“[นิยาย] เมื่ออดีตชาติ ฉันเคยขายชาติมาแล้วค่ะ” มีฉากหรือเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่ กดยืนยันเพื่อเข้าชม เว็บจะจำไว้ในเบราว์เซอร์นี้
ตอนที่ 20
ก้อนเนื้อที่หลุดพ้นจากพันธนาการดีดผึงออกมานอกกางเกงอย่างรวดเร็ว สิ่งนั้นที่แข็งชันเฝ้ารอโอกาสมานานแล้วฟาดเผียะเข้ากับกล้ามท้องของเอน็อคราวกับจะประกาศการปรากฏตัวของตน
“เอ๊ะ?”
เมื่อได้เผชิญหน้ากับมัน เซร่าก็รู้สึกเหมือนสติที่เคยมึนเบลอตาสว่างขึ้นมาทันควัน
ท่อนเอ็นที่โผล่พรวดขึ้นมาตรงหน้าอย่างดุดันนั้นดูอัปลักษณ์ราวกับเป็นจุดด่างพร้อยเพียงหนึ่งเดียวบนร่างกายอันสมบูรณ์แบบของเอน็อค ส่วนปลายที่แนบติดกับกล้ามท้องอันงดงามจนทำลายทัศนียภาพปูดโปนออกมาเหมือนหัวงูพิษร้าย
ลำแท่งที่ตั้งตระหง่านดูแข็งแกร่งราวกับต้นไม้โบราณอายุนับพันปีมากกว่าจะเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของมนุษย์ เส้นเลือดที่เลื้อยผ่านดั่งเถาวัลย์นั้นทำให้มันดูเหมือนสิ่งมีชีวิตที่มีเจตจำนงเป็นของตัวเอง
แค่มองดูก็รู้แล้วว่ารูปทรงไม่ได้สวยงามเลยแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำสีของมันยังแดงก่ำจนดูท่าทางดุร้ายไม่ใช่เล่น ทว่าเมื่อตัดอุปมาอุปไมยทั้งหลายออกไป ประโยคเดียวที่ฝังแน่นอยู่ในสมองของเซร่ามากที่สุดก็คือความรู้สึกชั้นประถมอย่าง ‘ใหญ่ชะมัด’
“ยัยทาส~”
เอน็อคที่จับท่อนเอ็นอันน่าเกลียดน่ากลัวนั่นกดลงมาอย่างไม่สะทกสะท้านเล็งส่วนปลายอันหนักอึ้งมาที่เธอ จากนั้นก็โยกมันขึ้นลงล้อเลียนราวกับกำลังเล่นหุ่นเชิดพลางหัวเราะคิกคัก
“ไปสวรรค์ด้วยกันเถอะน่า~”
กระตุก รูเปิดที่ขยับเข้าใกล้หว่างขาของเธอขมิบไหวราวกับจะตอบรับคำพูดของผู้เป็นนายและกำลังเลียริมฝีปากอย่างหิวกระหาย ของเหลวใสเหนียวข้นยืดตัวเป็นสายยาวก่อนจะหยดแหมะลงมา
ชั่วขณะนั้น ในสายตาของเซร่า มันช่างเชื่องช้าราวกับเวลาผ่านไปชั่วกัปชั่วกัลป์
สัตว์ประหลาดกำลังเลียปากอยู่นี่ เซร่าที่เผลอรำพึงออกมาโดยไม่รู้ตัวก็ทนความหวาดกลัวไม่ไหวและถีบเขาออกไปสุดแรงในวินาทีถัดมา
“กรี๊ดดด ไอ้เหี้ย นั่นมันอะไรกันวะ…!”
เธอกรีดร้องลั่นจนบ้านแทบพังพลางดิ้นรนและคลุ้มคลั่งไปทั่ว
“ไสหัวไป! บอกให้ไสหัวไปไงเล่า! นายอยากจะทำเรื่องพรรค์นี้กับผู้หญิงที่เพิ่งเจอกันวันแรกหรือไงฮะ! ถอยออกไปเดี๋ยวนี้เลยนะไอ้โรคจิตเวรนี่!”
