“[นิยาย] เมื่ออดีตชาติ ฉันเคยขายชาติมาแล้วค่ะ” มีฉากหรือเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่ กดยืนยันเพื่อเข้าชม เว็บจะจำไว้ในเบราว์เซอร์นี้
ตอนที่ 28
แม้ภายนอกจะไม่ได้แสดงอาการใดๆ แต่ตอนนี้เธอก็กระหายการพักผ่อนอย่างยิ่งยวดเช่นกัน ถึงจะได้นอนหลับเต็มอิ่ม แต่ตั้งแต่เช้าตรู่เธอก็ต้องกรำงานหนักทั้งวันร่วมกับเลนิส โดนสาดน้ำใส่ในช่วงเวลาที่หนาวที่สุด แถมยังไม่ทันได้จัดการเรื่องนั้นให้เรียบร้อยดี กิลด์ก็ตกอยู่ในสภาพเละเทะจนต้องแบกเลนิสที่ตัวหนักกว่าเธอเดินมาตั้งไกล
เดิมทีเธอก็ไม่ใช่สายใช้แรงอยู่แล้ว สภาพแวดล้อมเช่นนี้จึงเหมาะแก่การล้มหมอนนอนเสื่อเป็นที่สุด
“ก่อนอื่น ไปรักษาขาของนายก่อนเถอะ เลนิส”
เมื่อตัดสินใจเลือกจุดหมายปลายทางได้แล้ว เซร่าก็ก้าวเท้าเดินมุ่งหน้าไปยังกลุ่มคนที่กำลังลำเลียงผู้บาดเจ็บอย่างขะมักเขม้น
“อ๊ะ!”
ทว่าไม่ทันไร ไหล่อีกข้างที่ไม่ได้แบกเลนิสไว้ก็ชนเข้ากับใครบางคนอย่างจัง
“โอ๊ย!” กิ๊ว……!
ท่ามกลางเสียงอุทานด้วยความตกใจของอีกฝ่าย มีเสียงร้องแสนน่ารักที่คุ้นหูอย่างประหลาดดังแทรกเข้ามา
“……?”
พอหันหน้าไปตามเสียงร้องนั้น ก็เป็นไปตามคาด ก้อนควันสีดำก้อนเล็กน่ารักกำลังจ้องมองเธออยู่จริงๆ
กิ๊ววว……. ก้อนควันตัวนั้นที่สบสายตากันสั่นเทิ้มไปทั้งตัวราวกับกำลังหวาดกลัว
“ขอโทษครับ”
ชายหนุ่มที่แบกมันไว้บนบ่าผงกหัวขอโทษอย่างขอไปที และในตอนนั้นเอง
ตูมมม! อาคารในเขตอพยพพังทลายลงพร้อมกับเสียงระเบิดกึกก้องกัมปนาท เศษซากปรักหักพังขนาดยักษ์ที่กระเด็นออกมาจากแรงกระแทกตกลงมาบดขยี้พื้นดินเสียงดังสนั่น ซึ่งอยู่ข้างๆ เซร่ากับชายหนุ่มคนนั้นพอดิบพอดี หากชายคนนั้นไม่ได้ชนกับเซร่าจนต้องหยุดเดิน ป่านนี้เศษซากนั่นคงไม่ได้บดขยี้แค่พื้นหิน แต่คงบดศีรษะของเขาแหลกละเอียดไปด้วยแล้ว
“…….” “…….” “…….”
คนทั้งสามคนที่เฉียดความตายมาได้อย่างหวุดหวิดต่างมองดูภาพนั้นเงียบๆ แต่คนที่เลือกจะนิ่งเงียบต่อสถานการณ์กะทันหันนี้ก็ไม่ได้มีแค่พวกเขาเท่านั้น
รอบด้านเงียบสงัดไปหมด ไม่ว่าจะเป็นคนที่กำลังลำเลียงผู้บาดเจ็บ คนที่ตะโกนสุดเสียงเพื่อปลอบขวัญสมาชิกกิลด์ หรือแม้แต่คนที่หัวเราะร่าและส่งเสียงคุยจ้อแม้จะเป็นบทสนทนาที่ดูบ้าคลั่งก็ตาม ทุกคนล้วนเงียบกริบ
กิ๊ววววว……. เสียงเดียวที่เล็ดลอดผ่านความเงียบงันนั้นออกมา มีเพียงเสียงร้องแสนน่ารักจนดูไร้สาระที่ได้ยินแค่ในหูของเซร่าเท่านั้น เซร่ากวาดสายตามองตามเสียงไป
ก้อนควันสีดำที่เคยตัวสั่นงันงกอยู่บนบ่าของชายคนนั้น บัดนี้กำลังค่อยๆ เลือนรางหายไปพร้อมกับรอยยิ้มอันอบอุ่น
และในชั่วพริบตาที่ความเจ็บแปลบแล่นวาบขึ้นมาที่แขนซ้ายของเซร่า―
“กรี๊ดดดด! โดนลอบโจมตี! มีการลอบโจมตี!” “เขตอพยพก็แตกแล้ว!” “มะ ไม่จริงน่า ทำไมถึงเป็นแบบนี้ได้!” “หนีไป! รีบหนีเร็วเข้าาาา!”
