คลังเรื่องเร็ว ๆ นี้มาแรงเสนอเรื่องที่อยากให้แปลตารางอัป
–
ลูมอนโซ่ · ผู้รักการอ่านมังฮวาและนิยายอ่านเวอร์ชันต้นฉบับและแปลไทยได้ตามลิงก์ในแต่ละเรื่อง
ข้อมูลเว็บและติดต่อ
ข้อกำหนดการใช้งานนโยบายเหรียญและการคืนเงินความเป็นส่วนตัวเหรียญติดต่อเรา
18+

เนื้อหาสำหรับผู้ที่อายุ 18 ปีขึ้นไป

“[นิยาย] เมื่ออดีตชาติ ฉันเคยขายชาติมาแล้วค่ะ” มีฉากหรือเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่ กดยืนยันเพื่อเข้าชม เว็บจะจำไว้ในเบราว์เซอร์นี้

กลับหน้าแรก

[นิยาย] เมื่ออดีตชาติ ฉันเคยขายชาติมาแล้วค่ะตอน 116

ตอน 116

เป็นจังหวะนั้นเองที่มือสังหารซึ่งแสร้งทำเป็นคนดีจนถึงที่สุดได้โยนหน้ากากทิ้งไป

“ไหวพริบ คึ่ก ไวดีนี่”

ชายหนุ่มที่หอบหายใจสั้นๆ บิดริมฝีปากเป็นรอยยิ้ม

เพียงเท่านั้น สีหน้าที่เคยดูเป็นมิตรก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง แม้จะถูกจับได้คาหนังคาเขา แต่เขากลับยังดูกระหยิ่มยิ้มย่อง

มือของมือสังหารที่แสยะยิ้มชั่วร้ายเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว เขาชักมีดสั้นออกมาจากอกเสื้อแล้วแทงลงมาอย่างช่ำชอง

ชั่วพริบตานั้น เซร่าที่คิดว่าปลายดาบเล็งไปที่เอน็อครีบเร่งพลังเวทขึ้นมาอย่างร้อนรน ทว่าชายคนนั้นกลับเร็วกว่าก้าวหนึ่ง

ฉึก! พร้อมกับเสียงอันน่าขนลุกของเนื้อที่ถูกกรีดขาด เสียงกรีดร้องก็ดังระงมไปทั่วสารทิศ

เลือดสีแดงฉานพวยพุ่งออกมาราวกับน้ำพุจากมือสังหารที่กรีดข้อมือของตัวเอง

“กรี๊ดดด!”

“เขาแทงแขนตัวเอง!”

ผู้คนที่ยืนมุงดูต่างพากันตื่นตระหนกตกใจและถอยกรูดหนีการทำร้ายตัวเองอย่างกะทันหันของชายคนนั้น

หยาดเลือดที่สาดกระเซ็นอย่างไร้ทิศทางเปรอะเปื้อนแก้มและไหล่ขวาของเอน็อคจนชุ่มโชก ทั้งที่ตัวเองเป็นฝ่ายบาดเจ็บ แต่มือสังหารกลับมองเอน็อคที่ชโลมไปด้วยเลือดของตนด้วยสีหน้าของผู้ชนะ

“ชิ สกปรกชะมัด”

เขาขมวดคิ้วอย่างหงุดหงิดกับสัมผัสน่ารังเกียจที่รู้สึกได้บนร่างกายท่อนบน แต่ก็มีเพียงแค่นั้น

แม้จะถูกเลือดสาดใส่จนเปียกโชก แต่เขากลับไม่เป็นอะไรเลย และไม่มีความเปลี่ยนแปลงใดๆ เกิดขึ้นอย่างที่มือสังหารคาดหวังไว้สักนิด

“ดะ-ได้ยังไงกัน…”