เซร่าที่สติแตกละทิ้งแม้กระทั่งคำสุภาพที่อุตส่าห์รักษาไว้และก่นด่าเอน็อคแทบฆ่าให้ตาย มันคือจังหวะที่ความตึงเครียดทางเพศซึ่งเคยตรึงแน่นระหว่างทั้งสองถูกตัดขาดฉับลงทันที
ถ้าทำได้ เธอก็อยากจะมอบลูกถีบให้เป็นรางวัลแก่เจ้าสัตว์ประหลาดน่าเกลียดที่ยังคงจ้องมองเธออยู่ แต่เพราะไม่มีความกล้าพอจะให้ผิวเปลือยเปล่าไปสัมผัสกับสิ่งนั้น เธอจึงได้แต่พยายามหลบเลี่ยงพลางออกแรงผลักเอน็อคออกไป
“……มาปฏิเสธเอาป่านนี้เนี่ยนะ?”
เมื่อเจอการขัดขืนอย่างบ้าคลั่งเช่นนี้ เอน็อคก็เอียงคอทำหน้าเหลอหลา
“ไร้สาระชะมัด เธอเสร็จไปรอบหนึ่งแล้วจะชิ่งหรือไง?”
เขาทำเสียงฮึดฮัดทางจมูกราวกับเสียอารมณ์ ก่อนจะยอมปล่อยตัวเธอแต่โดยดีในท่าทีที่เหมือนกับว่าตนเองก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไร
“แฮ่ก แฮ่ก แฮ่ก!”
เซร่ารีบเผ่นหนีอย่างรวดเร็วราวกับสัตว์ป่าที่หลุดรอดจากกับดัก แล้วม้วนตัวกลมดิ๊กอยู่ใต้ผ้าห่มเพื่อป้องกันตนเอง
“จู่ๆ เป็นบ้าอะไรขึ้นมาเนี่ย?”
เอน็อคที่อารมณ์พลอยหดหายไปด้วยบ่นพึมพำอย่างหงุดหงิดเต็มประดา เซร่าที่ทิ้งระยะห่างปลอดภัยเรียบร้อยแล้วแผดเสียงแหวใส่ทั้งที่ยังถูกม้วนอยู่ในผ้าห่ม
“บอก ชะ-ฉันบอกตั้งแต่แรกแล้วไงว่าไม่ต้องการ! ไม่อยากได้รางวัลอะไรทั้งนั้น!” “พูดงั้นแล้วทำไมถึงยอมให้กอดแต่แรก” “ก็มันหนาวนี่!” “ตอนฉันจับตัวก็อยู่เฉยๆ ไม่ใช่เหรอ” “นั่นมัน...!”
ก็เพราะโดนมนตร์เสน่ห์ของนายเล่นงานน่ะสิ! ความจริงอันน่าอดสูที่ไม่อาจเอ่ยปากออกไปได้ทำเอาเซร่าถึงกับพูดไม่ออก เอน็อคที่เห็นเธอเงียบกริบไปกะทันหันก็เชิดหน้าขึ้นราวกับจะบอกว่าเห็นไหมล่ะ ก่อนจะเย้ยหยันประหนึ่งเป็นผู้ชนะ
“ฉันก็เลยนึกว่าปากไม่ตรงกับใจ แต่ร่างกายซื่อสัตย์ซะอีก” “...” “ทั้งที่ฟินจนเลือดกำเดาไหลแท้ๆ” “ไม่ใช่นะ! แค่ นิดหน่อย ตกใจนิดหน่อยต่างหากเล่า! ไอ้โรคจิตที่ไหนจะไปชอบบทรักแบบนี้กันยะ!”
