“[นิยาย] เมื่ออดีตชาติ ฉันเคยขายชาติมาแล้วค่ะ” มีฉากหรือเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่ กดยืนยันเพื่อเข้าชม เว็บจะจำไว้ในเบราว์เซอร์นี้
ตอนที่ 2
“ฉะ ฉันเหรอคะ ฉันตายไปตั้งชาติมะโว้แล้ว จะให้ไปรับผิดชอบอะไร ยังไงกันล่ะคะ!”
เซร่ากระโดดตัวลอยโวยวายใส่พระเจ้าที่จู่ๆ ก็คิดจะโยนความรับผิดชอบมาให้ว่านี่มันไร้สาระสิ้นดี เธอโบกไม้โบกมือปฏิเสธพัลวันแล้วรีบละล่ำละลักแก้ตัวเป็นพัลวัน
ตัวเธอนั้นตายไปตั้งนานแล้ว ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าโลกมนุษย์ในตอนนี้เป็นไปอย่างไรบ้าง อีกอย่างเธอก็ไม่ใช่พระเจ้าเสียหน่อย จะไปดูออกได้อย่างไรว่าใครมีชะตากรรมบิดเบี้ยวแบบไหน และอื่นๆ อีกมากมาย บลาๆๆ…
“เรื่องนั้นเจ้าไม่ต้องกังวล”
ทว่าพระเจ้าไม่มีทางปล่อยให้เซร่าเฉไฉหนีภารกิจตรงหน้าไปได้อย่างเด็ดขาด พระองค์ใช้พระหัตถ์อีกข้างจับใบหน้าที่หันหนีให้กลับมาตรงตามเดิมอย่างนุ่มนวล พลางแย้มสรวลเปี่ยมเมตตาแล้วยื่นสองนิ้วเข้ามาจ่อตรงหน้าดวงตาของเซร่า
“เศษเสี้ยวของข้าจะนำทางเจ้าไปยังสถานที่ที่เจ้าควรไปเอง” “……?”
เซร่าขมวดคิ้วเพื่อเพ่งมองแสงสว่างที่รวมตัวกันอยู่ตรงปลายนิ้วของพระเจ้า ความพร่างพราวระยิบระยับที่ราวกับรวบรวมแสงดาวบนท้องฟ้ายามค่ำคืนมาไว้เช่นนั้น ช่างเพียงพอที่จะสะกดสายตาของคนบาปที่ต้องทนทุกข์ทรมานกับเปลวเพลิงนรกอันแสนสาหัสได้อย่างอยู่หมัด
ปัญหาก็คือทิศทางของนิ้วนั้น ไม่ว่าใครมองก็เห็นชัดๆ ว่ากำลังจะจิ้มทะลุเบ้าตาทั้งสองข้างของเธออยู่รอมร่อ
“พะ พระเจ้าคะ เรามาคุยกันด้วยเหตุผลดีกว่านะ…”
เมื่อต้องเผชิญกับวิกฤตตาบอดกะทันหัน เซร่าจึงหงายคอไปข้างหลังให้มากที่สุดพลางดิ้นรนสุดชีวิต ทว่าด้วยเรี่ยวแรงของคนบาปเพียงคนเดียวอย่างเซร่า ย่อมไม่อาจหลุดพ้นไปจากเงื้อมพระหัตถ์ของพระเจ้าผู้ทรงอำนาจล้นพ้นได้ พระเจ้าทรงเมินเฉยต่อการดิ้นรนที่ดูน่าเวทนานั้นอย่างสิ้นเชิง
“หากเจ้าปฏิบัติภารกิจที่ได้รับมอบหมายอย่างซื่อสัตย์ละก็―”
แต่พระองค์กลับยื่นข้อเสนอที่ไม่อาจปฏิเสธได้ลงมาแทน
“ข้าจะอภัยโทษทัณฑ์ 504 932 781 ปีที่มอบให้แก่เจ้าทั้งหมด”
ข้อเสนออันน่าเหลือเชื่อว่าจะลดโทษทัณฑ์ที่ยาวนานจนเกือบชั่วนิรันดร์ให้จนหมดเกลี้ยง
“……?!”