มือสังหารที่ตื่นตระหนกอย่างหนักเอ่ยละล่ำละลัก

มันเป็นปฏิกิริยาที่บ่งบอกว่าเรื่องแบบนี้ไม่มีทางเป็นไปได้อย่างเด็ดขาด

สายตาที่เลิกลั่กคว้างคว้างในอากาศหันไปมองข้ามไหล่ของเอน็อคด้วยความหวังสุดท้าย

ในจังหวะที่เอน็อคนึกถึงใครบางคนที่น่าจะอยู่ด้านหลังนั้นขึ้นมา

“โอ๊ยยย…”

จากข้างหลัง เสียงที่ส่งสัญญาณถึงความผิดปกติก็ดังโพล่งขึ้นมา

เสียงนั้นแทงลึกเข้าไปในโสตประสาทของเอน็อคเป็นพิเศษ

“…….”

เขาหันกลับไปมองข้างหลังทั้งที่ยังคงขมวดคิ้วอยู่อย่างนั้น

“ไปสวาปามอะไรมากันแน่ ถึงได้มีของพรรค์นี้…”

แม้จะไม่มากเท่าเอน็อค แต่เซร่าเองก็โดนเลือดของชายคนนั้นสาดใส่ไปพอสมควรเหมือนกัน

เธอที่บ่นพึมพำอย่างหงุดหงิดกำลังใช้มือข้างหนึ่งกุมแถวหัวไหล่ไว้คล้ายรู้สึกไม่สบายตัว

ผิวขาวผ่องที่สัมผัสถูกเลือดของชายคนนั้นส่งเสียงฟู่พลางพ่นควันน่าสะพรึงกลัวออกมาและไหม้เกรียมจนแดงก่ำ

รูม่านตาของเอน็อคที่จดจ้องบาดแผลหดเกร็งลงอย่างรุนแรง

“…เจ็บชะมัดเลยแฮะ”

เม็ดเหงื่อเย็นผุดพรายขึ้นบนใบหน้าที่บิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด

ท่ามกลางร่างที่ซีดเผือดราวกับซากศพในชั่วพริบตา มือสังหารที่กำลังได้ใจก็เอ่ยอธิบายอย่างใจดีเสริมขึ้นมา

“นี่คือเลือด… ที่กลั่นมาจากการกินยาพิษ… มาตลอดทั้งชีวิต ครึก คราวนี้อีนั่นจะต้องกระอักเลือดออกทุกทวารแล้วตายไป— แค่ก! อ่อก!”

ชายที่พยากรณ์จุดจบอันน่าสยดสยองของเซร่าสำลักเสียงกระเส่าออกมาอีกครั้งเมื่อถูกบีบคอ

ใบหน้าของมือสังหารแดงก่ำจากการถูกบีบรัดด้วยแรงที่กะจะหักคอให้แหลกคามือ เขาตะเกียกตะกายดิ้นรนไปทั้งตัว ทว่าท่อนแขนที่แข็งแกร่งราวกับหินผานั้นไม่มีแม้แต่จะสั่นคลอน และเอน็อคไม่ได้แม้แต่จะปรายตามองเขาด้วยซ้ำ

“…เอ๊ะ จริงด้วยแฮะ”

ตอนนั้นเอง สายเลือดสีดำสนิทก็ไหลเปรอะลงมาจากจมูกของเซร่าราวกับจะพิสูจน์คำพูดของเขา

เธอที่ใช้นิ้วแตะดูจนแน่ใจถึงเพิ่งจะแสดงสีหน้าลำบากใจออกมา

ยามนึกเสียใจมักจะสายไปเสมอ เธอถึงยอมรับว่าตนเองประมาทและวางใจเกินไปเพราะมัวแต่พึ่งพาเอน็อค

พิษร้ายแรงอันเป็นเลือดเนื้อของชายคนนั้นมีฤทธิ์เดชยอดเยี่ยมสมกับที่เก็บซ่อนไว้เป็นอาวุธลับจริงๆ