ความเงียบสงัดที่ตึงเครียดจนถึงขีดสุดระเบิดกระจัดกระจายออกไป ผู้คนที่ผุดลุกขึ้นวิ่งหนีเตลิดไปทั่วสารทิศราวกับมดแตกรัง
แม้แต่สถานที่สุดท้ายที่เคยรักษาสันติภาพอันเปราะบางไว้ได้จนถึงเมื่อครู่ ก็กลายสภาพเป็นนรกบนดินด้วยฝุ่นควันและเศษซากการระเบิดที่ร่วงกราวลงมา
“ซะ เซร่า…! พะ พวกเราก็ระ รีบหนีกันเถอะ!”
เลนิสที่ตื่นตระหนกตามไปด้วยเร่งเร้าเซร่าที่ยืนนิ่งแข็งทื่อไม่หยุด แต่ทว่า ช่างน่าเสียดายที่เซร่าดูจะไม่มีความคิดที่จะขยับเขยื้อนเลยแม้แต่น้อย ซึ่งสวนทางกับความหวังอันแรงกล้าของเขา
“อ้าว……?”
เธอเพียงแค่ก้มมองแขนตัวเองพลางเอียงคอสงสัย
ประสาทสัมผัสของเซร่าไม่ได้จดจ่ออยู่กับภัยคุกคามที่ประชิดเข้ามาตรงหน้า แต่กลับพุ่งตรงไปยังตัวเลขโทษทัณฑ์ที่สลักอยู่บนท่อนแขนของตนเองทั้งหมด มันก็ช่วยไม่ได้จริงๆ ในเมื่อ….
501 922 781
เพราะเพียงชั่วพริบตานั้น โทษทัณฑ์ของเธอกลับลดลงไปถึงหนึ่งหมื่นปี
เปรียะ ในตอนนั้นเอง อนาคตอันบิดเบี้ยวของชายที่เพิ่งเผชิญหน้าไปเมื่อครู่ก็แทรกซึมผ่านรอยแตกที่ปริช้าไปจังหวะหนึ่งเข้ามา
หากไม่ใช่เพราะเซร่า ชายคนนั้นก็มีชะตากรรมที่จะต้องถูกซากปรักหักพังทับจนตายคาที่ และ…….
‘หมดแล้วเหรอ?’
มีเพียงแค่นั้นเอง การตายของชายคนนั้นไม่ได้เชื่อมโยงไปสู่การล่มสลายของโลกเหมือนอย่างที่แล้วๆ มา นี่เป็นการลดโทษที่อยู่นอกเหนือขอบเขตเงื่อนไขที่ตกลงไว้กับพระเจ้า
“แต่ทำไมถึงลดให้ล่ะ สิ่งที่ฉันทำไปก็แค่บังเอิญช่วยชีวิตไว้เท่านั้นเอง…… อ๊ะ!”
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ เสียงของพระเจ้าที่เธอเคยฟังหูไว้หูพลันแวบผ่านเข้ามาในหัวของเซร่า
‘คราวนี้ก็จงใช้ชีวิตให้มันดีๆ หน่อยล่ะ’
คำพูดสั้นๆ ประโยคนั้นที่พระเจ้าเอ่ยพึมพำด้วยน้ำเสียงเอือมระอา ก่อนที่เธอจะขึ้นมายังโลกเบื้องบน
หรือว่า นั่นก็เป็นเงื่อนไขด้วยเหมือนกันงั้นเหรอ…? เมื่อตระหนักได้ ใบหน้าของเธอก็เงยขวับขึ้นมองตรงไปข้างหน้า
“หนีเร็ว! รีบเข้า!”