เซร่าซึ่งไม่คิดเลยว่าพระองค์จะยื่นเงื่อนไขอันแหวกแนวปานนี้จึงเบิกตากว้างเงยหน้ามองพระเจ้าด้วยความตกตะลึง
“คำพูดนั้น… เรื่องจริง หรือคะ ไม่สิ ทำไมล่ะคะ”
ต่อคำถามที่เจือความคาดหวังและความเคลือบแคลงสงสัยอย่างละครึ่งพอดีนั้น พระเจ้าทรงส่งเสียงหัวเราะเยาะในลำคอเบาๆ เป็นรอยยิ้มอันหยิ่งผยองที่สื่อว่า ต่อให้ไม่ใช่เรื่องจริง เจ้าจะทำอะไรได้งั้นหรือ
“ระยะเวลาคือสามปี หากสะสางไม่สำเร็จภายในเวลานั้น ก็กลับมาอีกห้าร้อยล้านปี”
คงทำได้สินะ จะแก้ปัญหาอย่างไร ทำไมต้องเป็นเซร่า ต้องช่วยกี่คน และจะทำเรื่องพรรค์นั้นให้เสร็จสิ้นภายในสามปีได้จริงๆ หรือ เรื่องที่ต้องคิดคำนวณมีมากมายเป็นภูเขาเลากา ทว่าเซร่ากลับไม่ยอมเอ่ยสิ่งใดออกมาแม้แต่คำเดียว
“การไปโลกมนุษย์คราวนี้ไม่ได้เกิดจากการไปเกิดใหม่ ดังนั้นวิญญาณของเจ้าที่ตกนรกจะคืนชีพสู่ร่างเนื้อเดิมก่อนตายโดยตรง มีอะไรที่สงสัยอีกหรือไม่” “ไม่มีค่ะ จะตั้งใจทำอย่างเต็มที่เลยค่ะ…!”
เมื่อได้ยินคำถามถัดมาของพระเจ้า เซร่าก็พยักหน้ารัวราวกับเป็นคนที่ทำได้ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลก
การมานั่งเลือกที่รักมักที่ชังน่ะเป็นเรื่องของคนอื่น ส่วนคนที่กำลังกลิ้งเกลือกอยู่ก้นบึ้งของขุมนรกอย่างเธอนั้นไม่มีเวลาว่างมาทำอะไรแบบนั้นหรอก
โอกาสน่ะโดยพื้นฐานแล้วใช่ว่าจะลอยมาให้เห็นบ่อยๆ ดังนั้นต่อให้เป็นโอกาสที่น่าสงสัยเพียงใด อย่างไรก็ต้องคว้าเอาไว้ก่อนเป็นดีที่สุด
“เซร่า โรเซนบอม”
คงเป็นเพราะพอใจในคำตอบอันฉะฉานกระมัง สุรเสียงของพระเจ้าที่เรียกคนบาปพลันเจือความอ่อนโยนขึ้นมาแวบหนึ่ง คะ? ตอนที่เซร่าสบสายตากับพระเจ้าผู้เปี่ยมปัญญา ยุติธรรม และแสนจะอ่อนโยน ผู้ประทานโอกาสทองอันล้ำค่าให้แก่เธออย่างไร้การต่อต้านนั้นเอง
“คราวนี้ก็ จงใช้ชีวิตให้มันเป็นคนดีหน่อยล่ะ”
ฉึก! สิ้นสุดคำแนะนำอันแสนจะเป็นแบบอย่างที่ดี เศษเสี้ยวแห่งพระเจ้าก็ปักลึกเข้าสู่ดวงตาทั้งสองข้างของเซร่า
อ๊าก! แสงสีขาวสว่างวาบขึ้นในลานสายตาของเซร่าที่จู่ๆ ก็ถูกทิ่มลูกตาเข้าอย่างจัง
……สัมผัสแห่งการฟื้นคืนชีพที่เพิ่งเคยได้ประสบเป็นครั้งแรกนั้นเจิดจ้าเสียจนน้ำตาแทบไหล
เซร่าที่ถูกแสงสว่างกลืนกินสัมผัสได้ถึงความรู้สึกหนักอึ้งของร่างกายในชั่วขณะหนึ่ง มันคือน้ำหนักของสังขารที่ตัวเธอในสภาพวิญญาณไม่เคยรู้สึกได้มาก่อน
สัมผัสของร่างกายเนื้อที่ได้รู้สึกอีกครั้งหลังจากห่างหายไปนานนั้นช่างแปลกใหม่เสียเหลือเกิน เซร่าจึงไม่อาจทำเรื่องง่ายๆ อย่างการลืมตาขึ้นมาสำรวจรอบกายได้ตามใจนึก
ราวกับลืมวิธีลืมตาไปเสียแล้ว เปลือกตาแม้เพียงข้างเดียวก็ไม่อาจขยับได้ดั่งใจ
‘……กลิ่นน้ำ’
ทว่ากลิ่นคาวน้ำที่โชยเข้าจมูกกลับสัมผัสได้ไม่ยากเย็น ไม่ไกลออกไปมีเสียงสายน้ำสาดเทลงมาอย่างชื่นใจ มันคือเสียงอันแสนสดชื่นที่ไม่มีวันได้ยินในนรกอย่างแน่นอน
‘โลกมนุษย์จริงๆ นี่นา…?’