ดูเหมือนเพิ่งจะสัมผัสโดนพิษไปได้ไม่กี่นาที แต่ปลายนิ้วก็เริ่มชาหนึบขึ้นมาแล้ว

แบบนี้ชักไม่ดีแล้ว

ใบหน้าที่เลือดฝาดจางหายไปอย่างรวดเร็วซีดเผือดราวกับคนตาย

แม้ตอนแรกจะฟังผ่านๆ เหมือนเป็นเรื่องล้อเล่น แต่เธอกลับรู้สึกสังหรณ์ใจอย่างแรงกล้าว่าตนเองอาจจะพลาดท่าไปเฝ้ายมบาลในคราวเดียวอย่างที่เอน็อคเคยพูดไว้จริงๆ ก็ได้

เซร่าที่เริ่มหวาดหวั่นอยู่ในใจหัวเราะแห้งๆ พลางเกาะแขนเอน็อคเอาไว้

“เจ้าดำ นายถอนพิษได้ใช่ไหมคะ”

“…….”

ทว่าไม่รู้ทำไมถึงไม่มีคำตอบกลับมาเลยสักนิด

“…เจ้าดำ?”

หรือว่าแม้แต่นี่ก็ไม่ได้งั้นเหรอ เซร่าที่ใจหายวาบด้วยความกังวลช้อนสายตาที่ตื่นตระหนกขึ้นมองเขา แล้วก็…

“…เอ่อ—”

เธอหยุดเรียกเมื่อเห็นใบหน้าของเอน็อคที่กำลังจ้องมองตนอยู่

เธอเบิกตากว้างและแข็งค้างไปราวกับคนที่ได้เห็นสิ่งที่ไม่ควรเห็น

เอน็อคที่เงียบงันมาตั้งแต่เมื่อครู่ยังคงนิ่งเฉย แม้จะได้เห็นใบหน้านั้นที่กำลังไร้ชีวิตชีวาลงต่อหน้าต่อตาก็ตาม

เขาลืมกระทั่งการหายใจพลางเอาแต่จ้องมองเซร่า มองเพียงเธอเท่านั้น

มีเพียงตำแหน่งของเซร่าเท่านั้นที่มองเห็นว่าเอน็อคกำลังทำสีหน้าแบบไหนอยู่

เธอค่อยๆ หุบยิ้มเจื่อนๆ ที่พยายามฝืนปั้นไว้ลง ไม่รู้ทำไมถึงรู้สึกว่าต้องทำเช่นนั้น

“…….”

“…….”

สายตาที่มีรูม่านตาหดเล็กลงอย่างหนักกวาดมองเซร่า

เขาจ้องเขม็งราวกับจะสลักเส้นขนอ่อนทุกเส้นลงบนจอประสาทตา

สายตาที่ขยับอย่างเชื่องช้าหยุดค้างอยู่ที่ใบหน้าอันซีดเซียวผิดปกติอยู่นาน

ใบหน้าที่ซีดขาวราวกับซากศพ รอยเลือดที่กระเซ็นเป็นจุดๆ ยามที่สายตาอันสับสนว้าวุ่นเลื่อนไปแตะที่ริมฝีปากอันไร้สีเลือด

“……!”

เอน็อคถึงได้พรูลมหายใจที่กลั้นไว้ออกมา

ลำแขนอันแข็งแกร่งที่บีบคอของมือสังหารสั่นสะท้านอย่างแผ่วเบา

ไม่สิ ความจริงแล้วสิ่งที่ขยับไม่ใช่เอน็อค

ครืนนนน—

แผ่นดินสั่นสะเทือนจากแดนไกลทีละน้อย ทว่าเด่นชัด

แรงสั่นสะเทือนที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เคลื่อนใกล้เข้ามาหาพวกเขา

เหวอ ผู้คนต่างส่งเสียงฮือฮาเพราะทำตัวไม่ถูกกับสถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคย

จากนั้น เพล้ง! โต๊ะที่ทานแรงสั่นสะเทือนไม่ไหวก็ล้มคว่ำจนเกิดเสียงแตกกระจายบาดหู

นั่นคือจุดเริ่มต้น

ตูม! โครม! ผืนดินสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงจนทรายที่ฟุ้งกระจายลอยฟุ้งราวกับสายหมอก

แครก! เปรี๊ยะ! ผนังอาคารที่ทานแรงสั่นสะเทือนไม่ไหวเริ่มแตกร้าวอย่างน่าสะพรึงกลัว

ผืนดินที่กู่ร้องคำรามขึ้นมาอย่างฉับพลันไม่มีทีท่าว่าจะสงบลงในเร็ววัน ซ้ำยังทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

“กรี๊ดดด! จะ จู่ๆ แผ่นดินเป็นอะไรไปเนี่ย…!”