เซร่าที่จู่ๆ ก็กลายเป็นคนพิลึกพยายามแก้ต่างให้ตัวเองอย่างสุดฤทธิ์ เธอบอกว่าเพราะตกใจตัวก็เลยแข็งทื่อไป แต่ในใจน่ะอยากจะให้หยุดตลอดเวลา พร้อมยกเอาสามัญสำนึกมาอ้างว่าใครมันจะไปชอบการเพิ่งเจอกันปุ๊บก็ล้มลงบนเตียงปั๊บแบบนี้กัน
“คนอื่นเขาก็ชอบกันหมดนะ ทั้งเอมิลี่ โรซ่า วิกตอเรีย พริน ไดอาน่า แจ็กเกอลีน...” “พอเลย! พอที! คิดว่าฉันถามเพราะอยากรู้จริงๆ หรือไงยะ?!”
ทว่าเอน็อคกลับพังทลายสามัญสำนึกของเซร่าด้วยน้ำเสียงที่เบาสบายอย่างยิ่ง เมื่อฟันธงว่ามีแต่เธอคนเดียวที่แปลก เขาก็ยักไหล่ด้วยสีหน้าหมดอารมณ์
“เออ ช่างเถอะ ช่างมัน คนที่เสียดายคือเธอ ไม่ใช่ฉันสักหน่อย”
เอน็อคที่มีสีหน้าหมดความสนใจโดยสิ้นเชิงยัดแก่นกายกลับเข้าไปในกางเกงราวกับไม่เหลือความอาลัยอาวรณ์ แต่ทว่าหลังจากพูดคำว่าช่างมันไปแล้ว ในวินาทีถัดมาเขากลับดึงเซร่าเข้าไปกอดไว้ทั้งผ้าห่ม
“นี่คุณคะ? ไหนว่าช่างมันไง” “ก็ใช่ ช่างมันแล้วไง แล้วจะทำไม”
แล้วจะมากอดฉันไว้ทำไมล่ะ เซร่าเผยอริมฝีปากคิดจะถามออกไปเช่นนั้น
“ฉันเองก็ต้องนอนเหมือนกันไม่ใช่เหรอ”
เอน็อคที่ล่วงรู้ความคิดนั้นชิงพูดตัดหน้าขึ้นมาก่อน
“นอนคนเดียวมันนอนไม่หลับน่ะสิ”
นอนคนเดียวแล้วมันกลัว เอน็อคที่อธิบายเหตุผลเอาเองห่อไหล่อย่างเว่อร์วังแล้วเอาหน้ามาถูไถกับแผ่นหลังของเซร่า
“…….”
ข้ออ้างที่ไร้สาระสิ้นดีทำเอาเซร่าทำหน้าพูดไม่ออกอีกครา นอนคนเดียวแล้วกลัวกะผีอะไรกัน ตอนสงครามเห็นนอนกรนสบายใจเฉิบบนกองศพแท้ๆ จะมาต้มตุ๋นใครมิทราบ
แล้วถ้าหากกลัวจนนอนคนเดียวไม่ได้จริงๆ ก็ยิ่งไม่ควรอยู่กับเซร่าเข้าไปใหญ่ เพราะการต้องนอนกอดผู้หญิงที่มีหน้าตาเหมือนกับคนที่ตัวเองฆ่าไป มันน่าสยองขวัญกว่าตั้งเยอะไม่ใช่หรือไง!