ด้วยเหตุนั้นเซร่าจึงตระหนักได้ว่าตนเองหลุดพ้นจากนรกมาแล้วจริงๆ ช่างเกิดขึ้นในชั่วพริบตาเดียวแท้ๆ ในขณะเดียวกันความกังวลที่ว่ากลับมายังโลกมนุษย์แบบสุ่มสี่สุ่มห้าเช่นนี้จะดีหรือก็ผุดขึ้นมา ทว่าเพียงชั่วครู่เดียวเท่านั้น ประสาทสัมผัสทั้งหมดก็ถูกดึงดูดไปที่การมีอยู่ของน้ำที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม
พอรับรู้ถึงน้ำได้ครั้งหนึ่ง ความกระหายน้ำจนคอแห้งผากก็พลันแล่นริ้วขึ้นมา เซร่าอยากจะลุกขึ้นแล้วกระโจนลงไปยังแหล่งน้ำที่ใกล้ที่สุดเดี๋ยวนี้หากทำได้ ทว่าอาจเพราะยังต้องใช้เวลาปรับตัวอีกสักหน่อย เธอจึงไม่อาจกระดิกนิ้วได้แม้แต่นิ้วเดียว
สิ่งที่แน่ชัดก็คือพื้นมันเย็นเฉียบเอามากๆ ดูท่าพระเจ้าผู้ไร้หัวใจคงจะโยนเธอทิ้งไว้บนพื้นสั่วๆ สักแห่งเป็นแน่
ในชั่วพริบตานั้น ในที่สุดดวงตาที่หนักอึ้งประดุจหินพันชั่งก็ลืมขึ้นได้
“…….”
โลกที่ได้พานพบอีกครั้งในรอบ 300 ปีนั้นเจิดจ้าเสียจนไม่อาจมองดูตรงๆ ได้ด้วยซ้ำ
ทว่าเซร่าไม่หลบเลี่ยงและจ้องมองแสงนั้นตรงๆ หยาดน้ำตาเอ่อคลอรอบดวงตาที่มีเส้นเลือดคั่ง ทว่าแม้แต่ความเจ็บปวดนั้นเธอก็ยังยินดี กลับชื่นชมในความเจิดจรัสจนแทบจะทำให้ตาบอดนั้นจากใจจริงเสียด้วยซ้ำ
ว้าว แสงอาทิตย์นี่มันต่างออกไปจริงๆ สินะ
ความจริงที่ว่าสถานที่ที่ตนอยู่นั้นไม่ใช่ก้นบึ้งขุมนรกอันมืดมิดอีกต่อไปทำให้เธอเบิกบานใจ ฮิๆ ฮิๆๆ โลกมนุษย์ล่ะ โลกมนุษย์
เซร่าที่ดื่มด่ำกับสัมผัสของการเป็นมนุษย์ที่มีชีวิตอยู่นานสองนาน พลันสังเกตเห็นในชั่วขณะหนึ่งว่าแสงแดดที่ส่องเข้าตาของตนมันชักจะแปลกๆ พิกล
“……?”
ทำไมดวงอาทิตย์ถึงได้ดูเหมือนอยู่ตรงปลายจมูกขนาดนี้นะ พอดูดีๆ แล้วเหมือนมันจะติดอยู่กับพื้นแปลกๆ ด้วยซ้ำ…
“เหวอ! เย็นเจี๊ยบ!”