“แผ่นดินไหวแน่ๆ!”

“ฮะ หนีเอาตัวรอดก่อนเร็ว!”

“พระเจ้าช่วย นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย!”

ผู้คนที่สัมผัสได้ถึงวิกฤตการณ์อันไม่ชอบมาพากลเริ่มทยอยกันอพยพหนีตาย

ทว่าเอสเตลลาเป็นพื้นที่ที่ไม่เคยมีปรากฏการณ์แผ่นดินไหวมาก่อน จึงไม่มีทางที่จะมีแนวทางปฏิบัติอย่างเป็นระบบรับมือได้เลย

ฝูงชนที่แตกฮือราวกับฝูงมดส่งผลให้ตัวเมืองที่วุ่นวายอยู่แล้วยิ่งทวีความโกลาหลอลหม่านหนักขึ้นไปอีก

ท่ามกลางความบ้าคลั่งนั้น มีเพียงเซร่าคนเดียวที่ไม่ได้วิ่งหนีไปไหน

“นี่! นายเป็นบ้าอะไรขึ้นมาเนี่ย!”

เธอที่ใบหน้าซีดเผือดยิ่งกว่าเดิมเหนี่ยวรั้งตัวเอน็อคเอาไว้

ราวกับว่าความวิบัติฉิบหายทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพราะเขายังไงอย่างงั้น

และที่น่าเหลือเชื่อจนแทบพูดไม่ออกคือ ภัยธรรมชาติอันกะทันหันนี้เกิดขึ้นจากฝีมือของเอน็อคจริงๆ

เซร่ารู้สึกราวกับจะถูกคลื่นพลังอันน่าสะพรึงกลัวที่แผ่ออกมาจากตัวเขาบดขยี้จนตาย

เอน็อคกำลังโกรธ

แถมยังโกรธจัดจนแทบคลั่ง

ต้นตอของพลังที่ปะทุจนบิดเบือนธรรมชาติได้ขนาดนี้ไม่ได้มีเพียงแค่โทสะเท่านั้น

“จะมาโมโหอะไรเบอร์นี้กับเรื่องพรรค์นี้กันเล่า ฮะ?”

เซร่าได้แต่งุนงงกับปฏิกิริยารุนแรงที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต

มนุษย์ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาจนโชกโชน ทำไมถึงได้ทำท่าเหมือนจะพังกิลด์ทิ้งทั้งกิลด์เพียงเพราะเรื่องแค่นี้กัน

“พอได้แล้วน่า! หมอนั่นตาเหลือกสลบเหมือดไปแล้วเนี่ย!”

เซร่าชี้ไปยังมือสังหารที่ฟูมปากหมดสติเพื่อบอกให้รู้ว่าศัตรูล้มลงไปแล้ว

ครืนนน!

แต่การพูดถึงเรื่องนั้นกลับยิ่งสุมไฟโทสะของเอน็อค ร้านค้าที่อยู่ด้านหลังพวกเขาจึงถล่มลงมาในที่สุด ดูเหมือนว่าตอนนี้เอน็อคจะมองไม่เห็นอะไร และไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยทั้งสิ้น

“ไอ้บ้านี่เอ๊ย!”

เซร่าที่ทนไม่ไหวอีกต่อไปจึงรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีฟาดฝ่ามือใส่หน้าเอน็อคเต็มแรง

เพียะ! ใบหน้าของเอน็อคหันไปตามแรงตบพร้อมกับเสียงฉาดใหญ่ที่ดังสนั่น

“ฉันเจ็บจะตายห่าอยู่แล้ว รีบรักษาให้ฉันเดี๋ยวนี้เลยนะ!”