บนไหล่ของผู้คนที่วิ่งเบียดเสียดอลหม่าน ก้อนควันสีดำก้อนเล็กๆ ร่วงหล่นลงมาราวกับหิมะ ก้อนควันเหล่านั้นจับตัวหยุ่นๆ ก่อนจะผุดลืมตาขึ้นมา ก้อนควันสีดำนับไม่ถ้วนที่ถือกำเนิดขึ้นมาเช่นนั้นต่างหันมามองเซร่าเป็นตาเดียว
เปรี้ยะ เปรี้ยะ เปรี๊ยะ! ภาพเบื้องหน้าของเซร่าที่ตอบสนองต่อสิ่งนั้นแตกกระจายออกเป็นสิบเป็นร้อยสาย ความตายที่เพิ่งถือกำเนิดใหม่พรั่งพรูลงมาราวกับห่าฝนสู่เธอ ผ่านสายตาที่พันกันยุ่งเหยิงตระการตาราวกับกล้องสลับลาย
สถานการณ์เข้าขั้นสิ้นหวัง
การโจมตีที่พุ่งเข้ามาอย่างกะทันหันกวาดล้างเขตปลอดภัย หอนาฬิกาที่หลังคาปลิวหายปักหัวทิ่มลงกับพื้นดิน หง่าง—. ระฆังที่ร่วงหล่นกลิ้งไปตามพื้นอย่างน่าหวาดเสียว
“…….”
เลนิสเฝ้ามองสภาพกิลด์ที่ถูกโจมตีอย่างไม่เลือกหน้าด้วยสายตาที่ไม่อยากจะเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง
“มะ มาถึงที่นี่ได้ยังไงกัน…!”
ผู้คนสูญเสียระเบียบวินัยไปอย่างรวดเร็วเมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์สุดขั้วที่ไม่เคยพานพบมาก่อนในชีวิต
“หนีเร็ว! การโจมตีพุ่งมาอีกแล้ว…!” “ทะ ที่นี่เป็นที่ที่ปลอดภัยที่สุดแล้ว จะให้หนีไปไหนอีกล่ะ!”
เหล่าสมาชิกกิลด์ต่างสับสนจับต้นชนปลายไม่ถูกและวิ่งวุ่นไปมากับสถานการณ์ไม่คาดคิดที่เกิดขึ้นกะทันหัน
“บ้าเอ๊ย มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นกันแน่เนี่ย!”
ผู้รับผิดชอบที่คอยควบคุมดูแลพื้นที่อพยพก็ไม่เข้าใจสถานการณ์เช่นเดียวกัน การโจมตีเมื่อครู่นี้ไม่ได้พุ่งมาจากแนวกำแพงฝั่งตะวันตกที่มีการลอบโจมตี แต่กลับพุ่งมาจากแนวกำแพงฝั่งตะวันออกที่อยู่ใกล้กับพื้นที่อพยพต่างหาก
พวกมันบุกเข้ามาทางที่ราบฝั่งตะวันออกงั้นเหรอ? ไม่ ไม่มีทางเป็นไปได้ ชายหนุ่มมองแนวกำแพงที่เงียบสงบด้วยแววตาสับสน ฝั่งตะวันออกที่อยู่ใกล้กับเขตที่พักอาศัยมีการวางกำลังพลคุ้มกันไว้มากกว่าฝั่งตะวันตกตั้งเยอะ หากพวกศัตรูโจมตีฝั่งตะวันออกโดยเว้นช่วงเวลา ป่านนี้สัญญาณเตือนภัยก็ควรจะดังขึ้นแล้―
“ลอบโจมตี! พวกอันทาเรส!”
หวูดดด― ทันทีที่ความคิดนั้นผุดขึ้นมา เสียงสัญญาณเตือนภัยก็แผดดังขึ้น เป็นสัญญาณเตือนภัยการลอบโจมตีแนวกำแพงฝั่งตะวันออกที่ไม่เคยเปิดใช้งานเลยสักครั้งนับตั้งแต่ก่อตั้งกิลด์ซิกนัส
“กรี๊ดดด!”
เสียงสัญญาณเตือนภัยที่ดังขึ้นจากจุดที่อยู่ใกล้ๆ ทำให้ผู้คนที่กำลังสับสนอยู่แล้วยิ่งแตกตื่นโกลาหลขึ้นไปอีก แม้แต่ความสุขุมที่ชายหนุ่มประคับประคองเอาไว้ได้อย่างยากลำบากก็เริ่มสั่นคลอนต่อวิกฤตการณ์ที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน
ทว่า จะให้แม้แต่ตัวเองสติหลุดไปด้วยไม่ได้ ชายหนุ่มพยายามดึงสติตนเองกลับมาแล้วตะโกนใส่ผู้คนที่กำลังผลักกันไปมาเพื่อหนีเอาชีวิตรอด
“ทุกคนใจเย็นๆ แล้วมารวมกันตรงนี้! รออีกนิดเดียวกำลังหนุนจากแนวกำแพงฝั่งตะวันออกก็… อั่ก!” “อ๊ากกก! หลีกไป!” “แม่! แม่! อยู่ไหนน่ะ?” “ฉะ ฉันจะไปก่อน!” “กรี๊ด! ลูกฉันหายไปไหนไม่รู้!”