ในจังหวะที่คิดเช่นนั้น น้ำที่เย็นเฉียบราวกับน้ำแข็งก็ถูกสาดโครมลงมาบนหัวของเซร่า
ความเย็นยะเยือกอันร้ายกาจเสียดแทงเข้าสู่ร่างที่เดิมทีก็รู้สึกหนาวอยู่แล้ว ส่งผลให้สติที่สะลึมสะลือพลันตื่นเต็มตาทันที เซร่ารีบปาดน้ำที่ไหลเปรอะหน้าออกอย่างลนลาน จากนั้นจึงค่อยกวาดสายตามองไปรอบๆ
“อะไรเนี่ย…?”
เซร่าที่มองเห็นลูกกรงเหล็กขวางกั้นสายตาไว้จนมิดรีบลุกขึ้นมานั่งทันที
“ทำไมฉันถึงถูกขังไว้ล่ะเนี่ย?!”
ทั้งที่อุตส่าห์ดีใจว่าได้ขึ้นมาบนโลกมนุษย์แล้วแท้ๆ แต่ที่ที่เธอลืมตาตื่นขึ้นมากลับเป็นในกรงเหล็กอันคับแคบจนยืดหลังตรงไม่ได้ด้วยซ้ำ เซร่าที่ยื่นมือออกไปเพื่อจะจับลูกกรงตามสัญชาตญาณพลันหน้าเบ้เมื่อเห็นโซ่ตรวนที่คล้องข้อมือทั้งสองข้างของตนเอาไว้อย่างแน่นหนา มิน่าล่ะถึงรู้สึกว่าตัวหนัก ที่แท้ก็เพราะไอ้นี่เองสินะ
“ส่งฉันมาที่ไหนกันแน่เนี่ย?”
พอมาถึงขั้นนี้เซร่าที่เริ่มรู้สึกกระวนกระวายขึ้นมาทีละนิดจึงรีบสังเกตโลกภายนอกลูกกรงเหล็กอย่างลนลาน
สิ่งที่คิดว่าเป็นดวงอาทิตย์ก็เป็นเพียงแสงไฟที่ส่องสว่างภายในห้องเท่านั้น และพื้นด้านนอกลูกกรงเหล็กก็เจิ่งนองไปด้วยน้ำ ซ่า—! มีเสียงสาดน้ำดังขึ้นมาอีกจากที่ไกลๆ ดูท่าว่าคงมีใครคนอื่นในที่แห่งนี้กำลังเผชิญกับเรื่องที่เซร่าเพิ่งโดนมาเมื่อกี้เหมือนกัน
พอได้รับรู้สถานการณ์หน้าหลังอย่างถ่องแท้ แสงที่เคยรู้สึกว่าเจิดจ้าก็ไม่สวยงามอีกต่อไป และกลิ่นฝนที่เคยรู้สึกว่าสดชื่นก็ไม่หอมกรุ่นอีกแล้ว
ที่แห่งนี้ซึ่งทั้งเย็นยะเยือก ชื้นแฉะ และเต็มไปด้วยแสงไฟประดิษฐ์ มองอย่างไรก็ไม่ใช่สถานที่ที่กำลังเกิดเรื่องดีๆ ขึ้นเลย ลางสังหรณ์เสียววาบแล่นผ่านท้ายทอยทำให้สีหน้าของเซร่าพลันแข็งค้างไปชั่วขณะ
“เฮ้ย ไอ้นี่พูดได้ด้วยว่ะ?”
มีเสียงพูดคุยดังมาจากนอกลูกกรงเหล็ก เป็นเสียงแหบห้าวของผู้ชายที่ฟังดูมีอายุอยู่บ้าง
“หา? เป็นไปได้ไง”
เสียงอีกเสียงเอ่ยตอบกลับมาทันควัน จากนั้นเงาร่างทอดยาวก็ทาบทับลงมาตรงหน้าเซร่า แล้วน้ำเย็นเฉียบประดุจน้ำแข็งก็ถูกสาดซัดโครมลงมาอีกระลอกอย่างไร้ความปรานี
“อ๊าก ไอ้เหี้ยเอ๊ย! เป็นบ้าอะไรวะ?!”
เซร่าที่ต้องมาเปียกปอนกับความหนาวเย็นอันน่ารังเกียจอีกรอบสบถด่าออกไปโดยไม่รู้ตัว
เมื่อเธอแสดงท่าทีต่อต้านอย่างชัดเจน ชายที่เดินวนเวียนอยู่หน้ากรงเหล็กจึงก้มตัวลงชะโงกมองเข้ามาข้างใน คนหนึ่งเป็นชายผอมกะหร่องท่าทางขี้หงุดหงิด ส่วนอีกคนเป็นชายร่างบึกบึนที่มีกล้ามเนื้อค่อนข้างหนาแน่น
“จริงด้วยนี่หว่า?”