“…อา—”

อาจเป็นเพราะคำพูดนั้น หรือไม่ก็เพราะแรงช็อกจากการถูกตบ เอน็อคถึงได้ส่งเสียงที่คล้ายกับคำตอบรับออกมาเป็นครั้งแรก

แผ่นดินไหวที่สั่นสะเทือนราวกับจะถล่มกิลด์ให้พังพินาศสงบลงในชั่วพริบตา

“…ส่งมานี่”

เขากะพริบตาปริบๆ ราวกับคนที่เพิ่งได้สติดึงสติกลับมาได้ ก่อนจะงุ่มง่ามควานหาและกุมมือของเซร่าไว้

ปริบ ปริบ ทุกครั้งที่เขากะพริบตา สติสัมปชัญญะที่เตลิดเปิดเปิงไปก็ค่อยๆ ฟื้นคืนกลับมาให้เห็นอย่างชัดเจน

พร้อมกันนั้น อาการถูกพิษที่ทรมานเซร่าก็ค่อยๆ จางหายไปด้วยเช่นกัน

“ฮ่า ค่อยยังชั่วหน่อย—”

เซร่าที่เริ่มหายใจหายคอได้คล่องขึ้นพรูลมหายใจอย่างโล่งอกออกมาเฮือกใหญ่

ประสบการณ์ที่พลังชีวิตถูกสูบออกจากร่างกายอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาสั้นๆ นั้นเป็นอะไรที่ใกล้เคียงกับความตายมากที่สุดเท่าที่เคยเจอมา

คราวหน้าต้องระวังตัวให้มากกว่านี้จริงๆ แล้ว

เธอเก็บเกี่ยวบทเรียนใหม่ไว้ในใจแล้วปรายตามองขึ้นไปยังเอน็อค

แม้จะดูดีขึ้นกว่าเมื่อกี้ แต่เขาก็ยังดูเหมือนคนสติหลุด น็อตหลุดไปตัวหนึ่งอยู่ดี

“ก่อนที่คนอื่นจะแห่กันมา พวกเราเผ่นกันก่อนเถอะ”

ในตอนที่เซร่าตรวจดูจนแน่ใจว่าไม่มีพยานหลงเหลืออยู่ และรีบเร่งเร้าเอน็อคราวกับผู้ต้องสงสัยที่พยายามหลบหนีออกจากที่เกิดเหตุนั้นเอง

“หยุดอยู่ตรงนั้น”

ทั้งที่เมื่อครู่นี้เพิ่งจะตรวจดูจนแน่ใจว่าไม่มีใครแท้ๆ แต่กลับมีเสียงโพล่งขึ้นมาจากทางด้านหลัง

“อย่าขยับแม้แต่ก้าวเดียว”

ในวินาทีที่แขกไม่ได้รับเชิญซึ่งโผล่มาอย่างกะทันหันเอ่ยเตือนเซร่าและเอน็อค

“……!”

เฮือก เซร่าที่ตกใจสุดขีดสะดุ้งเฮือกและสูดหายใจเข้าลึก

แม้จะยังไม่ทันได้เห็นหน้าค่าตาว่าเป็นใคร แต่อย่างน้อยสิ่งหนึ่งที่เธอรับรู้ได้อย่างแน่ชัด

จอมเวท

กระแสพลังเวทที่กระเพื่อมไหวอย่างคุกคามตามคำพูดของชายคนนั้นแผ่ออกมาให้สัมผัสได้อย่างชัดเจน

ขนาดไม่ใช่จอมเวทมนตร์ดำแท้ๆ แต่วาจาสิทธิ์กลับทรงพลังถึงเพียงนี้ อย่างน้อยก็ต้องเป็นจอมเวทผู้แข็งแกร่งที่มีชีวิตอยู่มาหลายร้อยปีเป็นแน่