“ไม่ทำอะไรหรอกน่า อย่าเอะอะไปหน่อยเลย นอนๆ ไปซะ”
ก่อนที่เซร่าจะทันหาคำโต้แย้งใดๆ เอน็อคก็ตบหน้าอกเธอเบาๆ เพื่อกล่อมให้นอน เขากอดรัดเซร่าไว้แน่นราวกับตุ๊กตาหมีแล้วหลับตาลงไปแบบนั้น
และไม่นานหลังจากนั้น เสียงหายใจสม่ำเสมอก็ดังแว่วมาจากด้านหลัง ทว่าแรงแขนที่กอดรัดไว้ยังคงมั่นคงจนไม่อาจรู้ได้ว่าเขาหลับไปแล้วจริงๆ หรือแค่แกล้งหลับตากันแน่
ในขณะที่เธอกลั้นหายใจคอยสังเกตท่าทีของเอน็อคอยู่นั้น แรงแขนที่เคยกอดรัดจนแทบหายใจไม่ออกก็ค่อยๆ คลายลงอย่างช้าๆ
หลับแล้วเหรอ? เซร่าที่รับรู้ได้ว่าเวลาแห่งการหลบหนีมาถึงแล้วจึงกลิ้งตัวไปด้านข้างเพื่อหลุดพ้นจากอ้อมอกของเอน็อค หลังจากกลิ้งไปอีกสองสามรอบ เธอก็สะบัดผ้าห่มที่พันตัวไว้เหมือนชุดเกราะทิ้งไปอย่างง่ายดายแล้วผุดลุกขึ้นยืน
ก็ไม่เท่าไหร่หนี่? อุตส่าห์เตรียมใจน้อยเนื้อต่ำใจไว้ล่วงหน้าเพราะคิดว่าจะต้องเสียเวลาไปเปล่าๆ ปลี้ๆ ตั้งหลายชั่วโมง แต่การสลัดเอน็อคหลุดกลับราบรื่นกว่าที่คิด เธอดีใจที่จะได้ออกไปตามหาเลนิสเสียที
มัน ง่าย เกินไป ในตอนนั้นเซร่าน่าจะเอะใจสงสัยได้แล้ว อย่างน้อยเขาก็เป็นวีรบุรุษที่ยิ่งใหญ่แห่งยุคสมัย ไม่มีทางที่จะผล็อยหลับไปง่ายๆ แบบนี้หรอก หากเธอเฉลียวใจสักนิดตั้งแต่ตอนนั้นละก็―
“กรี๊ด!”
ก็คงป้องกันเคราะห์ร้ายอย่างการถูกคว้าข้อเท้าแล้วลากตัวไปได้แท้ๆ…
เซร่าเสียการทรงตัวจนเข่ากระแทกพื้นล้มลงไป ยังไม่ทันจะได้กล้ำกลืนความเจ็บปวดจนน้ำตาเล็ดนั้น เธอก็ถูกลากถอยหลังไปตามพื้น
“ฮะ วุ่นวายชะมัด”
น้ำเสียงหงุดหงิดปนงัวเงียเดาะลิ้นเบาๆ เอน็อคเสยผมอย่างรำคาญใจแล้วกระชากตัวเซร่าที่พยายามจะหนีอยู่เรื่อยมาวางแหมะไว้ข้างกายอย่างไม่ใส่ใจ
“บอกให้นอนไง”
แล้วเขาก็ฟาดสันมือลงบนลำคอบอบบางโดยไม่มีการเตือนล่วงหน้า ผัวะ! เสียงที่ไม่น่าจะดังออกมาจากร่างกายมนุษย์ดังขึ้น อึ่ก ชั่วพริบตานั้นดาวสีขาวสว่างวาบขึ้นตรงหน้าเซร่า คอจะหักไปก็ไม่แปลกเลยแท้ๆ ทว่าน่าประหลาดที่กลับไม่รู้สึกเจ็บปวด
พอประสาทการทรงตัวที่ขาดผึ่งกลับคืนมา เธอก็ล้มพับลงไปกองกับพื้นเรียบร้อยแล้ว พลั่ก เธอเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าได้ยินเสียงทึบหนักตามหลังมาจังหวะหนึ่ง
อ๋อ นี่ฉัน กำลังสลบอยู่นี่เอง นั่นคือความคิดสุดท้ายของเซร่า โรเซนบอม
“……!”