ทว่าเสียงนั้นกลับถูกกลบด้วยเสียงกรีดร้องที่ระเบิดออกมาจากทั่วทุกสารทิศจนส่งไปไม่ถึง
ควบคุมไม่อยู่แล้ว ผู้คนที่ตกอยู่ในอาการตื่นตระหนกต่างพากันหนีกระจัดกระจายไปคนละทิศละทางเพื่อหลบห่ากระสุนปืนใหญ่ที่สาดซัดลงมาโดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องมุ่งหน้าไปที่ใด
ทุกคนดูเหมือนจะไม่มีสติพอที่จะตระหนักได้ว่ายิ่งแตกกระจายกันไปแบบนั้นก็ยิ่งปกป้องได้ยาก ยิ่งไปกว่านั้น คนที่ขวัญเสียยิ่งกว่ากลับขยับตัวไม่ได้เลยราวกับติดกับดัก
“มีคำขอกำลังเสริมมาจากฝั่งตะวันออกครับ!”
ตอนนั้นเอง ลูกน้องที่อยู่ใกล้ๆ ได้ส่งข่าวใหม่เข้ามา เมื่อหันศีรษะมองตามทิศทางที่ชี้ ควันสีน้ำเงินก็กำลังลอยพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้ายามอาทิตย์อัสดง
“ต้องไปแล้วครับ! ถ้าฝั่งตะวันออกแตก คนที่อยู่ที่นี่ได้จบเห่กันหมดแน่!” “จริงด้วยครับ! รีบส่งกำลังไปหนุน…!”
เหล่าลูกน้องที่หน้าซีดเผือดต่างยืนกรานว่าต้องรีบตอบรับคำขอจากฝั่งตะวันออก แม้จะเป็นข้อชี้แนะที่สมเหตุสมผล แต่ถึงอย่างนั้นชายหนุ่มก็ยังไม่อาจตัดสินใจได้โดยง่าย คนที่คุ้มกันฝั่งตะวันออกอยู่คือเหล่าทหาร แต่ผู้คนที่ถูกทิ้งไว้ที่นี่คือประชาชนตาดำๆ ที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย
หากพวกเขาไปช่วยย่อมมีประโยชน์แน่ ทว่านั่นก็มีความหมายเท่ากับว่าพวกเขาจะปล่อยปละละเลยผู้คนที่อยู่ที่นี่ไปทั้งหมด
ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ต้องมีผู้สูญเสีย ถ้าเช่นนั้นต้องเลือกทางใดจึงจะจ่ายค่าตอบแทนน้อยกว่ากันเล่า
“บัดซบเอ๊ย! จะให้ทำยังไงกันแน่วะ!”
ต่อหน้าทางแยกของการตัดสินใจที่ยากลำบาก ชายหนุ่มรู้สึกหงุดหงิดกับความน่าสมเพชของตนเองที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก
‘ฉะ ฉันต้องทำอะไรสักอย่าง….’
ในเวลานั้น เลนิสเองก็กำลังกลัดกลุ้มด้วยเรื่องคล้ายๆ กัน ดวงตาสีดำที่เปี่ยมด้วยความหวาดกลัวมองไปยังพื้นที่อพยพซึ่งกำลังกลายสภาพเป็นแดนมิคสัญญีขึ้นเรื่อยๆ โชคดีที่จุดที่เขายืนอยู่ไม่ได้รับความเสียหายอะไรเพิ่มเติมหลังจากการโจมตีระลอกแรก
“แงงง! พ่อจ๋า! แงงง!”
ในจุดที่ไม่ไกลจากเขานัก มีเด็กน้อยคนหนึ่งพลัดหลงจากมือพ่อแม่กำลังร้องไห้อยู่ เลนิสรู้สึกเป็นห่วงเด็กคนนั้นจนแทบจะเป็นบ้ามาตั้งแต่เมื่อครู่แล้ว
‘ต้องรีบไปช่วยแล้วแท้ๆ…!’