“ข้าก็นึกสงสัยอยู่ว่าใครกันที่บังอาจมาพังงานเทศกาลของข้า ที่แท้ก็เจ้านี่เอง เอน็อค ซอร์เซอร์”

ยิ่งไปกว่านั้น จอมเวทคนนั้นยังมองทะลุถึงตัวตนที่แท้จริงของเอน็อคได้ในปราดเดียว

กึก คราวนี้แม้แต่เอน็อคก็ดูจะตกใจ กล้ามเนื้อตรงกรามของเขาจึงเกร็งตัวขึ้นจนแข็ง

เฮือก เซร่าที่ตกใจแทบสิ้นสติรีบก้าวเข้าไปขวางระหว่างเอน็อ

“……จะ จำคนผิดแล้วค่ะ”

พอเข้าใกล้ผู้ชายคนนั้น วงจรพลังเวทที่สลักอยู่ในวิญญาณของเธอก็ปั่นป่วนอย่างประหลาด

ตั้งแต่โบราณกาลมา เวทมนตร์อันเป็นของขวัญจากพระเจ้ากับเวทมนตร์ดำอันเป็นข้อห้ามของพระเจ้านั้นไม่ถูกชะตากันมาโดยตลอด

วงจรพลังเวทของเซร่าและชายผู้นั้นผลักไสซึ่งกันและกันราวกับแม่เหล็กขั้วเดียวกันที่หันเข้าหากัน

ชายคนนั้นที่สัมผัสได้ถึงแรงผลักอันมหาศาลจึงปรายตามองเซร่าเป็นครั้งแรก

เธอเพิ่งรู้เป็นครั้งแรกในตอนนั้นเองว่า สายตาของคนเราสามารถแฝงพลังทางกายภาพเอาไว้ได้ด้วย

“เจ้าเป็นใครกัน”

ชายหนุ่มที่พินิจมองเซร่าด้วยสายตาไม่สบอารมณ์เอียงคอเล็กน้อย

“คนที่ข้าทำสัญญาด้วยเห็นชัดๆ ว่าคือสโนว์ ชายคนนั้นแท้ๆ”

นึกว่าจะเป็นคำถามหาเรื่องทำนองว่าแกเป็นใครเสียอีก แต่กลับไม่ใช่

“……คะ?”

“อะไรนะ”

ทั้งเซร่าและเอน็อคต่างย้อนถามขึ้นมาพร้อมกัน เมื่อชื่อของสโนว์หลุดออกมาจากปากของจอมเวทอย่างเป็นธรรมชาติ

ทำไมจู่ๆ ถึงมีชื่อหมอนั่นโผล่มาได้ล่ะเนี่ย

เมื่อทั้งสองคนมองมาด้วยสีหน้าแบบนั้นพอดิบพอดี ชายคนนั้นจึงอธิบายเสริมด้วยน้ำเสียงที่เจือความกระวนกระวายใจอยู่บ้าง

“ก็คำขอที่กิลด์เอสเตลลายื่นไปให้กิลด์ซิกนัสอย่างไรล่ะ”

“คำขอรึ-?”

“ใช่ ที่มีชัยชนะของอาร์เคดเป็นเดิมพัน”

เรื่องราวที่ฟังดูคุ้นหูอย่างยิ่งทำให้สีหน้าของทั้งคู่ยิ่งซับซ้อนขึ้นไปอีกขั้น

“สโนว์อยู่ที่ไหน ไม่ได้มาด้วยกันหรอกรึ”

“……พอดีเขามีธุระด่วน ฉันก็เลยมาแท- ไม่สิ เดี๋ยวก่อน”

เซร่าที่กำลังตอบไปตามตรงพลันยื่นมือทั้งสองข้างออกไปข้างหน้าเพื่อเบรกคำพูดของชายคนนั้นเอาไว้