เมื่อเห็นเซร่าจ้องเขม็งมองพวกตนด้วยดวงตากระจ่างชัด ชายผอมกะหร่องก็หัวเราะในลำคออย่างไม่อยากจะเชื่อ
“เฮ้ย มานี่ซิ”
จากนั้นเขาก็ทำหน้าเครียดขรึมเหมือนค้นพบอะไรบางอย่าง ก่อนจะยื่นมือเข้ามาข้างในแล้วกระชากกลุ่มผมของเซร่าอย่างรุนแรง
“โอ๊ย!”
โครม! เซร่าที่ถูกลากไปทั้งอย่างนั้นเอาหัวกระแทกเข้ากับลูกกรงเหล็ก หน้าผากส่วนที่ชนแตกจนเกิดเป็นแผล ในสถานการณ์ที่น่าอัปยศอดสูอย่างยิ่ง เซร่าถลึงตาจ้องมองพวกผู้ชายแทบจะฆ่าให้ตาย ทว่าพวกนั้นกลับเมินเฉยด้วยสีหน้าราวกับคิดว่าหมาที่ไหนเห่า และเอาแต่ส่องแสงไฟสว่างจ้าใส่หน้าเธอเท่านั้น
“นังนี่ ลูกตามันเป็นสีม่วงนี่หว่า!”
คนที่อ้าปากพูดก่อนคือชายร่างบึกบึน มันจะเป็นเรื่องใหญ่อะไรนักหนาเชียว น้ำเสียงที่ตะโกนออกมากลับแฝงความปีติยินดีที่ไม่อาจปิดมิดเอาไว้
“ผู้มีภูมิคุ้มกันนี่”
คำพูดของชายผอมกะหร่องที่รับช่วงต่อจากเขาปักลึกเข้าสู่รูหูของเซร่าเป็นพิเศษ ผู้มีภูมิคุ้มกันงั้นเหรอ? เซร่าผึ่งหูฟังคำพูดที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนในชีวิตนี้ทันที
“ทำไมผู้มีภูมิคุ้มกันถึงปนเข้ามาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ?” “จะสนทำไมเล่า สำหรับพวกเราแล้วเป็นเรื่องดีออก”
ทั้งที่คิดว่าถ้าอยู่เฉยๆ พวกมันก็คงจะพล่ามออกมาเองว่าผู้มีภูมิคุ้มกันคืออะไรแท้ๆ แต่ไหงกลับเอาแต่สะกิดสีข้างแล้วคิกคักกันเองสองคนโดยไม่พูดอะไรที่เป็นข้อมูลสักคำ ชายคนที่กระชากเส้นผมของเธอแล้วเหวี่ยงทิ้งลงพื้นพึมพำด้วยความละโมบ
“แบบนี้คงขายให้พวกกิลด์ได้ราคาแพงลิบเลยว่ะ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เซร่าก็ตระหนักได้ในทันทีว่าตนเองกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ใด อ๋อ เจ้าพวกนี้คือพวกค้าทาสสินะ
พลันนั้นเธอก็บิดริมฝีปากแสยะยิ้ม ดูท่าว่าต่อให้เวลาจะผ่านไปถึงสามร้อยปีแล้ว พวกพรรค์เฮงซวยพันธุ์นั้นก็ยังไม่สูญพันธุ์ไปเสียทีสินะ
“คลุมไว้ให้ดีๆ อย่าให้พวกอื่นมาเล็งเข้าล่ะ ข้าจะออกไปดูข้างนอกหน่อยว่ามีพวกที่พอจะซื้อสินค้านี้มาหรือยัง” “เออ รู้แล้วน่า”
ชายผอมกะหร่องเดินจากไปด้วยรอยยิ้มกว้างจนหน้าบาน พอเขาจากไป ชายร่างบึกบึนก็ไปเอาเศษผ้าผืนใหญ่จากที่ไหนสักแห่งมาคลุมทับกรงเหล็กของเซร่าไว้จนมิด
“นี่ เดี๋ยวก่อน เดี๋ยวก่อน เดี๋ยวก่อนสิ…!”
กำลังโหลดความเห็น...