สติที่จมดิ่งลงสู่ความลึกผุดขึ้นสู่ผิวน้ำในชั่วพริบตา
เฮือก เซร่าสะดุ้งตื่นขึ้นมาราวกับมีใครมาเขย่าปลุก สิ่งที่ปรากฏในสายตาที่เอียงกระเท่เร่คือผ้าห่มที่ยับยู่ยี่กับแสงแดดเจิดจ้า …ทำไมในนรกถึงมีแดดส่องล่ะ? เมื่อเผชิญกับทิวทัศน์อันสงบสุขที่ห่างไกลจากชีวิตประจำวัน เซร่าจึงเหม่อมองละอองฝุ่นที่ลอยล่องอยู่ในอากาศ
ในชั่วพริบตานั้นเอง เรื่องราวของเมื่อวานที่ถูกตัดฉับไปก็แล่นกลับเข้ามาเกาะติดในสมองของเซร่าดังเผาะ
“เลนิส…!”
เมื่อนึกถึงคนที่สำคัญที่สุดขึ้นมาได้ เซร่าก็ผุดลุกขึ้นจากที่นอนแล้ววิ่งพรวดพราดออกไป ทั้งที่เพิ่งตื่นนอนแท้ๆ แต่ร่างกายกลับเบาราวกับขนนกและเปี่ยมไปด้วยพลัง
แสงแดดเจิดจ้ากำลังสาดส่องลงมาบนทางเดินอันแห้งแล้งไร้ร่องรอยการอยู่อาศัยเหมือนกับเมื่อวาน ก่อนจะหลับไปก็เป็นตอนเช้าที่พระอาทิตย์เพิ่งขึ้นแท้ๆ แต่นี่เช้าอีกแล้วเหรอ เมื่อตระหนักได้ว่าตัวเองหลับ… ไม่สิ สลบไปทั้งวันทั้งคืนโดยไม่ตื่นเลย เซร่าก็พุ่งตัวตรงไปยังบันไดโดยไม่คิดหน้าคิดหลัง
ฝีเท้าอันเร่งรีบที่ก้าวลงบันไดดังกึกก้องไปทั่วบ้านที่สร้างด้วยไม้ทั้งหลัง
“……?”
เสียงพูดคุยที่แว่วมาจากชั้นหนึ่งพลันเงียบกริบลงพร้อมเพรียงกันราวกับนัดหมาย เมื่อได้ยินเสียงดังตึงตังเหนือศีรษะ
หากเซร่าใส่ใจสักนิด เธอคงสังเกตเห็นร่องรอยนั้นได้ ทว่าน่าเสียดายที่ในหัวของเธอเต็มไปด้วยความคิดที่ว่าตัวเองเสียเวลาไปเปล่าๆ ปลี้ๆ จึงเอาแต่ก้มหน้าก้มตาวิ่งโดยไม่มีเวลาแม้แต่จะเหลียวมองรอบข้าง
ดังนั้น เมื่อเท้าเล็กๆ ทั้งสองข้างของเซร่าแตะลงบนพื้นชั้นหนึ่ง จึงเลี่ยงไม่ได้ที่สายตาของทุกคนซึ่งรับรู้ถึงตัวตนของเธออยู่ก่อนแล้วจะจับจ้องมาเป็นตาเดียว
“…เอน็อค ซอร์เซอร์”
ด้วยเหตุนี้ ในที่สุดเซร่าจึงเพิ่งสำนึกได้ว่าตัวเองทำอะไรลงไปก็หลังจากเรื่องเกิดขึ้นแล้ว
“ทำไมถึงมีผู้มีภูมิคุ้มกันอยู่ในบ้านหลังนี้ล่ะ?”
ความจริงที่ว่า เธอได้เปิดเผยตัวตนของตัวเองออกมาโต้งๆ จนความพยายามที่คลุมเสื้อคลุมไว้เมื่อวานสูญเปล่าไปโดยสิ้นเชิง
กำลังโหลดความเห็น...