สรุปก็คือ ผู้ชายคนนี้ยื่นคำขอไปให้สโนว์ แต่เซร่าดันมารับหน้าที่แทน แล้วระหว่างนั้นเจริลที่ได้รับคำไหว้วานจากสโนว์ก็มาคอยนำทางให้เซร่า ส่วนเซร่าก็เข้าร่วมอาร์เคด ได้เจอนีร์ชาน แต่ผู้ชายคนนี้ก็ดันเป็นผู้ว่าจ้างของคำขอนี้ด้วยเนี่ยนะ……

ความคิดที่สับสนปนเปกันไปหมดพันกันยุ่งเหยิงเสียจนไม่แน่ชัดเลยว่าตรงไหนคือความจริง และตรงไหนคือเรื่องโกหก

เซร่าที่กุมศีรษะพลางครางฮือๆ มองผู้ชายที่อ้างว่าตัวเองเป็นผู้ว่าจ้างด้วยแววตาคลางแคลงใจ

“ผู้ว่าจ้างคือคุณจริงๆ งั้นเหรอคะ แล้วนีร์ชานล่ะ ผู้ชายคนนั้นคือใครกันแน่”

“นีร์ชานงั้นเหรอ”

รู้จักกันหรือเปล่านะ

พลันที่ได้ยินชื่อของนีร์ชาน ใบหน้าของจอมเวทก็บูดเบี้ยวราวกับเหยียบขี้ขึ้นมาทันควัน

“อย่าบอกนะว่าหมายถึงอดีตเจ้าของ ‘วิหคทองคำ’ น่ะ”

“ใช่ค่ะ คนนั้นแหละ!”

“พวกเจ้าไปรู้ชื่อนั้นมาได้ยังไงกัน ถึงมันจะเป็นไอ้สารเลวใจโฉด แต่มันก็ไม่น่าจะไปถึงหูของซิกนัสได้นี่”

สารเลวใจโฉด?

เซร่าและเอน็อคต่างสบตากันให้กับคำประเมินอันโหดร้ายนั้น

แม้นีร์ชานจะเป็นคนประหลาดถึงขั้นเอ่ยปากชวนคนที่เพิ่งเจอหน้ากันครั้งแรกให้เอาทาสบำเรอกามไปใช้ได้อย่างไม่ตะขิดตะขวงใจ แต่ก็ไม่น่าจะถึงขนาดนั้น

และในวินาทีถัดมา จอมเวทก็แจ้งข่าวอันน่าตกตะลึงให้พวกเธอได้รู้

“เพราะงั้นมันถึงโดนประหารชีวิตไปเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนแล้วยังไงล่ะ”

“……?!”

“ไอ้เวรนั่นเป็นคนเลวที่กู่ไม่กลับซึ่งใช้ประโยชน์จากระบบทาสอันศักดิ์สิทธิ์ของเอสเตลลาไปก่อกรรมทำชั่วอันชั่วร้าย”

ว่าแล้วเชียว คงเป็นคนชื่อซ้ำกันล่ะมั้ง

เซร่ายังคงคิดเช่นนั้นจนถึงตอนนั้น

“มันขึ้นชื่อเรื่องจ้องเล่นงานแต่คนงามเป็นพิเศษน่ะสิ ถ้ามีผู้หญิงสวยๆ ที่ถูกใจ มันก็จะอ้างเรื่องให้ยืมทาสบำเรอกามเพื่อล่อลวงขึ้นเตียงแล้ววางยาให้เสพติด พอมันเอาไปกกเล่นจนเบื่อเข้าหน่อย ก็จะเปลี่ยนสถานะคนที่ไม่ใช่ทาสให้กลายเป็นทาส แล้วขนไปขายประมูลในตลาดมืดเพื่อหาเงินเข้ากระเป๋า”

“……!!!”

