจังแล้วบอกให้รู้ว่าผู้คนเกลียดชังเซร่ามากเพียงใด
“เคียดแค้นเลยต่างหากครับ” “…….” “โดยเฉพาะหัวหน้านี่ยิ่งโคตรของโคตรๆๆๆ เกลียดเวทมนตร์ดำเลยล่ะครับ”
หลังจากเน้นย้ำอย่างเจาะจงว่าโดยเฉพาะเอน็อคนี่แหละที่จะเคียดแค้นเธอที่สุด วินาทีถัดมาเซย์เยนก็มองเธอด้วยสายตาเป็นห่วง
“แต่ทำไมถึงพาคนแบบพี่มาด้วยล่ะครับเนี่ย”
พลางยังคงสงสัยเคลือบแคลงไม่หายว่าทำไมเอน็อคถึงรับเซร่าเข้ามาเป็นทาส และพอมาถึงจุดนี้เซร่าเองก็เริ่มอยากรู้ขึ้นมาแล้วเหมือนกัน
“แล้วทำไมถึงสอดลิ้นเข้ามาล่ะนั่น”
ทั้งที่เกลียดผู้มีภูมิคุ้มกันจนใครๆ ก็รู้กันทั่วแท้ๆ แต่เหตุผลที่เขาตวัดลิ้นพัวพันระหว่างริมฝีปากของตัวตนอันน่ารังเกียจนั่นอย่างเอาเป็นเอาตายคืออะไรกัน
“หา ไปถึงขั้นนั้นกับหัวหน้าแล้วเหรอครับเนี่ย”
เซย์เยนที่แอบได้ยินเสียงพึมพำกับตัวเองแสดงท่าทีตกใจขึ้นมาอย่างไม่รู้จังหวะ
“พี่สาว… ไม่สบายตรงไหนเหรอครับ”
ทว่าทิศทางของมันกลับผิดไปจากกระแสความคิดตามธรรมชาติอยู่บ้าง พอบอกว่าเอน็อคจูบกับผู้มีภูมิคุ้มกัน นึกว่าเขาจะเต้นผางพลางบอกว่าอย่ามาพูดจาอัปมงคลพรรค์นั้นเสียอีก แต่เขากลับย้อนถามเธอทันทีว่ามีตรงไหนไม่สบายหรือเปล่า
“พูดบ้าอะไร คนที่เจ็บน่ะคือนาย―”
ตอนนี้คนที่เกือบจะชิบหายจริงๆ คือใครกันแน่ เซร่าที่คิดว่าเป็นความห่วงใยไร้สาระกำลังจะสวนกลับอย่างหงุดหงิด ทว่า
“……ล่ะมั้ง”
พลันภาพฉากหนึ่งแล่นผ่านเข้ามาในหัวจนเธอแอบลดเสียงลง เธอจำได้ว่าพอจูบกับเอน็อคแล้วบาดแผลก็หายสนิทเป็นปลิดทิ้ง
เจ้าหมอนี่ก็รู้ว่าเอน็อคมีความสามารถแบบนั้นด้วยเหรอ รู้ได้ยังไงกัน อย่าบอกนะว่าหมอนี่ก็…
“…….”
เซร่าที่จ้องมองริมฝีปากของเซย์เยนส่ายหัวไปมาเพื่อสลัดภาพอันไม่น่าอภิรมย์ที่คอยแต่จะแทรกเข้ามาในหัวทิ้งไป
“สรุปว่า ไม่แข็งเหรอ”
และเพื่อไม่ให้ถูกจับได้ว่ากำลังจินตนาการเรื่องพิลึกกึกกือ เธอจึงจงใจปั่นประสาทเซย์เยน แม้เหตุผลจะดูไม่ค่อยบริสุทธิ์ใจนัก แต่มันก็เป็นเรื่องสำคัญสำหรับเซร่า
อันที่จริงแม้จะพูดคุยกันเหมือนไม่มีอะไร แต่ตั้งแต่เมื่อครู่แล้วที่สมาธิส่วนหนึ่งของเซร่าคอยพะวงอยู่ทางด้านหลัง
“โธ่ ก็บอกแล้วไงครับว่าออกไปแล้วค่อยลองเช็กดู นี่แช่งกันอยู่เหรอครับเนี่ย”
เซย์เยนขึ้นเสียงอย่างเอือมระอากับคำถามที่โผล่มาตอกย้ำทุกครั้งที่เกือบลืม แค่นี้ก็กระวนกระวายจากความรู้สึกไม่ปลอดภัยจะแย่อยู่แล้ว แต่พอโดนทักซ้ำๆ แบบนี้ก็พานรู้สึกเหมือนของที่เคยแข็งดีจะไม่ยอมตั้งขึ้นมาจริงๆ
“แล้วทำไมยังคร่ำครวญอยู่อีก”
ไม่เข้าใจจิตใจกันบ้างเลย เซร่าคลึงขมับราวกับปวดหัวพลางจับผิดเรื่องที่เซย์เยนไม่ได้ทำ เซย์เยนที่ถูกปรักปรำไม่หยุดหย่อนจึงถามเธอด้วยความเป็นห่วงจากใจจริง
“ผมไปคร่ำครวญตอนไหนกันครับ พี่สาว เป็นอะไรหรือเปล่าครับ เหมือนพี่จะเหงื่อแตกพลั่กมาตั้งแต่เมื่อกี้แล้วนะ…” “โอ๊ย
มันไม่ใช่จังหวะที่จะต้องโมโหเลยสักนิด ทว่าจู่ๆ เซร่าก็ยกสองมืออุดหูแน่นพลางแผดเสียงร้องลั่น
หญิงสาวที่เอาแต่ตะโกนว่าหนวกหูไม่หยุดนั้นดูราวกับกำลังต่อสู้กับบางสิ่งที่มองไม่เห็นอยู่จริงๆ
‘จะบ้าตายตั้งแต่เมื่อกี้แล้วนะเนี่ย ให้ตายสิ…!’
และในความเป็นจริง เซร่าก็กำลังต่อสู้กับบางสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็นอยู่จริงๆ
พูดให้ถูกก็คือ กับอนาคตอันพังยับเยินของเซย์เยนที่จะเกิดขึ้น หากวันนี้เธอไม่ได้อยู่ที่นี่แห่งนี้
กำลังโหลดความเห็น...