เสียงร้องไห้ที่กรีดแทงรูหูนั้นราวกับกำลังเร่งเร้าเลนิส แม้จะไม่มีใครต้องการความช่วยเหลือจากเขา ทว่าเขาก็เป็นหนึ่งในผู้รับผิดชอบดูแลกิลด์ซิกนัสคนหนึ่ง และมีหน้าที่ต้องปกป้องสมาชิกกิลด์ในยามฉุกเฉิน
และดูเหมือนว่าตอนนี้นี่เอง ที่เป็นเวลาซึ่งต้องลงมือทำตามหน้าที่นั้น ทว่า…
‘ฉัน ขะ-ขาก็เจ็บอยู่ด้วย… แถมปฏิกิริยาตอบสนองก็ไม่ดี… เรี่ยวแรงก็แทบไม่มี…’
เอาเข้าจริง ตัวเลนิสเองก็ต้องพึ่งพาการเคลื่อนไหวจากเซร่าอยู่ จึงไม่กล้าอาจหาญก้าวออกไปทำอะไร แม้จะไม่ถึงขั้นเดินไม่ได้เลย แต่การจะเอาชนะอุปสรรคเหล่านั้นแล้ววิ่งรี่เข้าไป จุดที่เด็กร้องไห้อยู่นั้นก็อยู่ใจกลางห่ากระสุนระเบิดเกินไป ต่อให้ร่างกายของเขาจะปกติดี ก็ใช่ว่าจะไปถึงตรงนั้นได้อย่างปลอดภัย
และว่ากันตามตรง เขากลัวที่จะเอาชีวิตไปเสี่ยงเพื่อช่วยเด็กที่เพิ่งเคยเห็นหน้าในวันนี้
‘เวลาแบบนี้ถ้าหัวหน้ามาช่วยก็คงดี…!’
หลังจากพร่ำบ่นถึงสิ่งที่ตนทำไม่ได้จนจบ สุดท้ายใบหน้าของเอน็อคก็ผุดขึ้นมา แม้ตามปกติจะเป็นหัวหน้าที่เกียจคร้านจนไม่มีอะไรถูกใจสักอย่าง ทว่าในยามวิกฤต สิ่งที่โหยหาอย่างยิ่งยวดก็คือการมีอยู่ของวีรบุรุษนั่นเอง
เวลานี้ ที่นี่ต้องการเอน็อค ต้องการใครสักคนที่ปรากฏตัวขึ้นมาราวกับปาฏิหาริย์ ช่วยเหลือผู้คนที่ตกอยู่ในอันตราย และปัดเป่าความหวาดกลัวที่กัดกินบรรยากาศให้สลายไปในพริบตา
“ตกลงว่า เมื่อไหร่ทุกคนจะ….”
เป็นจังหวะที่เลนิสซึ่งเริ่มกระวนกระวายหันมองไปทางทิศที่เอน็อคอยู่พลางพึมพำ
“……?”
เซร่าที่เงียบมาตลอดกลับค่อยๆ ปล่อยแขนของเลนิสที่พาดอยู่บนบ่าของเธอลง
“เซะ-เซร่า…? ทำไม-.”
แล้วยังไม่ทันที่คำพูดถามหาเหตุผลของเลนิสจะจบลง
“……เฮ้ย!”
เธอก็พุ่งตัววิ่งฝ่าดงระเบิดออกไปด้วยความเร็วอันน่าสะพรึงกลัว
“ไม่ได้นะ! เซร่า!”
อันตรายนะ! เลนิสร้องตะโกน ทว่าเซร่ากลับวิ่งเตลิดไปโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง แผ่นหลังนั้นดูเด็ดเดี่ยวจนเลนิสเข้าใจผิดไปชั่วขณะว่าเธอทอดทิ้งคนที่ขาเจ็บอย่างเขาแล้วหนีเอาตัวรอดไปคนเดียว
ทว่า เมื่อเซร่าที่ผละไปราวกับจะไม่หวนกลับมาอีกได้กลับมาหยุดอยู่ตรงหน้าเขา
“แฮ่ก แฮ่ก เลนิส” “…….”
เลนิสถึงกับพูดอะไรไม่ออก
“ช่วยดูแลเด็กคนนี้ไว้ทีได้ไหม?”
ในอ้อมแขนของเซร่าที่กำลังหอบหายใจรัว มีเด็กที่คุ้นหน้าถูกอุ้มอยู่ เด็กคนที่เขากำลังกังวลอยู่จนถึงเมื่อครู่ ทว่าจนแล้วจนรอดก็ไม่กล้าอาจหาญเข้าไปช่วยนั่นเอง
กำลังโหลดความเห็น...