ทว่าเมื่อได้ยินเรื่องเล่าของเขาที่ฟังดูคุ้นหูอย่างน่าขนลุก

ความตระหนักรู้ดั่งสายฟ้าฟาดว่ามันอาจจะไม่ใช่อย่างนั้นก็ได้ก็แล่นวาบจนขนลุกซู่ไปทั้งตัว

สายตาของเซร่ากับเอน็อคประสานกันอีกครั้ง

สีหน้าของเขาเองก็ดูไม่สู้ดีนัก ราวกับว่ากำลังคิดอะไรคล้ายๆ กับเซร่าอยู่เหมือนกัน

“บาปหนาขนาดนั้น ป่านนี้คงกำลังดิ้นรนอยู่ในก้นนรกแล้วกระมัง”

ระหว่างนั้น จอมเวทที่เล่าจนจบก็ถามขึ้นมาว่าแล้วจะตามหานีร์ชานไปทำไม

“…….”

“…….”

แน่นอนว่า ย่อมไม่มีคำตอบใดหลุดออกมาเลย

เพราะทั้งสองคนต่างก็นึกไม่ออกเลยว่าจะต้องตอบอะไรออกไป

“พวกคนอื่นๆ กำลังกลับมาแล้วค่ะ”

หญิงสาวที่จู่ๆ ก็ผุดขึ้นมาจากความว่างเปล่าเอ่ยรายงานต่อจอมเวท

หญิงสาวผู้สวมหน้ากากสีขาวบริสุทธิ์ละลายหายไปในอากาศอีกครั้ง เมื่อชายคนนั้นพยักหน้าให้สั้นๆ

“พวกเจ้าต้องไปกับข้าก่อน”

ชายคนนั้นตัดสินใจเรื่องที่พักของเซร่ากับเอน็อคเอาเองตามอำเภอใจ ราวกับมีเหตุจำเป็นที่จะให้ใครเห็นตัวตนไม่ได้

“พวกเจ้า”

เมื่อเขาโบกมือไปในอากาศสองสามครั้ง ทหารที่ผุดขึ้นมาจากความว่างเปล่าเหมือนเมื่อครู่ก็เข้าล้อมเซร่ากับเอน็อคเอาไว้ เหล่าทหารที่ถือหอกทองคำระยิบระยับต่างกดดันเซร่ากับเอน็อคกลายๆ ให้รีบไป พลางเร่งเร้าให้พวกเขาก้าวเท้า

“เดี๋ยวสิ เดี๋ยวก่อน แล้วตกลงนายเป็นใครกันแน่เนี่ย”

เซร่าที่เบียดแทรกช่องว่างระหว่างพวกทหารออกมา ตะโกนถามชายหนุ่มที่ทิ้งระยะห่างออกไปไ

“โง่จริงหรือเปล่าเนี่ย ในใบภารกิจก็เขียนระบุไว้ทนโท่อยู่แล้วแท้ๆ”

จอมเวทที่สวนกลับด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดชี้นิ้วชี้เข้าหาตัวเองดังฉึก พลางขยับริมฝีปาก

“‘เอสเตลลา’”

“……?!”

นามอันยิ่งใหญ่ของตนก็คือเอสเตลลา ตัวจริงเสียงจริงนั่นเอง

“กลับกันได้แล้ว”

ชายคนนั้นหันหลังกลับอย่างเย็นชาเหมือนจะปฏิเสธการสนทนาใดๆ เพิ่มเติม แล้วสาวเท้าก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว

เหล่าทหารที่กระทุ้งหอกทองคำลงบนพื้นดังตึง ตึง ต่างขานรับเสียงดังกึกก้องใส่แผ่นหลังที่กำลังห่างออกไป

“ครับ หัวหน้ากิลด์!”

[นิยาย] เมื่ออดีตชาติ ฉันเคยขายชาติมาแล้วค่ะจบตอน 116
อ่านตอน 117 ต่อ
อ่านตอนล่าสุดได้ที่ลงถึงตอน 344
↗Readtoon
☆ ให้คะแนน / เขียนรีวิวเรื่องนี้

ความคิดเห็นตอนนี้

กำลังโหลดความเห็น...

ดูความเห็นทุกตอนของเรื่องนี้
‹ ตอน 115กลับหน้าเรื่อง
ตอน 115ตอน 117